ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 649 : มิได้ล้อเล่น!
ดูสมบูรณ์ไร้ที่ติไปจนหมด ไม่มีผู้ใดพบข้อบกพร่อง นี่คือความน่า
กลัวของกระจกจารึกโลกา กระจกจารึกโลกาหนึ่งบานสามารถช่วยให้
เซียวฮั่นแก้ปัญหาได้ไม่รู้ตั้งกี่เรื่อง
ศาสตราเทพที่สามารถลอกเลียนแบบได้เหมือนจริงจนแยกไม่ออก
ชิ้นนี้ เมื่อถึงเวลา ประโยชน์ของมันเหนือกว่าจินตนาการของเจ้ามาก
กระทั่งว่าเพียงผู้คนนึกถึงศาสตราเทพระดับนี้ต่างก็หวาดกลัวจนเส้น
ขนลุกชันแล้ว
เพราะกระจกจารึกโลกาคือศาสตราเทพนักษัตรของเทพทรราชตัว
เป่า เรียกได้ว่าขึ้นสวรรค์ ลงนรก ต้องตามล่าสมบัติล˺าค่าไม่รู้กี่ชิ้น ใช้
เวลาและทรัพยากรนับไม่ถ้วนถึงจะประกอบสร้างขึ้นมาได้
แม้แต่โลกหงเหมิงทั้งใบก็ยังหาศาสตราเทพเช่นนี้ชิ้นที่สองมิได้
หลังจากช่วยซั่งกวนเยว่ออกมาได้ เซียวฮั่นก็โล่งใจ เขาบรรลุ
เป้าหมายที่สำคัญที่สุดแล้ว สิ่งที่เหลือล้วนไม่มีความสำคัญ
ทว่าก่อนออกไป เขาจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ตระกูลซั่งกวน
และตระกูลเหลิ่ง
เพียงแต่เขาจำเป็นต้องให้จิตวิญญาณเทพของซั่งกวนเยว่ฟื้นฟู
ขึ้นมาเสียก่อน ความเสียหายของจิตวิญญาณเทพของนางพอๆ กับที่
จ้านตี้ได้รับอย่างมาก
“ผู้อาวุโส ดูท่าท่านคงหายดีแล้วกระมัง!”
เซียวฮั่นหัวเราะ ก่อนจะมองพลางเอ่ยกับจ้านตี้ที่ตอนนี้จิต
วิญญาณรวมตัวกันแล้ว
“ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ ยามนี้ข้าฟื้นฟูจิตวิญญาณเทพขึ้นมาได้
แปดส่วนแล้ว”
พลังแห่งวิถีเต๋ากลอกกลิ้ง จากนั้นร่างอมตะของจ้านตี้ได้ก่อตัวขึ้น
ใหม่อีกครั้ง
พลังจิตวิญญาณเทพของจ้านตี้ในเวลานี้ฟื้นฟูได้นับแปดส่วนแล้ว
ต่อให้อาศัยเพียงกายเนื้อที่เพิ่งก่อขึ้นใหม่ เขาก็สามารถต่อกรกับยอด
ฝีมือขั้นเทพระดับสูง
แม้แต่เทพทรราชเจิ้นเทียนผู้เป็นยอดฝีมือแนวหน้าในขั้นเทพ
ระดับสูงก็ยังมิใช่คู่มือของจ้านตี้ นี่ก็คือความมั่นใจของจ้านตี้ และเป็น
ความองอาจที่ผู้อื่นไม่มีทางทัดเทียมได้ตลอดกาล
สำหรับจ้านตี้ ชายผู้นี้ก็คือคนบ้าและหยิ่งผยอง! อย่าว่าแต่
ตัดสินใจคนเดียวตลอดกาล ต่อสู้คนเดียวตลอดกาลก็ยังทำได้
ระหว่างที่กล่าว จ้านตี้ก็ทอดมองเซียวฮั่นพลางพยักหน้าด้วยความ
ปลื้มใจ เมื่อเทียบเซียวฮั่นในตอนนี้กับตอนที่เขายังเยาว์วัย ยังร้ายกาจ
และเก่งกล้ายิ่งกว่า เพราะต่อให้เป็นตอนที่เขายังเยาว์วัยก็ยังทำแบบ
เซียวฮั่นมิได้
นี่สิถึงจะเป็นผู้พลิกสวรรค์ที่แท้จริง มีเพียงเซียวฮั่นเท่านั้นที่
สามารถย่างกรายมาถึงช่วงเวลาสุดท้าย พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อ
ต้านทานอุปสรรคที่ซัดโถม เพียงแต่เขาต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เสียก่อน
อย่างไรผู้ที่เขาต้องประจันหน้าในอนาคตคือยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่ง
โลกสิบท่าน ไม่ว่าเซียวฮั่นจะเก่งกาจเพียงใด สุดท้ายแล้วเขาก็คือคนผู้
หนึ่ง
หากต้องการสร้างสงครามกับยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลกผู้ยิ่งใหญ่สิบ
ท่าน ก็ต้องมีต้นสายปลายเหตุเหมือนสงครามแห่งทวยเทพในตอนนั้น
ต้องให้เซียวฮั่นเติบโตอย่างต่อเนื่องเสียก่อน ถึงจะสามารถ
เผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลก
“ผู้อาวุโส จิตวิญญาณเทพของคนผู้นี้ได้รับความเสียหายอย่าง
หนัก หวังว่าท่านจะออกมือช่วยชีวิตนางสักครา”
เมื่อจิตวิญญาณเทพอันอ่อนแอของซั่งกวนเยว่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
จ้านตี้ เซียวฮั่นจึงรีบเอ่ยขึ้นมาทันที
“เอ๊ะ เจ้าเด็กคนนี้มีจิตใจแน่วแน่ยิ่งนัก!”
