ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 702 : รับไป๋ฉีเอ๋อเป็นศิษย์!
สิ่งที่ถูกซัดเข้ามาหาฝั่งย่อมเป็นร่างของเซียวฮั่น ในผืนทะเลอัน
กว้างใหญ่ ไม่รู้ว่าร่างของเซียวฮั่นระหกระเหินมานานเพียงใดแล้ว
กระทั่งเมื่อร่างของเขาซัดเข้ามาที่ฝั่ง ไป๋ฉีเอ๋อก็มาพบเจอเข้าพอดี
ไป๋ฉีเอ๋อเดินมายังเบื้องหน้าร่างของเซียวฮั่นอย่างระมัดระวัง เมื่อ
เห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหน้านี้ยังสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ หัวใจของเขาก็
กระเพื่อมขึ้นมาทันที
“หรือว่าจะเป็นเทพเซียน?”
เมื่อเห็นฉากนี้ ไป๋ฉีเอ๋อก็อดคิดเช่นนั้นไม่ได้ อย่างที่รู้ว่าคลื่นใน
ทะเลแห่งนี้น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้การโจมตีนี้แม้แต่โลหะก็
ถูกซัดจนแหลก แต่คนเบื้องหน้านี้กลับยังคงสมบูรณ์ไร้ตำหนิ
เพราะเหตุนี้ไป๋ฉีเอ๋อจึงคิดว่า มีเพียงเทพเซียนที่สามารถก้าวข้าม
ความว่างเปล่าเท่านั้นจึงจะทำให้เกิดภาพเบื้องหน้านี้ได้ เพราะเทพ
เซียนครอบครองร่างแห่งเทพ ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ที่
ครอบครองร่างแห่งเทพเซียนย่อมไม่มีวันตายและดับสูญ
อีกทั้งผู้ที่อาจหาญเหยียบย่างไปในท้องทะเล จะต้องเป็นเทพเซียน
เท่านั้น มีเพียงเหล่าเทพเซียนที่กล้าเข้าไปในห้วงทะเล เพื่อออกล่า
ปีศาจทะเลอันน่าหวาดผวาและคอยปลุกปั่นก่อความไม่สงบอย่างใน
ตำนานที่เขาเคยได้ยิน
“มีชีวิตอยู่…เทพเซียนยังมีชีวิตอยู่!”
ทันทีที่ไป๋ฉีเอ๋อยื่นมือเข้าไปลูบร่างของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง เขา
ก็สัมผัสได้ว่าร่างของอีกฝ่ายยังอุ่นอยู่ จิตใจของเขาจึงกระเพื่อมขึ้นมา
อีกครั้ง
แต่ไป๋ฉีเอ๋อไม่รู้ว่า เหตุใดเทพเซียนเบื้องหน้านี้จึงสลบไสลเช่นนี้
บางทีอาจเป็นเพราะต่อสู้กับปีศาจทะเลในตำนานจนบาดเจ็บก็เป็นได้
เมื่อนึกมาตรงนี้ ดวงตาอันดำขลับของไป๋ฉีเอ๋อก็เปล่งประกาย
ขึ้นมา หากเขาสามารถช่วยเทพเซียนผู้นี้ไว้ได้ แล้ววิงวอนขอให้คนผู้นี้
เป็นอาจารย์ เช่นนั้นเขาก็จะสามารถออกจากหมู่บ้านไป๋สือและได้ไป
เปิดหูเปิดตาเยี่ยมชมโลกแห่งเทพเซียนสักครา
อีกทั้งการติดตามเทพเซียนก็ไม่ต้องตกอยู่ในภาวะลำบากยากจน
อีกต่อไป ผู้อาวุโสในหมู่บ้านกล่าวว่าเทพเซียนสามารถทะยานขึ้นสู่
เวหาแทรกตัวลงพสุธาได้ ถึงขั้นที่ว่าขอเพียงเทพเซียนยินดี ก็สามารถ
ทำให้คนตายฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้เช่นกัน
ยิ่งคิดแววตาของไป๋ฉีเอ๋อก็ยิ่งเปล่งประกาย ทันใดนั้นเขาจึงลาก
