คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 434 ตรวจสอบอย่างชัดเจน
จินเฟยเหยาเดินตามเจ้าเมืองหลิวเข้าตำหนักเจ้าเมืองอย่างยินดี นางเงยหน้าขึ้นมองประตูใหญ่ สูงถึงสิบคนเต็มๆ พบว่าประตูใหญ่ของที่นี่สูงมาก หรือว่าเป็นความเคยชินของคนท้องถิ่น?
หลังจากเข้าตำหนักและมองตามสบายก็พบเห็นคนผู้หนึ่งในตำหนักอันกว้างขวาง
จินเฟยเหยาไม่ทันได้เก็บรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าก็หมุนตัวชิงหลบหนีราวกับสายฟ้าแลบ ทว่าประตูใหญ่ปิดลงอย่างหนักหน่วงดังปัง นางคิดจะชนประตูหลบหนีไปโดยตรงกลับกระแทกบนประตู ในใ ใจอดสาปแช่งไม่ได้ “น่าชังนัก! บนประตูมีวงเวทคุ้มครอง”
ความเคลื่อนไหวของนางรวดเร็วเกินไปจริงๆ แม้แต่หวาหวั่นซีกับพั่งจื่อก็ยังไม่มีปฏิกิริยา เห็นจินเฟยเหยาหันหลังให้ทุกคนนั่งยองๆ อยู่หลังประตู นวดคลึงจมูกที่กระแทกประตู หวาหวั นซีก็เบนสายตาไปมองคนที่ทำให้จินเฟยเหยาลนลานหลบหนีโดยไม่เลือกทิศทาง
นั่นเป็นบุรุษสวมชุดคลุมยาวสีดำผู้หนึ่ง กำลังเอนอิงอยู่บนตั่งนุ่มอันกว้างขวางและนั่งตามสบาย ใต้เสื้อคลุมยาวแหวกออกเล็กน้อยเผยให้เห็นเสื้อสีขาวด้านล่าง เงามังกรสีขาวเห หินทะยานเลือนรางตัวหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่บนเสื้อคลุมสีดำ เมื่อผ่านเสื้อสีขาวด้านล่างก็กลายเป็นเงามังกรสีดำอีก
เขาเอนอิงตามสบายเช่นนั้น ทว่ากลับมีอำนาจอันน่าตระหนกกดดันมาในความไร้ลักษณ์นั้น หวาหวั่นซีเบิกตากว้าง ในใจมีการเข่นฆ่ากำลังพุ่งทะยานรางๆ ความรู้สึกนี้น่ากลัวเกินไป นางมิใช ช่ไม่เคยเห็นคนขั้นว่างเปล่ามาก่อน นางยังเคยเจอราชันสุ่ยจวินกับจินเฟยเหยาที่เมืองไป่เหอเนื่องจากต่อสู้กับราชันเหวิน
ราชันสุ่ยจวินก็เป็นคนขั้นว่างเปล่าช่วงปลาย ถึงจะมีความรู้สึกสยบด้วยพลานุภาพ ทว่าแตกต่างจากทำให้คนเกิดกลิ่นอายแห่งความตายแบบนี้โดยสิ้นเชิง คนผู้นี้อันตรายเกินไป
ทันใดนั้น นางเห็นพั่งจื่อหดเป็นก้อนกลม ท่าทางหวาดกลัวอย่างยิ่ง อีกทั้งในดวงตายังวาบสายตาที่นางคุ้นเคย หวาหวั่นซีพลันเข้าใจทันใด คนผู้นี้คือใต้เท้าหลง!
