คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 466 สัตว์น้อยน่ารัก
เนื่องจากวันนี้ยุ่งมาก หนังสัตว์ที่ใช้จ่ายค่าเที่ยวหอคณิกาแค่ตรวจสอบผ่านๆ แล้วถูกวางไว้ด้านข้าง พวกเขาหยิบสุราดีอายุหกร้อยปีที่เจ้าหอต้องการออกมาก่อน หลังจากมอบสิ่งของให้ผู้รับใช้ หนังสัตว์จึงถูกผู้ดูแลส่งเข้าไปในคลังสมบัติด้านหลัง
ประตูคลังสมบัติไม่ใช่ประตูธรรมดาทว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยลวดลายอาคมป้องกัน เข่งไม้ไผ่ที่ถูกโยนเข้าไปคือใบที่ตนเองอยู่ในนั้น เมื่อต้องการสิ่งของอื่นๆ ขอเพียงถือป้ายหยกแนบลงบนลวดลายอาคมและถ่ายทอดการรับรู้ลงไปในนั้นก็สามารถหาสิ่งของที่ต้องการได้ทันที สะดวกสบายอย่างยิ่ง
จินเฟยเหยาที่หลับอยู่ในเข่งเข้าไปในคลังสมบัติก็รู้สึกว่ารอบด้านมืดลงทันใด ยื่นมือออกมาแทบจะมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า แต่ตอนนี้นางเป็นขั้นแปลงจิตแล้ว สายตาดียิ่ง ไม่มีแสงก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน
นางโผล่ศีรษะออกมามองไปโดยรอบ คลังสมบัตินี้ไม่มีพื้น สิ่งของทั้งหมดลอยอยู่กลางอากาศเอง ทั้งยังมีความจุไม่น้อย แถบสีดำหนาแน่นเป็นสิ่งของทั้งหมดเหมือนไร้ขอบเขต
“ไม้วิญญาณเหล็กหน้าตาเป็นอย่างไรนะ?” จินเฟยเหยาวิ่งออกจากเข่ง บินไปบินมาท่ามกลางสิ่งของค้นหาไม้วิญญาณเหล็ก แต่ยามนี้นางจึงพบว่าตนเองไม่เคยถามสยงเทียนคุนเลยว่าไม้วิญญาณเหล็กหน้าตาเป็นอย่างไร ดูเหมือนจะบอกแค่สูงหนึ่งคนกว่า สิ่งของสูงหนึ่งคนกว่ามีตั้งมากมาย ไม่รู้เลยสักนิดว่าชิ้นไหน
แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับจินเฟยเหยา นางคายถุงเฉียนคุนใบหนึ่งออกมาจากปาก หลังกลายร่างเป็นมนุษย์ก็เริ่มคลำสิ่งของ นางเลือกลูบคลำสิ่งของชิ้นใหญ่โดยเฉพาะ ไม่ว่าเป็นสิ่งใด หลับตาคลำเจอก็โยนใส่ถุงเฉียนคุน ถึงอย่างไรไม้วิญญาณเหล็กก็ใส่ในถุงเฉียนคุนไม่ได้ ขอเพียงคลำเจอแล้วใส่เข้าไปไม่ได้ก็ต้องเป็นมัน
เกรงว่าสิ่งที่ตนเองโยนใส่ถุงเฉียนคุนเป็นของที่หอเหอฮวนต้องใช้พอดี ความเคลื่อนไหวของนางจึงรวดเร็วยิ่ง สิ่งของถูกนางโยนใส่ถุงด้านหลัง ทันใดนั้น เมื่อคลำโดนไม้ที่สีดำสนิทไร้ประกาย ลักษณะธรรมดาสามัญอย่างยิ่งแต่กลับให้สัมผัสเย็นเฉียบ ถุงเฉียนคุนก็หมดประสิทธิภาพ ไม้ท่อนนี้ใส่ถุงเฉียนคุนไม่ได้
