ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 806 : มือหนึ่งรับเงิน มือหนึ่งแลกของ!
“ใต้เท้า มิทราบว่าป้ายจิตวิญญาณนี้ ท่านมีเงื่อนไขจะฝากประมูล
เช่นไรขอรับ?”
บุรุษร่างอ้วนรู้ว่าป้ายจิตวิญญาณนี้จะต้องเป็นสมบัติที่มิอาจ
ประเมินค่าได้อย่างแน่นอน
“ไม่มีเงื่อนไข ขอเพียงได้ศิลาแห่งเต๋ามาก็พอ หรือหากหอดวงดาว
สามารถเสนอราคาที่เหมาะสมออกมาได้ ข้าก็ยินดีที่จะมอบให้แก่หอ
ดวงดาวของพวกเจ้าเช่นกัน”
คนคลี่ยิ้ม เซียวฮั่นไม่มีเงื่อนไขมากมาย ขอเพียงอีกฝ่ายเสนอศิลา
แห่งเต๋าที่เพียงพอออกมาให้ เขาก็ยินดีที่จะน้อมรับ
“เอ่อ…เช่นนั้นข้าคงต้องไปปรึกษาเจ้าสำนักเสียก่อน”
ได้ยินดังนั้น บุรุษร่างอ้วนก็ลังเลครู่หนึ่งแล้วเอ่ยพลางแย้มยิ้ม เห็น
ได้ชัดว่าเขาเองก็ใจกระเพื่อมเช่นกัน
หากสิ่งของชิ้นนี้ตกอยู่ในมือของหอดวงดาว ย่อมเกิดผลประโยชน์
ต่อหอดวงดาวไม่น้อย อีกทั้งเซียวฮั่นต้องการเพียงศิลาแห่งเต๋า หอ
ดวงดาวเองก็ไม่ขาดแคลนศิลาแห่งเต๋าเช่นกัน
“ตกลง พวกข้าจะรออยู่ที่นี่ เมื่อปรึกษาเสร็จแล้ว ขอให้รีบนำ
คำตอบมาให้ข้าทันที”
คนคลี่ยิ้ม เซียวฮั่นไม่ค่อยใส่ใจมากนัก ขอเพียงได้ศิลาแห่งเต๋ามา
มากเพียงพอ อย่างอื่นก็มิใช่ปัญหา
“ขอรับ โปรดรอสักครู่!”
เมื่อเอ่ยจบ บุรุษร่างอ้วนก็รีบออกไปทันที
หลังจากที่บุรุษร่างอ้วนออกไป ในห้องรับแขกก็เหลือเพียงพวก
เซียวฮั่น ยามนี้หลิ่วม่อฝานได้นำทองดาราเหล็กเทวะชิ้นนั้นออกมาตาม
คำสั่งของเซียวฮั่น
หลิ่วม่อฝานไม่ใช่จั่วชิว เขารู้ว่าเซียวฮั่นคือการดำรงอยู่ที่ลึกล˺า
เหลือคณา สิ่งของที่ทำให้อีกฝ่ายต้องตาได้ จะต้องไม่ใช่สมบัติล˺าค่า
ทั่วไปอย่างแน่นอน
ทันทีที่มองทองดาราเหล็กเทวะที่อยู่เบื้องหน้านี้ หลิ่วม่อฝานกลับ
เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ทว่าจั่วชิวเมื่อมองทองดาราเหล็กเทวะที่อยู่เบื้องหน้ากลับเผยสี
หน้าปวดใจ เพราะนี่เทียบได้กับศิลาแห่งเต๋าระดับสูงมูลค่าพันล้านก้อน
“เปิด!”
