ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 503 : เจ้ายังติดหนี้เดิมพันข้าอยู่!
ระหว่างที่คนทั้งหมดกำลังออกตามหาสมบัติล˺าค่าที่เหมาะกับ
ตนเองด้วยความยากลำบากบนวิหารชั้นสี่ เงาร่างของเซียวฮั่นและ
ฉายทงเทียนก็ปรากฏขึ้นบนนั้น
“โชคชะตาช่างยิ่งใหญ่จริงๆ!”
พอเห็นเซียวฮั่นยังมีชีวิต ใบหน้าของหวงเหรินก็หมองคล˺าขึ้นมา
เพียงแต่พอคิดอีกที หวงเหรินก็เผยรอยยิ้มเยือกเย็นทันที
เซียวฮั่นยังอยู่เพียงขั้นนักรบแห่งโลกระดับที่สี่ ต่อให้อาศัย
ศาสตราแห่งราชันระดับสูง อย่างมากก็สามารถสู้กับยอดฝีมือขั้นราชัน
แห่งโลกระดับที่สี่หรือห้าทั่วๆ ไปเท่านั้น
ทว่าองครักษ์ใหญ่สองท่านของเขาต่างอยู่ในขั้นราชันแห่งโลก
ระดับที่แปด และองครักษ์ของหวังหลงก็เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เขาเองก็รู้ว่า
สำนักตี้ถูและเซียวฮั่นเป็นศัตรูคู่อาฆาตต่อกัน และยังอยากกำจัดเซียว
ฮั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
กล่าวได้ว่า ยอดฝีมือที่มีจำนวนมากถึงเพียงนี้ ครึ่งหนึ่งของพวก
เขาก็ล้วนต้องการให้เซียวฮั่นตกตาย รอจนกระทั่งสมบัติล˺าค่าแบ่ง
เกือบเสร็จ เขาเองก็อยากเห็นว่าเมื่อถึงยามนั้นเซียวฮั่นจะตกตาย
อย่างไร
ทั้งนี้หลังจากสังหารเซียวฮั่นเสร็จ เขาก็ยังสามารถครอบครอง
มรดกของผู้ถือครองเฉียนคุน หากเป็นเช่นนี้ ก็อาจทำให้มหา
ปรมาจารย์หลี่ถวายความจงรักภักดีแก่ตระกูลหวงไปอีกพันปี ยิ่งเมื่อ
บวกเข้ากับผลประโยชน์จากการเดินทางครานี้ พอเขากลับไป ต่อให้
ไม่ได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูล เขาก็จะได้รับฐานะระดับเดียวกับผู้อาวุโส
ในตระกูล
พอคิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มอำมหิตก็ผุดขึ้นที่มุมปากของหวงเหริน
อย่างอดไม่ได้ หากอีกฝ่ายตกมาอยู่ในกำมือของเขา เขาต้องดึงจิต
วิญญาณออกจากกระดูกของบุคคลผู้ร้ายกาจเบื้องหน้านี้เป็นแน่แท้
และเขายังต้องการทำให้อีกฝ่ายร้องขอชีวิตไม่ได้ด้วย
“น้องเซียว ข้าแค่จะกล่าวว่าคนดีๆ ย่อมได้รับการช่วยเหลือจาก
สวรรค์เบื้องบน จะเกิดเหตุร้ายได้อย่างไร!”
พอเทียนอู๋เลี่ยงเห็นเงาร่างของเซียวฮั่น เขาก็ก้าวออกมา แล้วจึง
เอ่ยขึ้นพลางแย้มยิ้มทันที
“ขอบคุณเจ้าสำนักสำหรับคำอวยพร!”
เซียวฮั่นพยักหน้าอย่างสุภาพ ท่ามกลางคนทั้งหมด นอกจาก
ฉายทงเทียนและเทียนอู๋เลี่ยงแล้ว ก็ยังมีหลิ่วเฉินจื่อที่เขาสนิทสนมยิ่ง
กว่าผู้ใด ส่วนคนอื่นล้วนเป็นเพียงวาสนาด้านเดียวเท่านั้น
“ฮึ ไม่ตายก็มิได้หมายความว่าโชคดี เมื่อถึงวันที่เจ้าร้องขอชีวิต
ไม่ได้ เกรงว่าจะมาเสียใจทีหลังก็คงไม่ทันแล้ว!”