เพียงแวบเดียว จ้านตี้ก็มองออกแล้วว่าสถานการณ์ของซั่งกวนเยว่
เป็นอย่างไร กว่าจิตวิญญาณเทพจะอ่อนแอถึงขั้นนี้ ต้องประสบความ
เจ็บปวดที่ไม่มีทางจินตนาการได้อย่างแน่นอน
ต้องผ่านความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสถึงจะทำให้จิตวิญญาณ
เทพอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ สิ่งนี้ใกล้เคียงกับจ้านตี้อย่างยิ่ง แน่นอนว่าเมื่อ
เทียบกับจ้านตี้ นับว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว
จ้านตี้ถูกกักขังมาหลายพันล้านปีแล้ว จิตวิญญาณเทพถูก
กาลเวลาชำระล้างไม่ขาดสาย หากเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือโดยทั่วไป เกรง
ว่าคงดับสลายหายเป็นหมอกควันไปในทันที
“ถึงจิตวิญญาณเทพจะอ่อนแอ แต่กลับได้รับประโยชน์ไม่น้อย!”
จ้านตี้หัวเราะแล้วจึงสะบัดมือ จากนั้นพลังจิตวิญญาณในหยก
วิญญาณก็ถูกเขาดึงออกมา ก่อนจะเติมมันเข้าไปในจิตวิญญาณเทพ
ของซั่งกวนเยว่
พอจิตวิญญาณเทพของซั่งกวนเยว่รับพลังจิตวิญญาณในหยก
วิญญาณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จิตวิญญาณเทพของซั่งกวนเยว่ก็ค่อยๆ
แข็งแรงขึ้นมาทีละนิด กระทั่งรู้สึกถึงจิตวิญญาณนิรันดร์ได้อย่างเลือน
รางแล้ว
“ถึงจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ขั้นเทพแห่งโลก แต่กลับมีจิตวิญญาณนิ
รันดร์แล้ว ต่อไปนี้ขอเพียงแค่มีเศษจิตวิญญาณสักหนึ่งสาย ก็จะไม่ตก
ตายโดยสมบูรณ์!” จ้านตี้แย้มยิ้มบางเบา จากนั้นจึงเอ่ยกับเซียวฮั่น
ร่างอมตะ จิตวิญญาณนิรันดร์ นี่คือไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยอด
ฝีมือขั้นเทพแห่งโลก และเป็นสาเหตุหลักที่ยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกถูก
ยอมรับว่าไม่มีทางดับสูญ ถึงพลังของซั่งกวนเยว่ยังมิได้เข้าสู่ขั้นเทพ
แห่งโลก แต่นางกลับมีจิตวิญญาณนิรันดร์แล้ว
เมื่อถึงเวลา หากสามารถฟื้นฟูกายเนื้อได้ เกรงว่านางคงเป็นการ
ดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพแห่งโลกที่มีทั้งจิตวิญญาณนิรันดร์และร่างอมตะ
“ขอบคุณผู้อาวุโสมาก!”
