ครองภพสยบนิรันดร์ - ตอนที่ 837 : เชียนเย่เสวี่ย!
เมืองแห่งความมืดตั้งอยู่ใจกลางของโลกความมืด เงาร่างทุกสาย
ตามถนนของที่นี่ต่างเป็นการดำรงอยู่ขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋า
เมืองแห่งความมืดกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต สิ่งมีชีวิตมีไม่น้อยกว่าสิบ
ล้าน
ยอดฝีมือขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋ากลับสามารถพบเห็นได้ทั่วไปที่นี่
กระทั่งว่าแม้แต่การดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ก็ยังมีถมเถ
อย่างที่รู้กันว่าระดับความเก่าแก่ของโลกความมืดไม่น้อยกว่าโลก
หงเหมิงแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นจำนวนยอดฝีมือของโลกความมืดจึง
มากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว
เมื่อเทียบกับโลกความมืด ยอดฝีมือของโลกหงเหมิงไม่เป็นหนึ่ง
เดียวกันเท่าใดนัก แต่ละคนต่างต่อสู้เพื่อตนเอง ถือตนเป็นใหญ่
แต่ในโลกความมืด เจ้าแห่งความมืดมิดก็คือนายท่านของสิ่งมีชีวิต
ทั้งหมด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจำเป็นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้า
แห่งความมืดมิด
กล่าวได้ว่าสิ่งมีชีวิตในเมืองแห่งความมืดและโลกความมืดอยู่
ภายใต้คำสั่งของเจ้าแห่งความมืดมิด กลายเป็นกองทัพทมิฬที่น่าหวาด
ผวาเกินจะเปรียบ
บัดนี้เงาร่างของเซียวฮั่นปรากฏนอกเมืองแห่งความมืด แต่เขา
กลับมิได้ย่างกรายเข้าไปในเมืองแห่งความมืด
เพราะยามนี้มีการประลองใหญ่กำลังเปิดฉากที่นอกเมือง
คนทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันเป็นบุรุษหนึ่งสตรีหนึ่ง บุรุษควบคุมวิถี
สวรรค์สังหาร เมื่อจิตสังหารอันน่าพรั่นพรึงกลอกกลิ้ง เก้าชั้นฟ้าก็สั่น
สะท้าน
และบุรุษผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมือขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ที่เก่งกาจสม
คำร˹าลือ ส่วนสตรีนางนั้นก็เป็นการดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์
ท่านหนึ่งเช่นเดียวกัน
ว่ากันตามตรงนี่เป็นครั้งแรกที่เซียวฮั่นเห็นสตรีที่สามารถก้าวเดิน
มาถึงการดำรงอยู่ระดับนี้
อีกทั้งวิถีเต๋าที่สตรีนางนี้ควบคุมยังเป็นวิถีแห่งความมืดมิดแขนง
หิมะ ยามเมื่อฟ้าดินอยู่ภายใต้การต่อสู้ของนาง เกล็ดหิมะสีดำขลับก็
โหมกระหน˹าลงมา
เมื่อเกล็ดหิมะสีดำพัดพา โลกทั้งใบก็คล้ายกับถูกแช่แข็ง
บุรุษกุมใบมีดโลหิตทมิฬไว้ในมือ ผ่าสวรรค์ดับพสุธา ส่วนสตรีก็
สวมใส่อาภรณ์สีดำ ประหนึ่งว่าเป็นหงส์ดำกำลังร่ายรำก็มิปาน ทำให้
ผู้คนรู้สึกถึงความงามในการต่อสู้
คนทั้งสองต่างอยู่ในขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ ทั้งยังควบคุมวิถี
แห่งความมืดมิดเหมือนกัน ความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองก็แตกต่างกัน
ไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้การประลองดังกล่าวจึงยากจะรู้ผลการประลอง
ต่อให้ผลการประลองตัดสินออกมาแล้ว ก็ยากที่จะสร้างภัยคุกคามอัน
ใดให้แก่กัน
ในขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ ปกติแล้วพลังและความแข็งแกร่งมัก
ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าใดนัก นอกจากคนหนึ่งจะเป็นการดำรงอยู่ขั้น
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์จำแลง มิฉะนั้นก็ยากที่จะเกิดเหตุการณ์พ่ายแพ้
ยับเยิน
ทั้งนี้เซียวฮั่นเป็นแค่แขกผ่านทางเท่านั้น การประลองใหญ่ระหว่าง
คนทั้งสองจึงไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเขาโดยสิ้นเชิง แต่พลังและ
ความแข็งแกร่งของสตรีนางนั้น ทำให้เซียวฮั่นค่อนข้างรู้สึกประหลาด
ใจ แต่ก็มิได้รู้สึกมากนัก
ด้วยความแข็งแกร่งและพลังของเซียวฮั่นในยามนี้ ต่อให้เป็นยอด
ฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชันยังไม่สะดุดตาเขา ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการดำรง
อยู่ขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์สองท่าน
“สังหาร!”