น˺าเสียงชั่วร้ายดังขึ้น จากนั้นหวงเหรินจึงแสยะยิ้มเย็นเยียบ
“วางใจเถิด เจ้าคงไม่ได้เห็นภาพนั้น!”
เซียวฮั่นมองไปยังหวงเหรินด้วยความเย็นชาแวบหนึ่ง หวงเหรินยั่ว
ยุเขาครั้งแล้วครั้งเล่า อันที่จริงเซียวฮั่นก็นำชื่อของอีกฝ่ายจดไว้ในบัญชี
มรณะแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงบุตรหลานอัจฉริยะของขุมอำนาจ
ระดับหนึ่งก็ตาม
“ข้าอาจจะได้เห็นก็เป็นได้ หวังว่าเมื่อถึงยามนั้น เจ้าอย่ามาเสียใจ
ทีหลังแล้วกัน!”
หวงเหรินเผยรอยยิ้มบึ้งตึง โดยมิได้กล่าวสิ่งใดต่ออีก ไม่จำเป็นต้อง
ใช้เวลานานเขาก็สามารถทำให้คำพูดในตอนนี้เป็นจริงได้
เขาก็อยากเห็นว่าเซียวฮั่นจะทำอย่างไรกับยอดฝีมือขั้นราชันแห่ง
โลกระดับที่แปดห้าท่าน ทะยานหลบหนีสู่สวรรค์ภายใต้การล้อมโจมตี
ของยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับที่เก้าท่านหนึ่ง อย่าว่าแต่เซียวฮั่น
ที่อยู่เพียงขั้นนักรบแห่งโลกระดับที่สี่ ต่อให้อยู่ในขั้นราชันแห่งโลก
ระดับที่แปดก็ยังเปล่าประโยชน์
อย่างที่รู้กันว่า ป้านเยว่เทียนเป็นยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับ
ที่เก้าที่เก่งกาจสมคำล˹าลืออย่างแท้จริง เขาเพียงคนเดียวก็สามารถ
เอาชนะยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับที่แปดกว่าสิบท่านแล้ว
“ข้าไม่เคยเสียใจทีหลัง!”
เซียวฮั่นทอดสายตาไปยังหวงเหรินด้วยความเฉยชาแวบหนึ่ง ก่อน
จะเดินตรงไปยังกองวัสดุหลอมศาสตราที่อยู่ในวิหารชั้นสี่
ท่ามกลางวัสดุหลอมศาสตราเหล่านี้ มีวัสดุจำนวนไม่น้อยที่
สามารถหลอมศาสตราแห่งราชัน และวัสดุเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือ
เซียวฮั่นได้ไม่น้อยในอนาคต ยิ่งค่ายกลที่เขาควบคุมในภายภาคหน้ามี
จำนวนมากขึ้น โอกาสที่จะสามารถวาดค่ายกลบนศาสตราก็ยิ่งเพิ่ม
สูงขึ้น
“เฮอะ ข้าอยากเห็นเหลือเกินว่าเจ้าจะหยิบไปได้สักกี่ชิ้นกันเชียว!”
พอเห็นเซียวฮั่นย่างกรายมาข้างหน้าวัสดุหลอมศาสตรา หวงเหริน
ก็เอ่ยขึ้นพลางแย้มยิ้มเย็นเยียบ
เป็นที่รู้กันว่า เมื่อเจ้าหยิบสิ่งของไปจากที่นี่หนึ่งชิ้น เจ้าก็ต้อง
เผชิญหน้ากับการโจมตีของยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับที่สี่สี่ท่าน
และด้วยขอบเขตของเซียวฮั่นที่อยู่ในขั้นนักรบแห่งโลกระดับที่สี่ ไม่ว่า
จะทำอย่างไร เขาย่อมต้องต้านทานไม่ได้
“ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ งั้นเรามาเดิมพันกันหน่อยเป็นอย่างไร?
