ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 762 : ไสหัวไป!
ม้ามังกรมีร่างม้าพันธุ์ดีที่แข็งแรงเกินบรรยาย ดูฉลาดและสง่าผ่า
เผยอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามันกลับมีเศียรเป็นมังกร มีโลหิตมังกร และสืบ
ทอดพลังมังกรหนึ่งส่วน
ดังนั้นเมื่อม้ามังกรโตเต็มที่จึงมีความแข็งแกร่งขั้นเทพแท้จริงแห่ง
เต๋า กล่าวได้ว่าม้ามังกรคือพาหนะที่บุรุษนับไม่ถ้วนล้วนอิจฉา พาหนะ
ระดับนี้ หากไม่มีฐานะที่น่าตกตะลึงก็ไม่มีทางครอบครองได้
ทั้งนี้ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มเบื้องหน้ายังน่าหวาดผวายิ่งนัก
แม้จะดูเยาว์วัยแต่กลับมีความแข็งแกร่งขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋า ดังนั้น
ไม่ว่าจะเป็นม้ามังกรหรือความแข็งแกร่งของชายหนุ่มเบื้องหน้า ต่างก็
มิใช่สิ่งที่คนตรงนี้สามารถล่วงเกินได้ทั้งสิ้น
นอกจากชายหนุ่มผู้นี้แล้ว บรรดาชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง แต่ละคน
ต่างก็ดูสง่างามเกินจะเปรียบเช่นเดียวกัน อีกทั้งพลังยังน่าหวาดผวาไม่
ต่างกัน อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการดำรงอยู่ขั้นจักรพรรดิแห่งเต๋า
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชายหนุ่มกลุ่มนี้ฝึกตนมาไม่เกินหนึ่งพันปีอย่าง
แน่นอน
กล่าวได้ว่าในอนาคตชายหนุ่มกลุ่มนี้สามารถกลายเป็นการดำรง
อยู่ขั้นนักรบแห่งเต๋าหรือขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋า เมื่ออยู่ในโลกหงเหมิงก็
ถูกยอมรับว่าเป็นการดำรงอยู่อย่างอัจฉริยะ
“ใต้เท้า? พวกเรา?”
เซียวฮั่นและพรรคพวกห่างจากชายหนุ่มกลุ่มนั้นไม่ไกลนัก ทว่า
ยามนี้เซียวฮั่นมิได้เคลื่อนไหว หลัวเสวียนเองก็ไม่กล้าเคลื่อนไหว
อันที่จริงหากมิใช่เพราะเซียวฮั่น เกรงว่าเขาคงหลีกทางให้นาน
แล้ว
เพียงแต่ยังดีที่พวกเขานับว่ายืนอยู่ริมฝั่งซ้ายของถนน ใช่ว่ายืน
กลางถนน อีกทั้งถนนสายนี้ก็กว้างหลายสิบลี้ อีกฝ่ายไม่น่าจะมีเหตุผล
ที่ต้องมาสนใจพวกเขา
ถึงแม้ว่าความคิดของหลัวเสวียนจะดี ตำแหน่งของพวกเขานั้นอยู่
ชิดขอบถนนจริงๆ แต่เพราะคนอื่นล้วนแต่หลีกทางให้ ถึงพวกเขาสาม
คนจะดูเหมือนยืนอยู่ริมฝั่งซ้ายของถนน ทว่าโดยรอบกลับไม่มีผู้คนแม้
เพียงคนเดียว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ส่งผลให้คน
มองแวบเดียวก็สังเกตเห็นพวกเขาแล้ว
เพราะเหตุนี้เอง ชายหนุ่มขี่ม้ามังกรผู้นั้นมองแวบเดียวก็เห็นหลัว
เสวียนและพวก ทันใดนั้นมุมปากของชายหนุ่มผู้นี้ก็ปรากฏรอยยิ้มอัน
เย็นเยียบสายหนึ่ง
