คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 610: พินัยกรรม
ตอนที่ 610 พินัยกรรม
ฉินห้าวตงยิ้มบาง ในที่สุดหางจิ้งจอกก็โผล่ออกมาสักที เจ้าหมอนี่
ไม่ได้คิดมารับเธอที่สนามบินแต่แรกแล้ว แต่เขามาเพื่อควบคุม
อิสระภาพของหลี่เหม่ยเสี่ยวต่างหาก
เขาจึงพูดขึ้นว่า “ พวกเราคือบอดี้การ์ดส่วนตัวของคุณหนูหลี่ ต้อง
คุ้มกันความปลอดภัยของเธอทุกด้าน ส่วนเรื่องเที่ยวผมต้องขอบคุณ
คุณชายอู๋มากที่มีน˺าใจต่อพวกเรา เอาเป็นว่าไว้พวกผมยกเลิกสัญญา
ว่าจ้างเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของอู๋จื่อซงหายไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของฉิน
ห้าวตง แล้วพูดด้วยน˺าเสียงเหยียดหยาม “ ตอนนี้มีฉันอยู่ทั้งคน เรื่อง
ความปลอดภัยของน้องสาวฉันไม่จำเป็นต้องน่ากังวลอีกต่อไป อีกอย่าง
พวกที่ดูดีแต่ไร้น˺ายาอย่างพวกนายสองคนจะมาปกป้องน้องสาวฉันได้
ยังไง ”
หลี่เหม่ยเสี่ยวได้ยินเช่นนั้นจึงพูดด้วยความโมโห “ อู๋จื่อซง ทำไมพี่
ถึงพูดกับเพื่อนฉันแบบนี้ ? ฉันขอบอกไว้เลยนะว่านี่มันเรื่องของฉัน พี่
ไม่ต้องมายุ่ง ”
จากนั้นเธอจึงหันไปพูดกับฉินห้าวตงและน่าหลันอู๋ชวง “ พวกเรา
ไปกันเถอะ ”
หลังจากพูดจบ ทั้งสามเพิ่งเดินออกไปจากสนามบินพร้อมกัน
อู๋จื่อซงชะงักไปเล็กน้อย เพราะท่าทีที่หลี่เหม่ยเสี่ยวแสดงออกมา
มันเกินกว่าที่เขาคาดเดาไว้
หลังจากที่ได้สติกลับมาแล้ว เขาจึงหันไปสั่งลูกน้องบอดี้การ์ดที่อยู่
ด้านหลังเขา “ พาตัวคุณหนูขึ้นรถ ส่วนคนที่ไร้ประโยชน์ให้ไล่มัน
ออกไป ”
บอดี้การ์ดทั้ง 4 คนของเขามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ เห็นได้ชัดว่าเป็น
ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากเจ้านาย
แล้ว พวกเขาก็รีบกระโจนเข้าหาพวกฉินห้าวตงทันที
พวกเขาได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ดังนั้นทั้งสี่จึงทำงาน
ประสานกันได้ดีมาก บอดี้การ์ด 2 คนยื่นมือไปหมายจะคว้าแขนหลี่
เหม่ยเสี่ยวไว้ ส่วนอีก 2 คนเข้าไปขวางอยู่หน้าฉินห้าวตงและน่าห
ลันอู๋ชวง
แต่บอดี้การ์ด 2 คนที่ยืนขวางอยู่หน้าฉินห้าวตงยังไม่ทันยืนให้มั่น
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีพลังมหาศาลเข้ามาโจมตีตัวเอง จากนั้นเขารู้ตัว
อีกทีตัวเองก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้ว
อู๋จื่อซงกำลังยืนหัวเราะเยาะอยู่ตรงนั้น แต่ทันใดนั้นสีหน้าเขาก็ทำ
ถมึงทึงขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่บอดี้การ์ด 2 คนที่ถูกทำร้ายจน
กระเด็นออกมาตกลงบนพื้นปูนตรงหน้าเขาพอดี
