คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 244: ยาถูกขโมย
ตอนที่ 244 ยาถูกขโมย
ที่บ้านของหลิวหย่าเกอ สถานการณ์การขายยาในช่วงเช้ายังไม่ถือ
ว่าคึกคักจนขนาดลุกเป็นไฟ เนื่องจากในตอนแรก ทุกคนต่างก็ต้องการ
สังเกตอาการของคนที่กินก่อน เพราะฉะนั้นในตอนเช้าจึงขายยาไปได้
เพียง 30-40 ขวดเท่านั้น
แต่หลังจากที่เริ่มมีคนเอาผลตรวจเลือดมาให้มากขึ้นเรื่อยๆ
บรรดาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ทราบข่าวต่างก็รีบมาที่นี่ทันที
ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันเป็นต้นไปลานบ้านของหลิวหย่าเกอจึงเต็มไปด้วย
ผู้คนมากมาย
โชคดีที่หม่าซานเป่าและชายขาพิการรวมถึงคนอื่นยังไม่ได้ออกไป
จากที่นี่ พวกเขาอยู่ช่วยเป็นลูกมือให้แก่หลิวหย่าเกอ คนที่คอยเก็บเงิน
มัดจำก็ทำหน้าที่เก็บเงินมัดจำ คนที่คอยตรวจประวัติการรักษาของ
ผู้ป่วยก็ทำหน้าที่ตรวจประวัติการรักษา พวกเขาแบ่งงานกันอย่างเป็น
ขั้นเป็นตอน
เนื่องจากจำนวนของยาน˺าบำรุงเลือดมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ยาน˺า
มีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เหลือแค่ขวดสุดท้ายเท่านั้น
ในเวลานี้คนที่มายืนอยู่ด้านหน้าหลิวหย่าเกอเป็นชายหัวโล้นสวม
หน้ากากอนามัย เขาจ่ายเงินจำนวน 500 หยวนรวมถึงเงินค่ายาอีก 2
หยวนให้แก่หม่าซานเป่า จากนั้นก็ส่งประวัติการรักษาให้ชายขาพิการ
แล้วยื่นมือไปรับยาจากหลิวหย่าเกอมา
ชายขาพิการรับประวัติการรักษามา เขาคิดว่านี่เป็นคนสุดท้าย
แล้ว ซึ่งรีบอยากจะอ่านๆ ให้จบแล้วก็เสร็จงานสักที แต่ทันใดนั้นเขาก็
พบความผิดปกติบางอย่าง ประวัติการรักษาเล่มนี้มันดูใหม่กว่าของคน
อื่นมาก หลังจากที่เขาเปิดดูวันที่ก็เห็นได้ว่ามันเป็นวันนี้ อีกครั้งอาการ
ป่วยยังเป็นแค่หวัดธรรมดา
“ ไม่ใช่สิ ประวัติการรักษาเล่มนี้มันเป็นของปลอม ! ” จากนั้นชาย
ขาพิการหันไปตะโกนบอกหลิวหย่าเกอ “ จะเอายาให้เขาไม่ได้ ชายคน
นี้เป็นนักต้มตุ๋น ! ”
ในเวลานี้หลิวหย่าเกอกำลังยื่นยาให้แก่ชายหัวโล้น เมื่อได้ยินเสียง
ตะโกนของชายขาพิการ เธอก็ชะงักไปในทันที คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิด
เหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้
และในตอนนี้เอง ชายหัวโล้นก็แย่งขวดยาไปจากในมือของเธอ
จากนั้นหันหลังเตรียมตัววิ่งหนี เขาคือนักเลงที่หวงเหวยลี่ส่งมาขโมยยา
โชคดีที่เขามาทันเวลา จึงได้ยาขวดสุดท้ายมาครอบครอง
ในเวลานี้หลิวหย่าเกอเพิ่งจะเข้าใจว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ชายคน
นี้ต้องการมาขโมยยาไป ดังนั้นเธอจึงรีบร้องตะโกนขึ้นอย่างดัง “ จับ
เขาเดี๋ยวนี้ ! ชายคนนั้นขโมยยาขวดสุดท้ายไป ! ”
ตอนแรกผู้ป่วยที่อยู่เต็มลานต่างพากันผิดหวังไปแล้ว แต่เมื่อได้