“เจ้าคิดจะหนีไปที่ใด?” สายตาของใต้เท้าหลงตกลงบนร่างจินเฟยเหยา ไม่รู้ว่ายายนี่มีโชควาสนาอะไร ตนเองมาเยี่ยมญาติห่างๆ เผ่าเดียวกันที่นี่ คิดไม่ถึงว่าจะเจอนางถือป้ายของหงมาแ แอบอ้างชื่อ
เสียงอันคุ้นเคยดังมา จินเฟยเหยาอดตัวสั่นเทาไม่ได้ ในสมองขบคิดอย่างเร็วรี่ว่าจะรับมือสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร จริงสิ พั่งจื่อกับหวาหวั่นซีล่ะ? นางแอบเบือนหน้าไปมองด้านหลัง แวบหนึ่ง เมื่อครู่เนื่องจากหลบหนีโดยสัญชาตญาณจึงลืมพวกเขาไป
ไม่ดูยังดี พอดูก็เกือบจะทำให้จินเฟยเหยามีโทสะตาย
พั่งจื่อปรูดมาที่ข้างกายจอมมารหลงกำลังทุบต้นขาให้พลางยิ้มประจบโดยอัตโนมัติ ส่วนหวาหวั่นซีกำลังกราบกรานอยู่เบื้องหน้าเขา “หวาหวั่นซีคารวะใต้เท้าหลง ขอให้ร่างมารของใต้เท้า าหลงปลอดภัยไร้อันตราย”
เจ้าสารเลวสองตัวนี้ ก่อกบฏก็ยังไม่รวดเร็วปานนี้เลย เพลิงโทสะจินเฟยเหยาพวยพุ่งจึงกระโดดขึ้นชี้หน้าพวกเขาทั้งสองพลางด่าทอ “พวกเจ้าสองคนเกินไปแล้ว! หวั่นซี พั่งจื่อทำแบบนี้ ก็ช่างเถอะ ทำไมเจ้าจึงวิ่งมากราบกรานทันทีด้วย! เจ้าเย่อหยิ่งมากมิใช่หรือ ตอนนี้ทำไมครู่เดียวขาอ่อนแล้ว!”
หวาหวั่นซีเอ่ยด้วยสีหน้าใสซื่อ “ข้าแค่มากราบกรานเจ้านายของเจ้านาย เจ้าอย่าแย่งชิงความโปรดปรานสิ”
จินเฟยเหยากัดฟัน เจ้าสองตัวนี้ พอเห็นหนีไม่รอดก็เปลี่ยนท่าทีทันควัน ตอนนี้ข้าเป็นขั้นแปลงจิตแล้ว ไม่ใช่คนขั้นสร้างฐานขั้นหลอมรวมที่ขี้ขลาดไม่มีพละกำลังในอดีตคนนั้น ข้า าไม่กลัวพวกเจ้าหรอก!
หืม? จินเฟยเหยาทำใจกล้ามองจอมมารหลงแวบหนึ่ง สีหน้าพลันปั้นยากอยู่บ้าง ขั้นว่างเปล่าช่วงปลายแล้ว? เจ้ากล้าเลื่อนขั้นเร็วกว่านี้หรือไม่! การพบเห็นนี้เกือบจะทำให้จินเฟยเห หยาตกใจกลัว ครั้งที่แล้วเพิ่งขั้นว่างเปล่าช่วงต้น ตอนนี้ภายในเวลาไม่ถึงร้อยปีเลื่อนขึ้นเป็นขั้นว่างเปล่าช่วงปลายแล้ว ที่แท้ฝึกบำเพ็ญอย่างไร เพราะเหตุใดจึงสามารถเลื่อนขั้นได้เร ร็วขนาดนี้ นี่ยังใช่คนอยู่หรือไม่!
จริงสิ! จินเฟยเหยาพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ ถ้าเขาเลื่อนเป็นขั้นผสานร่าง เช่นนั้นการไปโลกตู้เทียนก็รออยู่ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะไม่เห็นเขาที่โลกระดับวิญญาณและโลกระดับเทพ ดียิ่งนัก! เลื่อนขั้นได้ดี
“ข้าถามว่าเจ้าคิดจะไปที่ใด?” ใต้เท้าหลงเห็นจินเฟยเหยามองเขาอย่างตะลึงงัน ก็ถามอีกประโยคอย่างมีความอดทน
สีหน้าของจินเฟยเหยาผ่อนคลาย เดินเข้ามาพลางหัวเราะหึๆ “ใต้เท้าหลง คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้เจอท่านที่นี่ ข้าเห็นว่ามาพบท่านมือเปล่าน่าขัดเขิน เมื่อครู่จึงคิดจะออกไปเอาของขว วัญพบหน้ามาให้ท่านหน่อย เพียงแต่ลนลานวิ่งเร็วไปชั่วขณะ จริงสิ ที่นี่เย็นมาก ใต้เท้าหลงท่านเคยชินหรือไม่ ข้าเพิ่งเก็บปิศาจตัวเล็กๆ เผ่าเหยียนได้คนหนึ่ง เอามาให้ท่านอุ่นตั่ งเป็นอย่างไร?”