เซียวฮั่นเพียงสะบัดฝ่ามือหนึ่งครา รัศมีกระบี่สายหนึ่งก็ประกาย
วาบผ่าน จากนั้นภายใต้สายตาของหลิ่วม่อฝานและจั่วชิว ทองดารา
เหล็กเทวะชิ้นนั้นก็ได้แบ่งออกเป็นสองส่วน
ภายใต้สายตาของพวกเขา ทองดาราเหล็กเทวะที่แบ่งออกเป็นสอง
ส่วนได้ห่อหุ้มกล่องขนาดเท่าฝ่ามือเอาไว้สองกล่อง
หากเป็นเพียงกล่องธรรมดา ย่อมไม่ทำให้หลิ่วม่อฝานและจั่วชิว
รู้สึกสั่นสะท้านเช่นนี้
แต่เพราะหลังจากที่ทองดาราเหล็กเทวะถูกสะบั้นออก กล่องที่อยู่
เบื้องหน้านี้ก็มีแสงแห่งเต๋าเปล่งประกายออกมา
เมื่อแสงแห่งเต๋าเปล่งประกาย ราวกับมีจักรวาลใบหนึ่งปรากฏ
ขึ้นมาในนั้น
ปรากฏการณ์เช่นนี้ มีเพียงสิ่งที่เรียกว่าทองคำเซียนแห่งเต๋าในยุค
ก่อนเบิกฟ้าเท่านั้นที่จะทำได้
กล่าวได้ว่ากล่องที่อยู่เบื้องหน้านี้ใช้ทองคำเซียนแห่งเต๋าสร้าง
ขึ้นมาจากทองคำเต๋าเซียนเทียนซึ่งเป็นสมบัติล˺าค่าสูงส่งก่อนยุคเบิกฟ้า
ชิ้นหนึ่ง
แค่เพียงกล่องที่อยู่เบื้องหน้า มูลค่าก็ทัดเทียมได้กับสมบัติล˺าค่ายุค
เบิกฟ้าชิ้นหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสิ่งของที่อยู่ภายในกล่อง
สามารถจินตนาการได้เลยว่า สิ่งของที่อยู่ในกล่อง จะต้องเป็น
สมบัติล˺าค่าสะเทือนสวรรค์ชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่ใช้
กล่องที่สร้างขึ้นจากทองคำเซียนแห่งเต๋ามาบรรจุ
“น่าสนุกนัก!”
เมื่อมองกล่องที่ทอประกายแสงแห่งเต๋าและปรากฏขึ้นกลางนภา
กาศ เซียวฮั่นก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ดูท่าทางสมบัติที่อยู่ในกล่องนี้
จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
แต่หลังจากนั้นเซียวฮั่นกลับมุ่นคิ้วลง
เพราะเขาไม่สามารถเปิดกล่องทองคำเซียนแห่งเต๋านี้ได้ ไม่เพียง
แค่เขาแม้แต่หลิ่วม่อฝานและจั่วชิวก็เปิดไม่ออกเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่า หากต้องการเปิดกล่องทองคำเซียนแห่งเต๋าใบนี้
จะต้องมีเงื่อนไขพิเศษเท่านั้นจึงจะเปิดออก
“มีคนมา เจ้าเก็บกล่องลงไปก่อน”
เมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนอยู่ด้านนอกประตู เซียวฮั่นก็ให้หลิ่วม่อฝาน
เก็บกล่องทองคำเซียนแห่งเต๋าลง ขณะเดียวกันทองดาราเหล็กเทวะที่
ถูกสะบั้นออกก็ถูกเก็บลงเช่นกัน
ประตูของห้องรับแขกถูกเปิดออก บุรุษร่างอ้วนก่อนหน้านี้ได้พา
บุรุษวัยกลางคนเข้ามาในห้องรับแขกด้วยความเคารพนบนอบ
บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ ดูท่าทางฉลาดหลักแหลมเกินบรรยาย เพียง
มองก็รู้ว่าเป็นคนมีปฏิภาณไหวพริบอย่างมาก
หลังจากที่บุรุษวัยกลางคนเข้ามา บุรุษร่างอ้วนก็ออกจาก
ห้องรับแขกด้วยความยำเกรง
“ทุกท่าน ข้าคือซูเหอ เจ้าสำนักแห่งหอดวงดาว”
คนยิ้มตาหยีแล้วเดินเข้ามา ซูเหอเริ่มแนะนำตนเองกับพวกเซียว
ฮั่น
ซูเหอคือเจ้าสำนักแห่งหอดวงดาวประจำเมืองจิ่วเซียว
ความสามารถอยู่ในขอบเขตกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ หากเอ่ยถึงเพียง
ฐานะและความสามารถ ซูเหอที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้สามารถทัดเทียมได้กับ
เจ้าสำนักแห่งขุมอำนาจระดับหนึ่งทั้งหลายได้โดยสิ้นเชิง
เมื่อได้ยินซูเหอแนะนำตนเอง เซียวฮั่นและหลิ่วม่อฝานก็ไม่มี
ปฏิกิริยาใด ทว่าจั่วชิวกลับเผยสีหน้าตื่นตะลึง เพราะคนที่อยู่เบื้องหน้า
นี้เป็นถึงเจ้าสำนักแห่งหอดวงดาว เมื่อเทียบกับตำแหน่งเจ้าสำนักเทียน
เหอของเขา ไม่รู้ว่าสูงศักดิ์กว่ากี่เท่า
เกรงว่าสำหรับซูเหอแล้ว แค่เพียงเอ่ยออกมาหนึ่งประโยค ก็เพียง
พอที่จะทำให้สำนักเทียนเหอหายลับไปจากโลกดวงดาวได้
“เชิญนั่ง!”