เดิมพันว่าข้าจะสามามารถหยิบสิ่งของจากที่นี่ได้ถึงสิบชิ้นหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น เซียวฮั่นก็ตอบกลับหวงเหรินพร้อมกับคลี่ยิ้มทันใด
“เดิมพันด้วยสิ่งใด?”
พอฟังคำกล่าวของเซียวฮั่น หวงเหรินก็ถึงกับตกตะลึงขึ้นมาอย่าง
ห้ามไม่ได้
“เดิมพันด้วยสมบัติล˺าค่าทั้งหมดบนตัวเจ้า ส่วนเจ้าต้องการเดิม
พันสิ่งใดจากข้าก็ว่ามาเลย!”
เซียวฮั่นกระตุกยิ้มมุกปากเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยความ
มั่นใจ
“ตกลง นี่ถือเป็นคำกล่าวของเจ้า ข้าต้องการเดิมพันด้วยชีวิตของ
เจ้า และมิใช่เพียงแค่ชีวิตของเจ้า ข้าต้องการกระทั่งสมบัติล˺าค่า
ทั้งหมดที่เจ้ามี ซึ่งรวมถึงมรดกของผู้ถือครองเฉียนคุนด้วย!”
ได้ยินดังนั้น แววในดวงตาของหวงเหรินก็เปล่งประกายวับวาบ
กะทันหัน จากนั้นเขาก็ตอบรับคำท้าอย่างไม่รอช้า
“ตกลง ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายตรงนี้ร่วมเป็นพยานได้หรือไม่?”
พอเห็นหวงเหรินตกลงสู่หลุมพรางของตน เซียวฮั่นก็กล่าวกับคน
ทั้งหมดทันที
“ข้ายินดีเป็นพยาน ข้าก็ยินดี ขะ…ข้าก็ด้วย!”
ฝั่งของเซียวฮั่นยังไม่ทันเอ่ยปาก สำนักตี้ถูก็ตอบรับเพื่อเป็น
ประจักษ์พยานให้แล้ว นอกจากนี้ มหาปรมาจารย์ค่ายกลสองท่านก็ยัง
กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเบิกบานใจ
“น้องเซียว เรื่องนี้มิใช่เรื่องล้อเล่น เจ้าจะไม่ตรึกตรองให้ดีอีกครั้ง
ก่อนหรือ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เทียนอู๋เลี่ยงก็รีบเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน
“ใช่ สมบัติล˺าค่ามิได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น แต่ละชิ้นที่หยิบขึ้นมา
จำนวนของยอดฝีมือที่จะปรากฏกายขึ้นก็จะเพิ่มเป็นสองเท่า”
บัดนี้ต่อให้เป็นหลิ่วเฉินจื่อก็ยังต้องเอ่ยปากเตือน
ส่วนคนอื่นๆ ในเวลานี้ไม่ต่างจากกำลังรอชมการแสดงอันน่า
สนุกสนาน เพียงแต่ท่ามกลางคนทั้งหมด เกรงว่าคงมีฉายทงเทียนที่
กำลังลอบหัวเราะ พร้อมกับลอบกล่าวในใจว่า
“ไม่รู้ว่าพอหวงเหรินรู้ว่าน้องชายสามารถครอบครองสมบัติล˺าค่า
เหล่านี้ได้โดยง่ายจะแสดงสีหน้าชื่นชมหรือเปล่า!”
ระหว่างที่คิดเช่นนี้ สายตาของฉายทงเทียนก็ตกลงบนร่างของหวัง
หลง แล้วจึงหัวเราะอย่างลำพองตน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“องค์ชายหวัง เจ้าต้องการเดิมพันกับพวกเราสักตาหรือไม่? ข้า
พนันว่าน้องชายของข้าจะสามารถหยิบเอาสมบัติล˺าค่าได้สิบชิ้น หาก
ทำไม่ได้ ข้าก็จะยกขวานอำมหิตเล่มนี้ให้แก่เจ้าเป็นอย่างไร?”
ระหว่างที่กล่าว ฉายทงเทียนก็วางขวานอำมหิตของตนไว้ข้างหน้า
หวังหลงประหนึ่งว่าเป็นพ่อค้าหน้าเลือด ทำให้สองตาของหวังหลงจับ
จ้องตรงมาที่ขวานโดยไม่ละสายตา
“ตกลง ข้าพนันด้วย แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?”
หวังหลงขบฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมกับพยักหน้าตอบรับโดย
ไม่รีรอ เขาคิดว่าตนเองไม่มีเหตุผลที่จะแพ้
อย่างไรหากต้องการหยิบเอาสมบัติล˺าค่าสิบชิ้นจากวิหารชั้นนี้ นั่น
ก็ต้องแบกรับการโจมตีจากยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับที่สี่กว่าหนึ่ง
พันห้าร้อยท่าน อย่าว่าแต่เซียวฮั่นที่อยู่เพียงแค่ขั้นนักรบแห่งโลกระดับ
ที่สี่ ถึงจะเป็นยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับที่เก้า เกรงว่าก็ยังทำไม่ได้
“ว่ากันอย่างไม่อ้อมค้อม ข้าไม่ต้องการชีวิตขององค์ชายหวัง ข้า
ต้องการเพียงสมบัติล˺าค่าบนร่างขององค์ชายหวังก็พอแล้ว”
แววแห่งเล่ห์เหลี่ยมปรากฏขึ้นในดวงตาของฉายทงเทียน จากนั้น
เขาก็เอ่ยขึ้นพลางแย้มยิ้ม
“ได้ ทุกคนร่วมเป็นพยาน!” หวังหลงพยักหน้า แล้วจึงตอบรับโดย
ไม่ลังเล
แต่นั่นก็ทำให้คนอื่นๆ ต่างนิ่งชะงักไปในทันที เพราะทุกคนรู้ว่านี่
คือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เซียวฮั่นไม่สามารถหยิบเอาสมบัติล˺าค่าสิบชิ้น
เว้นเสียแต่เขาจะมีความแข็งแกร่งและพลังในขั้นราชันแห่งโลกระดับ
สูงสุด
เพียงไม่นาน เซียวฮั่นก็ยื่นมือออกไปคว้าจับทองคำเปลวเพลิงก้อน
หนึ่งภายใต้การเป็นพยานของคนทั้งหมด ทองคำเปลวเพลิงเป็นวัสดุ
หลักในการหลอมศาสตรา หากฝีมือการหลอมศาสตราเป็นเลิศ อาศัย
ทองคำเปลวเพลิงเพียงก้อนเดียวก็อาจถึงขั้นสามารถหลอมศาสตรา
แห่งราชันระดับกลางได้หนึ่งชิ้น
พอฝ่ามือของเซียวฮั่นสัมผัสกับทองคำเปลวเพลิงชิ้นนั้นภายใต้
การจับจ้องของคนทั้งหมด ลานทั้งลานก็เงียบสงัดเกินบรรยายขึ้นมา
อย่างรวดเร็ว เพราะเห็นเพียงเซียวฮั่นหยิบทองคำเปลวเพลิงก้อนนั้น
ขึ้นมาอย่างง่ายดาย ก่อนจะโยนมันเข้าไปในแหวนเก็บสิ่งของของตน
“เป็นไปได้อย่างไร? นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน? นี่ต้องเป็นของปลอม
แน่ๆ เป็นกลลวง เป็นภาพลวงตา!”