“อันนี้แหละ” จินเฟยเหยายินดี ในที่สุดนางก็หาพบ สิ่งนี้คือไม้วิญญาณเหล็ก นางดึงไม้วิญญาณเหล็กไว้ชั่วคราว และเริ่มกวาดสิ่งอื่นๆ ในคลังสมบัติ ครั้งนี้เลือกหยิบสิ่งของที่มีขนาดเล็กโดยเฉพาะ ปกติสิ่งของที่ยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งไม่มีค่าในคลังสมบัติจะมีสิ่งของล้ำค่ามากมายได้อย่างไร ดังนั้นหยิบของชิ้นเล็กรับรองว่าได้กำไร
ในคลังสมบัตินอกจากพวกวัตถุดิบหลอมอาวุธ หนังสัตว์กระดูกสัตว์ และหญ้าวิญญาณนานาชนิดแล้วยังมีของกินไม่น้อย กวาดคลังสมบัติไปกว่าครึ่ง ลายอาคมตรงทางเข้าคลังสมบัติพลันสว่างวาบขึ้น จินเฟยเหยารีบเก็บถุงเฉียนคุน ร่างส่ายไหวแล้วกลายเป็นเทาเที่ยอีกครั้ง
แต่เทาเที่ยตัวนี้รูปร่างใหญ่โต สูงห้าคนกว่าเต็มๆ เห็นนางอ้าปากกว้าง ถึงกับกลืนไม้วิญญาณเหล็กทั้งชิ้นลงท้อง พอเข้าท้องนางก็ใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มไม้วิญญาณเหล็กเอาไว้ แบบนี้ไม้วิญญาณเหล็กจะได้ไม่ถูกกระเพาะอันแข็งแกร่งสุดเปรียบปานของนางย่อย
ที่แท้วิธีที่นางคิดคือการซ่อนสิ่งของไว้ในท้อง ไม้วิญญาณเหล็กใส่ในถุงเฉียนคุนไม่ได้ มิได้แปลว่ากินไม่ได้ นางใช้ท้องบรรจุไม้วิญญาณเหล็กไว้ เป็นวิธีการที่สะดวกอย่างยิ่งจริงๆ
จากนั้นนางหดร่างเล็กลงเป็นเทาเที่ยน้อยสูงสองฝ่ามืออีกครั้ง พุ่งตัวใส่ลวดลายอาคมที่กำลังส่องแสงหนีออกไป ขณะผ่านกองอาหาร จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ อ้าปากงับเนื้อชิ้นหนึ่ง
จางจิ่งเฉิงกำลังยืนอยู่หน้าลวดลายอาคมคิดจะหยิบหญ้าวิญญาณอายุห้าร้อยปีสองต้นออกมา ห้องหลอมยาส่งคนมาเอาสิ่งของ เดิมทีนักปรุงยาของห้องหลอมยามีสิ่งของเก็บไว้ ทว่าทั้งหมดเป็นหญ้าวิญญาณอายุน้อยกว่าสามร้อยปีลงไป ยามต้องใช้ยาดีแบบนี้จึงมานำไป
เขาวางป้ายหยกบนลวดลายอาคมใช้การรับรู้ถ่ายเทเข้าไปคิดจะหยิบหญ้าวิญญาณออกมา ทันใดนั้นก็เห็นลวดลายอาคมสว่างวาบ สัตว์ภูติขนสีดำขนาดสองฝ่ามือตัวหนึ่งมุดออกมาจากลวดลายอาคมคลังสมบัติ ปากมันงับเนื้อชิ้นหนึ่งร้องคำรามแล้วกระโดดลงพื้น จากนั้นมองเขาด้วยดวงตาโตเป็นประกายแล้วหนีไปอย่างรวดเร็ว
ในคลังสมบัติถึงกับมีสิ่งมีชีวิต จางจิ่งเฉิงตะลึงงัน เขาเฝ้าคลังสมบัติมาสองร้อยกว่าปีไม่เคยปล่อยให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปในคลังสมบัติ แล้วสัตว์ภูตเล็กๆ ตัวนี้มาจากที่ใด หรือลงมือตอนคนเยอะปะปนกับสิ่งของเข้าไปในคลังสมบัติ ถึงกับขโมยเนื้อมาชิ้นหนึ่ง หรือถูกขังไว้หลายวันเลยหิว?