ใบหน้าของเซียวฮั่นยังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม และกล่าว
เชื้อเชิญด้วยน˺าเสียงนิ่งเรียบอย่างเห็นได้ชัด
“พวกท่านทั้งสองไม่ธรรมดาเลย คนหนึ่งแข็งแกร่งกว่าข้าไม่น้อย
ส่วนอีกคนข้ากลับมองไม่ออก”
แม้ว่าซูเหอจะเผยรอยยิ้มออกมา แต่ในใจของเขากลับรู้สึกสั่น
สะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
หลิ่วม่อฝานคงไม่ต้องเอ่ยถึงเพราะขาดเพียงโอกาสเดียวก็จะ
กลายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ ความสามารถทัดเทียมได้กับการดำรง
อยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์จำแลง จึงแข็งแกร่งกว่าซูเหอเล็กน้อย
ส่วนเซียวฮั่น ซูเหอกลับมองไม่ออก นั่นเป็นเพราะเซียวฮั่นคือการ
ดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ อีกทั้งเซียวฮั่นในตอนนี้ยังมิใช่เทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ระดับวิถีเต๋าทั่วไป แต่เขายังเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ที่
เบิกโลกแห่งวิถีเต๋าขึ้นมาแล้ว
ดังนั้นซูเหอจึงมองเซียวฮั่นออกครึ่งเดียว จากการรับรู้ของเขา
แม้ว่าเซียวฮั่นมีเพียงคลื่นลมปราณของผู้ฝึกตนขั้นจักรพรรดิแห่งเต๋า
แต่ในใจของซูเหอกลับรู้ดีว่า เซียวฮั่นผู้ซึ่งมีใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มเบื้อง
หน้านี้ จะต้องเป็นการดำรงอยู่ที่ลึกล˺าอย่างมิอาจคาดเดา
“มิทราบว่าป้ายจิตวิญญาณนี้ หอดวงดาวเสนอเป็นศิลาแห่งเต๋า
มูลค่าเท่าใด?”
คนมองซูเหอ เซียวฮั่นเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา เขาเองก็ไม่
ต้องการให้ซูเหออ้อมค้อม หากเป็นมูลค่าที่ไม่เหมาะสมเขาก็จะนำขึ้น
ประมูล แต่หากเป็นเช่นนั้น เซียวฮั่นก็คงลำบากไม่น้อย
“ขอให้ข้าดูอย่างละเอียดหน่อยเถิด!”
เมื่อไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ซูเหอก็เอ่ยปากขึ้นมา เพราะนี่ไม่ใช่การค้า
ขายด้วยมูลค่าเพียงเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าสำนักแห่งหอดวงดาว
แต่เรื่องราวมากมาย ใช่ว่าจะขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของเขาเพียงอย่าง
เดียว
หากเมื่อใดที่ผลประโยชน์ตรงกับเงื่อนไขของหอดวงดาว ซูเหอจึง
กล้าที่จะเอ่ยปากออกมา
“ตกลง!”
เมื่อสิ้นเสียงของซูเหอ เซียวฮั่นจึงพยักศีรษะแล้วสะบัดมือหนึ่งครา
ป้ายจิตวิญญาณก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของซูเหอ
เมื่อเห็นป้ายจิตวิญญาณปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของตน ซูเหอก็มีสี
หน้านิ่งค้าง สัมผัสศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งของเขาจมเข้าไปในป้ายจิต
วิญญาณ
ไม่นาน ซูเหอก็ถอนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากป้ายจิตวิญญาณ
อย่างอาลัยอาวรณ์
“สมบัติล˺าค่า เป็นสมบัติล˺าค่าโดยแท้!”
ในฐานะการดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ ซูเหอย่อมรู้ดีว่า
ป้ายจิตวิญญาณเบื้องหน้านี้มีความหมายโดยนัยว่าอะไร แค่เพียงมูลค่า
ก็ทัดเทียมได้กับสมบัติล˺าค่าสูงส่งหลังยุคเบิกฟ้าชิ้นหนึ่งแล้ว
“ใต้เท้า มิทราบว่าท่านต้องการมูลค่าเท่าใด”
หลังจากที่ได้สัมผัสป้ายจิตวิญญาณด้วยตนเอง ซูเหอก็รู้ว่าหาก
ต้องการทำการค้ากับป้ายจิตวิญญาณแผ่นนี้ เกรงว่าจะต้องเป็นมูลค่าที่
สูงลิ่วแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าเซียวฮั่นจะเสนอมูลค่ามาจำนวนเท่าใด
เมื่อเซียวฮั่นได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพลางยื่นนิ้วมือออกมา
เมื่อเห็นเซียวฮั่นยื่นนิ้วมือ สีหน้าของซูเหอก็แปรเปลี่ยนขึ้นมา
เล็กน้อย หลังจากที่ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ศิลาแห่งเต๋าระดับสูงหนึ่งร้อยล้านล้าน! มิทราบว่ามูลค่าเท่านี้ ใต้
เท้าคิดเห็นเช่นไร?”
ทว่าเมื่อเสียงของซูเหอสิ้นสุดลง จั่วชิวรู้สึกแทบจะเป็นลมล้มไป
ทันที เขารู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้ามืดมิด ขาทั้งสองอ่อนแรงจนเกือบเป็น
อัมพาต
ศิลาแห่งเต๋าระดับสูงหนึ่งร้อยล้านล้านก้อน นี่มันมูลค่าสูงลิ่วอันใด
กัน ต่อให้นำศิลาแห่งเต๋าตั้งแต่สำนักเทียนเหอก่อตั้งมารวมกัน ยังไม่ถึง
หนึ่งในสิบส่วนด้วยซ˺า
“ท่านคงดูถูกมูลค่าของป้ายจิตวิญญาณแผ่นนี้ไปหน่อยกระมัง
หากนำไปประมูล ข้าเชื่อว่าแม้แต่มูลค่าศิลาแห่งเต๋าระดับสูงหลาย
พันล้านล้านก็คงจะไม่ใช่ปัญหา ท่านก็รู้ว่าของชิ้นนี้มีบทบาทสำหรับ
ยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์อยู่ไม่น้อย”
คนส่ายศีรษะ เซียวฮั่นสบตาซูเหอพลางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้า
เรียบเฉย
เมื่อซูเหอได้ยิน เขาจึงหัวเราะเสียงขื่นขมออกมา เขารู้ว่าตน
ประเมินเซียวฮั่นต˹าเกินไป ดูท่าทางหากต้องการเอาเปรียบเซียวฮั่น คง
เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“ศิลาแห่งเต๋าหนึ่งพันล้านล้านก้อน หากท่านเห็นด้วยก็สามารถยื่น
มือหนึ่งมารับเงิน มือหนึ่งมาแลกสิ่งของได้เลย” คนคลี่ยิ้ม เซียวฮั่นเอ่ย
อย่างตรงไปตรงมา
เมื่อเขาเอ่ยมูลค่าศิลาแห่งเต๋าระดับสูงจำนวนหนึ่งพันล้านล้าน
ก้อนออกมา จั่วชิวก็ถึงกับตาเหลือกและสลบล้มลงไปทันที
ทว่าหลิ่วม่อฝานกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ถึงแม้ศิลาแห่งเต๋า
ระดับสูงหนึ่งพันล้านล้านก้อนจะเป็นมูลค่าที่สูงลิ่วสำหรับเขา แต่
เป้าหมายของเขากลับไม่ใช่ศิลาแห่งเต๋าเหล่านี้
เป้าหมายของเขาคือการกลายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์และก่อนที่
จะกลายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ เขาจะต้องละทิ้งทุกอย่าง แม้กระทั่ง
อิสระของตนเอง
“หนึ่งพันล้านล้านก้อน…ตกลง เท่านี้ก็เท่านี้ขอรับ” คนขบฟัน ซู
