ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 493 : เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด!
ช่วงเวลาสามวันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ เซียวฮั่นใช้เวลาทั้งสาม
วันนี้ไปกับการเรียนรู้ค่ายกลเจ็ดสังหาร โดยอาศัยค่ายกลสามพันและ
ลวดลายหมื่นค่ายกลที่ได้รับมา จนทำให้เขาเริ่มทำลายเค้าโครงของ
ค่ายกลเจ็ดสังหารได้ในที่สุด
“หวังว่ารากฐานของค่ายกลจะมิใช่ศาสตราแห่งเทพแท้จริง
ไม่อย่างนั้นคงต้องเป็นยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลกระดับที่เจ็ดออก
มือ!”
ถ้าหากรากฐานของค่ายกลเจ็ดสังหารคือศาสตราแห่งเทพแท้จริง
เจ็ดชิ้น เช่นนั้นเซียวฮั่นก็จะไม่มีทางทำลายค่ายกลเจ็ดสังหารได้
เว้นเสียแต่จะมียอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลกระดับที่เจ็ด มิเช่นนั้นต่อ
ให้มียอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกมากกี่ท่านก็ยังไม่มีทางทำลายค่ายกล
เจ็ดสังหารได้!
เพราะถ้าหากเจ้าต้องการทำลายรากฐานค่ายกลที่สร้างด้วย
ศาสตราแห่งเทพแท้จริงของค่ายกลเจ็ดสังหาร ก็จำเป็นต้องโจมตีครั้ง
เดียวเพื่อทำให้ศาสตราแห่งเทพแท้จริงสูญเสียพลังโคจร มีเพียงวิธีนี้
เท่านั้นถึงจะสามารถทำให้ค่ายกลเจ็ดสังหารหยุดการโคจรอย่าง
สมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ หากใช้ศาสตราแห่งเทพแท้จริงเป็นรากฐานค่ายกล ก็
ต้องเป็นยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลกออกมือเท่านั้น มิฉะนั้น ต่อให้
มียอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกรวมพลังกันมากเพียงใดก็ยังไม่สามารถทำ
ให้ศาสตราแห่งเทพแท้จริงสูญเสียพลังแม้เพียงชิ้นเดียว
ช่วงเวลาสามวัน มหาปรมาจารย์ค่ายกลของตระกูลหวังและ
ตระกูลหวงต่างก็มาช้ากว่าเวลาที่กำหนด ท่ามกลางมหาปรมาจารย์
ค่ายกลสองท่านนี้ ท่านหนึ่งมีนามว่ามหาปรมาจารย์หยวน อีกท่านมี
นามว่ามหาปรมาจารย์หลี่ ทั้งสองท่านนี้ถือเป็นหนึ่งในมหาปรมาจารย์
ค่ายกลที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเขตบูรพา เพราะพวกเขาจัด
วางค่ายกลขึ้นเองกับมือ ทั้งนี้ทั้งสองท่านยังนับว่าเป็นมหาปรมารจารย์
ค่ายกลที่แท้จริงอีกด้วย
แต่ทว่าค่ายกลเจ็ดสังหารหาใช่ค่ายกลธรรมดาที่มหาปรมาจารย์
ค่ายกลสามารถทำลายได้ที่ไหนกัน กล่าวอย่างเข้มงวดก็คือ ค่ายกลเจ็ด
สังหารนับว่าเป็นค่ายกลที่มีเพียงมหาปรมาจารย์ค่ายกลเท่านั้นถึงจะ
สามารถจัดวางขึ้นมาได้ หากต้องการทำลายค่ายกลเจ็ดสังหาร อย่าง
น้อยที่สุดก็ต้องเป็นการดำรงอยู่ไร้เทียมทานท่ามกลางมหาปรมาจารย์
ค่ายกลด้วยกัน
และเกรงว่าร่างจริงของยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลกที่อาวุโส
ท่านนั้นก็น่าจะเป็นมหาปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงสุดท่านหนึ่ง ยิ่งเมื่อ
ผนวกเข้ากับความแข็งแกร่งจากร่างของเขาเอง ก็น่าจะสามารถจัดวาง
ค่ายกลเจ็ดสังหารได้หนึ่งแห่ง แต่มหาปรมาจารย์ค่ายกลที่มาจาก