เนื่องจากสิ่งที่กระโดดออกมาคือสัตว์ภูติร่างเล็กมากตัวหนึ่ง ไม่ใช่คนตัวโตๆ จางจิ่งเฉิงจึงไม่ได้คิดไปในทางขโมยสิ่งของ นึกว่าเป็นสัตว์ภูติตัวหนึ่งที่ปะปนเข้าไปตามปกติ ถึงจะสงสัยทว่าไม่ได้ตกใจเกินเหตุ
แค่สัตว์ภูติเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น อย่างมากที่สุดก็กัดแทะสิ่งของด้านในวุ่นวาย ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตรวจสอบความเสียหายชัดเจนแล้วจะให้เจ้าของมันมาชดใช้ จางจิ่งเฉิงคิดเช่นนี้ก็ถ่ายทอดการรับรู้เข้าสู่คลังสมบัติอีกครั้ง คิดจะนำหญ้าวิญญาณออกมาและตรวจสอบว่ามีสิ่งของถูกกัดเสียหายหรือไม่
ทว่าพอเห็นกลับทำให้เขาโง่งมไป ยังหยิบหญ้าวิญญาณอะไร ในคลังสมบัติที่เต็มปรี่ไม่มีหญ้าวิญญาณแม้แต่ครึ่งต้น เหลือเพียงเนื้อสัตว์เล็กน้อยและพวกผักผลไม้วิญญาณที่ไม่มีค่า สิ่งอื่นๆ รวมทั้งวัตถุดิบหลอมยาหลอมอาวุธ รวมทั้งยาที่ปรุงสำเร็จหายไปจนหมดเกลี้ยง
จางจิ่งเฉิงตะลึงงันแล้วได้สติ สัตว์ภูติที่ดูเหมือนขโมยแค่เนื้อตัวเมื่อครู่ที่จริงเข้ามาขโมยสิ่งของ! ไม่ว่าเรื่องนี้จะสอดคล้องกับหลักเหตุผลหรือไม่ เขาก็หันหน้าไปตะโกนบอกบ่าวรับใช้ที่กำลังรอหยิบสิ่งของดังลั่น “รีบไล่ตามไป จับสัตว์ภูติที่เพิ่งหนีออกมาไว้ คลังสมบัติถูกปล้น!”
หลี่มู่ซึ่งเป็นผู้ดูแลอีกคนก็อยู่ที่นั่น แต่เขาก็เบิกตามองดูสัตว์ภูติตัวนั้นหนีไป ตอนนั้นยังรู้สึกว่าไม่เคยเห็นสัตว์ภูติสายพันธุ์นี้มาก่อนกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าเป็นตัวอะไร ได้ยินเสียงตะโกนของจางจิ่งเฉิงจึงถามอย่างประหลาดใจ “อะไรนะ คลังสมบัติถูกปล้น!”
“เจ้าดูเอาเอง พวกเจ้ารีบตามข้ามา ต้องหาสัตว์ภูติตัวนั้นให้พบ” จางจิ่งเฉิงบอกเขาแล้วรีบเรียกบ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงนั้นวิ่งออกไปอย่างเร่งร้อน
หลี่มู่รีบนำป้ายหยกของตนเองออกมาแปะบนลวดลายอาคมแล้วมองดูก็ตกใจจนหน้าถอดสีทันที คลังสมบัติถูกคนกวาดไปจนเกลี้ยงจริงๆ เหลือแค่ขยะเล็กน้อยในนั้น นี่เป็นคลังสมบัติที่หอเหอฮวนใช้ส่วนรวม นอกจากศิลาวิญญาณแล้วสิ่งของทั้งหมดล้วนอยู่ในนั้น ถ้าตามสิ่งของกลับมาไม่ได้ เจ้าหอคงฆ่าพวกเขาตาย!
เรื่องนี้ปิดบังไม่ได้ ถึงพวกเขาคิดจะปิดบังก็ไม่มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหา เนื่องจากพวกเขาแค่สามคนชดใช้ไม่ไหว สมองของหลี่มู่หมุนเร็วจี๋ ที่แท้สัตว์ภูติที่เพิ่งกระโดดออกมาทำหรือไม่? ถ้าเป็นมัน ร่างเล็กขนาดนี้จะหอบสิ่งของมากมายไปได้อย่างไร หากมิใช่มัน คลังสมบัติจะมีคนนอกเข้าไปได้อย่างไร ทั้งยังขโมยสิ่งของไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
คิดถึงนิสัยของเจ้าหอหลี่มู่ก็ขลาดกลัว ถ้าหาสิ่งของไม่พบแล้วบอกเจ้าหอว่าถูกสัตว์ภูติสูงสองฝ่ามือตัวหนึ่งกวาดคลังสมบัติจนเกลี้ยง เจ้าหอจะเชื่อเรื่องเช่นนี้หรือ? ถึงเขาเชื่อ จะไม่รู้สึกว่าพวกเขาสามคนเป็นเศษสวะหรือ ถึงกับให้สัตว์ภูติเล็กๆ ตัวหนึ่งกวาดคลังสมบัติไปจนเกลี้ยงใต้เปลือกตา นี่รนหาที่ตายชัดๆ!