เหอรับปากพลางพยักศีรษะ
เป็นดังเช่นที่เซียวฮั่นกล่าว ป้ายจิตวิญญาณแผ่นนี้มีบทบาทต่อ
ยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ไม่น้อย หากนำไปประมูลในมูลค่า
หลายพันล้านล้านก็คงไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน
กล่าวได้ว่า ต่อให้ตกลงซื้อขายเป็นศิลาแห่งเต๋าระดับสูงหนึ่ง
พันล้านล้านก้อน สำหรับซูเหอก็นับว่าได้กำไรอย่างมาก
“ดี ข้าพึงพอใจ”
คนมองซูเหอ เซียวฮั่นแย้มยิ้มเล็กน้อย ศิลาแห่งเต๋าระดับสูงหนึ่ง
พันล้านล้านก้อนเพียงพอที่จะทำให้เขาทำเรื่องต่างๆ ได้มากมาย
ทว่าในความคิดของซูเหอ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อเห็นเซียวฮั่น
กระตุกมุมปากแล้วเผยรอยยิ้มอันยากจะคาดเดา เขากลับรู้สึกเหมือน
ตนกำลังเข้าไปในหลุมพรางที่ถูกขุดเอาไว้
แต่หลุมพรางแห่งนี้ เขาคงปฏิเสธที่จะไม่ลงไปไม่ได้ เพราะแรง
ดึงดูดในนั้นช่างมหาศาลยิ่งนัก
และเพื่อเป็นการป้องกันล่วงหน้า ซูเหอจึงรีบทำการซื้อขายให้
สำเร็จโดยเร็ว แหวนเก็บสิ่งของสิบวง รวมเป็นศิลาแห่งเต๋าระดับสูง
มูลค่าหนึ่งพันล้านล้านได้ทยอยร่วงลงสู่มือเซียวฮั่น ส่วนป้ายจิต
วิญญาณก็ถูกซูเหอเก็บไปตามระเบียบ
การซื้อขายครั้งนี้ นับว่าเป็นที่พึงพอใจสำหรับทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าซู
เหอที่ได้รับป้ายจิตวิญญาณหรือเซียวฮั่นที่ได้ศิลาแห่งเต๋าระดับสูงมูลค่า
หนึ่งพันล้านล้านก้อน พวกเขาต่างได้รับสิ่งที่ตนต้องการทั้งสองฝ่าย
ศิลาแห่งเต๋าระดับสูงมูลค่าหนึ่งพันล้านล้านดูเหมือนมีมูลค่า
มหาศาล แต่สำหรับเซียวฮั่นกลับน้อยยิ่งนัก
เพราะที่นี่คือโลกดวงดาว หากเซียวฮั่นต่อสู้กับยอดฝีมือขั้นเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ท่านหนึ่ง เขาคงได้เพียงอาศัยพลังจากศิลาแห่งเต๋า
เหล่านี้ กล่าวได้ว่าหากศิลาแห่งเต๋าถูกผลาญไปจนหมดสิ้น เซียวฮั่นก็
ยากที่จะอาศัยพลังแห่งเต๋าของโลกดวงดาวมาต่อต้านยอดฝีมือขั้นเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ได้
เพราะเซียวฮั่นคือยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ที่มาจากโลกหง
เหมิง เมื่ออยู่ในโลกดวงดาว ย่อมได้รับขีดจำกัดและแรงกดอัดอย่าง
มหาศาล
“จั่วชิว!”
เซียวฮั่นเอ่ยปากขึ้นมา ตอนนี้จั่วชิวที่สลบอยู่ได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว จั่ว
ชิวได้เพียงมองเซียวฮั่นตาปริบๆ จนกระทั่งเซียวฮั่นตะโกนเรียกชื่อเขา
เขาจึงเรียกสติกลับคืนมาได้
“ท่านบรรพบุรุษ มิทราบว่าท่านมีสิ่งใดจะกำชับขอรับ?”
คนรีบเดินตรงมาด้านหน้า จั่วชิวเอ่ยขึ้นอย่างเคารพนบนอบ
“นี่คือศิลาแห่งเต๋ามูลค่าหนึ่งร้อยล้านล้านก้อน ถือว่าข้ามอบให้
เป็นของกำนัลประจำสำนักเทียนเหอ” คนคลี่ยิ้ม เซียวฮั่นนำแหวนเก็บ
สิ่งของวงหนึ่งโยนให้จั่วชิว
“ท่านบรรพบุรุษ นี่มัน?”