เมื่อเห็นจิตวิญญาณเทพของซั่งกวนเยว่ค่อยๆ รวมตัวกันเป็น
รูปร่าง จนถึงขั้นก่อตัวเป็นจิตวิญญาณนิรันดร์ เซียวฮั่นจึงกล่าวขอบคุณ
ด้วยความจริงใจ
เพราะซั่งกวนเยว่คือคนรักของอวี้ซวีจื่อ และถือเป็นญาติของเขา
ด้วย มิเช่นนั้น เซียวฮั่นคงไม่ยอมลงแรงมากถึงเพียงนี้เพื่อช่วยซั่งกวน
เยว่ รวมถึงตระกูลอวี้
“เรื่องเล็กๆ แต่ข้าใกล้จะต้องไปแล้ว เกรงว่าเจ้าคงทำได้เพียงพึ่ง
ตัวเอง แต่ด้วยความแข็งแกร่งและไพ่ตายของเจ้าในตอนนี้ ข้าเองก็เบา
ใจ”
จ้านตี้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะวางจิตวิญญาณเทพของซั่งกวนเยว่ไว้
ด้านข้าง แล้วจึงเอ่ยกับเซียวฮั่น
“ข้ารู้ สุดท้ายแล้ววันนี้ก็ต้องมาถึง ทุกสิ่งคงต้องฝากไว้ที่ท่าน
แล้ว!” เซียวฮั่นพยักหน้า ก่อนจะเผยสีหน้าจริงจังขึ้นมา
เกรงว่าตอนนี้เขาคงถูกยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลกจับตามองแล้ว
และข่าวการหลุดออกมาของจ้านตี้ ยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลกก็คงรู้กัน
แล้ว
นี่หมายความว่าเวลาของพวกเขาเหลือไม่มาก ศึกทำลายโลกหล้า
ครั้งต่อไปสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
อันที่จริง สิ่งที่เรียกว่าศึกทำลายโลกหล้าก็คือหายนะที่มิอาจ
ประเมินได้ เมื่ออยู่ภายใต้หายนะดังกล่าว สิ่งมีชีวิตต้องตกตายเต๋าสูญ
สลาย นอกจากยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลกที่มิอาจดับสูญอย่างแท้จริงแล้ว
นั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกก็ยังต้องตกตาย
นี่คือมหันตภัย หายนะของสิ่งมีชีวิต มีเพียงยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่ง
โลกผู้ควบคุมวิถีเต๋ามิดับสูญเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวข้ามหายนะไปได้
อย่างปลอดภัย ส่วนสิ่งมีชีวิตที่เหลือก็เหมือนกับมดปลวก สูญสลาย
หายไปกับหมอกควัน
ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกก็ยังถูกผนึกตลอดกาล
เช่นเดียวกับจ้านตี้ที่ถูกผนึกมานานหลายพันล้านปีจนร่างตกตายเต๋า
สูญสลาย และถึงขั้นถูกกำจัดจิตวิญญาณเทพและจิตรับรู้ทั้งหมดที่มีอยู่
หายนะอันหนักหน่วงครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นหลังจากสงครามแห่ง
ทวยเทพครั้งก่อนไม่นาน นี่คือมหันตภัยทำลายโลกหล้าที่ไม่มีทางจิน
ตนการได้ครั้งหนึ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตในโลกหงเหมิง
ทว่าสำหรับยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลก มหันตภัยนี้กลับเป็นขั้นที่
ยากลำบากยิ่งนัก ขณะเดียวกันก็คิดจะใช้การเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตก้าวข้ามม
หันตภัยของตนด้วย
แม้แต่ยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลกก็ยังไม่มีทางหลบเลี่ยงมหันตภัย
แสนสาหัสไปได้ มหันตภัยนี้คือมหันตภัยแห่งโลกและสวรรค์ ทั้งยังเป็น
วัฏสงสารหนึ่งครั้งของสิ่งมีชีวิตในโลกหงเหมิง
“สุดท้ายความหวังคงต้องฝากไว้ที่เจ้า!” จ้านตี้ตบบ่าเซียวฮั่นแล้ว
จึงเอ่ยอย่างเนิบช้า
และคำกล่าวของจ้านตี้ทำให้เซียวฮั่นตัวสั่นอย่างห้ามมิได้ คล้าย
