คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 526: หมัดเผด็จศึก
ตอนที่ 526 หมัดเผด็จศึก
“ คนจีนอย่างพวกนายยังคิดอยากจะเอาชนะอยู่อีกหรอ ช่างเป็น
พวกโง่ที่เอาแต่เพ้อฝันซะเหลือเกิน ”
สิ้นเสียงที่บ้าระห˹า คิมยองกวอนพาอันชินฮยอนและพักแจซอง
เดินเข้ามา
คิมยองกวอนพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจว่า “ ไอ้คนจีน พวกนาย
เอาชนะไม่ได้หรอก รีบยอมแพ้แต่โดยดีเถอะ ! ”
โจวเทาพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “ คนเกาหลีอย่างพวกนาย
อยากจะมาท้าทายประเทศจีนของพวกเรา เพ้อฝันซะไม่มี ! ”
อันชินฮยอนพูดขึ้นว่า “ คนจีนอย่างพวกนายเก่งแต่ปากหรือ
ยังไง ? หรือยังไม่เห็นอีกว่าตัวเองแพ้มากี่ตาติดแล้ว ? ”
“ แพ้มากี่ตาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอแค่มีพี่ใหญ่ของฉันอยู่ พวกนาย
เอาชนะไม่ได้อย่างแน่นอน ”
ถึงแม้จะบอกว่าก่อนหน้านี้โจวเทายังไม่เคยเอาชนะมาก่อน แต่
หลังจากที่ฉินห้าวตงมาถึง เขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมทันที มียอดฝีมือ
บรรพจารย์มาคอยนั่งบัญชาการอยู่ทั้งคน ไม่ว่ายังไงพวกเขาก็ต้องเป็น
ฝ่ายชนะอย่างแน่นอน
คิมยองกวอนมองมาที่ฉินห้าวตง “ ฉินห้าวตงสินะ ? ฉันเคยได้ยิน
ชื่อของนายมาก่อน นายยังพอมีความสามารถอยู่บ้าง เคยเอาชนะพวก
นักเลงมาก่อน นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังแสดงความชื่นชมกับนาย
อีกด้วย แต่นายไม่มีทางสู้พวกเราได้หรอก พวกเราเป็นยอดฝีมือเทควัน
โด ไม่ใช่บุคคลที่นักเลงพวกนั้นจะมาเทียบได้ ฉันว่านายอย่าทำตัวน่า
ขายหน้าจะดีกว่า ”
ฉินห้าวตงกระตุกรอยยิ้มเล็กน้อย “ ยังไม่เคยสู้กันมาก่อน พวก
นายจะรู้ได้ยังไง ? ”
คิมยองกวอนขมวดคิ้วขึ้น “ ในเมื่อนายไม่ยอมแพ้ งั้นนายมา
ประลองกับฉันดีกว่า ”
ฉินห้าวตงตอบกลับ “ หากอยากประลองน่ะได้ แต่ฉันว่าพวกเรา
อย่ามาต่อสู้กันอย่างเดียวจะดีกว่า ถึงยังไงก็น่าจะมีการเดิมพันกัน
หน่อย ”
“ ไม่จำเป็น พวกเรา ไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน ”
“ อย่ามั่นใจขนาดนั้นจะดีกว่า ? ในการต่อสู้ทั่วไปต่างก็มีแพ้มีชนะ
ไม่มีใครชนะได้ไปตลอดรอดฝั่งหรอก ”
ฉินห้าวตงไม่อยากต่อสู้มือเปล่ากับคนพวกนี้ ถ้าคิดอยากจะต่อสู้
กับเขาควรต่อสู้ให้มันมีสีสันหน่อย
พักแจซองพูดขึ้นว่า “ นายอยากเดิมพันอะไร ? ”
“ ในเมื่อชมรมเทควันโดของพวกนายดูถูกศิลปะการต่อสู้ของ
ประเทศจีนเรา งั้นพวกเรามาเดิมพันกันว่าถ้าหากพวกนายแพ้ให้
ออกไปจากศูนย์ฝึกเทควันโด แล้วมาทำความสะอาดพื้นที่ของชมรม
ศิลปะการต่อสู้ทุกวัน ถ้าหากพวกนายชนะก็ใช้เงื่อนไขเดียวกัน พวกเรา
จะรีบออกไปจากชมรมศิลปะการต่อสู้ จากนั้นก็จะมาทำความสะอาด
ให้กับชมรมเทควันโดของพวกนายทุกวัน ”
“ นี่มันไม่ใช่การเดิมพัน แต่มันกำลังดูหมิ่นกันต่างหาก ”
หลังจากที่ฟังเขาพูดจบ พักแจซองก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที พวกเขา
เป็นถึงยอดฝีมือของชมรมเทควันโด จะให้ไปทำความสะอาดได้ยังไง ?