ร่างของเซียวฮั่นขึ้นฝั่งอย่างไม่ลังเล แต่ภายใต้แรงถ่วงหนึ่งล้านเท่า ร่าง
ของเซียวฮั่นนั้นจึงหนักไม่เบา
โชคดีที่กำลังวังชาของไป๋ฉีเอ๋อมีอยู่ไม่น้อย จึงสามารถลากร่างของ
เซียวฮั่นขึ้นมายังถ˺าภูผาที่ตนพักอาศัยอยู่ได้ ถ˺าแห่งนี้หันหน้าออกทะเล
ทุกวันเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ไป๋ฉีเอ๋อก็จะตื่นขึ้นแล้วออกมาจากถ˺า ที่นี่จึง
นับว่าเป็นบ้านของไป๋ฉีเอ๋อไปแล้ว
หลายสิบปีมานี้ เซียวฮั่นคือคนที่สองที่เข้ามาในถ˺าแห่งนี้และอาศัย
อยู่ในบ้านของไป๋ฉีเอ๋อ ส่วนคนอื่นคงไม่มีผู้ใดอยากสนใจเขา อย่าว่าแต่
เข้ามาในถ˺าของเขาเลย
ในตอนแรกไป๋ฉีเอ๋อคิดว่าเซียวฮั่นแค่สลบไปเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ได้
สนใจอะไรนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนาน ไป๋ฉีเอ๋อก็พบว่าเซียวฮั่นดู
เหมือนยังไม่มีวี่แววที่จะฟื้นขึ้นมา
เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่มีหนทางอื่น เพราะตัวเขาเองก็อยู่เพียงลำพัง
หากต้องหาคนมาช่วย เขาคงมองหาผู้ใดไม่พบเช่นกัน
แต่เนื่องจากเซียวฮั่นยังมีชีวิตอยู่ ไป๋ฉีเอ๋อจึงไม่หวาดกลัว ทุกวัน
เขาจะคอยพูดคุยกับเซียวฮั่น
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำที่กล่าวไปเรื่อยเปื่อย แม้แต่
ตัวไป๋ฉีเอ๋อเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนกำลังพูดอะไร
ที่ผ่านมา ชีวิตของเขาโดดเดี่ยวยิ่งนัก จึงอยากจะหาคนมาคุยเป็น
เพื่อนเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเซียวฮั่นได้กลายเป็นเพื่อนของเขาไป
แล้ว ยิ่งกว่านั้นเซียวฮั่นยังเป็นเทพเซียนคนหนึ่งด้วย
“ท่านเทพ หากท่านตื่นขึ้นมา ข้าหวังว่าท่านจะรับข้าเป็นศิษย์ ข้า
ไม่คาดหวังสิ่งอื่นใด ข้าเพียงแค่อยากให้ท่านมีอาหารให้ข้ากินจนอิ่ม
หนำสำราญเท่านั้นเอง”
คนกินผลไม้ป่าเข้าไปหนึ่งลูก ไป๋ฉีเอ๋อทอดมองเซียวฮั่นที่นอนราบ
อยู่บนพื้น แล้วเอ่ยขึ้นราวกับอธิษฐานขอพรเทพเซียนก็มิปาน
สำหรับไป๋ฉีเอ๋อแล้ว เงื่อนไขของเขานับว่าไม่เป็นอันใด ขอเพียงกิน
อิ่มนอนหลับ เพียงเท่านี้เขาก็พอใจแล้ว
เซียวฮั่นที่กำลังสลบไสลอยู่นั้น ได้ยินคำอธิษฐานของไป๋ฉีเอ๋อแล้ว
จริงๆ เดิมทีตอนแรกเริ่มที่ไป๋ฉีเอ๋อพูดคุยกับเซียวฮั่น เซียวฮั่นไม่ได้
รู้สึกตัว แต่เมื่อเวลาเคลื่อนผ่านไป การที่ไป๋ฉีเอ๋อพูดคุยกับเซียวฮั่นทุก
วันจึงทำให้จิตสำนึกรู้ของเซียวฮั่นค่อยๆ ตื่นขึ้นมาทีละน้อย
