ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 531 : จักรวาลระดับราชันที่สอง!
เนื่องด้วยพลังของค่ายกลแห่งความเป็นตายที่น่าพรั่นพรึงขึ้น
เรื่อยๆ เซียวฮั่นจึงสามารถรับรู้ได้ถึงพลังแห่งกฎมรณะจากร่างของตน
ที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นในขณะเดียวกัน
เมื่ออาศัยพลังมรณะที่ยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกปลดปล่อย
ออกมาหลังจากตกตาย เซียวฮั่นไม่จำเป็นต้องเข้าไปในสำนักเต๋าหงเห
มิง เขาก็สามารถทำให้พลังมรณะเหล่านี้บรรลุขั้นสูงแล้ว
หลังจากเวลาผ่านไปทีละนิด อานุภาพของค่ายกลแห่งความเป็น
ตายก็น่าหวาดผวามากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าบรรดายอดฝีมือของพันธมิตรซา
เซิงที่อยู่ภายในค่ายกลเหล่านั้นกลับค่อยๆ ลดจำนวนลงทีละคน กระทั่ง
พอถึงบัดนี้ก็เหลือยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับสูงกว่าสิบท่าน
เท่านั้น
นี่คือการสังหารหมู่ พอเซียวฮั่นอาศัยค่ายกลแห่งความเป็นตาย
เขาก็สามารถสังหารผู้ที่มีขอบเขตสูงกว่าเขาทีละคนอย่างง่ายดาย และ
นี่ก็คือผลประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เขาได้รับจากเต๋าค่ายกล
ยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกที่เหลืออยู่เหล่านี้ล้วนเป็นการดำรงอยู่
ขั้นราชันแห่งโลกระดับที่แปด แม้แต่ในสำนักเต๋าหงเหมิง หากไม่เป็นผู้
อาวุโสทรงคุณวุฒิ ก็เป็นผู้ที่พรสวรรค์โดดเด่นเป็นเลิศ
ต่อให้อาศัยค่ายกลแห่งความเป็นตาย ตราประทับขึ้นสวรรค์ หนึ่ง
ในตราประทับยมราชมรณะของเซียวฮั่นก็ยังไม่มีทางผนึกสังหารยอด
ฝีมืออัจฉริยะเหล่านี้ได้ อย่างไรความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเขาก็
ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับที่เก้า
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีทางทะลวงสถานการณ์ภายในค่ายกลแห่ง
ความเป็นตาย แต่การที่เซียวฮั่นจะสังหารพวกเขาก็ยังทำได้ยากยิ่งนัก
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้เย่ฉางเฟิงกำลังจิบสุราเลิศรสหนึ่งคำอย่าง
สบายอารมณ์พลางออกมืออย่างง่ายดาย และตอนนี้เงาร่างทั้งสี่สาย
ต่างก็ร่างสะบักสะบอมภายใต้การโจมตีของเขา แม้แต่โฉวอู๋เปยผู้เป็น
ยอดฝีมือขั้นกึ่งเทพแท้จริงแห่งโลกก็ยังไร้ซึ่งแรงโต้กลับอันใดภายใต้
การจู่โจมของเย่ฉางเฟิง
แม้จะเป็นขั้นกึ่งเทพแท้จริงแห่งโลกเหมือนกัน แต่โฉวอู๋เปยกลับ
รับรู้ได้ว่า หากเย่ฉางเฟิงยินยอมก็สามารถสังหารเขาได้ไม่ยาก และตัว
เขานั้นก็จะไม่มีแม้กระทั่งพลังต้านรับ
มีเพียงช่วงที่เผชิญหน้ากับเย่ฉางเฟิงจริงๆ โฉวอู๋เปยถึงรู้ว่าบุคคล