ตอนนี้ใบหน้าของหวงเหรินที่เดิมทีประดับรอยยิ้มกลับแข็งค้าง
ก่อนจะตะโกนขึ้นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
แต่ทว่ายามนี้กลับไม่มีผู้ใดแยแสหวงเหรินที่กำลังตะโกนเสียงดัง
เป็นไปได้อย่างไรที่กลลวงจะปรากฏขึ้นภายใต้การจับจ้องของคน
ทั้งหมด อีกทั้งยังปรากฏต่อหน้าต่อตายอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลก
จำนวนมากถึงเพียงนี้
แต่ทว่าสิ่งที่คนทั้งหมดในเวลานี้ไม่เข้าใจก็คือเหตุใดเซียวฮั่นถึงไม่
หายไป และเหตุใดจึงไม่ถูกยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกสี่ท่านจู่โจม
อย่างไรก็ตามขณะที่คนทั้งหมดยังไม่ฟื้นคืนสติ เซียวฮั่นก็โยนวัสดุ
หลอมศาสตราแต่ละชิ้นเข้าไปในแหวนเก็บสิ่งของของตนแล้ว ท่าทาง
นั้นราวกับเจ้าของบ้านเดินทางมายังคลังสมบัติเพื่อหยิบเอาสิ่งของ
อย่างไรอย่างนั้น พอหยิบขึ้นมาก็โยนเข้าไปในแหวนเก็บสิ่งของของตน
ขณะที่วัสดุหลอมศาสตรากว่าสิบชิ้นถูกเซียวฮั่นโยนเข้าไปใน
แหวนเก็บสิ่งของ เซียวฮั่นก็หยิบเอาศาสตราแห่งราชันบางชิ้นขึ้นมา ไม่
ว่าผู้ใดก็จำต้องเชื่อว่าเซียวฮั่นไม่ถูกยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกเหล่านั้น
โจมตี
“เจ้าพ่ายแพ้แล้ว!”
พอหยิบเอาศาสตราแห่งราชันระดับกลางชิ้นหนึ่งเข้าไปในแหวน
เก็บสิ่งของ สายตาของเซียวฮั่นก็ตกลงบนร่างของหวงเหรินทันที ก่อน
จะเอ่ยขึ้นด้วยความเฉยชา
“จะ…เจ้า…เจ้านี่มันร้ายกาจยิ่งนัก!”
สายตาโหดเหี้ยมอำมหิตจ้องเขม็งไปที่เซียวฮั่น ภายใต้การจ้องมอง
จากทุกสายตาและภายใต้คนทั้งหมดที่ทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยาน
ตอนนี้หวงเหรินคิดจะชักดาบก็เป็นไปไม่ได้แล้ว อีกทั้งยังมิใช่เพียงแค่
หวงเหริน ต่อให้เป็นหวังหลงในเวลานี้ก็ไม่ต่างจากบิดามารดาตกตาย
ไม่อยากบอกเลยว่าสีหน้าของเขาไม่น่ามองมากเพียงใด
“ข้าให้เจ้า!”
หวงเหรินสะบัดฝ่ามือพลางขบฟันแน่นจนแทบแหลกละเอียด
จากนั้นก็โยนแหวนเก็บสิ่งของบนร่างของเขาให้กับเซียวฮั่น
“เฮอะ! คอยดูแล้วกัน!”
หวงเหรินสะบัดชายเสื้อ ก่อนจะพาองครักษ์สองท่านออกไป
เพียงแต่พอเซียวฮั่นได้รับแหวนเก็บสิ่งของมา เขากลับไม่มองมัน
แม้แต่แวบเดียว ทว่ากลับโยนให้ฉายทงเทียนที่กำลังแย้มยิ้มทันที ก่อน
จะกล่าวกับหวงเหรินที่เตรียมตัวพุ่งไปยังวิหารชั้นห้าว่า
“ขอโทษด้วย เจ้ายังไปไม่ได้ เพราะเจ้ายังติดหนี้เดิมพันข้าอยู่!”
“เจ้าอย่าทำตัวได้คืบจะเอาศอก!”
ได้ยินดังนั้น หวงเหรินก็หันหลังกลับมา จากนั้นเส้นโลหิตก็ปูดขึ้น
บนใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของเขา
“ดูเหมือนเจ้าจะมีเรื่องราวมากมายเสียจนลืมเลือนไปแล้วว่า ตอน
ที่พวกเราเข้ามาในแดนลึกลับ เจ้าพนันกับข้าไว้ว่า หากข้าสามารถ
ทำลายค่ายกลเจ็ดสังหาร เจ้าจะตัดศีรษะของตน!”
