คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 218: ยังมีก้อนอิฐเหลืออยู่ไหม?
ตอนที่ 218 ยังมีก้อนอิฐเหลืออยู่ไหม?
ต่งซื่อไห่จึงพูดขึ้น “ ในเมื่อตัวเองทำไม่ได้ งั้นก็อย่ามาพูดจาไร้
สาระตรงนี้ ”
“ เอาล่ะ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ” ฉินห้าวตงดึงหูเสี่ยวเซียน
ไว้ แล้วพูดกับจ้าวเฉียนคุนว่า “ ในเมื่อนายทำลายค่ายกลไม่ได้ งั้นพวก
เราก็รอถึงตอนที่มันหยุดชั่วคราว แล้วค่อยเดินเข้าไปดีไหม ? ”
“ หยุดชั่วคราวงั้นหรอ ? ” จ้าวเฉียนคุนมองหน้าฉินห้าวตงราวกับ
คนโง่ แล้วพูดขึ้นว่า “ ฉันก็บอกแล้วไงว่าถ้านายไม่เข้าใจก็ไม่ต้องพูด
นายคิดว่าค่ายกลมันคืออะไร ? เป็นรีโมทคอนโทรลงั้นหรือ ? ที่สามารถ
สั่งให้หยุดแล้วเดินเข้าไปได้อย่างง่ายดาย ค่ายกลที่เก่งกาจมักจะดูดซึม
พลังจากฟ้าดินไว้ หลังจากที่เปิดใช้งานค่ายกลแล้ว มันจะให้พลังที่
ยิ่งใหญ่ นอกจากจะสามารถทำลายมันแล้ว โดยปกติไม่อาจทำให้มัน
หยุดได้ ”
ฉินห้าวตงพูดขึ้น “ ที่พูดมาแบบนี้ หมายความว่านายไม่สามารถ
ทำให้มันหยุดได้ชั่วคราวใช่ไหม ? ”
จ้าวเฉียนคุนได้ยินดังนั้นจึงพูดด้วยความโมโห “ ฉันจะทำได้ยังไง
ล่ะ ขนาดคนที่สร้างค่ายกลยังไม่สามารถทำได้เลย เว้นเสียว่าคนนั้นจะ
เชี่ยวชาญด้านค่ายกลจนบรรลุถึงระดับบรรพจารย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มี
ความคุ้นเคยกับค่ายกลเป็นอย่างดี เขาถึงจะสามารถหาจุดบกพร่อง
ของมันและทำให้มันหยุดได้ นอกนั้นไม่มีใครทำได้หรอก ถ้าให้ใครที่
ไหนไม่รู้มาทำลายค่ายกลได้ง่าย ๆ มันจะมีค่ายกลไปเพื่ออะไรล่ะ ? ”
ในเวลานี้ขนาดหูเสี่ยวเซียนเองก็เริ่มไม่ค่อยพอใจเช่นกัน ฉินห้าว
ตงที่จริงมีความสามารถทางการแพทย์ที่ไม่มีใครเทียบได้ ปกติเขาจะ
เป็นคนฉลาด แต่ทำไมวันนี้ถึงถามคำถามแบบนี้ออกมาได้
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจเรื่องค่ายกล แต่ในฐานะที่เป็นคนจากฝ่าย
เสวียนจื้อของสำนักเซวียนหยวนเธอก็ยังพอจะได้ยินเรื่องนี้มาอยู่บ้าง
ถ้าอยากจะทำให้ค่ายกลหยุด เกรงว่าแม้แต่หัวหน้าตระกูลของตระกูลที่
เชี่ยวชาญด้านค่ายกลก็ยังไม่อาจทำได้
การที่จะทำให้ค่ายกลหยุดได้ จำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจในค่าย
กลนั้น ๆ อย่างสูง ซึ่งมันยากกว่าการทำลายค่ายกลถึง 10 เท่า
ในเมื่อทุกคนมองมาที่ตัวเองด้วยสายตาแปลกประหลาด ดังนั้นฉิน
ห้าวตงจึงส่งแม่หนูน้อยให้แก่หูเสี่ยวเซียน “ งั้นพวกคุณรอผมแป๊บนึง ”
“ รองั้นหรอ ? รออะไร ? ”
ทุกคนมองมาที่ฉินห้าวตงด้วยความประหลาดใจ ไม่มีใครรู้ว่าเขา
คิดจะทำอะไรต่อ
ฉินห้าวตงมองไปรอบ ๆ จากนั้นเขาก็มองเห็นก้อนอิฐสี่เหลี่ยมวาง
อยู่ด้านข้าง ซึ่งไม่รู้ว่าใครเอามาทิ้งไว้
เขาเดินไปหยิบก้อนอิฐก้อนนั้นขึ้นมา จากนั้นก็เดินไปทางตีนเขา
“ นั่นเขากำลังจะทำอะไรน่ะ ? เขาจะเอาก้อนอิฐไปทุบใคร ? ”
“ เกิดอะไรขึ้น ? หรือว่าเขาบ้าไปแล้ว ? นี่มันค่ายกลซ่อนเร้นไม่ใช่
