ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 488 : ศาสตราราชัน!
“กลายร่าง!”
เสียงตะโกนดังขึ้น เซียวฮั่นกุมฝ่ามือ ภายใต้การเคลื่อนหมุนของ
เปลวเพลิง ตราประทับเก่าแก่มืดมิดที่มีขนาดเท่ากำปั้นได้ปรากฏขึ้นใน
เตาหลอม คลื่นลมปราณอันน่าพรั่นพรึงแห่งศาสตราราชันแผ่คลุมทั่ว
ตราประทับเก่าแก่นี้
“วิ้ง!”
เห็นเพียงเมื่อตราประทับปรากฏ ก้อนเมฆสีแดงได้ปรากฏขึ้นเหนือ
ท้องนภา เมื่อเห็นก้อนเมฆก้อนนี้ปรากฏขึ้นมา ทั่วทั้งลานจัตุรัสต่างมีสี
หน้าตื่นตระหนก
“เมฆาแห่งศาสตรา! นี่คือศาสตราราชันที่แท้จริง!”
แม้แต่ผู้อาวุโสแห่งสำนักฉีเป่าหลิวหลีเหล่านั้นต่างขยี้ตาตนเอง
อย่างอดไม่ได้ แต่ละคนราวกับเห็นผีก็มิปาน นี่คือเมฆาแห่งศาสตรา
แม้ว่าเป็นเพียงเมฆาแห่งศาสตราก้อนเดียว นั่นก็หมายความว่าเซียวฮั่น
ได้หลอมศาสตราราชันออกมาแล้วจริงๆ
ระยะเวลาในการหลอมศาสตราในการแข่งขันครั้งนี้มีเวลาถึงสอง
เดือน แต่กลับเพิ่งผ่านไปไม่ถึงสิบวัน ทว่าศาสตราราชันชิ้นหนึ่งได้ถูก
หลอมออกมาสำเร็จแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงอย่างยิ่ง แต่ฝูงชน
กลับไม่สงสัยว่านี่เป็นเรื่องเท็จ เพราะทั้งหมดล้วนแต่สำเร็จภายใต้
สายตาของพวกเขา
เมื่อเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นในเตาหลอมของเซียวฮั่น ตอนนี้ศาสตรา
ราชันก็ใกล้จะปรากฏขึ้นมาแล้ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในรวดเดียว
ระหว่างทางไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย
แม้ว่ารูปร่างของศาสตราจะปรากฏขึ้นมา แต่การหลอมศาสตรา
ของเซียวฮั่นยังไม่สิ้นสุด เห็นเพียงเขาเคลื่อนความคิด ขณะที่เปลว
เพลิงกลอกกลิ้ง เพลิงสวรรค์แปรเก้ารูปขั้นที่ห้าก็รวบรวมลมปราณแล้ว
แสดงออกมาทันที
การรวมรวมลมปราณได้แสดงออกมา ปราณวิญญาณหงเหมิงแห่ง
ฟ้าดินนับล้านลี้ทั่วเมืองหลิวหลีและพลังแห่งฟ้าดินในยามนี้ดุจสาย
ธาราที่ทะลักเข้าไปในตราประทับเก่าแก่ไม่หยุด
ทันใดนั้นปราณแห่งศาสตราของตราประทับก็ค่อยๆ รวมตัว เมื่อ
ปราณแห่งศาสตราของตราประทับรวมตัว บนท้องนภาได้มีเมฆาแห่ง
ศาสตราสีครามปรากฏขึ้น
“เมฆาแห่งศาสตราก้อนที่สองแล้ว!”
คนเงยหน้ามองเมฆาแห่งศาสตราสีครามและสีแดง เหล่าผู้อาวุโส
แห่งเมืองฉีเป่าหลิวหลีต่างกลืนน˺าลายอย่างมิอาจห้ามได้
เมฆาแห่งศาสตรามีทั้งหมดเก้าสี หนึ่งสีคือราชัน เก้าสีคือราชัน
ระดับสูงสุด ต่อให้เป็นเพียงเมฆาแห่งศาสตราสีเดียว นั่นก็หมายความ
ว่า ศาสตราของเจ้าชิ้นนี้คือศาสตราราชันชิ้นหนึ่ง
เมื่อเมฆาครบเก้าสี นั่นคือระดับสูงสุดของศาสตราราชันแล้ว มี
เพียงศาสตราราชันที่สมบูรณ์แบบเท่านั้นจึงจะปรากฏฉากที่ไม่เคยเกิด
ขึ้นมาก่อน
เมฆาแห่งศาสตราสองสี นั่นหมายความว่าศาสตราชิ้นนี้ ต่อให้เป็น
ศาสตราราชันระดับต˹า คุณภาพก็ยังอยู่ในระดับกลาง
ทว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านมากที่สุด สิ่งที่ทำให้ผู้คนสั่น
สะท้านคือเซียวฮั่นยังคงหลอมศาสตราต่อไป ดูท่าทางราวกับศาสตรา
ราชันเบื้องหน้าของเขายังหลอมไม่เสร็จสมบูรณ์
“แก่แล้ว…แก่จริงๆ!”