ได้ยินเช่นนั้น จั่วชิวก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างห้ามไม่อยู่
“ไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านบรรพบุรุษแล้ว ข้าไม่ใช่บรรพบุรุษเก่าแก่
แห่งสำนักเทียนเหอของพวกเจ้า ทั้งหมดเป็นเพราะโอกาสและความ
บังเอิญที่ข้าตกลงมายังสำนักเทียนเหอของพวกเจ้าเท่านั้น บรรพบุรุษ
เก่าแก่เทียนเฟิงที่พวกเจ้าเรียกขานกัน ถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนร่างดับ
สลายไปนานแล้ว”
คนส่ายศีรษะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วเซียวฮั่นจึงไม่ปิดบังจั่วชิวเช่นกัน
สำหรับเขา สำนักเทียนเหอแค่เพียงมีวาสนาต่อเขาเท่านั้น แต่เขา
มิอาจถือว่าตนเป็นบรรพบุรุษเก่าแก่แห่งสำนักเทียนเหอได้จริงๆ
การมอบศิลาแห่งเต๋าระดับสูงหนึ่งร้อยล้านล้านก้อนออกไป ก็
นับว่าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เซียวฮั่นจะมอบให้แก่สำนักเทียนเหอ
กล่าวได้ว่านับตั้งแต่บัดนี้ เซียวฮั่นไม่ใช่บรรพบุรุษเก่าแก่แห่งสำนัก
เทียนเหอและเขาก็จะไม่กลับไปยังสำนักเทียนเหออีก
“ท่านบรรพบุรุษ…”
ได้ยินเช่นนั้น จั่วชิวจึงเผยสีหน้าเศร้าใจ อันที่จริงเขาพอจะเดา
ออกนานแล้วว่าเซียวฮั่นไม่ใช่บรรพบุรุษเก่าแก่แห่งสำนักเทียนเหอ แต่
เขากลับไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้
“จงพยายามต่อไป สำนักเทียนเหอมอบให้เป็นหน้าที่เจ้า อนาคต
จะต้องเจิดจรัสอย่างแน่นอน”
คนตบไหล่จั่วชิว เซียวฮั่นเอ่ยพลางแย้มยิ้ม จั่วชิวผู้นี้ แม้ว่าจะไม่มี
พรสวรรค์เท่ากับผู้เป็นอัจฉริยะเลิศล˺าแต่ความสามารถของเขาก็ไม่ได้
อ่อนแอ การกลายเป็นยอดฝีมือขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ในอนาคต
ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด
หากสำนักเทียนเหออาศัยศิลาแห่งเต๋าระดับสูงหนึ่งร้อยล้านล้าน
ก้อน ก็คงพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง
และนี่จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เซียวฮั่นมอบให้สำนักเทียนเหอ
“ไปเถิด เจ้าจงกลับไปดูแลสำนักเทียนเหอ ส่วนข้าก็ถือเสียว่าเป็น
แขกที่ผ่านมาก็พอ”
คนคลี่ยิ้ม เซียวฮั่นให้จั่วชิวกลับสำนักเทียนเหอไป ส่วนเขาคงไม่
กลับไปที่นั่นแล้ว
“ท่านบรรพบุรุษ! จั่วชิวขอกราบลาท่านบรรพบุรุษ!”
จั่วชิวรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเซียวฮั่นคือมังกรแห่งเก้าชั้นฟ้าและมิอาจอยู่ที่
สำนักเทียนเหอเล็กๆ แห่งนี้ เขาเองก็รู้ดีว่าตนมิอาจรั้งเซียวฮั่นไว้ได้
เช่นกัน
จั่วชิวกราบลาเซียวฮั่นด้วยความเคารพ หลังจากที่กราบลาสาม
ครั้งและคำนับเก้าครั้ง เขาจึงออกจากหอดวงดาวด้วยสีหน้าอาลัย
อาวรณ์
เห็นได้ชัดว่า สำหรับจั่วชิว เซียวฮั่นคือบรรพบุรุษเก่าแก่แห่งสำนัก
เทียนเหอและเป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ในใจเขาตลอดกาลอย่างแท้จริง!