คนสะบัดฝ่ามือ บัดนี้แส้เงินในมือของเขามีพลังแห่งวิถีเต๋ากลอก
กลิ้ง และแส้เงินที่ว่าคือศาสตราเต๋าระดับเทพแท้จริง เพียงแต่ก่อนหน้า
นี้ชายหนุ่มมิได้ใช้พลังแห่งวิถีเต๋า ดังนั้นมันจึงไม่แตกต่างจากแส้
ธรรมดา
ทว่าตอนนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ใช้พลังแห่งวิถีเต๋าแล้ว ทันทีที่
แส้เงินกวัดแกว่ง อากาศก็บิดเบี้ยว พลังแห่งวิถีเต๋ากลอกกลิ้ง เมื่อแส้
ดังกล่าวฟาดลงไป หากเซียวฮั่นและพวกไม่มีพลังขั้นจักรพรรดิแห่งเต๋า
คงถูกสายแส้สังหารไปแล้วเป็นแน่แท้
การโจมตีนี้ตั้งใจจะเอาชีวิต กระทั่งว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นนักรบ
แห่งเต๋ายังต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสภายใต้การโจมตีดังกล่าว
ทั้งที่ชายหนุ่มผู้นี้อยู่ตรงหน้าผู้พิทักษ์เมืองว่านซื่อ สังหารคนหน้า
ประตูเมืองแท้ๆ ทว่าผู้พิทักษ์เหล่านั้นกลับไม่มีผู้ใดสอดมือเข้าแทรก
แม้แต่คนเดียว
ฉากนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างตกตะลึง ทั้งยังแสดงให้อย่าง
ประจักษ์แจ้งว่าฐานะของชายหนุ่มเบื้องหน้าต้องสูงส่งเกินบรรยาย
อย่างแน่นอน กระทั่งมีโอกาสเป็นทายาทของผู้มีอำนาจสักท่านใน
สำนักคูหรง
“ฟึ่บ!”
ระหว่างที่แส้เงินกำลังฟาดลงไป เซียวฮั่นก็ชูฝ่ามือขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นพลังแห่งวิถีเต๋าก็กลอกกลิ้ง ก่อนที่แส้เงินดังกล่าวจะถูกคว้าไว้ใน
มือของเซียวฮั่น พลังที่กลอกกลิ้งบนแส้เงินเส้นนั้นกลับทำอะไรฝ่ามือ
ของเซียวฮั่นไม่ได้แม้แต่น้อย ราวกับว่าฝ่ามือของเซียวฮั่นคว้าจับฟ้าดิน
เอาไว้แล้วก็ไม่ปาน
“ที่แท้ก็มีความสามารถอยู่บ้างนี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่กล้าเมินข้า!
แต่การเมินข้าก็ต้องจ่ายราคา”
ชายหนุ่มเหนือม้ามังกรมองเซียวฮั่นลงมาจากข้างบน สีหน้าเปี่ยม
ด้วยความโอหัง ในสองตาก็แฝงไปด้วยความรู้สึกหยิ่งยโสไม่เห็นหัวผู้ใด
และที่ชายหนุ่มผู้นี้กำเริบเสิบสาน ไม่เห็นคนทั้งหมดตรงนี้ใน
สายตาโดยสิ้นเชิง เพราะเขาเองก็มีต้นทุนเช่นนี้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฐานะ
สายโลหิต หรือตำแหน่งของเขาก็ล้วนสูงส่งกว่าผู้คนตรงนี้อย่างมาก
เพียงแต่ชายหนุ่มผู้นี้ไม่รู้ว่าต่อให้ฐานะของตนสูงส่งเพียงใด ก็ยังมี
คนที่มิอาจระรานได้ และเซียวฮั่นก็คือการดำรงอยู่นั้น
ทว่าเมื่อสิ้นเสียงของชายหนุ่ม เซียวฮั่นกลับไม่แยแสอีกฝ่ายแม้แต่
นิดเดียว แต่กลับเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความเฉยชา ประหนึ่งว่ากำลัง
มองมดปลวกอย่างไรอย่างนั้น
“รนหาที่ตาย!”