บอดี้การ์ดของเขาได้รับการคัดเลือกมาเป็นพิเศษ แต่ละคนมี
รูปร่างสูงใหญ่ น˺าหนักของแต่ละคนมีมากถึง 100 กิโลกรัม โชคดีที่บอดี้
การ์ด 2 คนนี้ไม่ได้ตกลงมาชนเขา
ส่วนบอดี้การ์ดอีก 2 คนที่จะเข้าไปจับตัวหลี่เหม่ยเสี่ยวนั้น ยังไม่
ทันที่นิ้วมือของพวกเเขาจะได้สัมผัสผิวนวลเนียนของเธอ ทันใดนั้น
พวกเขาก็รู้สึกเจ็บวดอย่างรุนแรงที่บริเวณมือ กระดูกข้อมือทั้งสองข้าง
ของพวกเขาหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แค่ยกมือขึ้นมากลับสามารถจัดการบอดี้การ์ดทั้ง 4 คนได้ไม่มีเหลือ
ฉินห้าวตงเดินมาหาอู๋จื่อซวงแล้วพูดจาตอกกลับทำเอาอู๋จื่อซงแทบหน้า
หงาย “ คุณชายอู๋ ทำไมบอดี้การ์ด 4 คนของคุณถึงไม่ได้เรื่องเลย ดูดีแต่
ไร้น˺ายา คุณจ้างบอดี้การ์ดราคาถูกมาเพราะอยากประหยัดเงินหรอ ? ”
หลังจากพูดอย่างนั้นแล้วเขาก็คว้ากุญแจรถจากอู๋จื่อซง จากนั้น
พาน่าหลันอู๋ชวงและหลี่เหม่ยเสี่ยวขับออกไปจากสนามบิน
“ ไอ้พวกไร้น˺ายา ยังไม่รีบพยุงฉันขึ้นอีก ! ”
อู๋จื่อซงโมโหจนอดสบถด่าไม่ได้ จากนั้นบอดี้การ์ดทั้ง 4 คนของเขา
ก็รีบลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วเข้ามาพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้น
ตอนนี้เขาไม่สนใจคราบดินคราบฝุ่นบนตัวเขาแล้ว อู๋จื่อซงรีบหยิบ
เอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ แล้วกดโทรหาหลี่เยว่อิง
แม่ของเขา
“ แม่ครับ เหม่ยเสี่ยวกลับไปแล้ว ! ”
ที่ปลายสายฝั่งนั้น หลี่เยว่อิงถามขึ้นด้วยน˺าเสียงไม่พอใจ “ แม่ให้
ลูกสกัดเธอไว้ไม่ใช่หรอ ? ”
อู๋จื่อซงพูดขึ้นว่า “ สกัดไม่ได้ เพราะว่ามีไอ้หนุ่มหน้าขาวคนหนึ่ง
เดินทางมากับเธอด้วย เขาเก่งมาก ตอนนี้คนของผมถูกเขาทำร้ายจน
ได้รับบาดเจ็บหมดแล้ว ! ”
“ พวกไร้ค่า แม่รู้แล้ว ”
จากนั้นหลี่เยว่อิงจึงกดวางสายไป สีหน้าของเธอดูหงุดหงิดอารมณ์
ไม่มั่นคง มันเปลี่ยนไปหลากหลายอารมณ์มาก สุดท้ายเธอจึงทำท่าที
ราวกับตัดสินใจได้แล้ว จากนั้นเธอจึงหันหลังเดินออกไปยังห้องของหลี่
เจี้ยนเย่
หลี่เจี้ยนเย่ยังคงนั่งดื่มชาอยู่ในห้องเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่
อิงเดินเข้ามาจึงหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “ เยว่อิง เธอมาแล้วหรอ ”
หลี่เยว่อิงหย่อนก้นนั่งลงตรงข้ามเขาแล้วพูดขึ้นว่า “ นังเด็กคนนั้น
กลับมาแล้ว ”
หลี่เจี้ยนเย่ได้ยินเช่นนั้นก็เลยถามกลับ “ แล้วเธอคิดจะจัดการ
ยังไง ? ”
หลี่เยว่อิงพูดขึ้นว่า “ ตอนแรกฉันอยากจะควบคุมตัวนังเด็กผู้หญิง