เมื่อครู่ยังจะช่วยน้องสาวของผู้อื่นออกมา ตอนนี้เพียงพริบตา แม้แต่คนที่เกี่ยวข้องก็เตรียมจะส่งมอบออกไป
ในที่สุดหวาหวั่นซีก็ได้เปิดหูเปิดตาว่าจินเฟยเหยากเกรงกลัวใต้เท้าหลงมากเพียงใด จากคำบอกเล่าของพั่งจื่อก่อนหน้านี้ยังจินตนาการไม่ออก นางผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินขอเพียงเอาเปรีย ยบได้เป็นเอาเปรียบจะมีท่าทางขลาดเขลาและประจบประแจงเช่นในตอนนี้
ใต้เท้าหลงเลิกคิ้ว “ของขวัญพบหน้า?”
“ใช่ ของขวัญพบหน้า” จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ เห็นใต้เท้าหลงยื่นนิ้วออกมากระดิกเรียกให้นางเข้าไปใกล้หน่อย นางเดินเข้าไปพลางก่นด่าในใจ สถานที่บ้าบออะไร ขนาดในห้องที่มีคนอยู อาศัยยังหนาวขนาดนี้
เผ่ามารคนอื่นล้วนมองพวกเขาด้วยสีหน้างุนงง ที่แท้เป็นคนรู้จักกัน…
“เจ้ารู้จักสิ่งนี้หรือไม่?” ใต้เท้าหลงพลันนำสิ่งหนึ่งออกมาโยนให้จินเฟยเหยา
“หืม?” พอนางรับมาดูก็หวาดผวาทันที รอยฟันบนนั้นชัดเจน เป็นศิลาเทียนฮุ่นที่ถูกตนเองกัดไปคำหนึ่ง จินเฟยเหยาพลิกดูอย่างละเอียด จากนั้นก็ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่รู้จัก ข้ าไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน นี่เป็นสิ่งใดกันแน่ ทั้งยังเคยถูกกัดด้วย สกปรกมาก ถ้าไม่ใช่สิ่งของมีค่าก็โยนทิ้งไปดีกว่า”
“รอยนั่นเจ้าเป็นคนกัดสินะ” ใต้เท้าหลงถามเสียงเย็นเยียบ
“ข้า? เป็นไปไม่ได้ จะเป็นข้าได้อย่างไร ข้าไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก” จินเฟยเหยารีบโบกไม้โบกมือ ถึงโดนกัดตายก็ไม่ยอมรับว่าตนเองเคยกัดศิลาเทียนฮุ่น
หวาหวั่นซีถอยมาอยู่ด้านข้างนานแล้ว ทนมองดูจินเฟยเหยากำลังแต่งเรื่องโกหกไม่ได้จึงทอดสายตามองเกล็ดหิมะที่โปรยปรายไม่หยุดนอกหน้าต่าง พั่งจื่อเคยชินมานานแล้ว ครั้งนี้แค่หยิบ อาชีพถนัดมาทำใหม่เท่านั้น แต่มันกลับคิดอีกแง่มุม รู้สึกว่าตนเองยอดเยี่ยมยิ่ง สัตว์ภูติแบบใดกันจึงสามารถได้ใกล้ชิดใต้เท้าหลงขนาดนี้ทั้งยังได้ช่วยทุบต้นขาให้อีก มองคนเ เผ่ามารที่รอประจบประแจงตาปริบๆ พวกนั้น มีคนมากเพียงใดคิดจะทำงานทุบต้นขานี้แต่กลับทำไม่ได้
ใต้เท้าหลงถามอีกประโยค “ไม่ใช่เจ้าจริงๆ หรือ?”