ตระกูลหวังและตระกูลหวงสองท่านนี้เป็นเพียงมหาปรมาจารย์ค่ายกล
ที่พอจะจัดวางค่ายกลทั่วๆ ไปได้หนึ่งแห่งเท่านั้น การจะทำลายค่ายกล
เจ็ดสังหารคงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ
ต่อให้เซียวฮั่นมีลวดลายค่ายกลเจ็ดสังหารและเค้าโครงค่ายกลที่
สมบูรณ์ครบถ้วน เขาก็ยังไม่กล้าบอกว่าตนสามารถทำลายค่ายกลเจ็ด
สังหารได้ ความลึกลับของวิถีค่ายกลนั้นไม่มีที่สิ้นสุด มิใช่ว่าเจ้าสามารถ
จัดวางค่ายกลได้หนึ่งแห่ง เจ้าก็จะสามารถทำลายค่ายกลอื่นได้
มหาปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงสุดบางท่านสามารถผสานค่ายกล
รวมกับค่ายกล แล้วสร้างขึ้นเป็นค่ายกลแห่งใหม่ อานุภาพของค่ายกล
แห่งใหม่นั้นย่อมน่าพรั่นพรึงกว่าค่ายกลแห่งเดียวนับสิบเท่า
ตัวอย่างเช่นค่ายกลแห่งความเป็นตายที่เซียวฮั่นกำลังควบคุม
อีกตัวอย่างก็คือมหาปรมาจารย์สำนักค่ายกลอย่างผู้ถือครองเฉียน
คุนที่สามารถหลอมรวมค่ายกลสามพันให้เป็นหนึ่งเดียว และจัดวางค่าย
กลยันต์แปดทิศแห่งโลกหล้าหนึ่งแห่ง
ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลกย่างกรายเข้าไปในค่าย
กลก็ยังยากจะเอาชีวิตรอด และเกรงว่าถึงจะเป็นยอดฝีมือขั้นเทพแห่ง
โลกทั่วๆ ไปก็ใช่ว่าจะสามารถทำลายค่ายกลยันต์แปดทิศแห่งโลกหล้า
ที่ผู้ถือครองเฉียนคุนจัดวางขึ้นมาได้
แต่ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร มหาปรมาจารย์ค่ายกลก็อยู่ที่นี่แล้ว ทั้งยัง
เป็นช่วงเวลาที่ยอดฝีมือจากทุกขุมอำนาจเริ่มเดินทาง และสถานที่
อย่างแดนลึกลับของเทพแท้จริงแห่งโลกที่สำนักฉีเป่าหลิวหลีค้นพบใน
ครั้งนี้ก็คือเขตต้องห้ามมรณะ
เขตต้องห้ามมรณะนับเป็นที่ที่ทุกคนในเขตตงไป่ได้ยินก็ต้อง
หวาดกลัวจนตัวสั่น เพราะไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่ก้าวเดินเข้าไปในเขต
ต้องห้ามมรณะก็ล้วนแต่สามารถตกตายในนั้น ทั้งยังเป็นการตายชนิดที่
อยู่ไม่เห็นคน ตายไม่เห็นศพ
หลังจากยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกท่านหนึ่งตกตายในเขต
ต้องห้ามมรณะ ก็แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดห้าวหาญย่างกรายเข้าไปในเขต
ต้องห้ามมรณะอีกเลย ทั้งนี้เขตต้องห้ามมรณะก็ไม่มีสมบัติล˺าค่าอันใด
นานวันเข้าจึงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจที่นี่
หากมิใช่ตอนที่บรรพบุรุษท่านหนึ่งของสำนักฉีเป่าหลิวหลีออก
ตามหาวัสดุ แล้วหลงทางในนั้นโดยบังเอิญ จนถลันเข้าไปในค่ายกลเจ็ด
สังหาร เกรงว่าก็คงไม่รู้ว่าเขตต้องห้ามมรณะก็คือส่วนหนึ่งของค่ายกล
เจ็ดสังหารที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่ง จึงไม่แปลกใจที่ยอดฝีมือผู้ซึ่งย˹า
กรายเข้าไปในเขตต้องห้ามมรณะเหล่านั้นจะไปแบบไม่หวนกลับคืน
แต่ก็ถือว่าบรรพบุรุษท่านนั้นยังโชคดี หลังจากเขาเข้าไปในค่ายกล
เจ็ดสังหาร ค่ายกลเจ็ดสังหารกลับไม่ทำงานอย่างไม่มีสาเหตุ แต่กลับ
โยนเขาออกมานอกค่ายกลแทน นี่จึงทำให้สำนักฉีเป่าหลิวหลีพบเจอ