ค่ายกลมายา จะทำให้คนเสียสติได้ยังไง ? ”
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยไม่เข้าใจอยู่นั้น ฉินห้าวตงก็เดินไปถึงที่ตีน
เขาเรียบร้อยแล้ว เขายกก้อนอิฐก้อนนั้นขึ้นมาแล้วทุบไปยังทิศทางหนึ่ง
“ ครืน ครืน…… ”
เกิดเสียงอึกทึกดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับว่าภูเขาทั้งลูกกำลัง
สั่นสะเทือน
“ เกิดอะไรขึ้น ? อิฐก้อนนั้นมันมีแรงมากขนาดนั้นเลยหรอ ? แน่ใจ
ใช่ไหมว่านี่ไม่ได้ใช้ระเบิด ? ”
“ หรือว่าตอนนี้กำลังเกิดแผ่นดินไหว ? ”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจกลัวกับอำนาจของอิฐก้อนนี้อยู่นั้น
ทันใดนั้นวิสัยทัศน์ที่อยู่ด้านหน้าก็เปลี่ยนไป มีทางเดินยาวที่ปูด้วยหิน
ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของพวกเขา ทางเดินนี้ทอดยาวเข้าไปในป่า
ลึก
“ เอาล่ะ ค่ายกลหยุดแล้ว ”
ฉินห้าวตงพูดพลางตบมือเอาเศษดินทรายออก ตอนแรกเขานึกว่า
จ้าวเฉียนคุนจะสามารถทำลายค่ายกลได้โดยที่เขาไม่ต้องลงมืออะไร
สุดท้ายแล้วไอ้หมอนี่ก็ได้แค่ทำอวดเก่งไปอย่างนั้น แต่ตอนนี้ดู
เหมือนว่าคนที่มีความสามารถแต่อยากจะถ่อมตัวคงเป็นเรื่องยากแล้ว
ทุกคนพากันเงียบเสียง ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
หูเสี่ยวเซียนแทบไม่อยากจะเชื่อภาพที่เห็นตรงหน้านี้ เธอขยี้ตาอยู่
หลายครั้ง หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าด้านหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
อธิบายได้ว่าในเวลานี้ค่ายกลซ่อนเร้นได้ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว
เธอหันไปมองฉินห้าวตง สีหน้าของเธอเป็นไปด้วยความมึนงง เธอ
รู้ตั้งนานแล้วว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะไม่ธรรมดาจนถึงขั้น
นี้ นี่มันไม่ธรรมดาจนเทียบกับพวกเทพเซียนได้แล้ว
ก้อนอิฐก้อนเดียวสามารถทำลายค่ายกลที่จ้าวเฉียนคุนจนปัญญา
ทำลายมันได้เนี่ยนะ ? ยังไงซะมันก็ยากที่จะเชื่ออยู่ดี !
เหลยเทียนรุ่ยเองก็มึนงงไม่แพ้กัน เมื้อกี้นี้ไอ้หมอนี่ยังทำเหมือนไม่
รู้เรื่องค่ายกลอยู่เลยนี่ ? ทำไมถึงให้ก้อนอิฐก้อนเดียวแก้ปัญหานี้ได้แล้ว
ล่ะ ?
คนที่ตกใจมากที่สุดเห็นจะเป็นจ้าวเฉียนคุน เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า
ทำไมค่ายกลที่ขังเขามาตลอดทั้งบ่าย กลับถูกทำให้หยุดได้ง่าย ๆ ด้วย
หินก้อนเดียว
ถ้าเรื่องนี้แผ่ไปถึงหูผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลขึ้นมาล่ะก็ คงจะถูก
มองว่าเป็นคนบ้าคนเสียสติ แต่ทว่าเรื่องจริงกลับปรากฏให้เห็นตรงหน้า
แล้ว
ไอ้หมอนี่มันทำได้ยังไง ? อิฐก้อนนี้ทำเอาเขาถึงกับสงสัยว่าเป็น
เพราะอีกฝ่ายเก่งกาจหรือเป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถพอ ? สรุป
ใครเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านค่ายกลกันแน่ ?