ทว่าเซียวฮั่นไม่อยากมีเรื่อง แต่เรื่องกลับมาหาตัวเขาเอง เมื่อบุรุษ
ผู้นั้นเห็นว่าตนไม่สามารถสังหารสตรีได้ แล้วเห็นการปรากฏตัวของ
เซียวฮั่น เขาจึงเบนเป้าหมายมายังเซียวฮั่นแทน อย่างไรพลังของเซียว
ฮั่นก็อยู่แค่ขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋า เป็นเพียงการดำรงอยู่ประหนึ่งมด
ปลวกในสายตาของเขา
ยิ่งไปกว่านั้นภาพที่ตนยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยน˺ามือของสตรี
นางหนึ่งยังถูกเทพแท้จริงแห่งเต๋าเห็นเข้า เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรการ
ดำรงอยู่ขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋าผู้นี้ก็ต้องตกตาย
ทว่าการดำรงอยู่ที่ควบคุมวิถีสวรรค์สังหารท่านนี้กลับไม่รู้สักนิดว่า
บุคคลที่ตนระรานคือผู้ที่เขามิอาจระรานได้เลยท่านหนึ่ง
คนทอดมองบุรุษที่กำลังพุ่งสังหารมาหาตน เซียวฮั่นมุ่นคิ้ว
เล็กน้อย แต่กลับมิได้กระทำเกินความจำเป็นแต่อย่างใด
“ฉัวะ!”
ใบมีดโลหิตสะบั้นทะลวงอากาศ ราวกับฉีกทำลายอากาศก็มิปาน
และเซียวฮั่นก็คล้ายกับกลัวจนโง่งม ยืนแข็งทื่อไม่เขยื้อนกายอยู่ที่เดิม
“ตาย!”
รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขี้นที่มุมปาก เมื่อใบมีดโลหิตสะบั้นลงไป การ
สะบั้นนี้ก็เกือบสังหารเซียวฮั่น
“ครืน!”
ทว่าเซียวฮั่นแค่เพียงชูดรรชนีขึ้นมาเล็กน้อย เซียวฮั่นอยู่ในฐานะ
ของผู้ควบคุมวิถีแห่งความมืดมิดที่บริสุทธิ์ที่สุด ต่อให้ไม่ใช้ลูกไม้อื่นใด
แม้จะอาศัยเพียงพลังของวิถีแห่งความมืดมิดอย่างเดียว ก็เพียงพอจะ
สังหารคนเบื้องหน้าได้อย่างง่ายดายแล้ว
สุดท้ายแล้วเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ก็คือเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ กึ่งเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ก็เป็นแค่กึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ตลอดกาล เมื่อเทียบกับ
เทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ ต่อให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใดก็เป็นแค่มดปลวก
อยู่วันยังค˹า
คนดีดดรรชนีเบาๆ จากนั้นบุรุษที่แต่เดิมใบหน้าเผยรอยยิ้มชั่วร้าย
ผู้นั้น ยามนี้สีหน้าแข็งค้างอย่างฉับพลัน กระทั่งพอเขาทอดสายตามอง
เซียวฮั่น ใบหน้าก็เปี่ยมด้วยความเหลือเชื่อ
“แกรก!”
เสียงกรอบแกรบสายหนึ่งดังขึ้น ใบมีดโลหิตเล่มนั้นแตกกระจาย
เป็นชิ้นๆ ทันใด ภายใต้ดรรชนีเดียวของเซียวฮั่น ใบมีดโลหิตก็คล้ายกับ
เป็นเพียงกระดาษบางแผ่นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
อีกทั้งความทรงจำทั้งหมดของบุรุษผู้นี้ก็ถูกเซียวฮั่นซึมซับเข้ามา
ในทันที
ตอนนี้เซียวฮั่นรู้แล้วว่าเหตุใดจึงต้องเรียกว่าบุตรแห่งความมืดมิด
เรียกว่าเจดีย์แห่งความมืด บัดนี้เซียวฮั่นล่วงรู้เงื่อนไขในการกลายเป็น
บุตรแห่งความมืดมิดแล้ว
เพียงแต่หลังจากรู้เงื่อนไขในการกลายเป็นบุตรแห่งความมืดมิด
เซียวฮั่นกลับขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างอดมิได้
“ปัง!”