กับแดนลึกลับของเทพแท้จริงแห่งโลกนี้
เขตต้องห้ามมรณะตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันรกร้างว่างเปล่าทาง
ทิศตะวันตกของเขตตงไป่ ที่แห่งนี้มีสัตว์ปีศาจชอบออกอาละวาด และ
สัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งบางส่วนในนั้นก็สามารถเทียบเคียงกับยอดฝีมือ
ขั้นราชันแห่งโลกได้
หลังจากยอดฝีมือทั้งหมดก้าวข้ามมิติภายใต้การนำทางของบรรพ
บุรุษอาวุโสของสำนักฉีเป่าหลิวหลีท่านนั้น เพียงครู่เดียวพวกเขาก็
เดินทางมาถึงหุบเขาอันรกร้าง อย่างไรท่ามกลางคนกลุ่มนี้ อย่างน้อย
ที่สุดก็ต้องมีความแข็งแกร่งขั้นราชันแห่งโลก การก้าวข้ามมิติจึงเป็น
เพียงเรื่องเล็กๆ ที่สามารถทำได้อย่างง่ายดายสำหรับพวกเขา
และคนกลุ่มนี้ก็ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกผู้แข็งแกร่ง
อีกทั้งภายในนั้นยังไม่ขาดการดำรงอยู่ขั้นราชันแห่งโลกระดับสูง ดังนั้น
พอพวกเขาเดินทางมาถึงหุบเขาอันรกร้าง สัตว์ปีศาจที่อยู่ภายในหุบ
เขานั้นจึงทำได้เพียงหวาดผวาจนตัวสั่นเทิ้ม
ในที่สุดคนทั้งหมดก็เดินทางมาถึงบริเวณที่ถูกเรียกว่าค่ายกลเจ็ด
สังหารของเขตต้องห้ามมรณะภายใต้การนำทางของบรรพบุรุษท่านนั้น
และยามนี้เซียวฮั่นที่เดินตามหลังหลิ่วเฉินจื่อก็กำลังทอดสายตาไปยัง
ภูเขาทั้งเจ็ดลูกอันยิ่งใหญ่ตรงหน้า ก่อนที่สีหน้าของเขาจะแปรเปลี่ยน
เป็นจริงจังขึ้นมาอย่างหักห้ามไม่ได้
ภูเขาใหญ่เจ็ดลูกปรากฏให้เห็นถึงเค้าโครงของทิศทางการสังหาร
ทั้งเจ็ด หากมองจากที่สูงก็จะเห็นว่าเค้าโครงของภูเขาใหญ่เจ็ดลูก
ประกอบกันเป็นคำว่าสังหารที่เต็มไปด้วยการสังหารอันไร้ขอบเขต!
“ดูท่าแล้ว ที่ค่ายกลเจ็ดสังหารแห่งนี้สามารถดำรงอยู่มาเป็นเวลา
พันล้านปีโดยไม่สูญสลายหายไป เกรงว่าเบื้องล่างของภูเขาใหญ่ทั้งเจ็ด
ลูกนี้คงเป็นเส้นลมปราณเจ็ดสาย!”
ไม่ต้องคิด เซียวฮั่นก็รู้ได้ว่าต้นกำเนิดพลังของเจ็ดสังหารก็คือเส้น
ลมปราณเจ็ดสายที่อยู่ภายใต้ผืนพิภพ
และด้านบนของภูเขาใหญ่เจ็ดลูกก็คือหมู่เมฆินทร์อันมืดครึ้ม ค่าย
กลเจ็ดสังหารถูกปกคลุมอยู่ภายใต้มวลเมฆเหล่านี้ และแดนลึกลับของ
เทพแท้จริงแห่งโลกก็ตั้งอยู่ภายในค่ายกลเจ็ดสังหาร
“ทุกท่านต้องระวัง ภายในหมู่มวลเมฆินทร์นี้ก็คือค่ายกลเจ็ด
สังหาร ขอเพียงแต่ก้าวเข้าไปในมวลเมฆินทร์ก็เท่ากับก้าวเข้าไปในค่าย
กลเจ็ดสังหารด้วย”
ผู้อาวุโสของสำนักฉีเป่าหลิวหลีท่านนั้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
เกินบรรยาย ตอนที่เขาพลาดถลันเข้าไปในค่ายกลเจ็ดสังหารครั้งก่อน
ค่ายกลเจ็ดสังหารนั้นไม่ทำงานโดยไม่มีสาเหตุ
แต่ทว่าพอเขาใช้พลังสร้างขึ้นเป็นร่างจำแลงสายหนึ่งให้ย่างก้าว
เข้าไปในค่ายกลเจ็ดสังหาร ค่ายกลเจ็ดสังหารกลับสังหารร่างจำแลง
ของเขาในทันที เพราะเหตุนี้บรรพบุรุษท่านนี้จึงไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม
ก่อนจะส่งเรื่องนี้ให้สำนักฉีเป่าหลิวหลีจัดการแทน
“ก็แค่ค่ายกลเล็กๆ มาดูกันว่าพวกเราจะทำลายอย่างไร!”