หรือจะบอกว่าเขาโชคเข้าข้าง มีโชคดี ดันจับหินไปทุบโดนตรง
บริเวณค่ายกลเข้า งั้นแบบนี้โชคของเขามันจะดีเกินจริงไปหน่อยไหม ?
“ เลิกตกตะลึงกันได้แล้ว รีบเข้าไปสิ ! ” ฉินห้าวตงตะโกนเรียก เขา
อุ้มแม่หนูน้อยเดินนำเข้าไปบนทางเท้าที่ปูด้วยหิน
คนอื่นต่างเดินตามหลังเขาไป จ้าวเฉียนคุนมองซ้ายมองขวา
หลังจากที่มั่นใจว่าค่ายกลหยุดการทำงานแล้ว และไม่น่าจะก่อให้เกิด
อันตรายใด ๆ
นี่ไอ้หมอนี่มันใช้อิฐทำลายค่ายกลได้จริง ๆ งั้นหรือ ? ไอ้วิธีการ
แบบนี้เกรงว่าแม้แต่ปู่ของเขาก็ยังไม่สามารถทำได้ ไอ้หมอนี่มันต้องใช้
โชคช่วยแน่ ๆ
ที่จริงในครั้งนี้เขาคิดผิดแล้ว สาเหตุที่ฉินห้าวตงสามารถใช้ก้อนอิฐ
ทุบทำลายค่ายกลได้นั้น ที่จริงเขาใช้พลังอำนาจของเขาทั้งหมด ไม่ได้
เกี่ยวกับเรื่องโชคอะไรเลยสักนิด
ค่ายกลมักจะมีข้อดีและข้อบกพร่องในตัวมัน มีจุดอ่อนและจุดแข็ง
อยู่เสมอ จุดอ่อนของค่ายกลก็คือนัยน์ตาแห่งค่ายกล หากเราสามารถ
หานัยน์ตาแห่งค่ายกลเจอ ต่อให้ค่ายกลทรงพลังแค่ไหนก็สามารถถูก
ทำลายได้ง่าย
ซึ่งค่ายกลแต่ละอันมักจะมีนัยน์ตาแห่งค่ายกล เพียงแต่ว่าตำแหน่ง
ของนัยน์ตาแห่งค่ายกลจะแตกต่างกันออกไป บางอันก็อยู่ตรงกลาง
บางอันก็อยู่ด้านข้าง นัยน์ตาแห่งค่ายกลของค่ายกลซ่อนเร้นเมื่อครู่นี้
อยู่ด้านข้าง จึงถูกฉินห้าวตงสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดาย
เมื่อครู่นี้ที่เขาใช้ก้อนหินทุบไปที่ค่ายกลนั้น ถึงแม้ว่ามันจะดู
ง่ายดายในสายตาของคนอื่น แต่หารู้ไม่ว่าในความเป็นจริงมันได้
รวบรวมภูมิปัญญาและความแข็งแกร่งมานับไม่ถ้วน ลมปราณแห่งพง
ไพรของเขาบริสุทธิ์ยากที่จะหาสิ่งใดเปรียบ ดังนั้นเขาจึงใช้ต้นไม้ใบ
หญ้าเป็นตัวช่วยในการหานัยน์ตาแห่งค่ายกล และในที่สุดเขาก็หามัน
เจอจนสามารถทำให้ค่ายกลหยุดการทำงานได้
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น ต่อให้หานัยน์ตาแห่งค่ายกลเจอก็อาจจะต้อง
ใช้พลังจำนวนมากมาทำลายค่ายกลนี้
ทุกคนเดินไปตามทางเดินหินที่ทอดยาวเข้าไปในป่าลึก หลังจาก
เดินมาได้ประมาณหนึ่งไมล์กว่า อยู่ ๆ รอบตัวก็เกิดหมอกแผ่กระจาย
เข้ามา หมอกพวกนี้มาอย่างฉับพลันเกินไป เพียงชั่วพริบตาเดียวมันก็
ปกคลุมพื้นที่ไปทั่วบริเวณ หมอกนี้มันหนาเสียจนทำให้พวกเขาไม่
สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบตัวหรือแม้แต่สหายข้างกายได้
“ เกิดอะไรขึ้น ? อยู่ ๆ ทำไมมันถึงมีแต่หมอกเต็มไปหมด ? ”
ถึงแม้ว่าตอนแรกที่พวกเขาเดินเข้ามาก็พอจะเห็นหมอกเบาบาง
อยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่คิดว่ามันจะหนาขนาดนี้ ในเวลานี้ไม่เพียงแต่จะ
มองไม่เห็นทิวทัศน์รอบกาย แต่พวกเขามองไม่เห็นแม้กระทั่งทางเดินใต้
เท้าของพวกเขา แล้วแบบนี้จะเดินต่อไปข้างหน้าได้ยังไง ?