เพราะเซียวฮั่นพบว่ามีคนกำลังพูดคุยกับเขาอยู่ตลอดเวลา จึงทำ
ให้เขารู้ว่าตนยังไม่ตาย เพียงแค่จิตวิญญาณอ่อนแอเกินไปเท่านั้นเอง
แน่นอนว่าคำพูดของไป๋ฉีเอ๋อ เซียวฮั่นย่อมไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
เพราะคำพูดของอีกฝ่ายไม่ใช่ภาษาของโลกหงเหมิง แต่นั่นก็ไม่ใช่
อุปสรรคที่จะขัดขวางสถานการณ์ตอนนี้ของเซียวฮั่นได้
เพราะเหตุนี้จิตสำนึกรู้ของเซียวฮั่นจึงค่อยๆ ฟื้นคืนมาทีละนิด
นานวันเข้าเซียวฮั่นก็ใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนแรงสัมผัสร่างของตนและ
สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในขณะนี้
“ช่างน่าเวทนายิ่งนัก!”
เมื่อจิตวิญญาณเทพของตนสัมผัสได้ถึงพลังแห่งจิตวิญญาณและ
จิตรับรู้ที่เหลืออยู่สายสุดท้าย เซียวฮั่นก็อดหัวเราะอย่างขมขื่นขึ้นมา
ไม่ได้ นี่เท่ากับว่าเขาต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แม้แต่การฝึกตนขั้นราชัน
แห่งโลกก็ไม่เหลือไว้ให้เขา
โชคดีที่ร่างอมตะของเขายังไม่หายไป เมื่ออาศัยพลังจากกายเนื้อ
ของร่างอมตะ การรับมือกับการดำรงอยู่ที่ระดับต˹ากว่าขั้นเทพแห่งโลก
ก็คงไม่ใช่ปัญหา
แต่สิ่งที่ทำให้เซียวฮั่นรู้สึกประหลาดใจก็คือ จากการรับรู้ภายใต้
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขา เด็กหนุ่มในชุดมอมแมมรุ่งริ่งผู้นี้ มี
ความสามารถเพียงขั้นนักรบแห่งโลกเท่านั้น ถึงแม้ความสามารถนี้เมื่อ
อยู่ในโลกหงเหมิงอาจจะไม่เลว แต่เมื่ออยู่ในโลกใบนี้กลับอ่อนแอถึงขีด
สุด
เมื่อลองคิดดูอีกที เซียวฮั่นก็เข้าใจเช่นกันว่า บางทีมนุษย์ที่อยู่ใน
โลกใบนี้ ขั้นเริ่มต้นของการฝึกตนอาจไม่สูง แต่จากสภาพแวดล้อมที่มี
แรงถ่วงหนึ่งล้านเท่า กลับมียอดฝีมือจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การดำรงอยู่ในขั้นเทพแห่งโลกและเทพจักรพรรดินั้นมีมากกว่าโลกหง
เหมิงโดยสิ้นเชิง
แต่ตอนนี้สิ่งที่เซียวฮั่นต้องทำคือฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณบางส่วน
ของตนให้ได้เสียก่อน
โชคดีที่ผู้เฒ่าหลิงหุนทิ้งแนวทางการฝึกฝนจิตวิญญาณไว้ให้เซียว
ฮั่นไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือเคล็ดรวมจิตวิญญาณ เคล็ดวิชานี้คือการนำ
พลังแห่งฟ้าดินที่ดูดซับมาเปลี่ยนแปลงเป็นพลังแห่งจิตวิญญาณ
เพื่อให้พลังแห่งจิตวิญญาณของตนแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โลกที่ฟ้าดินเต็มไปด้วยพลังแห่งเต๋าเช่นนี้ เมื่อใช้เคล็ดรวมจิต
วิญญาณ คงพอทำให้จิตวิญญาณของเขาฟื้นสภาพกลับคืนมาได้บ้าง