ขณะนี้เหล่าผู้อาวุโสต่างส่ายศีรษะ ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกว่าตน
แก่ชราไปมากแล้ว พวกเขาต่างลืมไปแล้วว่าตนไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้มา
นานเพียงใด
“หลอมศาสตราสำเร็จ!”
เมื่อมองไปยังตราประทับเก่าแก่ซึ่งรวบรวบปราณแห่งศาสตราที่
ปรากฏขึ้นในเตาหลอม เซียวฮั่นก็พึมพำเสียงเบาออกมา ตราประทับ
สั่นไหวเล็กน้อย วินาทีนี้จึงจะเป็นการหลอมศาสตราที่สำเร็จโดยแท้จริง
วินาทีที่หลอมศาสตราสำเร็จ เซียวฮั่นดับเปลวเพลิง จากนั้นเขาก็
ไปยืนอยู่หน้าเตาหลอม เมื่อมองตราประทับเก่าแก่ในเตาหลอมก็พบว่า
ยังมีผลึกใสมรณะและทรายผสานจิตวิญญาณยังไม่ได้ทำการหลอม
ทันใดนั้นตัวคนก็จมอยู่ในภวังค์แห่งความเงียบครู่หนึ่ง
“วิ้ง!”
ขณะที่ทุกคนคิดว่าเซียวฮั่นหลอมศาสตราสำเร็จ และสามารถแย่ง
ชิงตำแหน่งผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ ในเตาหลอมของเซียวฮั่นก็เกิด
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้เซียวฮั่นได้โยนทรายผสานจิต
วิญญาณเข้าไปในเตาหลอมด้วย
ทว่าเปลวเพลิงในครั้งนี้กลับเป็นเพลิงสุริยัน เห็นเพียงเพลิงสุริยัน
กลอกกลิ้ง ทรายผสานจิตวิญญาณก็ค่อยๆ ถูกกำจัดสิ่งเจือปนออก
“เขาคิดจะทำอะไรอีก?”
เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้อาวุโสทุกคนต่างเกิดความสงสัย จากนั้นก็เคลื่อน
สายตาไปยังหลิ่วเฉินจื่อ หวังว่าปรมาจารย์แห่งสำนักหลอมศาสตราผู้นี้
จะสามารถไขข้อข้องใจให้พวกเขาได้
“ข้าก็ไม่รู้!”
คนส่ายศีรษะ หลิ่วเฉินจื่อหัวเราะอย่างขมขื่นออกมาเช่นกัน
เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่า ต่อไปเซียวฮั่นจะหลอมสิ่งใดอีก เซียวฮั่น
ในตอนนี้ หากกล่าวถึงเพียงระดับการหลอมศาสตรา ก็สามารถ
ทัดเทียมกับเขาได้แล้ว
ได้ยินเช่นนั้นเหล่าผู้อาวุโสต่างสูดหายใจลึก ทันใดนั้นสายตาก็ตก
อยู่ที่เซียวฮั่นอีกครั้ง เพราะเกรงว่าตนจะพลาดชมสิ่งที่น่าสนใจ
เพลิงสุริยันค่อยๆ แผดเผาทรายผสานจิตวิญญาณ การเผานี้ใช้
เวลาถึงสิบวันสิบคืน จนกระทั่งทรายผสานจิตวิญญาณถูกหลอมจน
หมด เซียวฮั่นจึงลืมตาขึ้น
จากนั้นเห็นเพียงเขาสะบัดนิ้วมือหนึ่งครา ทรายผสานจิตวิญญาณ
ก็กลายเป็นเส้นไหมเส้นหนึ่งในมือเขา เส้นไหมเส้นนี้ได้กลายเป็น
ลายเส้นค่ายกลมากมาย
“ค่ายกลรวมวิญญาณ!”