เหลยเทียนรุ่ยพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “ นี่มันบอกหมอกบ้าหมอก
บออะไรกัน เมื่อไหร่มันจะสลายไปสักที ? ”
จ้าวเฉียนคุนหยิบเข็มทิศออกมาจากในกระเป๋า หลังจากที่
ตรวจสอบดูแล้วจึงพูดว่า “ พี่ใหญ่ นี่มันไม่ใช่หมอก แต่มันคือค่ายกล ”
“ ค่ายกลงั้นหรอ ? มันคือค่ายกลอะไร ? ”
เหลยเทียนรุ่ยเริ่มตกใจกลัว คิดไม่ถึงเลยว่าตัวเขาเองจะเดินมาอยู่
ดี ๆ ก็ตกมาอยู่ในค่ายกลได้
จ้าวเฉียนคุนจึงพูดขึ้น “ ถ้าฉันเดาไม่ผิดล่ะก็ ไอ้หมอกหนานี่ถูก
เรียกว่าค่ายกลกักขังหยุนวู ความเก่งกาจของมันก็คือสามารถทำให้คน
เดินเข้ามาในค่ายกลของมันโดยไม่รู้ตัว จากนั้นมันก็จะใช้หมอกปิดกั้น
ประสาทสัมผัสทั้งหกของผู้คนไว้ ทำให้เราไม่สามารถแยกทิศทางได้
และเข้าไปติดกับดักของมันในที่สุด ”
“ งั้นเราจะทำยังไงดี ? นายทำลายมันได้ไหม ? ”
หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้มา เหลยเทียนรุ่ยก็เริ่มตระหนัก
ได้ว่าจ้าวเฉียนคุนไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจไปซะทุกเรื่อง ไอ้คำว่าผู้มีพรสวรรค์
ด้านค่ายกลของเขานั้นยังถือว่าเป็นเรื่องที่เกินจริงอยู่พอควร
“ น่าจะพอได้อยู่ ” ตำแหน่งในการจัดวางค่ายกลของที่นี่เป็นอะไร
ที่ค่อนข้างลึกลับมาก อีกทั้งค่ายกลที่อยู่ด้านในย่อมทรงพลังกว่าค่ายกล
ที่อยู่ด้านนอก ขนาดตัวของจ้าวเฉียนคุนเองก็ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจสัก
เท่าไร
ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นอีกว่า “ ถ้าหากต้องการทำลายค่ายกลค่ายกล
กักขังหยุนวู อันดับแรกต้องดูที่ทิศทางการไหลของอากาศ จากนั้นใช้
เข็มทิศในการระบุตำแหน่งของมัน อาจใช้เวลานานอยู่พอสมควร ทุก
คนจำเป็นที่จะต้องอดทน ”
“ ต้องอดทนรอนานเท่าไร ? สามวันหรือว่าสองวัน นายคงไม่ทำ
ให้พวกเรารอจนถึงตายหรอกนะ ? ”
คำพูดของฉินห้าวตงปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ ตอนที่พวกเขาเข้า
มาได้นั้นพวกเขาตื่นเต้นมากจนทำให้พวกเขาลืมเตรียมอาหารเข้ามา
ถ้าหากว่าต้องรอนานเกินไปพวกเขาอาจจะหิวตายกันจริงๆ ก็ได้
“ งั้นนายมีวิธีอะไรล่ะ ? นี่มันคือค่ายกลกักขังหยุนวูเชียวนะ มันคือ
ค่ายกลกักขังระดับมนุษย์ชั้นสูงสุด ” จ้าวเฉียนคุนถามย้อนฉินห้าวตง
ด้วยความไม่พอใจ จากนั้นเขาตะโกนขึ้นอีกว่า “ อย่านึกว่าตัวเอง