อย่างน้อยก็สามารถทำให้เขาฟื้นขึ้นมา ไม่ใช่อยู่ในสภาพกึ่งหลับ
กึ่งตื่นเช่นนี้ไปตลอด อีกทั้งเนื่องจากจิตวิญญาณที่อ่อนแอเกินไป แม้แต่
ร่างของตนเองเขาก็มิอาจควบคุมได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เซียวฮั่นจึงเคลื่อนเคล็ดวิชารวมจิตวิญญาณ แล้ว
ค่อยๆ รวบรวมพลังแห่งเต๋าให้กลายเป็นพลังแห่งจิตวิญญาณทำให้จิต
รับรู้ที่เหลืออยู่สายหนึ่งเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ดุจต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวได้
สายฝนชะโลมจนแตกหน่อผลิใบขึ้นมาอีกครั้ง
เซียวฮั่นใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆ กว่าจะใช้พลังแห่งเต๋าซ่อมแซมจิต
วิญญาณของตนได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้จิตวิญญาณรวบรวมสามจิตเจ็ด
วิญญาณได้อย่างครบถ้วน ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป
แต่พลังจิตวิญญาณของเขาในตอนนี้อ่อนแอยิ่งนัก หากต้องการ
ฟื้นฟูการฝึกตนและความสามารถให้กลับมาเหมือนก่อนหน้านี้ เขา
จะต้องตามหาหยกจิตวิญญาณให้พบเสียก่อน
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งวิธี เพียงแต่วิธีนี้ เซียวฮั่นไม่มีทางใช้
แน่นอน นั่นคือการดูดกลืนจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วยึดพลังจิต
วิญญาณอีกฝ่ายมาเป็นของตน
วิธีนี้ผลกรรมหนักหนา อีกทั้งเซียวฮั่นเองก็รังเกียจที่จะใช้วิธีนี้
หากไม่มีความแค้นอันลึกซึ้งก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดูดกลืนจิต
วิญญาณของผู้อื่น เมื่อทำเช่นนั้นอีกฝ่ายก็จะไม่ได้เกิดใหม่ไปตลอดกาล
แม้แต่โอกาสการเวียนว่ายในวัฏสงสารก็หามีไม่
ต่อให้ไม่มีทางเลือกจนต้องดูดกลืนจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิต เซียว
ฮั่นก็คงหาสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ป่าที่ไร้สติปัญญา ไม่มีทางหาสิ่งมีชีวิต
ที่มีปัญญาอย่างสัตว์ปีศาจระดับสูงหรือมนุษย์อย่างแน่นอน
ใช่ว่าเซียวฮั่นจะมีจิตใจเมตตา แต่ทว่านี่คือบรรทัดฐานขั้นแรกของ
การเป็นมนุษย์ หากว่าแม้แต่บรรทัดฐานนี้เจ้าก็รักษาไว้ไม่ได้ เช่นนั้น
เจ้าก็ไม่ต่างอันใดจากสัตว์
หลังจากที่จิตวิญญาณฟื้นสภาพมาเป็นสามจิตเจ็ดวิญญาณได้
ใกล้เคียงกับมนุษย์แล้ว ในที่สุดเซียวฮั่นก็ลืมตาตื่นขึ้นมา ชั่วขณะนั้นไป๋
ฉีเอ๋อก็อธิษฐานเสร็จพอดี เมื่อเห็นเซียวฮั่นลืมตา เขาจึงอดตกใจจน
สะดุ้งตัวโยนไม่ได้
แต่เมื่อเขาพบว่าพอตนอธิษฐาน เซียวฮั่นก็ฟื้นขึ้นมา ไม่ต้องบอก