คนนั้น แต่ว่าทำไม่สำเร็จ ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว งั้นพวกเราส่งตาแก่นั่น
ไปสวรรค์ดีไหม ? ”
หลี่เจี้ยนเย่ถามต่ออีกว่า “ การส่งตาแก่นั้นไปสวรรค์ไม่ใช่ปัญหา
แต่สิ่งสำคัญก็คือพวกเราจะแบ่งทรัพย์สินยังไง ? ”
“ ยังจะแบ่งแบบไหนได้อีก ? พวกเราร่วมมือกันจัดการเรื่องนี้ ต้อง
แบ่งกันคนละครึ่งอยู่แล้ว ” หลี่เยว่อิงพูดเสียงแข็ง
“ หรือว่าแบบนี้คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะ ตอนนี้เธอเป็น
ผู้หญิงที่แต่งงานออกจากตระกูลไปแล้ว แต่ฉันคือคนของตระกูลหลี่
เหมือนเดิม ถ้าพูดถึงตามหลักเหตุผลแล้วฉันควรได้รับส่วนแบ่งมากกว่า
”
หลี่เยว่อิงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะขึ้นมาทันที จากนั้นเธอก็พูด
เสียงแข็งดังเดิมว่า “ พี่รอง ถ้าหากว่าพวกนักฆ่าชาวจีนที่พี่ส่งไป
จัดการนังเด็กคนนั้นมันทำสำเร็จ ฉันก็คงแบ่งให้พี่เยอะกว่านี้อยู่แล้ว
แต่ว่าตอนนี้พี่ทำไม่สำเร็จนี่นา อีกอย่างนังเด็กคนนั้นยังกลับมาถึงที่นี่
อย่างปลอดภัย ถ้าหากว่ากันตามเหตุผลแล้วนังเด็กนี่ต่างหากที่ควรเป็น
ผู้สืบทอดมรดกทั้งหมด ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราเลยสักนิด ตอนนี้ถ้า
หากพวกเราไม่ร่วมมือกันให้ดี รอให้นังเด็กคนนั้นได้สมบัติไปคนเดียว
พวกเราจะไม่ได้อะไรเลยนะ ”
หลี่เจี้ยนเย่เปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า “ ตกลงตามนี้
งั้นเอาตามที่เธอพูดแล้วกัน พวกเราจะแบ่งมรดกของตาแก่คนนั้นคน
ละครึ่ง ”
หลี่เยว่อิงพูดขึ้นว่า “ พี่รองนี่รู้งานดีจริง งั้นพวกเรารีบไปเตรียมตัว
กันเถอะ อีกเดี๋ยวนังเด็กคนนั้นก็จะกลับมา ”
ฉินห้าวตงกับน่าหลันอู๋ชวงและหลี่เหม่ยเสี่ยวกลับมาถึงคฤหาสน์
ของตระกูลหลี่ เพิ่งเดินเข้าไปในประตูคฤหาสน์ ทันใดนั้นชายชราผู้สวม
ชุดพ่อบ้านก็เดินเข้ามาหาเธอ หลังจากที่เห็นหลี่เหม่ยเสี่ยวแล้วเขาจึง
พูดขึ้นด้วยความเสียใจ “ คุณหนู สุดท้ายคุณหนูก็กลับมาสายไป
คุณท่านเพิ่งเสียไปเมื่อครู่นี้เอง ? ”
หลังจากที่ได้ยินข่าวนี้ หลี่เหม่ยเสี่ยวหน้าซีดในทันที ทันใดนั้นเธอ
รู้สึกราวกับว่าเวียนหัวตาลายเข่าทรุดลงพื้น แต่ยังดีที่น่าหลันอู๋ชวง
ประคองเธอไว้ได้ทัน
“ ลุงเฉิง ลุงว่าอะไรนะ ? คุณปู่เสียแล้วหรือ ? ”
ลุงเฉิงพูดอย่างเสียใจ “ ใช่ครับคุณหนู คุณท่านเพิ่งเสียไปเมื่อครึ่ง
ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ”
หลังจากที่รู้ข่าวว่าคุณปู่เสียชีวิตแล้ว หลี่เหม่ยเสี่ยวก็ร้องไห้ด้วย
ความเศร้าเสียใจขึ้นมา นับตั้งแต่ที่พ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่