ร้ายกาจแห่งโลกหล้าของตระกูลเย่มีความน่าหวั่นเกรงมากเพียงใด
กระทั่งเมื่อเทียบกับข่าวลือก็ยังน่าหวาดกลัวกว่าหลายเท่า เกรงว่า
ความแข็งแกร่งของเย่ฉางเฟิงคงเพียงพอจะต่อกรกับยอดฝีมือขั้นเทพ
แท้จริงแห่งโลกระดับที่สอง
ทั้งนี้นี่ยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มิได้ใช้ศาสตราแห่งเทพแท้จริง
หากเสริมทัพด้วยศาสตราแห่งเทพแท้จริงระดับสูงหนึ่งชิ้น เย่ฉางเฟิงก็
สามารถสู้ได้แม้แต่ยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลกระดับที่สามด้วย
ความแข็งแกร่งของเขา
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จิตใจของโฉวอู๋เปยก็ลอบสั่นไหวขึ้นมา เมื่อ
เทียบกับเย่ฉางเฟิงผู้เป็นบุคคลร้ายกาจอย่างแท้จริง บุคคลที่เรียกว่า
อัจฉริยะอย่างพวกเขาเหล่านี้ไม่ควรค่าแก่การโจมตีเดียวเสียด้วยซ˺า
อันที่จริงอัจฉริยะก็แบ่งออกเป็นหลายประเภท ในสายตาของผู้ฝึก
ตนทั่วไป บุตรหลานของขุมอำนาจระดับหนึ่งหรือระดับสองเหล่านั้นคือ
อัจฉริยะ ทว่าในสายตาของยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งโลก โฉวอู๋เปย
และเหล่าศิษย์ของสำนักเต๋าหงเหมิงเท่านั้นถึงจะนับว่าเป็นอัจฉริยะที่
แท้จริง
แต่ในสายตาของยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลก เกรงว่าคงมีเพียงบุคคล
ร้ายกาจแห่งโลกหล้าที่หาตัวได้ยากอย่างเย่ฉางเฟิงและเทพแท้จริงซา
เซิงเท่านั้นที่เป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ต่อให้เป็นบรรดาอัจฉริยะที่อยู่ภายใต้ขอบเขตระดับ
เดียวกัน ระยะห่างก็ยังมหาศาล ภายใต้ขอบเขตเดียวกัน หากเย่ฉางเฟิง
ต้องการสังหารโฉวอู๋เปยก็สามารถทำได้ด้วยการโจมตีอย่างสุดกำลัง
เพียงครั้งเดียว ทั้งที่โฉวอู๋เปยเป็นหนึ่งในการดำรงอยู่ที่แข็งแกร่งที่สุดใน
ขั้นราชันแห่งโลกระดับสูงสุดรุ่นแรก
คนทั้งสี่กลายเป็นหนูในกรงภายในมิติที่เย่ฉางเฟิงสร้างขึ้นมา
ส่วนเย่ฉางเฟิงก็คือแมวตัวนั้น เพียงแต่เย่ฉางเฟิงไม่ได้คิดจะสังหารคน
ทั้งสี่
สำหรับเย่ฉางเฟิง ทุกอย่างล้วนทำตามอำเภอใจ การจะสังหารคน
ทั้งสี่หรือไม่นั้นไม่สลักสำคัญสำหรับเขาแม้แต่นิดเดียว และการที่เขาจะ
ออกมือจัดการคนทั้งสี่ก็เพียงเพื่อตอบรับคำขอของเซียวฮั่นเท่านั้น
ณ โลกภายนอก ตอนนี้เซียวฮั่นเริ่มปิดด่านแล้ว ทว่าค่ายกลแห่ง
ความเป็นตายยังคงโคจรอยู่ เขาทิ้งร่างจำแลงของจิตวิญญาณความ
ตายไว้ภายในค่ายกลแห่งความเป็นตาย ส่วนตนเองก็เริ่มปิดด่าน
เซียวฮั่นมิได้ใช้เวลากับการปิดด่านในครั้งนี้นานนัก หลังจากจัด
วางค่ายกลกาลเวลาขึ้นมาหนึ่งแห่ง แล้วอาศัยความต่างของเวลาสิบ
เท่า เซียวฮั่นก็ยกระดับขอบเขตของตนสู่ขั้นราชันแห่งโลกระดับที่สอง