ฉินห้าวตงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ “ อันที่จริงเรื่องเดิมพันไม่ได้
สำคัญอะไร สิ่งสำคัญคือพวกนายมีความมั่นใจว่าจะชนะหรือเปล่าล่ะ
ถ้าหากคิดว่าถึงยังไงตัวเองก็ชนะอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเดิมพัน
แบบไหน มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเลย เมื่อกี้พวกนายพูดเองไม่ใช่หรอว่าไม่
มีทางแพ้เป็นอันขาด แต่ทำไมตอนนี้ดันกลัวซะแล้วล่ะ ? ”
จือฟู่เป่าพูดตามขึ้นว่า “ที่จริงพวกนายไม่จำเป็นต้องกลัวอาย
หรอก การกลัวแพ้เป็นเรื่องปกติมาก หากพวกนายเอาชนะพี่ใหญ่ของ
พวกเราไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร ทุกคนต่างก็เข้าใจพวกนายหมด ”
หลังจากพูดจบแล้ว เขาก็หันไปหัวเราะกับเถียนป๋อกวง
คิมยองกวอนเปลี่ยนสีหน้าในทันที เขาเป็นคนที่หยิ่งทะนงใน
ตัวเองมาโดยตลอด จะไปยอมรับคำดูถูกแบบนี้ได้ยังไง “ ใครบอกว่า
พวกเรากลัวแพ้ ? แต่นายสามารถตัดสินใจแทนพวกชมรมศิลปะการ
ต่อสู้ได้หรือไง ? ”
ยังไม่ทันรอให้ฉินห้าวตงได้พูดอะไร โจวเทาก็รีบชิงพูดขึ้นว่า “ ได้
อยู่แล้ว ฉันคือหัวหน้าชมรมศิลปะการต่อสู้ เขาคือพี่ใหญ่ของฉัน คำพูด
ของเขาสามารถเป็นตัวแทนของทางชมรมเราได้ ”
ในระหว่างที่พูด สีหน้าของเขาก็เผยให้เห็นถึงความตื่นเต้น
ฉินห้าวตงเป็นถึงใครกัน ? นี่มันบรรพจารย์แห่งยุทธเชียวนะ เดิม
พันในครั้งนี้พวกเขามีเพียงแค่หนทางแห่งการชนะเท่านั้น ไม่มีทางแพ้
อย่างแน่นอน ขนาดตัวเขาเองยังรู้สึกได้ว่าคนทางฝั่งของตัวเองรังแก
คนอื่นเกินไป แต่ความรู้สึกที่ได้รังแกแบบนี้ถือว่าไม่เลวเลย
“ ตกลง ฉันเดิมพันกับนาย ขอแค่นายสามารถเอาชนะพวกเรา 3
คนได้ พวกเราก็จะไปทำความสะอาดที่ชมรมศิลปะการต่อสู้ให้ ใน
ขณะเดียวกันก็จะออกไปจากศูนย์การฝึกเทควันโดแห่งนี้ด้วย ”
“ งั้นตกลงกันตามนี้ แต่คนที่จะลงไปต่อสู้ไม่ใช่ฉันนะ ” ฉินห้าวตง
หันไปพูดกับคิมยองกวอน “ พวกกระจอกอย่างพวกนายไม่กี่คนไม่ควร
ค่าให้ฉันเป็นคนลงมือเองหรอก ”
คิมยองกวอนพูดด้วยน˺าเสียงเย็นชาว่า “ หมายความว่าอะไร ?