เธอเป็นเด็ก คุณปู่ก็คอยเป็นที่พึ่งพิงให้เธอมาโดยตลอด ดังนั้น
ความสัมพันธ์ของปู่กับหลานคู่นี้จึงสนิทสนมกันมาก และตอนนี้ขนาด
คนที่ใกล้ชิดที่สุดยังไม่อยู่แล้ว จะไม่ให้เธอเสียใจได้อย่างไร
ฉินห้าวตงเห็นเช่นนั้นจึงเข้าไปปลอบใจเธอ “ เหม่ยเสี่ยว คนตาย
ไปแล้วไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้ ผมขอแสดงความเสียใจด้วย อีกอย่าง
ตอนนี้ยังมีหลายเรื่องที่ต้องให้คุณจัดการ คุณต้องเข้มแข็งนะ ”
“ ฉันรู้แล้ว ! ”
แค่ชั่วพริบตาเดียวหลี่เหม่ยเสี่ยวราวกับดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เธอ
เช็ดน˺าตาแล้วถามลุงเฉิง “ คุณปู่อยู่ที่ไหน ? พาฉันไปเห็นหน้าเขาครั้ง
สุดท้ายหน่อย ”
“ อยู่ในห้องโถงทำพิธีครับ คุณหนูตามผมมา ”
ลุงเฉิงพูดจบจึงพาหลี่เหม่ยเสี่ยวเดินไปที่อาคารสองชั้นขนาดเล็กที่
อยู่ด้านข้าง ดูเหมือนว่าตระกูลหลี่จะเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าผู้
อาวุโสหลี่จะเพิ่งเสียชีวิต แต่กลับมีการตกแต่งห้องโถงทำพิธีที่ไว้อย่าง
เรียบร้อย
พ่อเขาเดินเข้าประตูไป ทันใดนั้นก็เห็นหลี่เจี้ยนเย่และหลี่เยว่อิงยืน
เฝ้าอยู่หน้าประตู ด้านหลังของหลี่เจี้ยนเย่มีหลี่ตงไห่ ลูกชายของเขายืน
อยู่ ส่วนด้านหลังหลี่เยว่อิงมีอู๋จื่อซงที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นยืน
อยู่เช่นกัน ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งรีบกลับมา
หลี่เหม่ยเสี่ยวเดินเข้าประตูไป หลี่เยว่อิงจึงเดินเข้ามาหาเธอ
จากนั้นก็ทำเป็นพูดด้วยสีหน้าที่เสียใจสุดซึ้ง “ หลานรัก หลานกลับมา
ช้าไป ปู่ของเธอเสียแล้ว ! ”
หลังจากที่ผ่านประสบการณ์ถูกลอบฆ่ามาถึง 3 ครั้ง หลี่เหม่ยเสี่ยว
จึงระแวดระวังตัวจากคนของตระกูลหลี่แต่ละคนเป็นอย่างดี ซึ่งใน
บรรดานั้นรวมถึงหลี่เยว่อิงด้วย
เธอจึงพูดขึ้นว่า “ คุณย่าเล็กคะ หนูอยากไปเห็นหน้าคุณปู่เป็นครั้ง
สุดท้าย ถ้าหากมีอะไรจะพูดกับหนูไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ”
หลังจากพูดจบ เธอก็เดินเข้าไปในห้องโถงทำพิธีซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง
โลงศพ หลี่เจี้ยนเย่เห็นดังนั้นก็กระโดดเข้ามาขวางหน้าเธอทันที “ เดี๋ยว
ก่อน ยังมีเรื่องที่พูดไม่จบเลย ”
หลี่เหม่ยเสี่ยวพูดขึ้นว่า “ มีเรื่องอะไรกันที่จะคุยไม่ได้หลังจากที่
หนูพบหน้าคุณปู่เป็นครั้งสุดท้าย ? ”
หลี่เจี้ยนเย่พูดขึ้นว่า “ ถึงแม้ตอนนี้คุณปู่ของหลานจะไปสบายแล้ว
แต่ว่าพินัยกรรมของเขายังคงอยู่ เธอควรทำตามความปรารถนาของ
คุณปู่เธอก่อนถึงจะเข้าไปพบเขาใช่ไหม ”