กับว่าบัดนี้เขาได้กลับมาสู่คุกสวรรค์ทั้งเก้า และกลับสู่ช่วงเวลาสุดท้าย
ที่จ้านตี้คุยกับเขา
โลกหงเหมิง ไหนเลยไม่ใช่วัฏสงสาร
เขายังคงเป็นตัวเอกของศึกทำลายโลกหล้าครานี้ แต่สหายและ
ญาติสนิทที่เขารู้จักทั้งหมด เงาร่างที่คุ้นเคยเหล่านั้นกลับหายไปนาน
แล้ว
ทว่าโลกหงเหมิงใกล้จะเกิดภาพนั้นขึ้นเต็มที และถึงขนาดที่เมื่อ
เทียบกับภาพนั้นก็ยังโหดร้ายยิ่งกว่า นี่คือศึกทำลายโลกหล้าที่แท้จริง
ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีมันไปได้
เว้นเสียแต่ว่าเซียวฮั่นจะสามารถเอาชนะยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลก
ทั้งสิบท่านได้ และใช้ยอดฝีมือขั้นเต๋าแห่งโลกสิบท่านนั้นก้าวข้ามมหันต
ภัย พยายามช่วงชิงพลังชีวิตอันน้อยนิดให้กับโลกใบนี้ให้ได้
ความหวังยังคงริบหรี่ถึงเพียงนี้ กระทั่งเซียวฮั่นเองก็ยังไม่รู้ว่าตน
จะสามารถเดินไปถึงตอนสุดท้ายได้หรือไม่
และนี่ก็คือหายนะของเซียวฮั่น หากเขาต้องการปีนสู่จุดสูงสุดของ
เต๋า ต้องการกลายเป็นการดำรงอยู่แห่งนิรันดร์ เขาก็ต้องก้าวข้าม
หายนะนี้ไปให้ได้ มิฉะนั้นจุดจบของเขาคงมีเพียงร่างตกตายเต๋าสูญ
สลาย
จ้านตี้จากไปแล้ว เขาไปเตรียมพร้อมเพื่อศึกครั้งสุดท้ายนั้น
ส่วนเซียวฮั่นเองก็ยังมิได้อยู่เฉย เขาก็มีเรื่องที่ต้องจัดการ
เช่นเดียวกัน
อีกไม่ถึงสิบปี การประลองหงเหมิงก็จะเริ่มแล้ว เขาจำเป็นต้อง
เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ
เซียวฮั่นพาจิตวิญญาณเทพของซั่งกวนเยว่ไปพบอวี้หลิงหลง เมื่อ
อวี้หลิงหลงเห็นมารดาของตน นางก็หลั่งน˺าตาออกมาทันที ส่วนเซียว
ฮั่นก็ให้เวลาแก่พวกนาง
เพราะมีคำพูดหนึ่งกล่าวได้ดีว่า หากสตรีหลั่งน˺าตา มักจะมิอาจ
หยุดมันได้
เมื่อมารดาและบุตรที่จากกันเป็นล้านปีมาพบหน้ากันอีกครั้ง พวก
เขาต่างก็ร้องไห้เป็นเวลาสามวันสามคืน หากรู้ข่าวของอวี้ซวีจื่อ เกรงว่า
พวกนางคงร้องไห้อีกสามวันสามคืน
เซียวฮั่นจึงออกไปก่อนจะดีกว่า ถึงเซียวฮั่นจะเป็นคนเด็ดขาด
กระบี่เพียงเล่มเดียวก็สามารถสะบั้นทำลายฟ้าดิน ทว่ากับสตรีนั้น
สุดท้ายแล้วเขากลับทำอะไรไม่ได้สักอย่าง
“ไปกันเถิด ตามข้าไปตระกูลฉาย!”
เซียวฮั่นให้ร่างจำแลงอันยิ่งใหญ่ทั้งหกของตนเดินมาตรงหน้าตน
ก่อนจะเอ่ยกับพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็นพลังหรือความแข็งแกร่งของร่างจำแลงอันยิ่งใหญ่ทั้ง
หกในยามนี้ล้วนแต่เกือบสูสีกับร่างจริง และถึงเวลาแล้วที่เซียวฮั่นจะให้
ร่างจำแลงเหล่านี้ออกไปจากตนเอง
ที่สถานการณ์ของตระกูลฉายตกอยู่ในอันตรายก็เพราะตระกูล
เหลิ่งและตระกูลซั่งกวน ศิษย์และคนในสำนักทุกคนต่างก็ไม่กล้าก้าว
ออกจากตระกูลแม้เพียงก้าวเดียว ในความมืดมิได้มีเพียงการดำรงอยู่
ขั้นกึ่งเทพแห่งโลก แม้แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลก
ก็ยังเพ่งความสนใจไปที่ตระกูลฉาย
หากมีสิ่งใดผิดปกติ ก็ต้องจู่โจมทันที!
“นั่นใคร?”
เมื่อเซียวฮั่นและร่างจำแลงอันยิ่งใหญ่ทั้งหกมาถึง ผู้ดูแลก็ตะโกน
เสียงเข้ม จากนั้นพลังได้กลอกกลิ้งฉับพลัน ก่อนที่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์นับไม่
ถ้วนจะตกลงบนร่างของเซียวฮั่นและร่างจำแลงเหล่านั้นทันใด
“พวกข้าเอง!”