ขณะที่สะบัดนิ้วมือ เส้นไหมที่รวมตัวขึ้นมาจากทรายผสานจิต
วิญญาณเส้นหนึ่งกลายเป็นลายเส้นค่ายกลที่ถูกเซียวฮั่นสลักลงบนตรา
ประทับเก่าแก่นั้น
ค่ายกลรวมวิญญาณ คือหนึ่งในค่ายกลขนาดเล็กที่ยากที่สุดในค่าย
กลมรณะ ลายเส้นค่ายกลนับแสนสาย ครอบครองประสิทธิภาพในการ
รวบรวมจิตวิญญาณแห่งความตายและการดูดกลืนพลังแห่งความตาย
เมื่อเซียวฮั่นนำค่ายกลรวมวิญญาณมาสลักลงบนตราประทับ
เก่าแก่ เพื่อให้ตราประทับรวบรวมวิญญาณแห่งศาสตรา ในที่สุดคน
อื่นๆ ต่างก็อ่านความคิดของเซียวฮั่นออกแล้ว
“ช่างอาจหาญและบ้าคลั่งยิ่งนัก! เขาจะรวมวิญญาณให้ศาสตรา
วุธจริงๆ นั่นมีเพียงศาสตราเทพแท้จริงเท่านั้นที่จะปรากฏวิญญาณแห่ง
ศาสตราได้!”
ฉากนี้ทำให้ทุกคนไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรดี
สายตาทั้งหมดทั่วลานจัตุรัสตกอยู่บนร่างของเซียวฮั่น แม้แต่ผู้เข้า
แข่งขันคนอื่นก็ยังหยุดการหลอมศาสตราของตนแล้วจับจ้องไปที่เซียว
ฮั่นด้วยสายตาที่ร้อนผ่าวเกินจะเปรียบ
เพราะวันนี้พวกเขากำลังจะได้เห็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ กระทั่ง
ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของเส้นทาง
เต๋าแห่งศาตราได้
ลายเส้นค่ายกลค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละสาย แล้วจมเข้าไปในตรา
ประทับเก่าแก่อย่างต่อเนื่อง ลายเส้นค่ายกลนับแสน ใช้เวลาครึ่งวันจึง
จะจัดวางสำเร็จทั้งหมด
วินาทีที่ค่ายกลรวมวิญญาณสำเร็จ พลังแห่งจิตวิญญาณเทพสาย
หนึ่งได้ปรากฏขึ้นบนตราประทับ คลื่นลมปราณของจิตวิญญาณเทพได้
ถูกกลั่นออกมาจากตราประทับ ราวกับจะให้กำเนิดจิตวิญญาณเทพตน
ใหม่ก็มิปาน
“ครืน!”
บนท้องนภา ในตอนนี้เกิดเสียงดังสนั่นเลือนลั่น ฉากนี้ทำให้ทุกคน
ทั่วทั้งลานจัตุรัสต่างใจสั่นสะท้าน ฟ้าผ่าตอนกลางวัน นี่คือภัยพิบัติแห่ง
ศาสตรา!
เมื่อศาสตราวุธปรากฏจิตวิญญาณเทพ นี่ไม่ใช่เรื่องพลิกสวรรค์ที่
ฟ้าดินจะสามารถรับได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฏจิตวิญญาณแห่งศาสตรา
ในช่วงเวลาที่ศาสตราราชันปรากฏขึ้นอีกด้วย
เมฆาแห่งศาสตราสีแดงได้ปรากฏขึ้นบนท้องนภา สายฟ้าภัยพิบัติ
แห่งศาสตราได้กลั่นตัวขึ้น อานุภาพกดข่มอันน่าหวาดกลัวถึงขั้นทำให้
ยอดฝีมือราชันแห่งโลกต่างหายใจถี่กระชั้น
แต่เซียวฮั่นกลับไม่ได้สนใจเมฆาแห่งศาสตรานั้น ทว่าสายตาของ
เขากลับจับจ้องไปยังตราประทับเก่าแก่เบื้องหน้า เมื่อสะบัดมือหนึ่งครา
ผลึกใสมรณะก็ถูกเขาทิ้งเข้าไปในเพลิงมรณะ
เพลิงมรณะกลอกกลิ้ง ผลึกใสมรณะถูกหลอมละลายไปในชั่ว
พริบตา ส่วนเซียวฮั่นเพียงสะบัดมือหนึ่งครา พลังแห่งความตายก็
หลั่งไหลเข้าไปในตราประทับเก่าแก่ไม่หยุด ในที่สุดก็รวมตัวเป็นรอย
ของพลังแห่งความตาย
“ครืน!”