ในระหว่างที่พูดนั้น เขาก็หยิบเอากระดาษ A4 ออกมาจากกระเป๋า
แล้วพูดขึ้นว่า “ นี่คือพินัยกรรมของปู่เธอ เขาเขียนไว้ก่อนที่เขาจะตาย
ซึ่งเขามอบทรัพย์สินของตระกูลหลี่จำนวน 50% ให้ฉันเป็นผู้ดูแลต่อ
เธอเห็นหรือเปล่า ”
หลี่เหม่ยเสี่ยวอึ้งไปเล็กน้อยแล้วพูดด้วยความโมโหว่า “ เขียน
พินัยกรรมยกสมบัติ 50% ให้คุณปู่รองเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไง ? ทำไมถึง
ไม่พูดว่าให้ยกให้ทั้งหมดเลยล่ะ ? ”
หลี่เยว่อิงพูดโพล่งขึ้นมาทันที “ เพราะอีก 50% ที่เหลือยกให้ฉัน ”
จากนั้นเธอก็หยิบเอาพินัยกรรมอีกฉบับออกมาจากกระเป๋าตัวเอง
“ ปู่ของหลานเป็นพี่ชายคนโตของตระกูลหลี่ พวกเรามีกันสามคนพี่
น้อง การที่เขายกสมบัติทั้งหมดให้กับเราสองคนพี่น้องหลังจากเสียชีวิต
เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ”
หลี่เหม่ยเสี่ยวแย้งกลับไป “ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด หนูเป็นหลานสาว
คนเดียวของคุณปู่ คุณปู่จะมายกทรัพย์สินทั้งหมดให้พวกคุณย่าเล็กได้
ยังไง ? ”
หลี่เจี้ยนเย่พูดขึ้นว่า “ พี่ใหญ่พูดไว้ก่อนตายว่า ถึงยังไรหลานก็
เป็นผู้หญิงที่ต้องแต่งงานออกตระกูลไปอยู่ดี ดังนั้นหากเขายกทรัพย์
สมบัติให้กับเธอ สมบัติทั้งหมดก็จะกลายเป็นของคนอื่น สู้เก็บทรัพย์
สมบัติไว้ให้คนตระกูลหลี่อย่างพวกเราดีกว่า ดังนั้นเขาจึงแบ่งให้ปู่กับย่า
เล็กของหลานเท่ากัน ”
หลี่เยว่อิงพูดเสริมขึ้นมา “ ใช่แล้ว ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าพี่
ใหญ่จะคิดแบบนี้ แม้ว่าพินัยกรรมฉบับนี้จะทำให้หลานรับไม่ค่อย
ได้ แต่สุดท้ายพวกเราก็ต้องทำตามความปรารถนาของพี่ใหญ่อยู่ดี เรา
จะทำให้เขาไปแบบไม่สบายใจไม่ได้ ดังนั้นเราเลยต้องฝืนใจรับ
พินัยกรรมนี้ไว้ ”
หลังจากที่ฟังคำพูดของพวกเขา ลุงเฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ตะโกน
ขึ้นด้วยความโมโห “ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ผมอยู่ข้าง
กายคุณท่านมาตลอดตั้งแต่แรกจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขา ทำไม
ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเขาทิ้งพินัยกรรมไว้ ? อีกอย่างคุณท่านรัก
คุณหนูมากที่สุดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทำไมถึงจะไม่แบ่งมรดกให้กับ
คุณหนูสักนิดล่ะ ? ”
หลี่เจี้ยนเย่ถลึงตามองเขาด้วยความโมโห “ ลุงเฉิง รู้จักเจียมตัว
หน่อย นายเป็นเพียงแค่คนรับใช้ของตระกูลหลี่เท่านั้น หรือว่าการที่พี่
ใหญ่เขียนพินัยกรรมไว้ยังต้องแจ้งให้นายทราบหรือไง ? ”