สำเร็จ ทั้งยังเริ่มเปิดจักรวาลระดับราชันที่สองด้วย
การเปิดจักรวาลระดับราชันที่สองนั้นเป็นเพียงการถือโอกาสเปิด
ระหว่างการปิดด่านครั้งนี้เท่านั้น ทว่าเป้าหมายในการปิดด่านครั้งนี้ของ
เขาคือควบคุมพลังแห่งกฎมรณะขั้นสูง
พอเสียงเต๋าแห่งความตายดังขึ้นในโลกจิตวิญญาณเทพของเขาไม่
ขาดสาย พลังมรณะก็กัดกินโลกจิตวิญญาณเทพของเซียวฮั่นอย่าง
ต่อเนื่อง จนทำให้เซียวฮั่นตระหนักรู้ในพลังมรณะ ก่อนที่พลังแห่งกฎ
ความตายของเขาจะก้าวเข้าสู่ขั้นสูงในที่สุด
หลังจากพลังแห่งกฎความตายบรรลุขั้นสูง เซียวฮั่นก็ลงมือจัดวาง
ค่ายกลแห่งความเป็นตายไว้บนจักรวาลระดับราชันทั้งสองจักรวาลของ
ตน ระดับความเร็วในการจัดวางของเซียวฮั่นในยามนี้รวดเร็วกว่าตอน
ที่เพิ่งเรียนรู้เต๋าค่ายกล เรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว
เซียวฮั่นในตอนนี้นับว่าเป็นมหาปรมาจารย์เต๋าแห่งค่ายกลอย่าง
แท้จริง เพียงแค่ชูฝ่ามือก็สามารถวาดลายเส้นค่ายกลได้นับพันสายแล้ว
และเพียงความคิดสายเดียวก็สามารถสร้างขึ้นเป็นค่ายกลขนาดเล็ก
หนึ่งแห่ง
สำหรับเซียวฮั่นในเวลานี้ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันก็สามารถจัดวาง
ค่ายกลแห่งความเป็นตายได้แล้ว
ลายเส้นค่ายกลพันล้านสาย ค่ายกลสิบล้านแห่ง ลายเส้นค่ายกล
แต่ละสายและค่ายกลแต่ละแห่งได้ฝังรากลงไปในสมองของเซียวฮั่น
อย่างลึกซึ้ง ขอเพียงแต่เซียวฮั่นกระตุ้นความคิดครั้งเดียวก็สามารถจัด
วางค่ายกลและลายเส้นค่ายกลทั้งหมดได้ไม่ยาก
ค่ายกลและลายเส้นค่ายกลแห่งความเป็นตายถูกเซียวฮั่นจัดวาง
ขึ้นบนจักรวาลระดับราชันทั้งสองจักรวาลของตน หลังจากจักรวาล
เหล่านั้นถูกวาดและจัดวางเสร็จสมบูรณ์ เซียวฮั่นก็ถอนหายใจออกมา
ด้วยความโล่งใจ
“ดูท่าแล้ว สิ่งที่ต้องลงมือทำต่อก็คือจัดวางค่ายลสุริยันและค่ายกล
จันทรา!”
เซียวฮั่นถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ พร้อม
กับใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มหนึ่งสาย
เนื่องด้วยระดับความรู้ในเต๋าค่ายกลที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ระดับ
ความเร็วที่เขาควบคุมลายเส้นค่ายกลและค่ายกลก็เร็วขึ้นตาม ถึงความ
ยากของค่ายกลจะมากขึ้นเรื่อยๆ ในภายหลัง แต่สิ่งที่สอดคล้องกันก็คือ
อานุภาพของค่ายกลที่น่าพรั่นพรึงยิ่งขึ้น
ต่อจากนี้ไปจะเป็นช่วงเวลาที่เขาจัดการกับรายละเอียดเล็กๆ
น้อยๆ แม้ว่าการปิดด่านจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ค่ายกลแห่งความเป็นตาย
กลับยังโคจร ทั้งยังกลืนกินพลังชีวิตของยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลก
ระดับที่แปดกว่าสิบท่านนั้นอย่างบ้าคลั่ง
“เริ่ม!”