นายกำลังล้อเล่นกับพวกเราอยู่หรือไง ? ”
“ ล้อพวกนายเล่นงั้นหรอ ? พวกนายไม่ใช่คนที่สำคัญอะไรขนาด
นั้น ฉันไม่มีอารมณ์มาเล่นด้วยหรอก ! ”
ฉินห้าวตงหันไปชี้ที่นักศึกษาชมรมศิลปะการต่อสู้ที่ถูกทำร้ายจน
ได้รับบาดเจ็บเมื่อครู่นี้ “ ภาษาจีนของเรามีคำพูดโบร˹าโบราณอยู่
ประโยคหนึ่งก็คือล้มมาจากจุดไหนก็ให้ปีนขึ้นมาจากจุดนั้น ฉันจะชี้ไปที่
นักศึกษาพวกนี้ตามอำเภอใจของฉันเอง ให้พวกเขาไปต่อสู้กับพวกนาย
ก็พอแล้ว ”
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ โจวเทาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เริ่มเกิดอาการ
ประหม่าขึ้นทันที เขากระซิบถามขึ้นว่า “ พี่ใหญ่ แบบนี้มันจะดีหรือ ? ”
คนพวกนั้นเพิ่งพ่ายแพ้มา นอกจากนี้ฝีไม้ลายมือยังด้อยกว่าอีก
ฝ่ายอยู่มาก ซึ่งพวกเขาหมดขวัญกำลังใจไปหมดแล้ว ต่อให้ฉินห้าวตง
เป็นบรรพจารย์คนหนึ่ง ก็คงไม่สามารถทำให้พวกเขาได้รับชัยชนะใน
เวลาอันสั้นขนาดนี้หรอกใช่ไหม ?
“ไม่ต้องกังวล ทั้งหมดนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง ”
เมื่อเห็นว่าฉินห้าวตงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม โจวเทาถึงไม่พูดอะไร
อีก
คิมยองกวอนพูดขึ้นว่า “ ไอ้เด็กแซ่ฉิน ฉันว่านายควรคิดให้ดี
เกี่ยวกับสถานการณ์การต่อสู้ของพวกเรา เราเดิมพันกันไว้แล้วว่าต้อง
เอาชนะ 2 ใน 3 ให้ได้ ไม่ว่านายจะส่งใครมาต่างก็นับเป็นหนึ่งตาทั้งนั้น
”
“ แน่นอนอยู่แล้ว ขอแค่คนที่พวกฉันส่งไปเป็นฝ่ายแพ้ ก็ถือว่า
พวกนายชนะไป ”
ฉินห้าวตงหันกลับมาแล้วมองไปที่พวกนักศึกษาที่ถูกอัดจนพ่าย
แพ้ “ ในบรรดาพวกนายมีใครอยากอาสาเป็นฝ่ายไปลองไหม ? ”
ทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันกับโจวเทา หลังจากที่คนพวกนี้พ่ายแพ้
ถึง 7 ครั้งติด พวกเขาต่างก็หมดขวัญกำลังใจ จะไปเอาความกล้าที่ไหน
ไปต่อสู้อีกครั้ง
เมื่อครู่นี้พวกเขานึกว่าพี่ใหญ่คนนี้ของหัวหน้าชมรมท้าทายพวก
นั้นเพราะความโกรธ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเอาจริง ดังนั้นทุกคนจึง
พากันก้มหน้า ไม่มีใครกล้าสบตาฉินห้าวตงเลยสักคน
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ คิมยองกวอนที่ยืนอยู่บนแท่นก็หัวเราะอย่างอด
ไม่ได้ ถ้าหากฉินห้าวตงเป็นฝ่ายขึ้นมาต่อสู้เอง เขาก็คงจะต่อสู้ด้วย
ความระมัดระวังอยู่บ้าง แต่ถ้าหากส่งคนที่พวกเขาเพิ่งเอาชนะได้เมื่อ
ครู่นี้ขึ้นมาต่อสู้ แบบนั้นมันก็เหมือนเป็นการรังแกคนอื่นก่อนนะสิ
“ พวกเลยเพิ่งโดนทำร้ายร่างกายมา หรือไม่คิดอยากจะแก้แค้น ?