ยามนี้มหาปรมาจารย์ค่ายกลสองท่านแสดงสีหน้าโอหัง พวกเขา
มิได้เห็นค่ายกลเจ็ดสังหารแห่งนี้ในสายตาโดยสิ้นเชิง อย่างที่รู้กันว่า
พวกเขาต่างเป็นมหาปรมาจารย์ค่ายกลในเขตบูรพา ทั้งยังเป็นการ
ดำรงอยู่ที่แม้แต่ขุมอำนาจระดับหนึ่งก็ยังต้องปฏิบัติด้วยความสุภาพ
สิ่งที่เรียกว่าค่ายกลเจ็ดสังหารจึงเป็นเพียงค่ายกลขนาดเล็กแห่ง
หนึ่งในความคิดของพวกเขาเท่านั้น ด้วยท่าทีที่หยิ่งผยองเกินจะเปรียบ
เช่นนี้ถึงทำให้ความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาหยุดไว้เพียงเท่านี้
“ทุกคนเข้าไปในค่ายกลพร้อมกันเถิด ดูท่าแล้วพวกเราน่าจะ
ทำลายได้ไม่ยาก!”
มหาปรมารจารย์หลี่ผู้เป็นหนึ่งในมหาปรมาจารย์สองท่านเอ่ยขึ้น
อย่างนิ่งเฉย คล้ายว่าสิ่งที่เรียกว่าค่ายกลตรงหน้าแห่งนี้สามารถทำลาย
ได้ไม่ยาก อันที่จริงจะโทษท่าทางอันยโสโอหังของพวกเขาก็ไม่ได้
เพราะกล่าวได้เพียงว่าพวกเขาต่างถูกผู้คนประจบประแจงมาเป็น
เวลานานจนเคยชินไปเสียแล้ว อย่าว่าแต่ค่ายกลตรงหน้าแห่งนี้ ต่อให้
เป็นผู้ถือครองเฉียนคุนที่เรียนรู้เต๋าแห่งค่ายกลคนแรก พวกเขาก็ไม่เห็น
ในสายตาแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงคิดว่าตนนั้นมิได้ด้อยไป
กว่าผู้ถือครองเฉียนคุนสักเท่าใดนัก
และคนที่แซ่ซ้องสรรเสริญเหล่านั้นก็มักจะกล่าวว่าผู้ถือครองเฉียน
คุณสู้พวกเขาไม่ได้ พวกเขาเท่านั้นถึงจะถือว่าเป็นคนแรกที่เรียนรู้เต๋า
แห่งค่ายกล ดังนั้นพวกเขาจึงต่างรู้สึกว่าค่ายกลของตนเป็นอันดับหนึ่ง
ในใต้หล้า ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เรียกว่าค่ายกลเจ็ดสังหารตรงหน้าจึงไม่อยู่ใน
สายตาของพวกเขา
“ท่านทั้งสอง ข้าเกรงว่าทำเช่นนี้คงไม่เหมาะนัก!”
เซียวฮั่นส่ายศีรษะ แล้วจึงเอ่ยปากพูดอย่างอดไม่ได้ เป็นที่รู้กันว่า
ค่ายกลเจ็ดสังหารเบื้องหน้าแห่งนี้ก็คือค่ายกลที่แท้จริง เพียงแค่เส้น
ลมปราณเจ็ดสายที่อยู่ภายใต้ภูเขาใหญ่ทั้งเจ็ดลูกก็สามารถมองออก
แล้วว่าค่ายกลเจ็ดสังหารแห่งนี้มิได้ธรรมดาถึงเพียงนั้น
นอกเสียจากจะเป็นมหาปรมาจารย์วิถีค่ายกลระดับเดียวกับผู้ถือ
ครองเฉียนคุน มิเช่นนั้น เมื่อถลันเข้าไปในค่ายกลเจ็ดสังหารก็ต้องตก
ตายสถานเดียว!