หลังจากได้สิ่งที่ตนต้องการ เซียวฮั่นก็ดีดดรรชนี จากนั้นภายใต้
สายตาอึ้งตะลึงของสตรีนางนั้น บุรุษผู้ควบคุมวิถีสวรรค์สังหารก็
กลายเป็นพลังดำทมิฬกระจายไปทั่วท้องนภา
แค่ดีดดรรชนีก็สังหารการดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ท่าน
หนึ่ง บัดนี้ต่อให้สตรีที่ว่าโง่เขลาเพียงใดก็มิอาจคิดว่าเซียวฮั่นเป็นการ
ดำรงอยู่ที่มีพลังเพียงขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋าท่านหนึ่งแล้ว
“ท่านผู้อาวุโส!”
เมื่อเห็นสายตาของเซียวฮั่นทอดมาที่ตน สตรีดังกล่าวก็ฝืนใจก้าว
มาข้างหน้า จากนั้นจึงเอ่ยกับเซียวฮั่นอย่างเคารพนบนอบ
“เจ้ามีนามว่าอันใด?”
คนมองสตรีเบื้องหน้า เซียวฮั่นเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบางเบา สตรีนางนี้
รูปโฉมหน้าตาไม่แย่ แม้จะมิอาจนับเป็นนางเซียนที่สวยหวานหยาดเยิ้ม
แต่ก็งดงามถึงขั้นเป็นที่ร˹าลือกันไปทั่วเมือง เพียงแต่เพราะอยู่ในโลก
ความมืด สีผิวของนางจึงค่อนไปทางคล˺า ทว่ากลับให้ความรู้สึกยิ่งมอง
ยิ่งน่าชม
“ข้าน้อยนามว่าเชียนเย่เสวี่ย ไม่ทราบว่าท่านถามเพราะเหตุอันใด
หรือเจ้าคะ?”
พอเห็นเซียวฮั่นมิได้มีเจตนาร้าย กระทั่งเผยรอยยิ้มเสียด้วยซ˺าไป
เชียนเย่เสวี่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที
นางเองก็รู้ความแข็งแกร่งของบุรุษผู้ควบคุมวิถีสวรรค์สังหาร ทว่า
เมื่ออยู่ในมือของเซียวฮั่น กลับต้านทานแม้แต่ดรรชนีเดียวมิได้ หาก
เปลี่ยนเป็นตน เกรงว่าคงมิได้ดีไปกว่ากัน
“เชียนเย่เสวี่ย ชื่อไม่เลวนี่ เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักใดขุมอำนาจใด
กัน?” คนพยักหน้า เซียวฮั่นเอ่ยถามต่อ
“ข้าน้อยมาจากดินแดนจี๋เป่ย เป็นศิษย์ของตำหนักเสวี่ยอ้าน
ตำหนักเสวี่ยอ้านเป็นตำหนักเร้นกาย ท่านอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เชียนเย่เสวี่ยก็ตอบกลับตามความจริง
ทั้งนี้อันที่จริงตำหนักเสวี่ยอ้านก็คือตำหนักเร้นกายตำหนักหนึ่ง
ศิษย์ในตำหนักมีน้อยจนใช้นิ้วนับยังได้ ที่เชียนเย่เสวี่ยออกจากตำหนัก
ครานี้ก็เพื่อฝึกฝนประสบการณ์
“เช่นนั้นก็ดี นับแต่บัดนี้ข้าก็คือศิษย์พี่ของเจ้า จากนี้ไปข้านามว่า
เชียนเย่ซาง!”