”
ฉินห้าวตงกวักมือเรียกนักศึกษาคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุด “ งั้นฉันเลือก
นายแล้วกัน ฉันจะสอนท่าต่อยให้นายหนึ่งท่า จากนั้นนายก็ขึ้นไป
เอาชนะพวกเขาใหม่อีกครั้ง ฉันรับรองได้เลยว่านายจะแก้แค้นได้อย่าง
สะใจแน่ ”
“ ผมน่ะหรือ ? ”
เมื่อเห็นว่าเขาเรียกตัวเอง นักศึกษาคนนี้ก็ตกใจแล้วรีบพูดขึ้นว่า “
พี่ใหญ่ ผมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาจริง ๆ ขนาดกระบวนท่าเดียวผมยัง
ต้านทานไม่ไหวเลย ”
ในตอนที่ขึ้นแท่นประลองตอนนั้น เขายังไม่ได้ใช้แม้แต่กระบวนท่า
เดียวก็ถูกอีซอนอึนถีบลงมาจากบนแท่นประลอง ทั้งสองฝ่ายต่างกัน
ขนาดนี้ ถ้าหากให้สู้ต่อก็คงต้องแพ้อีกอยู่ดี
“ นายชื่อว่าอะไร ? ” ฉินห้าวตงถามเขา
“ หลี่ว่านหย่ง ”
“ เป็นชื่อที่เพราะมาก ชื่อของนายคือต่อให้นักรบหมื่นคนก็ไม่อาจ
ต้านทานความกล้าหาญได้ นายนี่แหละที่เหมาะจะขึ้นไปประลองบน
เวทีที่สุดแล้ว ” ฉินห้าวตงพูดต่ออีกว่า “ ไม่ต้องเป็นกังวลไป ขอแค่ฉัน
ได้แนะนำนายสักหน่อย ฉันรับประกันได้เลยว่าพวกเขาไม่สามารถ
ต้านทานมาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวด้วยซ˺า ”
“ พี่ใหญ่ไม่ได้กำลังล้อผมเล่นใช่ไหม ? ”
ถ้าไม่เห็นว่าโจวเทาเคารพนับถือชายวัยรุ่นคนนี้ขนาดนี้ หลี่ว่าน
หย่งคงนึกว่าตัวเองกำลังถูกนักต้มตุ๋นหลอกเขาให้แล้ว ล้อกันเล่นหรือ
เปล่า กังฟูมันเรียนกันง่ายดายขนาดนั้นที่ไหน ? คิดว่าเป็นมือเทพเจ้า
หรือไง ?
โจวเทายกมือขึ้นตบหัวเขาไปหนึ่งป้าปแล้วพูดขึ้นว่า “ ทำไมถึง
พูดจากับพี่ใหญ่แบบนี้ ? เขาให้นายทำยังไงนายก็ทำไปเหอะ ! ”
เนื่องจากเขาเชื่อมั่นในตัวโจวเทา หลี่ว่านหย่งจึงฝืนใจพูดขึ้น “ งั้น
ตกลง ผมจะเรียน ”
ในเวลานี้ความคิดของเขาก็คือคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อย่างมากก็
แค่ขึ้นไปโดนอัดลงมาอีกรอบ
ฉินห้าวตงพยักหน้าอย่างพอใจ “ ดูตามให้ดี ๆ นะ ต่อยออกไป
แบบนี้ ”
หลังจากพูดจบ เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยหมัดออกไป จากที่เห็นวิธีการ
ต่อยของเขาแล้ว ทุกคนที่ดูอยู่บริเวณโดยรอบต่างพากันตกตะลึงจนตา
แทบจะถลนออกมา การชกหมัดตรงแบบนี้ยังกล้าเรียกว่าวิธีการชก
หมัดอีกหรอ เด็กน้อยธรรมดาก็ทำแบบนี้ได้ไม่ใช่หรือไง ?
พวกคิมยองกวอนที่ยืนอยู่บนแท่นประลองมองเห็นทุกอย่างอย่าง
ชัดเจน พวกเขาเกือบจะโมโหอยู่แล้ว ลำพังแค่สุ่มเลือกคนที่เคยแพ้
ให้กับพวกเขามาขึ้นมาต่อสู้บนเทวียังไม่พอ นี่ยังจะสอนชกหมัดแบบ
ง่าย ๆ อีก ถ้าไม่ให้เรียกว่าล้อเล่นแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ?