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด ไยจึงอาจหาญเกิดข้อสงสัยในคำกล่าวของ
มหาปรมาจารย์?”
ได้ยินดังนั้น หวงเหรินผู้เป็นอัจฉริยะตระกูลหวงก็กล่าวตำหนิด้วย
สีหน้าเหยียดหยามปนเยาะเย้ยทันที มดปลวกที่อยู่เพียงขั้นนักรบแห่ง
โลกระดับที่สี่ตัวเดียว เขามีสิทธิ์กล่าวเมื่อใดกัน
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของคนจำนวนมากก็ผันเปลี่ยนเป็นไม่น่ามอง
อย่างฉับพลัน และในนั้นยังรวมไปถึงหลิ่วเฉินจื่อ ฉายทงเทียน และ
เทียนอู๋เลี่ยงด้วย
เวลานี้ผู้อาวุโสชีเจวี๋ยแห่งสำนักตี้ถูเผยรอยยิ้มที่ยินดีให้กับความ
โชคร้ายของบุรุษผู้นั้น แน่นอนว่าพอสายตาของเขาทอดลงบนร่างของ
เซียวฮั่น แววในดวงตาก็เปี่ยมด้วยความฆาตแค้น เพียงแต่ตอนนี้เขายัง
ไม่กล้ากระทำสิ่งใด อย่างไรแดนลึกลับของเทพแท้จริงแห่งโลกก็มี
ความสำคัญ เขาจึงยังต้องระงับความแค้นในจิตใจมิให้สร้างความ
วุ่นวาย
ส่วนเซียวฮั่น พอเขาได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะ
มองไปยังหวงเหรินด้วยความเย็นชาเพียงแวบเดียว แล้วมิได้กล่าวสิ่งใด
อีก ในเมื่อเขาเตือนด้วยความหวังดี แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นพระคุณ
เช่นนั้นจะมาโทษเขาก็มิได้
“เฮอะ! นับว่ามดปลวกตัวนี้อย่างเจ้ายังรู้ว่าควรต้องทำตัวเช่นไร
หากครั้งหน้าเจ้ายังอาจหาญสงสัยในคำกล่าวของมหาปรมาจารย์หลี่อีก
เช่นนั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่สุภาพแล้วกัน!”
หวงเหรินแค่นเสียงเย็นเยียบ พอเห็นเซียวฮั่นนิ่งเงียบไม่กล่าวสิ่งใด
อีก เขาก็มองไปยังเซียวฮั่นด้วยสายตาอันเย็นยะเยือกแวบหนึ่ง แล้วจึง
เอ่ยด้วยความเย้นหยัน
“มีมหาปรมาจารย์ถึงสองท่าน ย่อมต้องสามารถทำลายค่ายกลได้
ไม่ยาก!”
โอวเหย่จื่อแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นเพื่อคลี่คลายบรรยากาศอันตึง
เครียดทันที และในคำกล่าวก็ยังแฝงไว้ด้วยเจตนาที่จะประจบสอพลอ
ไม่น้อย
พอมหาปรมารจารย์สองท่านได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งแสดงสีหน้าอัน
เย่อหยิ่ง ใบหน้าของเขาเชิดสูงเหนือสิ่งอื่นใด และเซียวฮั่นเห็นดังนั้นก็
มิได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีก ในเมื่ออีกฝ่ายดึงดันที่จะเข้าไปในค่ายกลเจ็ด
สังหาร เช่นนั้นเขาก็จะไม่แยแสความเป็นตายของอีกฝ่าย
เซียวฮั่นลอบถ่ายทอดความคิดให้กับฉายทงเทียนและเทียนอู๋เลี่ยง
ให้พวกเขารอสักครู่เพื่อไม่ต้องก้าวเข้าไปในค่ายกล พอทั้งสองคนได้ยิน
ดังนั้น พวกเขาต่างก็ลอบพยักหน้าให้กับเซียวฮั่นโดยไม่เอ่ยพล่ามสิ่งใด
ทันที
จากนั้นยอดฝีมือของหอเทียนจี๋และหอหมื่นสมบัติก็มองไปยังเซียว