ยินเสียงตะโกนของหลิวหย่าเกอ พวกเขาก็ดูมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
ยาขวดสุดท้ายถูกขโมยไปแล้ว ตราบใดที่พวกเขาชิงมาได้ก็มีโอกาสที่
จะทำให้มันมาเป็นของตัวเอง
“ จับไอ้หัวโล้นคนนั้นซะ แล้วชิงยากลับมาให้ได้…… ”
สิ้นเสียงตะโกน ผู้คนต่างก็พุ่งกระโจนเข้าหานักเลงหัวโล้นทันที แต่
ถึงกระนั้นไอ้หมอนี่ก็เตรียมตัวมาไว้เป็นอย่างดีแล้ว เขาให้พวกนักเลง
ที่มาด้วยกันคอยกันคนพวกนี้ไว้ ก่อนที่ตัวเองจะวิ่งออกมาจากลานบ้าน
อย่างรวดเร็ว จากนั้นกระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปไม่เห็น
แม้เงา
คนที่อยู่ในร้านบ้านตามกร่นด่าไล่หลังนักเลงคนนั้น แต่พวกเขาก็
ไม่รู้จะทำอย่างไร
ยาในมือของหลิวหย่าเกอถูกจำหน่ายออกไปหมดแล้ว บรรดา
คนไข้ที่ซื้อยาได้ต่างก็ดีใจ คนที่ซื้อยาไม่ได้ต่างก็พากันผิดหวังไปตามๆ
กัน แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเสียใจ พวกเขาก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะไม่มียาเหลือ
แล้วจริงๆ ดังนั้นคนพวกนี้จึงรวมตัวกันอยู่ที่ลานบ้าน ยังคงไม่แยกย้าย
ไปไหนอยู่เป็นเวลานาน
ชายขาพิการรวบรวมประวัติการรักษาและผลการตรวจเลือดให้
เรียบร้อย จากนั้นยื่นให้หลิวหย่าเกอ
เขาถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้นว่า “ น่าเสียดายที่มีคนขโมยยาขวด
สุดท้ายไป ตอนนี้ประวัติการรักษาและผลการตรวจเลือดจึงมีแค่ 99 ชุด
เท่านั้น ”
หลิวหย่าเกอได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้น “ รอให้หมอฉินมาก่อนแล้วพวก
เราค่อยอธิบายให้เขาฟัง น่าจะไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก ถ้ารวมกับ
ของคุณน่าจะมีครบ 100 ชุดพอดี ”
หม่าซานเป่าสบถด่า “ ไม่รู้ว่าไอ้สารเลวนี่มันมาจากไหน ขโมย
อะไรไม่ขโมย มาขโมยยาได้ยังไง ”
หลิวหย่าเกอตอบ “ แม้ว่าหมอฉินจะขายยานี้ในราคา 2 หยวน แต่
ถ้าหากเอาไปขายที่ตลาดใต้ดิน จะต้องมีราคามากกว่า 2 แสนหยวน
แน่นอน หากมีคนคิดจะขโมยย่อมเป็นเรื่องปกติ จะว่าไปก็เป็นเพราะ
ฉันประมาทไปเอง ทำลายความหวังของหมอฉินซะแล้ว ”
พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเธอก็ปรากฏแววแห่งความเสียใจ
ชายขาพิการเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวฉัน
ฉันไม่ยอมตรวจสอบประวัติการรักษาของเขาให้ดี ทำให้มันสายไปเสีย
แล้ว กว่าที่จะรู้ตัว ”
ขณะที่ทุกคนต่างพากันโทษตัวเองอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายดังมา
จากนอกลานบ้าน มีนักข่าว 7-8 คนถือกล้องวีดีโอและไมโครโฟนเดิน
เข้ามาในบ้านของเธอ หลังจากที่รู้ว่าหลิวหย่าเกอเป็นเจ้าของบ้าน พวก
เขาก็รีบเข้ามาล้อมเธอไว้ทันที
ที่แท้มีนักข่าวคนหนึ่งชื่อว่าลู่ไห่หยางไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล
เจียงหนาน ทำให้เขาพบกับพวกผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจำนวน
มากที่ป่าวประกาศว่าตนเองหายจากโลกนี้แล้ว หลังจากที่ทราบข่าวว่า
มียาที่สามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ เขาในฐานะคนทำอาชีพ
นักข่าวก็รู้ทันทีว่านี่จะต้องเป็นข่าวใหญ่แน่
ดังนั้นเขาจึงไม่มีกะจิตกะใจที่จะไปหาหมออีกต่อไป ในทางตรงกัน
ข้ามเขารีบไปรายงานหัวหน้า เพื่อขอเพื่อนร่วมงานและอุปกรณ์ที่ใช้ใน
การสัมภาษณ์มาทำการสัมภาษณ์หลิวหย่าเกอที่นี่ และไม่ใช่เพียงแค่
สำนักข่าวของเขาอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็มีนักข่าวจาก
สำนักข่าวอื่นมาด้วย
ลู่ไห่หยางรีบชิงถามก่อนเลยว่า “ คุณหลิว ผมขอถามอะไรหน่อย
คุณคือคนที่เพิ่งขายยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไปใช่ไหม ? ”
หลิวหย่าเกอเคยเป็นนักศึกษาเกียรตินิยมที่จบการศึกษาจาก
วิทยาลัยภาษาต่างประเทศเจียงหนาน เธอรู้สึกไม่คุ้นเคยกับพวก
นักข่าว แต่ในขณะเดียวกันเธอก็มีความรู้สึกว่า ไม่รู้ว่าฉินห้าวตงยินดี
จะให้นักข่าวสัมภาษณ์หรือเปล่า ไม่รู้ว่าเขาต้องการให้เผยแพร่เรื่องยา
น˺าบำรุงเลือดผ่านช่องทางสื่อหรือไม่ หลังจากที่เธอลังเลไปสักพักจึงยัง
ไม่ได้ตอบคำถามนี้
แต่ชายขาพิการกลับมาได้มีความคิดเช่นนั้น เขารู้สึกซาบซึ้งใจเป็น
อย่างมากหลังจากที่ฉินห้าวตงรักษาให้เขาจนหายดี ในเวลานี้พอเห็นว่า
มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ เขาจึงอยากจะพูดแทนในนามของฉินห้าวตง “
ใช่แล้ว เมื่อครู่นี้พวกเราขายยาบำรุงเลือดไปจำนวน 100 ชุด ซึ่งหมอ
เทวดาเป็นคนเอายามาให้พวกเรา ”
เมื่อเห็นว่าชายขาพิการพูดเรื่องนี้เอาไปแล้ว หลิวหย่าเกอจึงไม่รู้ว่า
จะห้ามยังไง ได้แต่ปล่อยให้เขาพูดต่อไป
ลู่ไห่หยางยังคงถามต่ออีกว่า “ คุณครับ ยาที่พวกคุณพูดมาทั้งหมด
เป็นยาที่รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้จริงๆ หรอ ? เพราะใครๆ ต่าง
ก็รู้ว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ทำไมถึงใช้เวลา
แค่ไม่กี่วินาทีก็รักษาได้แล้วล่ะ ? ”
เมื่อได้ยินว่ามีคนสงสัยในตัวฉินห้าวตง ชายขาพิการก็เริ่มไม่พอใจ
เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่สามารถ
รักษาทางการแพทย์ได้ นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้เจอกับหมอเทวดา
ของพวกเรา ถ้าหากเจอกันเร็วกว่านี้ก็คงรักษาหายไปนานแล้ว
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นเพียงแค่อาการเจ็บป่วยธรรมดาในสายตา
ของหมอเทวดา ”
ในเวลานี้นักข่าวอีกคนหนึ่งถามต่อว่า “ คุณครับ ไม่ทราบว่าคุณ
คือใคร ? ทำไมถึงออกมาพูดแทนหมอเทวดา ? แล้วหมอเทวดาที่ว่านี้
คือใคร ? ”
“ คุณยังเป็นนักข่าวกันอยู่หรือเปล่า ทำไมถึงไม่รู้จักแม้กระทั่งหมอ
เทวดา หรือพวกคุณไม่เคยอ่านข่าวที่มีหมอเทวดามารักษาอาการป่วย