สื่อหรูก็ได้ยินความเคลื่อนไหวจึงสลัดหลินเจียวเยวี่ยที่น่ารำคาญทิ้งแล้ววิ่งเข้ามา พอสอบถามหลี่มู่ที่มีสีหน้าสงสัยอย่างหนัก หัวสมองก็พองโตทันที
“ข้าจะไปรายงานเจ้าหอเดี๋ยวนี้!” ปฏิกิริยาแรกของสื่อหรูคือไปหาเจ้าหอ เรื่องนี้ไม่อาจปิดบังต่อไป ถ้าไปรายงานทันเวลาอาจจะถูกทุบตีสักยกค่อยแล้วกันไป ถ้าถ่วงเวลาชักช้าไม่แน่ว่าอาจทำให้เจ้าหอเดือดดาลยิ่งขึ้น ฟาดตายคาที่ก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
เขาทิ้งหลี่มู่แล้วรีบไปหาเจ้าหอ ส่วนหลี่มู่หลังจากลังเลเล็กน้อยก็รีบกลับห้องของตนเอง แล้วเก็บสัมภาระหนีออกจากหอเหอฮวน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา ทว่าเสียหายอย่างหนัก เจ้าหอต้องกล่าวโทษพวกเขาแน่ มิสู้ฉวยโอกาสนี้รีบหลบหนีไปหาสถานที่ซ่อนตัวไม่ออกมาหลายร้อยปี
ผู้ดูแลสามคน คนหนึ่งไล่ตาม คนหนึ่งหลบหนี ยังมีอีกคนไปรายงาน ความเคลื่อนไหวกลับรวดเร็วยิ่ง
เมื่อจางจิ่งเฉิงไล่ตามออกมาก็สายไปแล้ว บนทางเดินไม่มีเงาร่างสัตว์ภูติเลย เขาพาคนไปกระชากคนที่เดินผ่านระเบียงอย่างไม่เกรงใจและคำรามใส่อย่างเดือดดาล “เห็นสัตว์ภูติขนสีดำตัวหนึ่งหนีไปหรือไม่!”
คนที่ถูกถามต่างมีสีหน้าว่างเปล่า ไม่เคยเห็นสัตว์ภูติขนสีดำอะไรเลยจึงพากันส่ายศีรษะ จางจิ่งเฉิงผลักคนเหล่านี้ออกและสั่งการลงไป “รีบแจ้งห้องรักษาการณ์ให้เปิดการป้องกันทั้งหมด ห้ามปล่อยออกไปสักคน แม้แต่นกตัวหนึ่งก็ห้ามจากไป!” มีบ่าวรับใช้วิ่งไปที่ห้องรักษาการณ์อย่างเร่งร้อนทันที คนอื่นๆ กลับค้นหาสัตว์ภูติขนสีดำขนาดสองฝ่ามือทุกแห่งหน
พวกเขากำลังค้นหาจินเฟยเหยาไปทั่ว ส่วนจินเฟยเหยากลับแปะยันต์ซ่อนกายที่ซ่อนไว้ใต้ชิ้นเนื้อลงบนร่างเมื่อหนีออกจากคลังสมบัติ จากนั้นจึงหนีไป
เดิมทีนางคิดจะวิ่งกลับห้อง ทว่าหลังจากครุ่นคิดก็เลี้ยวไปยังโถงเต้นรำที่มีคนเยอะที่สุด ได้ไม้วิญญาณเหล็กมาอยู่ในมือแล้ว ตอนนี้ต้องรีบพาสยงเทียนคุนและหวาหวั่นซีไปจากหอเหอฮวนทันที ไม่เช่นนั้นพวกเขาสองคนต้องถูกเจ้าเหรินอิ๋นนั่นดึงพลังแน่ ถึงตอนนั้นพอเห็นว่าหวาหวั่นซีใช้การไม่ได้ ไม่แน่ว่าเหรินอิ๋นจะอับอายกลายเป็นโทสะฟาดนางเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนสยงเทียนคุนก็ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะกลายเป็นศพแห้ง