คล้ายว่ามองความคิดในสายตาของเซียวฮั่นออก ชายหนุ่มจึง
ตะโกนด้วยความเกี้ยวโกรธ สายตาอันเฉียบคมดุจใบมีดจ้องเขม็งไปที่
เซียวฮั่น รอยยิ้มกระหายโลหิตผุดขึ้นที่มุมปากในทันใด
ทั่วป๋าจวิ้นไม่เห็นคนที่ไม่รู้จักความเป็นความตายเช่นนี้มานานแล้ว
ดังนั้นเขาจึงคิดจะเล่นกับคนทั้งสามตรงหน้านี้เสียหน่อย
ทั่วป๋าจวิ้น คนอื่นอาจไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่สกุลทั่วป๋าเป็นที่
รู้จักกันอย่างแพร่หลายในอาณาเขตของสำนักคูหรง
เพราะสกุลทั่วป๋านี้คือสกุลของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง และเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง เดิมนามว่าทั่วป๋าคูหรง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่มีผู้ใด
กล้าเรียกชื่อเดิมของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรงนัก นอกจากยอดฝีมือขั้น
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ด้วยกัน
และสาเหตุที่ทั่วป๋าจวิ้นกล้าอวดดีเช่นนี้ ก็เพราะเขาคือทายาทสาย
ตรงของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง ถึงแม้ว่าห่างกันไม่รู้กี่รุ่น แต่สุดท้าย
แล้วเขาก็คือทายาทของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์
ยิ่งไปกว่านั้นทั่วป๋าเหยี่ยนบิดาของเขาก็คือเจ้าสำนักคูหรงใน
ปัจจุบัน ดังนั้นตำแหน่งของทั่วป๋าจวิ้น ไม่ต้องการให้สูงส่งคงเป็นไป
ไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือสายโลหิต ทั่วป๋าจวิ้นสามารถวางอำนาจ
เหนือคนรุ่นเยาว์จำนวนมากได้อย่างแท้จริง
ทว่าวันนี้เขาเจอกับตอแข็งเสียแล้ว เมื่ออยู่ตรงหน้าเซียวฮั่น อย่า
ว่าแต่ทายาทของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ ต่อให้เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง
มาอยู่ตรงหน้าเซียวฮั่น เกรงว่ายังไม่มีสิทธิ์อวดดี
ด้วยความแข็งแกร่งและไพ่ตายของเซียวฮั่นในตอนนี้ เมื่อยอด
ฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์โดยทั่วไปอยู่ตรงหน้าเขาก็ยังไม่มีค่าพอให้
มอง ถึงจะเป็นยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ที่ผ่านประสบการณ์อัน
โชกโชนมาแล้วก็ตาม ตราบใดที่มิใช่ยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชัน ถึง
เซียวฮั่นจะไม่สามารถสังหารอีกฝ่าย ก็ยังสามารถกดข่มอีกฝ่ายไว้ชั่ว
กัปชั่วกัลป์
ไพ่ตายที่เซียวฮั่นสามารถใช้ได้ในตอนนี้มีไม่น้อยทีเดียว เช่น
ลวดลายเต๋าหมื่นวิถี แผ่นหยกนำโชค ตะเกียงโบราณแห่งวิถีเต๋า ไพ่
ตายอันยิ่งใหญ่ทั้งสามสิ่งนี้เพียงพอจะทำให้เซียวฮั่นมีความแข็งแกร่ง