ของมัลดีนี ? ” ชายขาพิการพูดจิกกัดนักข่าวอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็
พูดต่ออีกว่า “ หมอเทวดาก็คือหมอฉิน ถึงแม้เขาจะเป็นชายวัยรุ่นอายุ
ประมาณ 20 ปีกว่า ๆ แต่ทักษะทางการแพทย์ของเขายากที่จะหาใคร
เปรียบได้ ถ้าถามว่าทำไมผมต้องมาพูดแทนเขา เป็นเพราะเขารักษา
อาการป่วยของผมจนหายดี เขาไม่เพียงแต่รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด
ขาวได้ ในขณะเดียวกันยังรักษาขาของผมที่บาดเจ็บมานานกว่า 10 ปี ”
ถ้าหากดูในมุมมองของสายอาชีพ สิ่งที่นักข่าวต้องการก็คือ
ประเด็นข่าว และต้องการอัตราการคลิกอ่านข่าวในแต่ละวัน ดังนั้นใน
เวลานี้จึงมีนักข่าวอีกคนถามขึ้นว่า “ คุณครับ ผมคิดว่าที่คุณพูดมามัน
จะดูเกินจริงไปหน่อย หมอเทวดามีทักษะทางการแพทย์ที่มหัศจรรย์
ขนาดนั้นเลยหรอ ? คุณเป็นหน้าม้าที่เขาจ้างมาหรือเปล่า ? ”
คำถามประเภทนี้เป็นเหมือนคำถามที่โจมตีแบบรุนแรง ทำเอาชาย
ขาพิการถึงกับมีน˺าโหขึ้นมาทันที “ ผมจะไปเป็นหน้าม้าได้ยังไง วันนี้ยา
ของหมอเทวดาขายออกไปได้ถึง 100 ชุด เท่ากับว่าเขาสามารถช่วย
รักษาคนป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ถึง 100 คน ผมขอถามพวกคุณ
หน่อย คนพวกนี้จะเป็นหน้าม้าด้วยหรือเปล่า ? ”
“ หมอเทวดาไม่ใช่พวกคนหลอกลวง แต่เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต
พวกเราไว้ ผมไม่อนุญาตให้พวกคุณมาวิจารณ์เขาแบบนั้น…… ”
“ หมอฉินเป็นหมอที่ดีที่สุดในประเทศจีน ทักษะทางการแพทย์
ของเขาไม่มีใครสามารถเทียบได้ เป็นหมอเทวดาด้านแพทย์แผนจีน……
”
“ หมอฉินเป็นหมอที่ดีของจริง มีจิตใจเมตตา ขอให้หมอฉินจง
เจริญ…… ”
บรรดาคนไข้ที่หายจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวต่างพากันนับถือชื่น
ชมฉินห้าวตง เพราะเขาไม่เพียงแต่รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้คน
พวกนี้ แต่ในขณะเดียวกันยังคิดเงินแค่ 2 หยวนเท่านั้น สำหรับพวกเขา
มันเหมือนโอกาสชิ้นงามที่ช่วยต่อชีวิตให้ยาวนานขึ้น ทำให้ในลานบ้าน
นี้เต็มไปด้วยเสียงสรรเสริญเยินยอฉินห้าวตง
ในขณะเดียวกัน กล้องของนักข่าวก็จับภาพคนพวกนี้ไว้ไม่หยุด
เพื่อจับภาพที่หาได้ยากเช่นนี้
กลับมาที่โรงพยาบาลเจียงหนาน ในเวลานี้เป็นเวลาใกล้เลิก
งาน จางเฉ่าผิง หมอประจำแผนกโลหิตวิทยาได้ถ่ายสำเนาเวชทะเบียน
ฝึกหนา แล้วรีบเข้าไปที่ห้องทำงานของจางเฉ่าอัน รองผู้อำนวยการ
โรงพยาบาล
“ เมื่อวานผมไม่ได้วินิจฉัยอาการป่วยของชายขาพิการคนนั้นผิด
มันมีคนที่สามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้จริง ” จางเฉ่าผิงพูด
ขึ้นอย่างตื่นเต้น
จางเฉ่าอันได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง
? โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนทั้ง