ขโมยสิ่งของในคลังสมบัติแค่ทำให้เจ้าหอเหอฮวนเดือดดาล แต่ไม่ทำให้เหรินอิ๋นได้รับผลกระทบ บางทีเจ้าหอยังรู้สึกจะทำลายอารมณ์สุนทรีของเหรินอิ๋นเนื่องจากทำให้เขาหวาดกลัวและกังวลใจ ใช้กำลังบังคับพี่สยงซึ่งเดิมทีสามารถปฏิเสธลูกค้าได้ให้อยู่เป็นเพื่อนเหรินอิ๋น ถึงตอนนั้นตนเองคงเป็นคนขุดหลุมให้พี่สยงแล้วผลักเขาเข้ากองเพลิง
นางต้องฉวยโอกาสช่วงโกลาหลรีบปรากฏตัวในสถานที่ซึ่งมีคนพลุกพล่าน หวาหวั่นซีและตนเองอยู่ด้วยกันจะให้เจ้าหอสงสัยมาถึงตนเองไม่ได้
ดังนั้นนางจึงมาถึงโถงเต้นรำอย่างรวดเร็ว ที่นี่คือสถานที่ชมเหล่าเซียนสตรีร่ายรำและรับประทานอาหารอย่างสำราญใจ โต๊ะเก้าอี้มากมายคนก็คับคั่ง แน่นอนว่าขาดบุรุษที่เมามายไปไม่ได้ ดวงตากวาดมองโต๊ะเหล่านั้นอย่างว่องไว จินเฟยเหยาก็เห็นบนโต๊ะตัวหนึ่งมีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมช่วงปลายที่ดื่มเข้าไปมากแล้ว บนโต๊ะเต็มไปด้วยไหสุรา
เขากำลังตะโกนใส่เหล่าเซียนสตรีที่สวมชุดบางเบาบนเวทีอย่างตื่นเต้นด้วยท่าทางตัณหาขึ้นสมอง หน้าตาไม่ได้สัปดนขนาดนั้นแต่การกระทำราวกับสัตว์เดรัจฉาน จินเฟยเหยากวาดมองเขาแวบหนึ่งก็มุดเข้าไปใต้โต๊ะเขา
บนโต๊ะทุกตัวคลุมด้วยผ้าปูโต๊ะอันงามวิจิตร จินเฟยเหยามุดเข้าไปก็คืนสู่ร่างมนุษย์ เลิกผ้าปูโต๊ะมุดออกมา ผู้บำเพ็ญเซียนคนนี้คิดไม่ถึงว่าจะมีสตรีมุดออกมาจากใต้โต๊ะตนเอง ถึงจะไม่ได้โฉมงามราวกับนางฟ้าแต่ก็ดีกว่าไม่มีมากนัก เขาไม่ได้กวาดดูพลังบำเพ็ญเพียรก็พ่นกลิ่นสุราใส่คิดจะยื่นมือมาโอบกอดจินเฟยเหยา
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ นั่งลงข้างกายเขาแล้วยกศอกขึ้นกระแทกท้องของเขาอย่างแรง ทำเอาคนผู้นี้พูดไม่ออก ความเคลื่อนไหวของนางไม่ใหญ่โต ผู้อื่นดูแล้วนึกว่ากำลังหยอกเย้ากันจึงไม่ได้สนใจพวกเขา จากนั้นจินเฟยเหยายิ้มแย้มแสร้งเป็นดึงก้วนบนศีรษะเขาแล้วใช้มือดาบจัดการทำให้เขาล้มลงทันที
จินเฟยเหยาวางร่างลงบนโต๊ะทำให้ดูเหมือนดื่มมากเกินไป แล้วหยิบจอกสุราเปล่าใบหนึ่งรินสุราดื่ม
……………………………………….