คนแย้มยิ้ม เซียวฮั่นสะบัดมือหนึ่งครา จากนั้นความทรงจำสาย
หนึ่งที่มิใช่ของเชียนเย่เสวี่ยก็ปรากฏในสมองของนาง
อีกทั้งความทรงจำสายนี้เรียบง่ายยิ่งนัก นั่นก็คือเซียวฮั่นเป็นศิษย์
พี่ของนาง เป็นศิษย์ใหญ่ของเจ้าตำหนักเสวี่ยอ้าน ลอบปิดด่านฝึกตน
มาโดยตลอด และออกจากสำนักไปพร้อมกับศิษย์น้องหญิงของตนหนนี้
เพื่อฝึกประสบการณ์
ความทรงจำสายนี้จะอยู่กับเชียนเย่เสวี่ยไปสักระยะ อย่างน้อย
ที่สุดก่อนที่เซียวฮั่นจะกลายเป็นบุตรแห่งความมืดมิด ความทรงจำสาย
นี้ก็จะไม่เลือนหายไป
ทั้งนี้เซียวฮั่นก็จำเป็นต้องใช้ฐานะนี้เพื่อปิดบังฐานะที่แท้จริงของ
ตน อย่างไรการที่ยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ท่านหนึ่งปรากฏกาย
ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ จะไม่ต้องการให้ดึงดูดความสนใจของผู้คน
คงมิได้ และตำหนักเสวี่ยอ้านก็เป็นตำหนักเร้นกายพอดิบพอดี ทั้งยัง
สามารถบ่มเพาะยอดฝีมือขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์เช่นเชียนเย่เสวี่ย
ออกมาได้ ถึงจะมียอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์เพิ่มขึ้นมาท่านหนึ่ง
ก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
อย่างน้อยที่สุดฐานะของเซียวฮั่นจะไม่ถูกเปิดเผยโดยง่ายเพราะ
เหตุนี้ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขาเองก็ควบคุมวิถีแห่งความมืดมิดอัน
บริสุทธิ์ ต่อให้เป็นบุตรแห่งความมืดมิดยังมองตื้นลึกหนาบางของเขาไม่
ออก
แม้ว่าเจ้าแห่งความมืดมิดต้องการค้นหาจิตวิญญาณของเขาเพื่อ
กักขังเขาก็ไม่มีประโยชน์
หลังจากควบคุมวิถีจิตวิญญาณเซียนเทียน เซียวฮั่นก็คือผู้ถือครอง
วิถีจิตวิญญาณโดยสมบูรณ์ ลูกไม้ในการเล่นกลจิตวิญญาณ เขาก็คือ
บรรพบุรุษของผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ เซียวฮั่นจึงสามารถแฝงตัวเข้าไปในเมืองแห่งความมืด
ในฐานะเชียนเย่ซาง ศิษย์พี่ของเชียนเย่เสวี่ย
หลังจากย่างก้าวเข้าไปในเมืองแห่งความมืด เซียวฮั่นก็ใช้สัมผัส
ศักดิ์สิทธิ์กวาดสำรวจหนึ่งรอบ จึงรู้ว่าเส้นสนกลในของเจ้าแห่งความมืด
มิดน่าพรั่นพรึงเพียงใด
เมืองแห่งความมืดคือกองบัญชาการใหญ่ของเจ้าแห่งความมืดมิด
ทั้งยังเป็นเขตใจกลางของโลกความมืด ดังนั้นจำนวนของยอดฝีมือที่นี่
จึงมากพอจะทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น
ไม่ต้องเอ่ยถึงอย่างอื่น แค่เพียงการดำรงอยู่ขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋า
ก็มีมากนับพันล้านท่านแล้ว และการดำรงอยู่ที่ต˹ากว่าขั้นเทพแท้จริง
แห่งเต๋าก็มีนับไม่ถ้วน
ส่วนการดำรงอยู่ที่สูงกว่าขั้นเทพแท้จริงแห่งเต๋าหรือขั้นกึ่งเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ก็มีราวล้านท่าน นี่คือสิ่งที่ทำให้เซียวฮั่นรู้สึกตกตะลึง
ถึงแม้ว่าการดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์จะสู้ยอดฝีมือขั้นเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์มิได้ แต่มดก็กัดช้างตายได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นยอด
ฝีมือขั้นกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์นับล้านท่าน
นอกจากกึ่งเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์แล้ว การดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์
มนุษย์จำแลงก็มีอย่างน้อยราวแสนท่าน
แน่นอนว่านอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เซียวฮั่นยังรับรู้ถึงลมปราณอัน
เลือนรางที่น่าพรั่นพรึงกว่าร้อยสาย และเจ้าของลมปราณที่น่าพรั่นพรึง