โลกต่างก็รู้ และต่อให้มันมีวันนั้นวันที่มีคนรักษาได้จริง มันจะต้องไม่
เกิดขึ้นกับเมืองเจียงหนานของเราแน่นอน มันจะต้องเกิดในแพทย
สมาคมโลกของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ”
จางเฉ่าผิงพูดขึ้นว่า “ พี่ ครั้งนี้พี่พูดผิดแล้ว พี่ลองดูสิว่านี่มันคือ
อะไร ! ”
ขณะที่พูด เขาก็ยื่นประวัติการรักษาปรึกษาไปที่ด้านหน้าของจาง
เฉ่าอัน
จางเฉ่าอันอ่านประวัติการรักษาในมืออยู่นาน สีหน้าของเขาดูตก
ตะลึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ ทำไมถึงมีผู้ป่วยที่หาย
จากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยผ่านการรักษาในครั้งเดียวเยอะขนาดนี้
? หรือว่านี่มันเป็นเรื่องจริง ? มันเกิดความผิดพลาดจากการบันทึกลงใน
ระบบหรือเปล่า ? ”
“ มันไม่ใช่ความผิดพลาดอย่างแน่นอน ! ” จางเฉ่าผิงพูดต่ออีกว่า
“ อันดับแรกเลยผมอ่านประวัติการรักษาของคนพวกนี้มาหมดแล้ว
พวกเขามีสติสัมปชัญญะดี ไม่มีใครมีอาการทางจิต ไม่แตกต่างจากคน
ทั่วไปเลย นอกจากนี้ผมยังได้ยินมาว่า ไม่เพียงแต่โรงพยาบาลของเรา
เท่านั้นที่มีผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ในขณะเดียวกันผู้ป่วย
จากศูนย์กลางทางการแพทย์ โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน ต่างก็ได้รับ
ข้อมูลในลักษณะนี้เช่นกัน ตอนนี้มีคนที่สามารถรักษาโรคนี้ได้ในครั้ง
เดียว ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่ปัญหาของเรื่องระบบการบันทึกในคอมพิวเตอร์ ”
“ พระเจ้าช่วย ! เขาเป็นใครกันแน่ แค่ครั้งเดียวก็สามารถรักษา
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้มากมายขนาดนี้ หรือว่าจะมี
ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาที่เมืองเจียงหนานของเรา ? ”
จางเฉ่าอันยกมือขึ้นลูบหัวด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยถามอีก
ครั้งว่า “ แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าเรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? สรุปแล้ว
พวกผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวพวกนั้นถูกใครรักษา ? เป็นฝีมือของ
ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาคนไหน ? ”
จางเฉ่าผิงตอบ “ พี่ ครั้งนี้พี่พูดผิดอีกแล้ว ผมไปถามมาแล้ว คนที่
รักษาผู้ป่วยพวกนั้นเป็นหมอวัยรุ่นอายุ 20 กว่าปี ชื่อของเขาคือฉินห้าว
ตง เพิ่งค้นพบยาชนิดใหม่ที่มีชื่อว่ายาน˺าบำรุงเลือด ถ้ากินยานี้เข้าไป
ผู้ป่วยก็จะหายจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทันที ตามที่พวกผู้ป่วยพวก
นั้นพูดมา วันนี้ฉินห้าวตงขายยาแค่ 100 ชุดเท่านั้น เท่ากับว่าเขารักษา
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไปได้ 100 คน และยาตัวนั้นไม่มีอันตราย