หลี่เยว่อิงพูดตามขึ้นว่า “ ที่จริงไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่ไม่ยอมทิ้งทรัพย์
สมบัติไว้ให้หลาน เขาบอกแล้วว่าให้พวกเราเอาเงิน 10 ล้านหยวนให้
เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของหลาน ”
ลุงเฉิงอ้าปากกว้าง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะมัน
เป็นอย่างที่หลี่เจี้ยนเย่พูดจริง ถึงแม้ว่าผู้อาวุโสหลี่จะให้ความสำคัญแก่
เขาและไว้ใจเขาเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายเขาก็เป็นเพียงแค่พ่อบ้านคน
หนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของตระกูลหลี่
หลี่เหม่ยเสี่ยวหัวเราะเยาขึ้นมา “ 10 ล้าน ? ทำไมไม่พูดว่า
10,000 แทนล่ะ ? ”
เงิน 10 ล้านหยวนเมื่อเทียบกับตระกูลที่มีทรัพย์สมบัติมากมาย
มหาศาลแล้วถือว่าเป็นเพียงแค่เศษขนเท่านั้น
หลี่เจี้ยนเย่พูดขึ้นว่า “ 10 ล้านถือว่าเป็นเงินที่ไม่น้อยแล้ว หลานก็
รู้นี่นาว่าบนโลกใบนี้มีใครตั้งหลายคนที่ต่อให้ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่อาจหาเงิน
จำนวนนี้ได้ ? ”
หลี่เยว่อิงพูดขึ้น “ จะให้ทำอย่างไรได้ นี่มันคือความปรารถนาของ
พี่ใหญ่ เขาเขียนไว้บนพินัยกรรมหมดแล้ว นอกจากนี้เขาไม่ได้ให้เงินแก่
หลานฟรีๆ มันยังมีเงื่อนไขอยู่ ”
จากนั้นเธอก็หยิบเอากระดาษ A4 อีกใบออกมาจากในกระเป๋า “
หลานรัก หลานลองอ่านดูสิ นี่คือสัญญาการหมั้นหมายหลานกับจื่อซงที่
ปู่ของหลานเขียนไว้ก่อนตาย ถ้ายึดตามพินัยกรรมของพี่ใหญ่ หลาน
ต้องแต่งงานกับจื่อซงก่อน เงินจำนวน 10 ล้านหยวนถึงจะตกเป็นของ
หลาน ไม่อย่างนั้นหลานจะไม่ได้สักหยวนเดียว ”
“ เป็นไปไม่ได้ นี่มันเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น ” หลี่เหม่ยเสี่ยวคิดไม่ถึง
เลยว่าคนพวกนี้ไม่เพียงแต่คิดจะชิงสมบัติเธอไปเท่านั้น นอกจากนี้ยัง
ปลอมแปลงสัญญาหมั้นหมายของเธอขึ้นมา ทันใดนั้นเธอจึงพูดด้วย
ความโมโหทันที “ หนูกับลูกพี่ลูกน้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน
คุณปู่จะมาเลอะเลือนทำสัญญาหมั้นหมายให้หนูกับเขาทำไม ”
หลี่เยว่อิงพูดขึ้นว่า “ หลานรัก หลานจะพูดแบบนี้มันก็ไม่ถูกนะ
หลานแซ่หลี่ จื่อซงเขาแซ่อู๋ ทำไมถึงจะแต่งงานกันไม่ได้ล่ะ ในสมัย
โบราณก็มีการแต่งงานแบบนี้นี่นา ”
จากนั้นเธอจึงหันไปพูดกับหลี่เจี้ยนเย่ “ พี่ว่าฉันพูดถูกไหม พี่รอง ?
”
หลี่เจี้ยนเย่พยักหน้าตอบรับ “ ปู่เดาว่าพี่ใหญ่คงไม่อยากให้คนอื่น
เข้ามามีผลประโยชน์ มันมีคำพูดโบราณที่ว่า ‘เรือล่มในหนอง ทองจะ
ไปไหน’ การที่หลานแต่งงานกับจื่อซงเป็นอะไรที่เหมาะสมสุดแล้ว ”
จบตอน