ฮั่นแวบหนึ่งอย่างอดไม่ได้ เพราะบุตรหลานของพวกเขาก็เคยนำคำ
กล่าวของเซียวฮั่นมาบอกบรรพบุรุษในตระกูลของตน
เมื่อเสวียนจีจื่อแห่งหอเทียนจี๋ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าพลางคลี่ยิ้ม
บางเบาให้กับเซียวฮั่นทันที เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เขาเองก็เห็นด้วยกับคำ
กล่าวของเซียวฮั่น
อย่างไรเขาก็เคยรับรู้ได้ถึงอานุภาพของค่ายกลชีวิตด้วยตนเองมา
ก่อน ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าถึงพลังของชายหนุ่มตรงหน้าจะไม่สูงนัก แต่
ระดับความรู้เกี่ยวกับค่ายกลนั้นไม่เป็นสองรองผู้ใดแน่นอน ยิ่งไปกว่า
นั้น อีกฝ่ายยังเป็นผู้สืบทอดของผู้ถือครองเฉียนคุน
ส่วนด้านหอหมื่นสมบัติ ฉายทงเสินก็พยักหน้าพร้อมกับยิ้มตาหยี
ให้กับเซียวฮั่นเช่นเดียวกัน อันที่จริงหากไม่มีเซียวฮั่นก็คงไม่มีฉายทง
เสินในตอนนี้ ไม่เพียงเท่านี้ บุคคลที่ได้รับมรดกเต๋าแห่งค่ายกลจากผู้ถือ
ครองเฉียนคุนย่อมต้องไม่ธรรมดา คนอื่นล้วนแต่ไม่รู้ถึงความแข็งแกร่ง
ของเต๋าแห่งค่ายกลของผู้ถือครองเฉียนคุน ทว่าพวกเขาหอหมื่นสมบัติ
จะไม่รู้ไม่ได้
หลังจากเซียวฮั่นใช้ความคิด ในที่สุดเขาก็เรียกตัวหลิ่วเฉินจื่อมา
อย่างไรค่ายกลเจ็ดสังหารก็อันตรายเกินบรรยาย ด้วยการคบหาสมาคม
กับหลิ่วเฉินจื่อในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ความสัมพันธ์ที่เป็นทั้งศิษย์และสหาย
จึงเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เขามิอาจเห็นหลิ่วเฉินจื่อย˹ากรายเข้าไปอยู่
ท่ามกลางความอันตรายได้
พอได้ฟังคำกล่าวของเซียวฮั่น หลิ่วเฉินจื่อก็พยักหน้าเล็กน้อยทันที
เขาที่อยู่ในฐานะของปรมาจารย์ค่ายกลย่อมรู้ถึงความน่าหวาดกลัวของ
ค่ายกลเจ็ดสังหาร ทั้งนี้ในมุมมองของเขา ระดับความรู้อันลึกซึ้งในเต๋า
แห่งค่ายกลของเซียวฮั่นต้องฉลาดหลักแหลมกว่าสองคนนั้นอยู่มาก
อย่างแน่นอน แม้กระทั่งเซียวฮั่นเองยังระวังตัว เขาย่อมมิอาจทำสิ่งใด
ผลีผลาม
เพียงแต่เสียดายที่ยอดฝีมือของสำนักฉีเป่าหลิวหลีท่านอื่นไม่ฟัง
คำกล่าวของเขา อย่างไรยอดฝีมือของสำนักฉีเป่าหลิวหลีก็ต่างเป็นยอด
ฝีมือรุ่นอาวุโสในสำนักฉีเป่าหลิวหลี เพียงแค่ยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลก
ของสำนักฉีเป่าหลิวหลีที่เดินทางมาในครั้งนี้ก็มีจำนวนมากถึงห้าท่าน
แล้ว
นอกจากโอวเหย่จื่อและหลิ่วเฉินจื่อแล้ว ยังมียอดฝีมือขั้นราชัน
แห่งโลกระดับสูงอีกสามท่าน ซึ่งพวกเขาล้วนแต่เป็นบรรพบุรุษของ
สำนักฉีเป่าหลิวหลี หลิ่วเฉินจื่อถือว่าเป็นคนที่มีความอาวุโสน้อยที่สุด
ท่ามกลางหมู่พวกเขา ส่วนพลังก็อ่อนด้อยที่สุด เกรงว่าบรรพบุรุษ
เหล่านั้นคงไม่ฟังคำกล่าวของเขาและยังคงเข้าไปในที่แห่งนั้น!