ทำลายค่ายกลเมื่อครู่นี้แบบโชคช่วยแล้วจะพูดอะไรกับใครก็ได้ ถ้านาย
มีความสามารถก็ทำลายค่ายกลนี้สิแล้วค่อยว่ากันอีกที ”
“ ไม่ได้ก็คือไม่ได้สิ จะมาพูดไร้สาระให้มันมากความทำไม ! ” ฉิน
ห้าวตงจ้องจ้าวเฉียนคุนตาเขม็ง จากนั้นยื่นมือออกมา เผยให้เห็นก้อน
อิฐอีกหนึ่งก้อนที่ไม่รู้ว่าเขาไปเอามาตั้งแต่เมื่อไหร่
เขาเดินไปข้างหน้าสองก้าว จากนั้นยกอิฐในมือขึ้นแล้วทุบไป
ทางด้านหนึ่งอย่างแรง
จ้าวเฉียนคุนตะโกนขึ้น “ ล้อกันเล่นหรือเปล่า นายคงไม่ได้โชคดี
อย่างนั้นบ่อย ๆ หรอกนะ ถ้านายทำลายค่ายกลนี้ได้อีกล่ะก็ ฉันจะ……
”
เขาเพิ่งพูดมาถึงตรงนี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกราวกับว่ามีคนมาบีบคอเขา
ไว้ จนทำให้เขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก เพราะบัดนี้หมอกครึ้ม
ที่ปกคลุมอยู่รอบตัวพวกเขากำลังสลายหายไปอย่างรวดเร็วและ
ทิวทัศน์ด้านหน้าก็กลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง หรือว่าการทำลายค่ายกลมันง่ายขนาดนี้
เลยหรอ ? หรือว่าครั้งต่อไปจะลองไปหาก้อนอิฐอีกสักก้อนมาลองทุบดี
? ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องให้จ้าวเฉียนคุนมาด้วยหรอก สู้ขนอิฐ
มาเป็นคันรถยังดีกว่าอีก
“ หนุ่มน้อย คุณเก่งจังเลย ! ”
หูเสี่ยวเซียนพูดพลางกอดฉินห้าวตงและหอมแก้มเขาไปหนึ่งฟอด
แม่หนูน้อยเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า เธอยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาอีกข้างที่
เหลือ
ฉินห้าวตงเหลือบมองจ้าวเฉียนคุน แล้วพูดจาเยาะเย้ยขึ้นว่า “ ฉัน
ทำลายค่ายกลได้แล้ว นายจะทำยังไงต่อ ? ”
“ ไม่……ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ! ” จ้าวเฉียนคุนพูดด้วยความอับอาย ใน
ขณะเดียวกันในใจของเขาก็แอบรู้สึกโชคดีไปด้วย ดีนะที่เมื่อกี้เบรค
คำพูดไว้ทัน เพราะเขากำลังจะพูดว่า ‘ ถ้านายสามารถทำลายค่ายกล
ได้ ฉันจะคุกเข่าที่พื้นเราเรียกนายว่าพ่อเลย ’ ขืนเบรคคำพูดนี้ไว้ไม่ทัน
มีหวังเขาต้องอับอายขายขี้หน้าแน่ ๆ
ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่เข้าใจว่าฉินห้าวตงทำได้อย่างไร ถ้าบอกว่า
ครั้งที่แล้วที่สามารถใช้หินทุบจนทำให้ค่ายกลหยุดการทำงานได้นั้นเป็น
เพราะใช้โชคช่วย แต่ว่าครั้งนี้จะอธิบายว่ายังไง ?