สำหรับเสียงหัวเราะของคนที่มุงดูอยู่โดยรอบ ฉินห้าวตงทำ
เหมือนกับว่าเขาไม่ได้ยิน เขาตีไหล่ของหลี่ว่านหย่งแล้วพูดขึ้น “ จำ
เอาไว้ว่ากระบวนท่าหมัดนี้มีชื่อว่าหมัดเผด็จศึก เวลาชกหมัดออกไป
จะต้องชกอย่างกล้าหาญ ไม่ต้องมีความลังเลอะไรทั้งนั้น ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หลี่ว่านหย่งก็เกิดความรู้สึกเหมือน
อยากจะร้องไห้ พี่ใหญ่คิดอยากจะฆ่าผมให้ตายหรือยังไง การชกแบบนี้
ยังกล้าเรียกว่าหมัดเผด็จศึกได้อีกหรอ ? แถมยังให้ชกไปข้างหน้าอย่าง
กล้าหาญอีก ? พี่ก็แค่บอกฉันมาตามตรงว่าให้ฉันพุ่งเข้าไปให้อีกฝ่ายอัด
ให้สมใจก็ได้นี่นา
แต่ในตอนนี้เอง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีพละกำลังมหาศาลไหลวน
อยู่ในร่างกายของเขา ทำให้เขารู้สึกถึงเลือดที่สูบฉีดอยู่ภายในร่างกาย
“ มันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมจู่ ๆ ฉันจึงแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ? ”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไรให้เข้าใจ ฉินห้าวตงก็ใช้มือผลักเขา
ขึ้นแท่นประลองทันที “ ไปเถอะ ทำตามที่ฉันสอนก็พอ ”
เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งติดยันต์คิงคองทรงพลังไว้บนตัวหลี่ว่านหย่ง ใน
ขณะเดียวกันก็ปล่อยลมปราณแห่งพงไพรเข้าสู่ร่างกายของหลี่ว่านหย่ง
ไว้ด้วย ถ้าว่ากันตามพละกำลังแล้วสามารถฆ่าทั้ง 3 คนนั้นได้ภายใน
วินาทีเดียวด้วยซ˺า
หลี่ว่านหย่งเข้าสู่การประลองอีกครั้ง ฉินห้าวตงคอยพูดตะโกนอยู่
ด้านหลังว่า “ ทำตามที่ฉันสอนนายแล้วกัน ใช้หมัดเผด็จศึกเอาชนะ
พวกเขาให้ได้ ”
พวกคิมยองกวอนโกรธจนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา ไอ้ของ
พรรค์นี้ไม่ถูกนับว่าเป็นกระบวนท่าชกหมัดด้วยซ˺า แถมยังคิดจะ
เอาชนะพวกเราอีก นี่มันกำลังดูถูกกันอยู่ใช่ไหม ?
พักแจซองดึงอีซอนอึนลงมาทันที “ น้องชาย นายเหนื่อยมาครึ่ง
วันแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง ”
หลังจากพูดจบเขาก็ก้าวเท้ายาวไปที่ด้านหน้าของหลี่ว่านหย่งแล้ว
ตะโกนขึ้นว่า “ ไอ้เด็กน้อย สู้กันเลยสิ ! ”
ในเวลานี้เขาอยากจะใช้หมัดเดียวชกหลี่ว่านหย่งให้กระเด็นลงไป
จากแท่นปะลอง จากนั้นก็ตบหน้าฉินห้าวตงแรง ๆ สักทีเพื่อระบาย
ความโกรธที่อยู่ในใจ
“ ไอ้คนเกาหลี ตายซะเถอะ ! ”
หลี่ว่านหย่งตะโกนเสียงดังลั่น แล้วยกหมัดขึ้นมาชกไปที่พักแจซอง
ซึ่งเป็นกระบวนท่าหมัดที่ฉินห้าวตงเพิ่งสอนไป “ หมัดเผด็จศึก ”
มองดูกำปั้นที่เคลื่อนเข้ามาไม่เร็วเท่าไหร่ ในใจของทุกคนต่างเต็ม
ไปด้วยความลุ้นระทึก หมัดนี้จะใช้ได้ไหม ?
พักแจซองกระตุกรอยยิ้มชั่วร้าย เขายกมือขึ้นมาแล้วชกหมัดสวน
กลับไป นอกจากนี้ยังออกแรงไปเต็มกำลัง เมื่อทั้งสองหมัดปะทะกัน
เขาอยากให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าอันไหนที่เรียกว่ากระบวนท่าหมัดที่แท้จริง
ไม่ใช่ชกออกมาซี๊ซั๊วแล้วจะเรียกว่าหมัดเผด็จศึกได้
หลังจากที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ฉินห้าวตงหัวเราะออกมา ถ้าว่า
กันตามพละกำลัง หลี่ว่านหย่งที่มียันต์คิงคองติดอยู่กับตัวย่อมได้เปรียบ
กว่าอยู่แล้ว เกรงว่าเดี๋ยวอีกฝ่ายคงต้องใช้ท่าหลบ
ทุกสิ่งที่เขาทำทั้งหมดด้านล่างเวทีนั้นเป็นเพียงแค่การกระตุ้น
ความโกรธของอีกฝ่าย และตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะทำสำเร็จแล้ว อีก
ฝ่ายจะต้องปะทะหมัดกับหลี่ว่านหย่งอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเทียบกับหมัดที่ปล่อยออกไปอย่างแผ่วเบาของหลี่ว่านหย่ง
หมัดของพักแจซองดูมีพลังกว่ามาก เขาชกตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียง
ดังสวบ !