เลยว่าเขารู้สึกดีใจมากเพียงใด ทันใดนั้นเขาจึงตะโกนออกมาด้วยความ
ปลื้มปีติ
“ท่านเทพฟื้นแล้ว ความปรารถนาของข้าเป็นจริงแล้ว”
แต่เซียวฮั่นกลับฟังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังกล่าวอะไร เขาจึงมุ่น
หัวคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้นดัชนีของเซียวฮั่นก็สัมผัสไปที่หว่างคิ้วของไป๋ฉี
เอ๋อ ไป๋ฉีเอ๋อจึงตะลึงงันอยู่กับที่
จากนั้นความทรงจำบางส่วนของไป๋ฉีเอ๋อก็ถูกถ่ายทอดเข้ามาใน
สมองของเซียวฮั่น ความทรงจำของเขานั้นเรียบง่ายมาก ตั้งแต่เล็กจน
โต นอกจากหาอาหารแล้ว ก็คือการไปนั่งเหม่อลอยอยู่ริมทะเล บางครั้ง
ยังคิดไตร่ตรองเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของตน
นอกจากนี้เขาก็ไม่มีความทรงจำอะไรมากไปกว่านี้ ในความทรงจำ
ของไป๋ฉีเอ๋อ เซียวฮั่นจึงนับว่าเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ของตน
ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจคำพูดของไป๋ฉีเอ๋อแล้วเช่นกัน
จากคำพูดและความทรงจำของไป๋ฉีเอ๋อ เซียวฮั่นจึงรู้ว่าไป๋ฉีเอ๋อที่อ
ยู่เบื้องหน้านี้คือเด็กกำพร้าที่ลำบากและโดดเดี่ยว การได้มาพบกับตน
นับว่าเป็นวาสนาระหว่างคนทั้งสอง กระทั่งว่าวาสนานี้อาจอยู่ใน
รูปแบบของศิษย์และอาจารย์ก็เป็นได้
เพราะหากไม่มีไป๋ฉีเอ๋อ เซียวฮั่นก็คงยังสลบไสลอยู่ ไม่แน่ว่าอาจ
ถูกคลื่นทะเลซัดไปไกล ถึงตอนนั้นคงไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นหรือตาย
“วิ้ง!”
คนเก็บดัชนีมือกลับ เซียวฮั่นมองไป๋ฉีเอ๋อที่อยู่เบื้องหน้าแล้วถอน
หายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ไป๋ฉีเอ๋อผู้นี้เป็นคนที่มีชะตาชีวิตอันแสน
ยากลำบาก ในเมื่อพวกเขามีวาสนาต่อกัน เซียวฮั่นจึงไม่ถือสาที่จะรับ
ไว้เป็นศิษย์
“ท่านเทพ ท่านฟื้นแล้ว เมื่อครู่ท่านทำอะไรหรือ? ท่านกำลังทำ
ความปรารถนาของข้าให้เป็นจริงใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นเซียวฮั่นเก็บมือกลับ ไป๋ฉีเอ๋อจึงรีบเรียกสติกลับมาทันที
แล้วใช้ดวงตาอันดำขลับที่เปล่งประกายคู่นั้นของตนจ้องไปที่เซียวฮั่น
ขณะที่กล่าว ไป๋ฉีเอ๋อพลางมองฝ่ามือของเซียวฮั่น เพื่อดูว่าเซียว
ฮั่นจะสามารถเสกของอร่อยออกมาได้หรือไม่
“อืม ในเมื่อเจ้าอธิษฐานกับข้า ข้าย่อมทำความปรารถนาของเจ้า
ให้เป็นจริงได้ นับแต่นี้ไป เจ้าคือศิษย์ของข้า” คนคลี่ยิ้ม เซียวฮั่นเอ่ยขึ้น
พลางพยักศีรษะ
“สวรรค์! ท่านเทพรับข้าเป็นศิษย์แล้ว!”