บนท้องนภาสายฟ้าสีแดงสายหนึ่งส่งเสียงดังสนั่น ทัณฑ์สายฟ้าที่
ผ่าภัยพิบัติแห่งศาสตราอันน่าพรั่นพรึงลงมาเพียงพอที่จะสังหารยอด
ฝีมือขั้นราชันแห่งโลกทั่วไปได้ หากไม่ใช่ยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลก
ระดับสูงส่ง เกรงว่ายอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับกลางก็ไม่สามารถ
ต้านรับภัยพิบัติแห่งศาสตราได้ไหว
“แย่แล้ว!”
บนเวทีสูง สีหน้าของหลิ่วเฉินจื่อแปรเปลี่ยนในทันใด เขาเองก็คิด
ไม่ถึงว่าศาสตราราชันจะปรากฏจิตวิญญาณแห่งศาสตราออกมา ทั้งยัง
นำมาซึ่งเมฆาแห่งศาสตราอีก จากความสามารถของขั้นราชันแห่งโลก
ระดับต˹าเช่นเขา ก็มิอาจแบกรับการโจมตีของศาสตรานั้นได้ไหว
“ครืน!”
ทว่าขณะที่หลิ่วเฉินจื่อกำลังครุ่นคิดว่าจะออกมือดีหรือไม่ เซียวฮั่น
ก็สะบัดฝ่ามือหนึ่งครา ตราประทับยมราชมรณะก็ปรากฏขึ้นบนท้อง
นภา
สายฟ้าสีแดงโลหิตและตราประทับยมราชมรณะเกิดการปะทะกัน
เมื่อต้านรับการโจมตีของทัณฑ์สายฟ้าแห่งศาสตรา ตราประทับยมราช
มรณะกลับไม่เสียหายแม้แต่น้อย
“ศาสตราราชันระดับกลาง!”
คนสูดลมหายใจลึก ยามนี้ สายตาของหลิ่วเฉินจื่อตกลงบนตรา
ประทับยมราชมรณะ ศาสตราราชันระดับกลาง ทั่วเขตตงไป่มีเพียงไม่กี่
ชิ้นเท่านั้น แม้ชีวิตนี้เขาก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้
พบศาสตราราชันระดับกลางชิ้นหนึ่งในมือของคนรุ่นหลัง
“ครืน!”
เมื่อตราประทับยมราชมรณะปรากฏ ทัณฑ์สายฟ้าบนท้องนภาราว
กับถูกทำให้เดือดดาล ทันใดนั้นทัณฑ์สายฟ้าก็ร่วงลงมาไม่หยุด
ตราประทับยมราชมรณะในตอนนี้ได้วาดค่ายกลมรณะที่สมบูรณ์
แห่งหนึ่งลงไป หากกล่าวถึงเพียงอานุภาพนั้นไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือ
ขั้นราชันแห่งโลกระดับที่หกออกมือแม้แต่น้อย
เพราะเหตุนี้การต้านรับภัยพิบัติแห่งศาสตราจึงไม่ใช่เรื่องยากอัน
ใด ต่อให้ทัณฑ์สายฟ้าระเบิดอย่างบ้าคลั่ง ตราประทับยมราชมรณะก็
ยังคงปลอดภัย
ทว่าเซียวฮั่นไม่ได้สนใจภัยพิบัติแห่งศาสตรา เขายังคงสลักค่ายกล
มรณะลงบนตราประทับเก่าแก่อย่างนิ่งสงบ ลายเส้นค่ายกลแต่ละสาย
ถูกเซียวฮั่นสลักเข้าไปในตราประทับเก่าแก่อย่างต่อเนื่อง สำหรับเซียว
ฮั่นนี่คือความคุ้นชินที่มิอาจคุ้นชินได้มากกว่านี้อีกแล้ว
จนถึงทุกวันนี้ค่ายกลมรณะคือค่ายกลที่เซียวฮั่นควบคุมได้อย่าง
ชำนาญที่สุด ลายเส้นค่ายกลทุกสาย กฏค่ายกลขนาดเล็กทุกอัน เขา
ล้วนแต่ไม่ได้จัดวางและวาดขึ้นเป็นครั้งแรก
ต่อให้หลับตา เซียวฮั่นก็สามารถนำลายเส้นและกฏค่ายกลแต่ละ
อันจัดวางออกมาได้ บนท้องนภาทัณฑ์สายฟ้าระเบิดลงมาอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากที่ทำอะไรตราประทับยมราชมรณะไม่ได้ ในที่สุดทัณฑ์สายฟ้า
ก็หายลับไป
เพราะนี่เป็นเพียงภัยพิบัติแห่งศาสตราเท่านั้น เป็นภัยพิบัติที่