หลังจากเสียงสายหนึ่งพ่นออกจากปากของเซียวฮั่น ค่ายกลแห่ง
ความเป็นตายที่เซียวฮั่นเพิ่งจัดวางเสร็จก็ถูกปลุกเร้าขึ้นมา ระหว่างที่
ค่ายกลแห่งความเป็นตายทั้งสองแห่งทับซ้อนกัน ลายเส้นค่ายกลแห่ง
ความเป็นตายแต่ละสายก็ปลดปล่อยรัศมีอันเจิดจรัสไร้ขอบเขตออกมา
รัศมีดูคล้ายกับเป็นแสงของดวงดาวที่กระจัดกระจายทั่วท้องนภา
เปล่งประกายวาววับ แต่รัศมีเหล่านี้ล้วนเป็นรัศมีแห่งความตาย ขณะที่
ลายเส้นค่ายกลเปล่งแสงระยิบระยับแต่ละครั้ง ค่ายกลแห่งความเป็น
ตายก็ปลดปล่อยพลังของกฎความตายที่น่าหวาดผวาออกมา ทั้งยังช่วง
ชิงพลังชีวิตจากยอดฝีมือที่เหลืออยู่ภายในค่ายกลด้วย
เมื่อค่ายกลแห่งความเป็นตายถูกปลุกเร้าถึงขีดสุด พลังของกฎ
ความเป็นตายที่น่าหวาดกลัวก็ส่งเสียงคำรามดังลั่น จากนั้นยอดฝีมือ
ขั้นราชันแห่งโลกระดับที่แปดที่เหลืออยู่กว่าสิบท่านนั้นก็ถูกสังหารจน
สิ้น ทันใดนั้น พลังแห่งกฎความเป็นตายที่แฝงไว้ในค่ายกลแห่งความ
เป็นตายทั้งสองแห่งก็มาถึงขั้นที่น่าพรั่นพรึงเกินบรรยาย
จากนั้นพลังเหล่านี้ก็ถูกเซียวฮั่นกลืนกินเข้าไปจนเกลี้ยง ชั่วขณะนี้
พลังของเซียวฮั่นเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าหวั่นเกรง กระทั่งขอเพียงเซียวฮั่น
ยินยอม เมื่อเขากลืนกินพลังที่ยอดฝีมือเหล่านี้ทิ้งเอาไว้หลังจากตกตาย
เขาก็สามารถเปิดจักรวาลระดับราชันขึ้นใหม่ได้อีกหลายใบทันที
เพียงแต่เซียวฮั่นมิอาจทำเช่นนี้ได้ แม้ว่าเขาต้องการกลืนกินพลัง
เหล่านี้ ทว่าเขาก็ต้องปรับแต่งพลังทั้งหมดให้เป็นพลังในร่างจริงของ
เขาเสียก่อน
หลังจากทำทั้งหมดนี้สำเร็จ เซียวฮั่นถึงจะรับเอาค่ายกลแห่งความ
เป็นตายกลับคืนมา เพียงแต่ยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกหนึ่งพันท่าน
ของพันธมิตรซาเซิงกลับฝังร่างของพวกเขาไว้ในค่ายกลแห่งความเป็น
ตาย
หากข่าวนี้แพร่งพรายไปยังสำนักเต๋าหงเหมิง เกรงว่าคงสะเทือน
ไปทั้งสำนัก กล่าวได้เพียงว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เย่ฉางเฟิงจะปรากฏ
กายขึ้นมาในเวลานี้ ทั้งยังขัดขวางโฉวอู๋เปยและบรรดายอดฝีมือขั้น
ราชันแห่งโลกระดับสูงสุด
อย่างที่รู้กันว่าโฉวอู๋เปยและคนทั้งสามคือบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุด
ท่ามกลางยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกหนึ่งพันท่านนี้ เพียงแค่โฉวอู๋เปย
คนเดียวก็สามารถสังหารยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกหนึ่งพันท่านได้
อย่างง่ายดายแล้ว
แต่ทว่าพวกเขากลับเจอกับเย่ฉางเฟิง นี่จึงส่งผลให้ค่ายกลแห่ง
ความเป็นตายของเซียวฮั่นสังหารยอดฝีมือจำนวนมากของพันธมิตรซา
เซิงไปจนหมด และเกรงว่านี่คงเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่
พันธมิตรซาเซิงก่อตั้งมา
เซียวฮั่นไม่สามารถอยู่ร่วมกับพันธมิตรซาเซิงนับแต่นี้ไป และอาจ
ถึงขั้นกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอย่างแท้จริง หากเซียวฮั่นเข้าร่วม
สำนักเต๋าหงเหมิง แน่นอนว่าไม่ช้าก็เร็วต้องแตกหักกับพันธมิตรซาเซิง
กระทั่งจุดจบสุดท้ายอาจต้องตกตายกันไปข้างหนึ่ง
หลังจากสังหารยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกนับพันท่าน ป้าย
อสุรกายที่เซียวฮั่นได้รับมาก็เรียกได้ว่ามหาศาล จนเกรงว่าคงเป็นหนึ่ง
คนที่มีป้ายอสุรกายมากที่สุดท่ามกลางศิษย์ใหม่ที่เข้ามาในสำนักเต๋าหง
เหมิง
ถึงไม่ได้นับ เซียวฮั่นก็รู้ว่าป้ายอสุรกายที่ตนได้รับมานั้นไม่ต˹ากว่า
สองหมื่นแผ่นเป็นแน่แท้ ยิ่งเป็นยอดฝีมือขั้นราชันแห่งโลกระดับที่แปด
เหล่านั้นย่อมต้องมีป้ายอสูรกายพกติดตัวไม่น้อยกว่าหลายร้อยแผ่น
“จัดการหมดแล้วงั้นหรือ?”
ระหว่างที่จิบสุรา เย่ฉางเฟิงก็ก้าวออกมาจากอากาศด้วยรอยยิ้ม
ส่วนโฉวอู๋เปยและคนทั้งสามนั้น เป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่มีผู้ใดรู้
นอกจากเย่ฉางเฟิงแล้ว ก็มีแค่พวกเขาเองเท่านั้นที่รู้
แน่นอนว่าโฉวอู๋เปยและพรรคพวกยังไม่ตกตาย เพียงแต่พวกเขา
ถูกเย่ฉางเฟิงกักขังไว้ในความว่างเปล่า หากคนทั้งสี่ต้องการออกจาก
ความว่างเปล่านั้น เกรงว่าคงต้องใช้เวลาสักหน่อย
เพียงแต่กว่าพวกเขาจะออกจากความว่างเปล่า เซียวฮั่นและเย่
ฉางเฟิงก็คงเข้าไปในสำนักเต๋าหงเหมิงแล้ว
“ข้าต้องขอบคุณพี่เย่ที่ออกมือ พี่เย่ปิดบังข้ามานานจริงๆ!”
เมื่อเห็นแววตาสบายใจของเย่ฉางเฟิง เซียวฮั่นก็รู้ว่ายอดฝีมือทั้งสี่
เหล่านั้นมิได้ทำอันตรายอันใดเย่ฉางเฟิง
“ฮ่าๆ ทุกเรื่องมีเหตุมีผล ข้าจะไม่ปิดบังก็ไม่ได้!”