“ไม่ใช่ข้าจริงๆ…”
“เอามา”
“สิ่งใด?”
“เกาะลอยได้เล็กๆ”
“ขาย…ขายไปแล้ว”
จินเฟยเหยามีสีหน้าเหมือนถูกคนจับชู้ได้คาเตียงกลับยังมีท่าทางยืนกรานจนถึงที่สุด ยืนพูดโกหกที่ไม่น่าเชื่อถืออยู่ตรงนั้นให้ใต้เท้าหลงฟัง ปกติอ้าปากก็พูดจาเหลวไหลได้อย่างสมบ บูรณ์แบบไร้ที่ติ เวลานี้กลับเห็นได้ชัดว่าแข็งทื่อและไร้เดียงสา น่าเศร้าเกินไปแล้ว
ได้ยินนางบอกว่าขายไปแล้ว เขาก็ไม่ส่งเสียง แค่มองนางเงียบๆ ในดวงตาปรากฏแววตาที่จินเฟยเหยาคุ้นเคย แย่แล้ว! จินเฟยเหยาตกใจ รีบยื่นมือออกมาคิดจะปกป้องถุงเฉียนคุนของตนเอง ง ทว่ายามนี้สายเกินไป รู้สึกบนร่างเบาโหวง ถุงเฉียนคุนที่นางซ่อนไว้ในอกทั้งหมดลอยออกมาร่วงลงในมือใต้เท้าหลง
ถือถุงเฉียนคุนที่ยังมีความอบอุ่นจากร่างของนาง ใต้เท้าหลงเอ่ยเรียบๆ “สี่ใบบนต้นขานำออกมาเอง อย่าบีบให้ข้าต้องถอดกระโปรงของเจ้า”
นี่มันเรื่องอะไรกัน! เผ่ามารแห่งเมืองเหวินเสวี่ยตกใจ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่รู้ไม่ได้
ดังนั้นเจ้าเมืองหลิวพลันเอ่ยว่า “ใต้เท้าหลง พวกเราไม่รบกวนพวกท่านรำลึกความหลังกัน พอดีพวกเรายังมีธุระต้องไปทำเล็กน้อย ขออำลาก่อน อีกสักครู่จัดเตรียมงานเลี้ยงอาหารค่ำเสร็จ ข ข้าค่อยมาใหม่”
“ไปเถอะ” ใต้เท้าหลงตอบเรียบๆ เผ่ามารแห่งเมืองเหวินเสวี่ยภายใต้การนำของใต้เท้าหลิวก็หนีได้เร็วเสียยิ่งกว่ากระต่ายหิมะ เดินออกจากตำหนักเหวินเสวี่ยจนเกลี้ยงทันที ตอนออกไป ปยังปิดประตูให้อย่างใส่ใจ
ทั้งตำหนักเหวินเสวี่ย เหลือเพียงจินเฟยเหยาและใต้เท้าหลง บวกกับหวาหวั่นซีที่กลายร่างเป็นหุ่นเชิดล้วนๆ และพั่งจื่อผู้ชอบทุบต้นขามาชั่วชีวิต
จินเฟยเหยาขยุกหยิกไปมาใต้กระโปรงอยู่นานจึงนำถุงเฉียนคุนสี่ใบที่ผูกไว้บนต้นขาออกมา จากนั้นก็โยนให้จอมมารหลงอย่างเดือดดาล
“ทำไมพอท่านเห็นข้าก็คิดจะปล้นชิงสิ่งของของข้า! ไม่เคยเห็นคนที่รังแกชนรุ่นหลังมาก่อน สิ่งของพวกนี้ข้าค่อยๆ สะสมทีละนิด ท่านมีสิทธิ์อะไรที่อยากดูก็ต้องให้ท่านดู”
“เคยบอกไว้นานแล้วมิใช่หรือ สิ่งของของเจ้าก็คือสิ่งของของข้า แม้แต่ลูกน้องของเจ้าก็เป็นของข้าทั้งหมด” ใต้เท้าหลงเอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“เชอะ” จินเฟยเหยาไม่ชายหางตามองดูเขา ส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างดุร้าย ในเมื่อสิ่งของต้องถูกปล้นชิงอีก ก็ไม่จำเป็นต้องมีท่าทีดีๆ ให้เขา ถึงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์