น˺าเสียงเฉยชาดังขึ้น คำกล่าวของเซียวฮั่นทำให้คนจำนวนมากตรง
นั้นต่างลอบมองไปยังหวงเหรินทันที
คนทั้งหมดย่อมรู้ว่ามีการเดิมพันครั้งนี้ เพียงแต่พอพวกเขาเข้ามา
ในแดนลึกลับของเทพแท้จริงแห่งโลก คนทั้งหมดก็ต้องหลบหนีหายนะ
อย่างยากลำบาก และหลังจากเข้ามาในวิหารหลังนี้ และพบกับสมบัติ
ล˺าค่าจำนวนมากมายละลานตา ทำให้พวกเขาลืมเรื่องนี้ไปจนหมดสิ้น
ทันที
ต่อให้เป็นหวงเหรินเองก็ยังลืมว่าตนเคยเดิมพนันเช่นนี้กับเซียวฮั่น
ไว้ แต่ทว่าพอเซียวฮั่นกล่าวขึ้นมา สีหน้าของหวงเหรินก็หวาดกลัวจน
หมองคล˺า กระทั่งสามารถเผยสีหน้าไม่น่ามองออกมาได้มากเพียงใด ก็
เผยออกมาจนหมด
“หึหึ ใครบางคนคงไม่คิดจะชักดาบอีกสินะ?”
ฉายทงเทียนหัวเราะอย่างลำพองตน ก่อนจะรับเอาแหวนเก็บ
สิ่งของของหวงเหรินและหวังหลงขึ้นมา จากนั้นก็นั่งรอชมการแสดงที่
น่าสนุกพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยัน
มิใช่เพียงแค่ฉายทงเทียน แม้แต่คนอื่นๆ ในตอนนี้ต่างก็รอชมการ
แสดงที่น่าตื่นตา อย่างไรตอนที่พวกเขายังมิได้เข้ามาในแดนลึกลับของ
เทพแท้จริงแห่งโลก หวงเหรินและหวังหลงก็ยโสโอหังไม่น้อย
ด้วยความที่ถือว่าตนเป็นถึงบุตรหลานอัจฉริยะของขุมอำนาจ
ระดับหนึ่ง จึงไม่เห็นพวกเขาในสายตา ทว่าตอนนี้โชคกลับไม่เข้าข้าง
หวงเหรินเสียแล้ว คนทั้งหมดย่อมอยากเห็นการแสดงอันน่าสนุกสนาน
ด้วยความเบิกบานใจ
“ชั๊วะ!”
หวงเหรินสะบัดฝ่ามือ ก่อนจะตัดศีรษะของตนต่อหน้าคนทั้งหมด
เพียงแต่ผ่านไปไม่นาน เขาก็ติดศีรษะของตนกลับคืนดังเดิมอีกครั้ง ถึง
อย่างไรยอดฝีมือที่บรรลุขั้นราชันแห่งโลก หากมิใช่การตกตายชนิด
ทำลายล้าง ขอเพียงแต่ยังมีจิตวิญญาณเทพอยู่หนึ่งสาย เขาก็มิอาจ
ตายโดยสมบูรณ์
และการตัดศีรษะตนเช่นนี้ก็นับเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เท่านั้น กระทั่ง
ไม่จำเป็นต้องทานโอสถ เพียงแค่พลังแห่งกฎโคจรก็สามารถทำให้ร่าง
ของเขาฟื้นคืนสู่สภาพเดิมแล้ว
หลังจากตัดศีรษะของตน แล้วติดคืนดังเดิมอีกครั้ง หวงเหรินก็ไม่
กล่าวสิ่งใดอีก เขาเพียงแค่จ้องเขม็งด้วยสายตาที่เยือกเย็นเกินบรรยาย
ไปที่เซียวฮั่น เพราะยิ่งเขากล่าวสิ่งใดออกไปในเวลานี้ก็มีแต่จะทำให้ตน
ขายหน้า
บัดนี้จิตสังหารและโทสะภายในใจของหวงเหรินเดือดดาลถึงขีดสุด
เขาอยากฉีกเนื้อหนังมังสาของเซียวฮั่นให้แหลกเป็นชิ้นๆ แทบไม่ไหว
แต่ตอนนี้ยังมิใช่เวลา ทว่าหวงเหรินกลับมองเห็นภาพนั้นไปเสีย
แล้ว ไม่นานหลังจากนี้ ความอัปยศอดสูของเขาจะคืนสนองเซียวฮั่นนับ
สิบเท่าร้อยเท่า!