วิญญาณแห่งชีวิตก้าวออกมา แล้วจึงเอ่ยกับผู้ดูแล
เพียงไม่นานสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ทุกสายก็ถูกเก็บกลับคืนในทันที
ผู้ดูแลย่อมจำวิญญาณแห่งชีวิตได้ เขาจึงก้าวออกมาแล้วเอ่ยด้วย
ความเคารพว่า “ที่แท้ก็เป็นเหล่าผู้อาวุโสนี่เอง ไม่ทราบว่าพวกท่านมา
ที่นี่มีเรื่องอันใดขอรับ?”
“ฮ่าๆ พวกเราต้องการพบผู้นำตระกูลของพวกเจ้า!” วิญญาณแห่ง
ชีวิตหัวเราะ แล้วจึงเอ่ยด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
“ข้าน้อยจะไปแจ้งให้ พวกท่านโปรดอภัยด้วย รอที่นี่สักครู่ขอรับ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ดูแลก็มิกล้าเอ่ยอะไรมาก หลังจากกล่าวขอโทษ
ก็หันหลังกลับเข้าไปในตระกูลฉาย
เพียงไม่นานฉายหยางก็เดินออกมาจากตระกูลฉายพร้อมกับผู้ดูแล
“แขกผู้มีเกียรติมา ไยต้องแจ้ง พวกท่านยอมมาเยี่ยมเยียนตระกูล
ฉายนับเป็นเกียรติของพวกเราตระกูลฉาย!” เมื่อเห็นร่างจำแลงอัน
ยิ่งใหญ่ทั้งหก ฉายหยางก็กล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่น
“ผู้นำตระกูล ไม่ต้องพิธีรีตองมาก และที่นี่ก็มิใช่ที่ที่เหมาะจะ
พูดคุยนัก” วิญญาณแห่งชีวิตแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยพลางทอดสายตาไป
ยังฉายหยาง
พอได้ยินดังนั้น ฉายหยางก็หัวเราะด้วยความเก้อเขินแล้วจึงเอ่ย
ขึ้นว่า “ก็จริง ที่นี่ไม่เหมาะจะพูดคุยนัก ท่านตามข้ามาเถิด”
จากนั้นคนทั้งหมดจึงมาถึงโถงว่าการภายใต้การนำทางของฉายห
ยางอย่างรวดเร็ว
ยามนี้ภายในโถงมีผู้อาวุโสตระกูลฉายจำนวนไม่น้อยรอการมาของ
ฉายหยางและร่างจำแลงของเซียวฮั่นด้วยความนบนอบอยู่ก่อนแล้ว
และถึงขั้นที่จัดตำแหน่งด้านบนของโถงไว้หกที่โดยเฉพาะ
พอฉายหยางและเหล่าร่างจำแลงของเซียวฮั่นเข้ามา บรรดาผู้
อาวุโสต่างก็ลุกขึ้นต้อนรับตามๆ กัน
“เชิญพวกท่านนั่ง มีเรื่องอันใดเชิญกล่าวได้ตามสบาย!”
ฉายหยางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มให้กับร่างจำแลงอันยิ่งใหญ่ทั้งหกของ
เซียวฮั่น ก่อนจะเดินมานั่งลงตำแหน่งแรก
“เช่นนั้นพวกเราจะไม่อ้อมค้อม ให้ร่างจริงของพวกเราและเจ้าคุย
กันเองเถิด!” พอสิ้นเสียงของวิญญาณแห่งชีวิต โถงทั้งหลังก็เงียบสงัด
ไปในทันที
“ใต้เท้า ท่านอย่าล้อข้าเล่น!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของฉายหยางก็เต้นรัว ใบหน้าพลางสะบัด
อย่างหักห้ามมิได้ แล้วจึงเอ่ยพร้อมกับแย้มยิ้มอย่างเคอะเขิน
“พวกเรามิได้ล้อเล่น!”
ระหว่างที่กล่าว ร่างจำแลงอันยิ่งใหญ่ทั้งหกก็สาวเท้ากลับเข้าไปใน
ร่างของเซียวฮั่นพร้อมกัน จากนั้นสายตาของทุกคนก็ตกลงบนร่างของ
เซียวฮั่นเป็นตาเดียว ก่อนที่โถงทั้งหลังจะเข้าสู่ห้วงแห่งความเงียบงัน
อีกครา ชั่วขณะนี้เกรงว่าต่อให้เป็นเสียงลมพัดอ่อนโชยก็ยังดังชัดเจน
ผิดปกติ!