กว่าร้อยสายนี้ล้วนแต่เป็นการดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ท่ามกลางลมปราณอันน่าพรั่นพรึงกว่าร้อยสายนี้ยังมีกว่าสิบ
ท่านที่เทียบเคียงกับการดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชัน
กล่าวได้ว่าแค่เพียงเมืองแห่งความมืดอย่างเดียว การดำรงอยู่ขั้น
เทพศักดิ์สิทธิ์ราชันก็มีกว่าสิบท่านแล้ว การดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์
มนุษย์มีกว่าร้อยท่าน แค่สิ่งนี้ก็สามารถทำให้เซียวฮั่นรู้สึกอึ้งตะลึงในใจ
แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเจ้าแห่งความมืดมิดที่เมื่อกวาดตามองในขั้นเทพ
ศักดิ์สิทธิ์บรรพบุรุษก็คือการดำรงอยู่ที่ไร้คู่ต่อกรท่านหนึ่ง
กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า แค่โลกความมืดใบเดียว เจ้าแห่งความมืดมิด
ท่านเดียวก็เพียงพอจะต่อต้านโลกหงเหมิงทั้งใบแล้ว
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเจ้าแห่งการดูดกลืนที่น่ากลัวไม่แพ้เจ้าแห่งความ
มืดมิดอีกท่าน
กระทั่งเซียวฮั่นรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่า เจ้าแห่งความมืดมิดยังน่า
หวาดผวาไม่สู้เจ้าแห่งการดูดกลืนด้วยซ˺าไป บางทีเจ้าแห่งการดูดกลืน
อาจซ่อนตัวลึกเสียยิ่งกว่าเจ้าแห่งความมืดมิดก็เป็นได้
แต่นี่มิใช่สิ่งที่เขาควรกังวลในตอนนี้ ยามนี้ภาระอันเร่งด่วนของเขา
คือกลายเป็นบุตรแห่งความมืดมิด ถึงจะได้ลวดลายเต๋าหมื่นวิถีชิ้นที่ห้า
มาไว้ในมือ
แต่ระดับความยากย่อมไม่น้อยแน่นอน เพราะการกลายเป็นบุตร
แห่งความมืดมิด จำเป็นต้องผ่านการทดสอบและการเข่นฆ่ากันแต่ละ
รอบไปให้ได้เสียก่อน
เมื่อถึงเวลา คู่มือของเซียวฮั่นอาจมิใช่แค่การดำรงอยู่ขั้นกึ่งเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์และเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์จำแลงเหล่านั้น ทว่ายังรวมถึง
ยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์บางท่าน ที่ร่วมประลองช่วงชิงการเป็น
บุตรแห่งความมืดมิด
กระทั่งว่าขอเพียงแค่เป็นยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ที่ยังมิได้
กลายเป็นบุตรแห่งความมืดมิด ก็ล้วนแล้วแต่เข้าร่วมสงครามใหญ่นี้
ทั้งสิ้น
เพราะขอแค่ได้เป็นบุตรแห่งความมืดมิด ก็หมายความว่าเจ้าจะ
เป็นการดำรงอยู่ที่อยู่เหนือผู้คนนับร้อยล้านและอยู่ภายใต้คนเพียงผู้
เดียวในโลกความมืด
นอกจากนี้เจ้ายังจะได้รับความเมตตาจากเจ้าแห่งความมืดมิด
กระทั่งสามารถอาศัยความช่วยเหลือของเจ้าแห่งความมืดมิด ก้าวออก
จากขั้นนั้นกลายเป็นการดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชัน
ทั้งนี้บุตรแห่งความมืดมิดกว่าสิบคนแรกต่างก็กลายเป็นการดำรง
อยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ราชันได้ในท้ายที่สุด
เพราะเหตุนี้เองตำแหน่งของบุตรแห่งความมืดมิดในแต่ละครั้งจึง
เพียงพอจะทำให้สิ่งมีชีวิตแห่งความมืดมิดล้วนบ้าคลั่ง ในนั้นยังรวมไป
ถึงการดำรงอยู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์มนุษย์เหล่านั้น กระทั่งยอดฝีมือขั้นเทพ
ศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ไม่น้อยก็เข้าร่วมสงครามแย่งชิงบุตรแห่งความมืดมิด
มิใช่แค่ครั้งแรกหรือครั้งที่สอง
สำหรับเซียวฮั่น การกลายเป็นบุตรแห่งความมืดมิดจำเป็นต้อง
ผ่านการเข่นฆ่าสังหารกันหลายขั้น จนเป็นบุคคลที่โดดเด่นเหนือผู้อื่น
ในที่สุด และหนึ่งในสาเหตุนั้นคือเจดีย์แห่งความมืด เพราะเจดีย์แห่ง
ความมืดเป็นตัวพิสูจน์ที่ดีที่สุดของการถือกำเนิดบุตรแห่งความมืดมิด!