ในการต่อกรเมื่อประจันหน้ากับยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชัน
ยิ่งหลังจากก้าวสู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ เมื่อสมบัติล˺าค่าอัน
ยิ่งใหญ่ทั้งสามชิ้นที่ว่าอยู่ในมือของเซียวฮั่นก็สามารถปลดปล่อย
อานุภาพออกมาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หากเป็นแต่ก่อน เซียวฮั่นคงไม่มีความมั่นใจที่จะต่อกรกับยอดฝีมือ
ขั้นเต๋าแห่งโลกสิบท่านนั้น ทว่าบัดนี้เซียวฮั่นกลับมีความมั่นใจเต็ม
เปี่ยม
ไม่ว่าจะเป็นลวดลายเต๋าหมื่นวิถีหรือแผ่นหยกนำโชค อันที่จริง
ล้วนน่ากลัวกว่าตะเกียงโบราณแห่งวิถีเต๋าทั้งสิ้น ต่อให้เป็นเซียวฮั่นเอง
ยามนี้ยังไม่มีทางใช้ความสามารถของสมบัติล˺าค่าอันยิ่งใหญ่ทั้งสองชิ้น
ได้อย่างเต็มที่
กระทั่งว่าเขาในเวลานี้ ใช้พลังของลวดลายเต๋าหมื่นวิถีและแผ่น
หยกนำโชคได้แค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น
ส่วนทั่วป๋าจวิ้น เขาไม่รู้เลยว่าตนยั่วยุการดำรงอยู่แบบใดไป ยามนี้
เขายังคิดอยู่เลยว่าจะทรมานเซียวฮั่นอย่างไร
“หักแขนขาของเจ้าก่อน แล้วจึงเจาะเอาสองตาของเจ้า”
คนแสยะยิ้ม ทั่วป๋าจวิ้นตบม้ามังกร จากนั้นม้ามังกรก็ส่งเสียงร้อง
คำรามอย่างฉับพลัน ทันใดนั้นสองกีบของม้ามังกรก็พุ่งไปกระทืบเซียว
ฮั่นทันที
การกระทืบของม้ามังกรนี้คล้ายกับเหยียบย˹าทำลายภูเขาและสาย
ธารา พลังอันน่าพรั่นพรึงเป็นผลให้อากาศบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่ง การ
เหยียบย˹าดังกล่าวไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋าท่าน
หนึ่งออกมือ
“ไสหัวไป!”
ทว่าเซียวฮั่นกลับไม่กระพริบตาแม้แต่คราเดียว เขาสะบัดฝ่ามือ
ภายใต้การจับจ้องจากทุกสายตา
จากนั้นพลังแห่งวิถีเต๋าทั่วฟ้าดินก็ปะทุออกมา ทันทีที่เซียวฮั่นชูฝ่า
มือ คล้ายว่าฟ้าดินได้ถูกเซียวฮั่นพัดลอยออกไปอย่างไรอย่างนั้น
“ตูมมม!!!”
เมื่อพลังแห่งวิถีเต๋าอันน่าหวาดผวากวาดล้างออกมา ม้ามังกรที่
ทัดเทียมกับยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋าตัวนั้นถูกโจมตีจนลอย
กระเด็นไปในอากาศ จากนั้นพลังแห่งวิถีเต๋าอันน่าพรั่นพรึงก็ฉีกทำลาย
ร่างม้ามังกรออกเป็นชิ้นๆ บัดนี้โลหิตสาดกระเซ็นไปในความว่างเปล่า
ส่วนทั่วป๋าจวิ้นที่นั่งอยู่บนหลังม้ามังกรก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เมื่ออยู่
ภายใต้พลังแห่งวิถีเต๋าอันน่าหวาดกลัวนั้น คนทั้งร่างก็ถูกจู่โจมจนร่าง
กระเด็นราวดาวตก ก่อนจะสลายหายไปท่ามกลางท้องนภาอัน
กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
“ไปกันเถิด!”