ใช้การรับรู้กวาดดูอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง ใต้เท้าหลงก็หาเกาะลอยได้พบ พอนำออกมาดูก็กว้างห้าสิบหมู่แล้ว ครั้งนี้เปิดเผยความจริงออกมาเอง เกาะลอยได้เล็กๆ สิบหมู่กลายเป็นห้าส สิบหมู่ ต้องใช้ศิลาเทียนฮุ่นแน่นอน
ตอนแรกจินเฟยเหยามีโทสะ จากนั้นเห็นเขามองถุงก็แค้นเคือง ตอนนี้เห็นเกาะลอยได้เล็กๆ อยู่บนฝ่ามือใต้เท้าหลง นางเริ่มแสร้งทำท่าทางน่าสงสาร ทว่าใต้เท้าหลงพูดตรงๆ โดยไม่สนใจนาง งเลยสักนิด “ที่จริงตอนเจ้าเป็นเทาเที่ย แสร้งทำท่าน่าสงสารยังประสบความสำเร็จเล็กน้อย ใช้อุ่นตั่งและขี่ก็ค่อนข้างดี ดีกว่าเจ้าเป็นคนอีก”
“…ท่านอย่าคิดเลย ข้าไม่กลายร่างให้ท่านขี่หรอก” จินเฟยเหยาเก็บสีหน้าน่าสงสารแล้วส่งเสียงขึ้นจมูก
หวาหวั่นซียืนไม่อยู่ รู้แต่แรกเมื่อครู่คงออกไปกับทุกคนไม่ยืนรอชมเรื่องสนุกอยู่ที่นี่หรอก น่าจะรู้มานานแล้ว ถึงใต้เท้าหลงไม่ใช่คนน่าเบื่อ จินเฟยเหยาก็ไม่ใช่คนน่าเบื่อ คำ สนทนาของทั้งสองคนไม่มีอะไรน่าฟังเลยสักนิด ทว่าตอนนี้ดูแล้วคนทั้งสองล้วนน่าเบื่ออย่างยิ่ง ถึงเห็นนางถูกคนรังแกแล้วจะสบายใจมาก ทว่า หรือพวกเขาสองคนไม่รู้ว่าบทสนทนาแบบนี้ม มันต่ำทรามมาก!
ทันใดนั้น ใต้เท้าหลงก็พบกระจกสภาพโลกวิญญาณในถุงเฉียนคุน เขาหยิบกระจกออกมา วางกระจกสภาพโลกวิญญาณไว้ในมือ เขาสีหน้าเคร่งขรึม สะบัดกระจกขึ้นกลางอากาศ แสงสีดำสายหนึ่งก็ยิ งใส่บานกระจก
“อ๋า!” จินเฟยเหยาตกใจ เหตุใดจึงลงมืออย่างกะทันหัน
ในเวลาเดียวกัน พี่กระจกและใต้เท้าหลงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นพร้อมกัน “น่าสนใจ”
จินเฟยเหยากระพริบตา ในใจมีเพียงความคิดเดียว พี่กระจกที่น่าตาย ไม่อยู่ที่ดวงตาวงเวทก็พูดได้ หลอกข้าอีกแล้ว!
“พวกเจ้าออกไปก่อน” ใต้เท้าหลงลุกขึ้นยืน มองกระจกสภาพโลกวิญญาณที่ลอยอยู่กลางอากาศแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา
จินเฟยเหยาลูบคาง จะอัดเจ้าวิปริตสองคนให้ตาย พวกเจ้าฆ่ากันเองให้ตายไปเลย!