แต่ในตอนที่ทั้งสองหมัดปะทะกันนั้น เขาก็รู้สึกว่ามันของตัวเอง
เหมือนกับต่อยลงไปที่ภูเขาขนาดมหึมา หรืออาจพูดได้ว่าหมัดที่อีกฝ่าย
ชกมานั้นราวกับเป็นรถไฟความเร็วสูงที่พุ่งเข้าใส่เขา
เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมเจ้าหมอนี่ถึงมีพละกำลังขนาดนี้ ?
เมื่อครู่นี้ตอนที่อีซอนอึนเอาชนะหลี่ว่านหย่ง เขามองออกอย่าง
ชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีระดับการฝึกตนต˹า ไม่ค่อยได้เรื่องศิลปะการต่อสู้
เท่าไหร่ ดังนั้นจึงไม่มีทางต่อสู้กับตัวเขาได้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ทำไม
ถึงสามารถออกแรงชกหมัดได้หนักขนาดนี้ ?
แต่ว่าเขาไม่มีโอกาสได้ขบคิดปัญหานี้อย่างเข้าใจ หลังจากที่ทั้ง
สองหมัดปะทะกันแล้ว ตัวเขาก็กระเด็นออกไปจนดูเหมือนบินออกไป
ไกล ก่อนจะตกลงไปบนพื้น
“ ฉันชนะแล้วหรอ ? ฉันชนะจริง ๆ หรือ ! ”
ที่ด้านบนเวที หลี่ว่านหย่งมองดูกำปั้นของตัวเอง เขาแทบไม่
อยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง กำปั้นของฉันสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้
ทำไมมันถึงทรงพลังขนาดนี้ ทำไมมันดูดุดันขนาดนี้
แถมทุกอย่างที่เขาได้มายังมาจากชายวัยรุ่นที่ดูอายุน้อยกว่าตัวเขา
เองอีกด้วย
เมื่อได้สติกลับมาแล้ว เขาก็กระโดดลงเวทีอย่างอุกอาจ แล้วเดินมา
ที่ด้านหน้าของฉินห้าวตงก่อนจะพูดด้วยความนับถือ “ พี่ใหญ่ พี่ช่วย
รับฉันไว้เป็นศิษย์ด้วยเถอะ ฉันอยากคำนับพี่เป็นอาจารย์ ”
เขาเพิ่งพูดจบได้ไม่นาน ก็ถูกโจวเทาตบหัวเข้าอีกป้าบ “ หลีกไป
ด้านนู้นเลย พี่ใหญ่จะมารับนายเป็นลูกศิษย์ได้ยังไง ”
เมื่อวานนี้เขาเรียกฉินห้าวตงว่าอาจารย์ปู่เชียวนะ ถ้าหากเจ้าหมอ
นี่คำนับฉินห้าวตงเป็นอาจารย์ งั้นก็หมายความว่าตัวเขาเป็นศิษย์หลาน
ของเจ้าหมอนี่น่ะสิ
หลังจากภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ เขานับถึงฉินห้าวตงไปจนถึง
ระดับที่ไม่อาจนับถือไปมากกว่านี้ได้แล้ว แค่ชี้มือสุ่มไก่อ่อนอย่างหลี่
ว่านหย่งออกมาแต่กลับสามารถเอาชนะพักแจซองที่ทรงพลังได้ มัน
ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถทำได้อย่างแน่นอน
ฉินห้าวตงพูดกับหลี่ว่านหย่งด้วยความไม่พอใจว่า “ เมื่อกี้ฉันบอก
นายไปแล้วไงว่าให้ชกหมัดออกไปอย่างกล้าหาญ ทำไมนายไม่ทำตามที่
ฉันบอก ไม่อย่างนั้นอย่างน้อยหมัดนี้จะต้องทำให้อีกฝ่ายกระอักเลือด
แน่ ”
จบตอน