ใดๆ นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการรักษาของมันกลับสูงจนน่าตกใจ ”
“ พระเจ้าช่วย มันจะเป็นไปได้ยังไง ! เป็นไปไม่ได้ ! ”
วันนี้จางเฉ่าอันได้รับข่าวที่ทำให้เขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก ใน
ฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนตะวันตก เขาไม่เคยมอง
แพทย์แผนจีนในแง่ดีเลย แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้แพทย์แผนจีนจะสอน
บทเรียนบทใหม่ให้แก่เขา ซึ่งแพทย์แผนจีนสามารถผลิตยามหัศจรรย์ที่
มีฤทธิ์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้หายขาดได้
หลังจากสงบสติอารมณ์ตัวเองแล้ว เขาก็พูดขึ้นว่า “ เตรียม
เอกสารพวกนี้ให้ดี เราจะไปหาผู้อำนวยการกัน ”
จางเฉ่าผิงยังคงตกตะลึง เขาจึงเอ่ยถามด้วยความมึนงงว่า “ พี่
เรื่องนี้จำเป็นต้องรายงานผู้อำนวยการด้วยหรอ ? ”
จางเฉ่าอันได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่าว่าง “ แกมันโง่หรือเปล่า
หรือแกไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันสำคัญมาก ? ถ้าเราสามารถเชิญหมอที่ชื่อว่าฉิน
ห้าวตงมาเป็นหมอประจำโรงพยาบาลของพวกเราได้ หรือบางทีอาจจะ
ขอสูตรยามาจากเขา แบบนั้นมันจะทำให้โรงพยาบาลเจียงหนานของ
พวกเราก้าวหน้าไปเป็นอย่างมาก แค่เรามีชื่อเสียงในด้านการรักษา
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจนหายดี แค่นี้ก็ทำให้เราติดอันดับ
โรงพยาบาลระดับโลกแล้ว ”
“ จริงด้วย ทำให้ผมคิดไม่ถึงมาก่อนเลย ! ” จางเฉ่าผิงตบหน้าผาก
ตัวเองแล้วพูดขึ้นว่า “ ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมพี่เป็นรองผู้อำนวยการ
โรงพยาบาล ส่วนผมก็เป็นแค่หมอธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เป็นเพราะ
ผมไม่รู้จักการมองการณ์ไกลนี่เอง ”
หลังจากที่เขาพูดจบ ทั้งสองก็รีบไปที่ห้องทำงานของเวินฉางเจียง
หลังจากที่ได้ยินพวกเขาเล่าเหตุการณ์พวกนี้ ผู้อำนวยการเวินฉางเจียง
จึงตรวจดูประวัติการรักษาของคนไข้ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมายาวๆ
จางเฉ่าอันเห็นดังนั้นจึงถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “ ผู้อำนวยการ
ทำไมคุณถึงต้องถอนหายใจด้วย ? ผมคิดว่านี่มันเป็นโอกาสที่ดีของพวก
เราเลยนะ ถ้าหากว่าพวกเราสามารถเชิญฉินห้าวตงมาเป็นหมอประจำ
โรงพยาบาลของพวกเราได้ หรืออาจจะขอซื้อสูตรยามาจากเขา
โรงพยาบาลของพวกเราจะต้องก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จนกลายเป็น
โรงพยาบาลชั้นนำอันดับหนึ่งของประเทศจีน หรืออาจจะเป็น
โรงพยาบาลชั้นนำของโลกเลยก็ได้ ”
เวินฉางเจียงได้ยินทุกอย่าง ดังนั้นจึงทอดถอนใจว่า “ พวกเธอสอง
คนคงยังไม่รู้สินะ ก่อนหน้านี้ฉินห้าวตงเป็นนักศึกษาแพทย์ของ
โรงพยาบาลของเรา แต่ต่อมาเขาถูกฉันไล่ออก ”
จบตอน