ได้ยินเช่นนั้น ไป๋ฉีเอ๋อจึงกระโดดโลดเต้นอย่างดีอกดีใจทันที นี่เป็น
ครั้งแรกที่ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มที่มีความสุขเช่นนี้ เพราะนับแต่
วันนี้ไป เขาก็ไม่ต้องหิวโซแล้ว และหลังจากวันนี้ก็จะมีอาจารย์เป็นเทพ
เซียนแล้วเช่นกัน คนเหล่านั้นในหมู่บ้านจะไม่สามารถรังแกเขาได้อีก
ต่อไป
“นั่งดีๆ ข้าขอดูร่างกายเจ้าเสียหน่อย!” คนคลี่ยิ้ม เซียวฮั่นให้ไป๋ฉี
เอ๋อนั่งลงเบื้องหน้าตน
เมื่อไป๋ฉีเอ๋อได้ยิน ก็รีบเดินไปนั่งลงเบื้องหน้าของเซียวฮั่นทันที
เซียวฮั่นได้เคลื่อนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในร่างของไป๋ฉีเอ๋อ
หลังจากที่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนอยู่ในร่างของไป๋ฉีเอ๋อหนึ่งรอบ จึง
กลับคืนมายังจิตวิญญาณเทพของตนดังเดิม
“สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตทั่วไปจริงๆ ต่อให้เจ้า
หนุ่มนี่เป็นคนธรรมดา แต่กลับครอบครองร่างวิญญาณก่อนยุคเบิกฟ้าที่
ไม่แตกต่างจากข้าเท่าใดนัก”
คนยิ้มเล็กน้อย เซียวฮั่นเองก็รู้เช่นกันว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยพลัง
แห่งเต๋าที่บริสุทธิ์เกินจะเปรียบ ภายใต้ความเข้มข้นของพลังแห่งเต๋าที่นี่
การที่สิ่งมีชีวิตซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้จะมีปัญญาและความสามารถ
ที่ล˺าเลิศย่อมเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ยากนัก
ทว่าสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ขาดแค่เพียงการชี้แนะและเคล็ดวิชาที่
เหมาะสมเท่านั้น ขอเพียงได้รับการชี้แนะและเคล็ดวิชาที่เหมาะสม
การที่จะกลายเป็นยอดฝีมือขั้นเทพแห่งโลกก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด
แน่นอนว่าหากอยากเป็นการดำรงอยู่ในขั้นเทพจักรพรรดิ ไม่เพียง
ต้องมีพรสวรรค์และสติปัญญาในระดับล˺าเลิศเท่านั้น แต่ยังต้องมี
โอกาสและจังหวะที่เหมาะสมด้วย
ระหว่างขั้นเทพจักรพรรดิ มีเส้นแบ่งที่กำหนดความแตกต่างไว้
อย่างชัดเจน หากต้องการพิสูจน์เต๋า นั่นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย ไม่ว่า
สิ่งมีชีวิตใด ต่อให้อยู่ในโลกหงเหมิงหรือโลกใบนี้ ล้วนแต่ต้อง
ครอบครองโอกาสอันยิ่งใหญ่จึงจะกลายเป็นการดำรงอยู่ระดับเทพ
จักรพรรดิ
เพราะการดำรงอยู่ในขั้นเทพจักรพรรดิ ล้วนแต่เป็นผู้ที่มี
ความสามารถโดดเด่นกว่าบรรดาสิ่งมีชีวิตนับร้อยนับพันล้าน ไม่ใช่แค่
พวกที่มีเพียงพรสวรรค์หรือปัญญาเรียบง่ายเช่นนั้น!