เมื่อสิ้นเสียงเย็นชา เซียวฮั่นก็หันหลังเข้าไปในเมืองว่านซื่อ สำหรับ
เขาแล้วนั้น ทั่วป๋าจวิ้นก็แค่ตัวประกอบที่ไม่มีความสำคัญอะไรคนหนึ่ง
เท่านั้น เพียงสะบัดฝ่ามือก็สามารถสังหารได้แล้ว ไม่มีค่าพอให้เขา
สนใจอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว
หลังจากสิ้นเสียงเซียวฮั่น หลัวเสวียนและเย่เฉินก็รีบสาวเท้า
ตามหลังเซียวฮั่นเข้าไปในเมืองว่านซื่อ เหลือเพียงกลุ่มคนเดินถนนที่สี
หน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ทั้งนี้ผู้พิทักษ์เมืองว่านซื่อเหล่านั้น ยามนี้ก็ยิ่งไม่กล้าขวางทางเซียว
ฮั่น แม้ว่าบุคคลที่ถูกโจมตีจนลอยกระเด็นจะเป็นนายน้อยของสำนักคู
หรงก็ตาม
อย่างที่รู้กันว่าการออกมือที่เซียวฮั่นสำแดงออกมาเมื่อครู่นั้น
เพียงพอจะทำให้ผู้คนยำเกรง สะบัดฝ่ามือคราเดียวก็สังหารม้ามังกรที่
เทียบเทียมกับยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋าท่านหนึ่ง ทั้งยังโจมตีจน
ยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋าลอยกระเด็น
ลูกไม้และความแข็งแกร่งเช่นนี้ เกรงว่าคงมีเพียงการดำรงอยู่ขั้น
เทพแท้จริงแห่งเต๋าระดับสูงสุดถึงจะมีได้
กล่าวโดยสรุปก็คือ ในสายตาของคนเหล่านี้ เซียวฮั่นคือการดำรง
อยู่ที่ลึกซึ้งเกินคาดเดา อีกทั้งผู้พิทักษ์เหล่านั้นต่างรู้ว่าหากตนอาจหาญ
ขัดขวาง จุดจบจะต้องน่าสังเวชเกินบรรยายอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรพวกเขาก็เป็นเพียงยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิแห่งเต๋าและขั้น
นักรบแห่งเต๋ากลุ่มหนึ่ง ในสายตาของอีกฝ่าย ก็แค่การดำรงอยู่อย่างมด
ปลวกที่เพียงสะบัดฝ่ามือก็สามารถเข่นฆ่าได้แล้ว
เซียวฮั่นไม่ได้ใส่ใจฉากคั่นที่เกิดขึ้นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าทั่วป๋า
จวิ้นจะมีฐานะที่สูงส่งมากเพียงใด ไม่ว่าทั่วป๋าจวิ้นจะแก้แค้นหรือไม่ ก็
ล้วนเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ สำหรับเขา หรือกระทั่งไม่นับเป็นเรื่องอันใด
เสียด้วยซ˺าไป
หลังจากก้าวสู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ เซียวฮั่นก็มีความเฉยชา
ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ว่ากันว่าเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์สะบั้นเจ็ด
อารมณ์หกปรารถนา วิถีเต๋ามีความสำคัญสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด
นี่มิใช่เรื่องปกติ กล่าวได้เพียงว่ายอดฝีมือตั้งแต่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์
มนุษย์ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นโลกทรรศหรือขอบเขต ต่างก็อยู่คนละระดับ
กับยอดฝีมือธรรมดาโดยสิ้นเชิง
ราวกับว่าเจ้าแปรสภาพจากมดปลวกตัวหนึ่งกลายเป็นมนุษย์คน
หนึ่งอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเจ้าจากที่เป็นมดปลวกกลายเป็นมนุษย์คน
หนึ่ง เจ้าย่อมไม่สามารถมองมดปลวกด้วยสายตาของมดปลวกอีกต่อไป
และยิ่งนานวันเข้า เจ้าก็จะไม่สนใจความคิดของมดปลวก
เพราะเจ้าคือมนุษย์แล้ว บุคคลที่เจ้าผูกมิตรก็ค่อยๆ กลับ
กลายเป็นมนุษย์คนอื่นๆ จนในที่สุดเจ้าจะลืมฐานะมดปลวกของตนไป
โดยปริยาย
และเซียวฮั่นในตอนนี้ก็มีความรู้สึกดังกล่าว นี่คือการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งมาพร้อมกับขอบเขตที่เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่มีทางห้ามได้