ธรรมดาที่สุดในโลกหงเหมิง หากต้องต้านรับก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด
แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนระดับเซียวฮั่นผู้ที่ครอบครองไพ่ตายมากมาย
หรือยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับสูงเท่านั้น มิเช่นนั้นแม้แต่ยอด
ฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับกลางก็ไม่สามารถแบกรับได้ง่ายดายเช่นนี้
เมื่อภัยพิบัติแห่งศาสตราสลายหายไป การหลอมศาสตราของเซียว
ฮั่นก็ยังคงไม่สิ้นสุด ภายใต้สายตามากมาย เห็นเพียงเซียวฮั่นสลักวาด
กฏค่ายกลไม่หยุด สุดท้ายก็ถูกเขาจัดวางเข้าไปในตราประทับเก่าแก่นั้น
เดิมทีฝูงชนต่างคิดว่าเซียวฮั่นแค่เพียงจัดวางค่ายกลขนาดเล็กแห่ง
หนึ่งเท่านั้น หารู้ไม่ว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป เซียวฮั่นก็ยังไม่หยุดจัดวาง
ค่ายกล
ภายใต้สายตาของทุกคน ลายเส้นค่ายกลอย่างน้อยพันล้านสาย
และกฏค่ายกลนับสิบล้านสายถูกเซียวฮั่นจัดวางออกมา ภาพที่เกิดขึ้น
เบื้องหน้านี้ทำให้ผู้คนเริ่มจากตกตะลึง จนต่อมารู้สึกสั่นสะท้านและ
คาดไม่ถึง กระทั่งตอนนี้รู้สึกตัวชา ทุกคนต่างไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรดี
สุดท้ายแล้วหลิ่วเฉินจื่อก็อ่านฐานะของเซียวฮั่นไม่ออก เขา
ดำรงชีวิตอยู่มาหลายยุคสมัยอย่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก เพียงแต่เขาคิดไม่
ถึงว่า ภายในระยะเวลาอันสั้น บุรุษที่ได้รับมรดกตกทอดของผู้ถือครอง
เฉียนคุนจะเติบโตจนถึงขอบเขตดังเช่นทุกวันนี้ได้
ค่ายกลยังคงถูกสลักวาดต่อไป ลายเส้นค่ายกลก็ปรากฏขึ้นไม่หยุด
แต่ความเร็วในการจัดวางค่ายกลในตอนนี้ของเซียวฮั่นกลับเร็วขึ้น
เรื่อยๆ พลังของกฏแห่งความตายบนร่างก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
พลังแห่งความตายอันน่าหวาดกลัวกลอกกลิ้ง กระทั่งว่าความว่างเปล่า
รอบตัวเขาได้ปรากฏกลิ่นอายแห่งความตายขึ้น
“วิ้ง!”
เมื่อลายเส้นค่ายกลเส้นสุดท้ายถูกเซียวฮั่นวาดสำเร็จ ขณะที่
ลายเส้นค่ายกลที่จัดวางขึ้นมาในตอนสุดท้ายกลายเป็นค่ายกลมรณะ
แห่งหนึ่ง พลังแห่งความตายที่กลอกกลิ้งบนร่างของเซียวฮั่นก็ได้สลาย
หายไป วินาทีนี้เองเซียวฮั่นก็ผสานรวมเข้ากับฟ้าดิน เมื่อพลังของกฏ
แห่งความตายบนร่างได้หายลับไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือพลังของกฏ
ควบคุมความตาย
ขณะที่ค่ายกลมรณะถูกเขาวาดจนสำเร็จอีกครั้ง กฏแห่งความตาย
ของเขาก็ทะลวงสู่ขอบเขตพลังแห่งกฏควบคุมความตายได้สำเร็จ
เช่นกัน
เมื่อหลอมศาสตราสำเร็จ พลังแห่งกฏการควบคุมก็สำเร็จเช่นกัน นี่
คือสิ่งที่เซียวฮั่นคาดไม่ถึง คิดไม่ถึงว่าความคิดกะทันหันที่จะเข้าร่วม
การแข่งขันเพียงครั้งเดียว จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อเขามากมายเช่นนี้!