เย่ฉางเฟิงหัวเราะ หลังจากจิบสุราเข้าไปหนึ่งคำ เขาจึงอธิบายให้
ฟัง อย่างไรหากเขาเผยความแข็งแกร่งและฐานะของตนออกมาอย่าง
ง่ายดายในโลกภายนอก เกรงว่าผู้อาวุโสเหล่านั้นคงหาตัวเขาเจอ
ในทันที
เซียวฮั่นพยักหน้าโดยมิได้เอ่ยสิ่งใดมากนัก แต่ละคนต่างก็มีปัญหา
และความลับของตนเอง และเขาเองก็มิใช่คนที่ชอบซักไซ้ไล่เลียง
ทว่าเย่ฉางเฟิงกลับยอมเผยฐานะจริงของตนออกมาเพื่อเขา และถึง
ขนาดออกมือเพื่อเขา นี่ก็มากพอแล้ว
หลังจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นเซียวฮั่นหรือเย่ฉางเฟิงต่างก็เป็น
สหายต่อกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร นับแต่นี้ต่อไป
พวกเขานั้นไม่มีทางเป็นศัตรูกัน
“ไปกันเถิด ป้ายอสุรกายมากพอแล้ว พวกเราควรเที่ยมชมทิวทัศน์
ของสำนักเต๋าหงเหมิงเสียหน่อย”
เย่ฉางเฟิงผู้มีผมยาวคลอเคลียไหล่เอ่ยขึ้นพร้อมกับกระตุกยิ้มมุม
ปาก ยามนี้ภายในแหวนมิติของเขามีป้ายอสุรกายหลายพันแผ่นแล้ว
ซึ่งนั่นล้วนแต่ได้มาจากตัวโฉวอู๋เปยและพรรคพวก
ที่จริงป้ายอสุรกายเหล่านี้คือของสะสมของโฉวอู๋เปยและพวก เดิม
ทีพวกเขาคิดว่าหลังจากออกจากโลกเทพแท้จริงอสุรกาย พวกเขาจะ
นำมันไปแลกกับศาสตราแห่งเทพแท้จริงและเคล็ดวิชาเทพแท้จริง ทว่า
ทั้งหมดกลับถูกเย่ฉางเฟิงฉกฉวยไปแทน
เพียงไม่นาน หลังจากเซียวฮั่นร่วมเดินทางกับเย่ฉางเฟิง ระหว่าง
ทางคนทั้งสองก็พบกับม่อเฉิน และม่อเฉินเองก็โชคดีที่มิได้ปะทะกับ
ยอดฝีมือคนใด แต่นั่นก็ทำให้เขาได้รับป้ายอสุรกายเพียงไม่กี่แผ่น
เพียงแต่ระยะห่างจากป้ายอสุรกายหนึ่งร้อยแผ่นยังต้องเดินอีก
ยาวไกล จะสามารถรวบรวมได้หรือไม่ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหา และพอ
เซียวฮั่นพบม่อเฉิน ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองฝ่ายก็มีวาสนาต่อกัน เซียวฮั่น
เองก็มิได้ตระหนี่ เขาจึงมอบป้ายอสุรกายให้กับม่อเฉินทันที
ภาพตรงหน้าทำให้ม่อเฉินนิ่งชะงักอย่างอดไม่ได้ เวลานี้ม่อเฉิน
ถึงกับสติหลุดลอยไปเล็กน้อย เพราะเขาไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่า
เซียวฮั่นได้รับป้ายอสุรกายหนึ่งร้อยแผ่นในเวลาอันรวดเร็วนี้ได้อย่างไร
ทั้งนี้เมื่อดูท่าทางของเซียวฮั่นก็คงมิได้มีป้ายอสุรกายไม่กี่ร้อยแผ่น
เพียงแต่ม่อเฉินเองก็มิใช่คนเสแสร้ง ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับ
การที่เขาจะเข้าไปในสำนักเต๋าหงเหมิงได้หรือไม่อีกด้วย
หลังจากกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ ม่อเฉินก็ร่วมออกตามหา
วิหารอสูรกายร่วมกันกับเซียวฮั่นและเย่ฉางเฟิง
โลกเทพแท้จริงอสุรกายนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เมื่อทอดมองไปก็จะ
เห็นมหานทีโลหิตและทุ่งหญ้าที่ไร้จุดสิ้นสุด รวมถึงทิวเขาสูงชะโงกที่
เต็มไปด้วยอันตราย
ภายในสถานที่เหล่านี้มีวิหารอสูรกายตั้งอยู่หลายหลัง และวิหาร
อสูรกายเหล่านี้ก็มากมายไปด้วยวิกฤตอันตรายเช่นเดียวกัน เรื่องที่
โฉวอู๋เปยและบรรดาสมาชิกของพันธมิตรซาเซิงชอบทำที่สุดก็คือเฝ้า
คุ้มกันรอบๆ วิหารอสุรกาย และรอจนกว่าแกะอ้วนจะมาเยือนถึงหน้า
ประตูเอง!