แน่นอนว่านี่คือยามที่เผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า หากพบหน้า
มิตรสหายของตน เซียวฮั่นยังเป็นเซียวฮั่นคนเดิม สิ่งนี้มิอาจแปรเปลี่ยน
แม้จะกลายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ แต่ก็ยังพอมีอารมณ์ความรู้สึก
อยู่บ้าง มิฉะนั้นจะไม่กลายเป็นคนตายคนหนึ่งไปเลยหรือ ทั้งนี้ต่อให้
ยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์บางท่านสะบั้นอารมณ์ความรู้สึกไป
แล้ว เขากลับยังคงมีความทะเยอทะยาน สิ่งนี้ไม่มีอะไรน่ากังขา
ไม่ว่าจะเป็นความทะเยอทะยานในการไขว่คว้าวิถีเต๋าหรือความ
ทะเยอทะยานในการยกระดับความแข็งแกร่ง หากไม่มีแม้แต่ความ
ทะเยอทะยาน นั่นก็เท่ากับว่าสะบั้นเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาโดย
สมบูรณ์แล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากคนตายตั้งแต่หัวจรดเท้าคนหนึ่ง
หลังจากย่างกรายเข้าไปในเมืองว่านซื่อ ความเจริญรุ่งเรืองของ
เมืองว่านซื่อคงไม่ต้องเอ่ยมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเงาร่างที่
เดินขวักไขว่ไปมา ล้วนมิใช่สิ่งที่โลกภายนอกสามารถเทียบเทียมได้
ทั้งนี้ความเข้มข้นของพลังแห่งวิถีเต๋าของโลกและสวรรค์ภายใน
เมืองว่านซื่อนี้ยังสูงกว่าโลกภายนอกราวสิบเท่า เซียวฮั่นใช้สัมผัส
ศักดิ์สิทธิ์สำรวจคราเดียวก็รู้แล้วว่า ใต้ผืนดินของเมืองว่านซื่อแห่งนี้มี
ศิลาแห่งเต๋าและชีพจรวิญญาณขนาดใหญ่เป็นพิเศษหนึ่งสาย
อีกทั้งศิลาแห่งเต๋าและชีพจรวิญญาณขนาดใหญ่เป็นพิเศษเช่นนี้
มีเพียงขุมอำนาจระดับเทพศักดิ์สิทธิ์เช่นสำนักคูหรงเท่านั้นที่มีสิทธ์
ครอบครอง
นอกจากนี้เซียวฮั่นยังรับรู้ได้ว่า กฎของวิถีเต๋าแห่งโลกและสวรรค์
ของเมืองว่านซื่อแห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คล้ายกับว่าโลกและ
มิติเป็นอิสระได้แล้วก็ไม่ปาน
ลูกไม้เช่นนี้ มีเพียงยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์เท่านั้นถึงมี
สิทธิ์ควบคุม
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เมืองว่านซื่อนี้ต้องเป็น
ผลงานของยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ท่านหนึ่งแน่นอน และยอด
ฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ท่านนี้คงเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง
ถึงแม้ว่าเซียวฮั่นยังมิได้เจอหน้าเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรง ยังไม่
เคยผ่านการประลองฝีมือ แต่จากการเปลี่ยนแปลงของกฎของวิถีเต๋า
แห่งโลกและสวรรค์ภายในเมืองว่านซื่อที่ปรากฏตรงหน้านี้ แสดงให้เห็น
อย่างชัดเจนแล้วว่าเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรงต้องมิใช่ยอดฝีมือขั้นเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ธรรมดาเป็นแน่แท้
ความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ต่อให้อยู่ในขอบเขตเทพศักดิ์สิทธิ์
มนุษย์ ยังเป็นการดำรงอยู่ที่น่าหวาดผวายิ่งนัก เซียวฮั่นเดาว่าความ
แข็งแกร่งของเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์คูหรงคงต่างจากวิญญาณโครง
กระดูกพยาบาทตนนั้นที่เซียวฮั่นเคยประจันหน้าในถ˺าหมื่นภูติไม่มาก
นัก!