หรือจะอธิบายได้ว่าฉินห้าวตงสามารถหาหานัยน์ตาแห่งค่ายกล
เจอได้อย่างง่ายดายงั้นหรอ ? แบบนั้นมันน่ากลัวเกินไปแล้วนะ ดู
เหมือนว่าเขาต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้กับคนในตระกูลได้ทราบ
ทว่าคนอื่นกลับไม่ได้คิดอะไรมากมายอย่างเขา หลังจากที่สามารถ
ทำลายค่ายกลกักขังหยุนวูได้แล้ว ทุกคนก็เดินหน้าต่อไป ยิ่งพวกเขา
เดินเข้าไปก็ยิ่งเห็นทิวทัศน์ที่งดงามมากขึ้น หลังเดินมาได้ประมาณสิบ
นาทีก็เห็นป่าดอกท้ออันงดงามอยู่เบื้องหน้า
หูเสี่ยวเซียนมองดูดอกท้อที่อยู่รอบกายพลางกล่าวชื่นชม “ ที่นี่
สวยจังเลย สวยราวกับแดนสวรรค์เลย ”
ทว่าฉินห้าวตงกลับไม่ได้ดูผ่อนคลายเหมือนเธอ เขายังคงพูดเตือน
เสียงเข้มว่า “ ทุกคนระวังตัวด้วย ที่นี่มีอันตราย ”
ในเวลานี้ต่งซื่อไห่พูดขึ้นว่า “ อย่ามาล้อกันเล่นน่า ที่นี่ไม่มีมดสัก
ตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไอ้มดชั่วร้ายนั่นเลย จะมามีอันตรายได้ยังไง ? ”
ยังไม่ทันรอให้เขาได้พูดจบดี ก็มีลมเอื่อยๆ พัดโชยมา ดอกท้อปลิว
ไสวขึ้นสู่ท้องฟ้า ในตอนแรกทุกคนไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ทว่าเสียงลอยตัด
ผ่านอาการของดอกท้อพวกนี้กลับดูแหลมคมแปลกๆ อีกทั้งความเร็วใน
การร่วงหล่นของมันยังเร็วกว่าดอกไม้ทั่วไปถึงร้อยเท่า ที่สำคัญบรรดา
ดอกท้อเหล่านี้กำลังพุ่งมาที่ลำคอของพวกเขา
ยังดีที่ต่งซื่อไห่เป็นชาวยุทธที่ขึ้นชื่อเรื่องความรู้สึกไว ในช่วงเวลา
สำคัญเช่นนี้เขาค่อย ๆ หันตัวหนี ทำให้กลีบดอกท้อลอยผ่านไหล่ของ
เขาไป มันอันตรายเป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะหลบทำให้ดอกท้อไม่
สามารถตัดส่วนสำคัญของร่างกายเขาได้ แต่ดอกท้อก็ยังคงตัดผ่าน
เสื้อผ้าของเขาและทิ้งรอยแผลลึกขนาดยาวยาวถึง 4 เซนติเมตรไว้
“ อ๊าก…… ” ต่งซื่อไห่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาเอามือกุม
บ่าแล้วตะโกนขึ้นว่า “ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? ”
จ้าวเฉียนคุนหน้าถอดสี เขาตะโกนขึ้นด้วยความตกใจว่า “ ใบไม้
ร่วงดอกไม้ปลิวก็สามารถทำร้ายร่างกายของคนได้ นี่มันค่ายกลสังหาร
บุปผาบินใบไม้ปลิว ”
ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาถึงตกใจจนหน้าถอดสี เพราะค่ายกล
สังหารเป็นค่ายกลที่ทรงพลังกว่าค่ายกลอื่น ๆ อยู่มาก อย่างค่ายกล
ซ่อนเร้นก็มันจะทำให้คนหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ ค่ายกลกักขังมักจะทำ
ให้คนไม่สามารถไปต่อข้างหน้าได้ แต่ค่ายกลสังหารกลับเป็นค่ายกลที่
ต้องการชีวิตคนโดยเฉพาะ
ไม่มีใครคาดคิดว่าดอกไม้ดอกเล็ก ๆ พวกนี้จะมีพลังอำนาจสูง
จนกระทั่งสามารถช่วงชิงชีวิตของผู้คนได้ ทุกคนเข้ามายืนล้อมกันอย่าง
รวดเร็วแล้วมองไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง เพื่อเฝ้าระวังว่าจะมี
ดอกไม้ร่วงลงมาอีกหรือไม่
หูเสี่ยวเซียนยกดาบวชิระม่วงขึ้นมาปกป้องฉินห้าวตงและแม่หนู
น้อยเอาไว้ แล้วหันไปถามจ้าวเฉียนคุน “ เป็นยังไงบ้าง ? นายมีวิธี
ทำลายค่ายกลนี้ไหม ? ”
“ แต่ก็ช่างเถอะ ต่อให้ถามนายไปก็ไร้ประโยชน์ ! ” ไม่ทันรอให้
จ้าวเฉียนคุนได้พูดอะไร หูเสี่ยวเซียนก็หันไปถามฉินห้าวตงว่า “ ห้าวตง
คุณยังมีก้อนอิฐเหลืออยู่ไหม ? ”
จบตอน