คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 678: ความลำบากของฉู่ซานเหอ
ตอนที่ 678 ความลำบากของฉู่ซานเหอ
ฉีกั๋วฟานเป็นหัวหน้าตระกูลของตระกูลฉี เขามีสิทธิ์และอำนาจใน
การพูดทุกอย่าง ตอนนี้เขายอมรับสถานะของฉินห้าวตงแล้ว มันเป็น
เหมือนกับคำประกาศิต ฉียวี่ฮู่ถึงไม่กล้าพูดอะไรอีก
ฉียวี่หลงรู้สึกดีใจมาก เขาจึงพูดขึ้นว่า “ หัวหน้าตระกูล ผมคิดว่า
ตอนนี้พวกเราควรจะรีบไปพูดคุยเรื่องแต่งงานกับทางนั้น จากนั้นก็เร่ง
จัดงานแต่งระหว่างสองตระกูลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ”
ฉียวี่ฮู่พูดขึ้นว่า “ ต่อให้ตระกูลฉีของพวกเราคิดอยากยอมรับการ
แต่งงานในครั้งนี้ แต่เมื่อครู่นี้มันเกิดเรื่องราวมากมายเสียเหลือเกิน อัน
ที่จริงมันดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่หรือเปล่าถ้าหากเราจะเร่งรัดแบบ
นี้ ? ”
เขาเพิ่งพูดออกไปได้ไม่นาน ทันใดนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็น
เสียงโทรศัพท์ของน้องสามฉียวี่เปียวนั่นเอง
ในบรรดาผู้สืบทอดรุ่นที่ 2 ของตระกูลฉี ฉียวี่เปียวมีหน้าที่
รับผิดชอบดูแลหน่วยข่าวกรองทั้งหมดของตระกูลฉี ดังนั้นอ่อนทำการ
ประชุมทุกคนต้องปิดโทรศัพท์ยกเว้นเขาไว้เป็นกรณีพิเศษ
ฉียวี่เปียวมองดูเบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของ
ตัวเอง หลังจากกดรับสายไปแล้วเขาก็พูดคุยกับปลายสายอยู่พักหนึ่ง
หลังจากนั้นประมาณ 2 นาทีเขาก็กดตัดสายแล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับฉีกั๋ว
ฟาน “ หัวหน้าตระกูล เมื่อครู่นี้พวกเราเพิ่งได้รับข้อมูลใหม่มา ตอนนี้
ตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย ตระกูลหาน หัวหน้าตระกูลทั้งสามคนนี้ไปหาฉู่
เสวียนเยว่เพื่อเจรจาเรื่องการหมั้นหมายด้วยตัวเอง ”
ฉีกั๋วฟานได้ยินเช่นนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เขาถามขึ้นว่า “ นี่ตา
เฒ่าเจ้าเล่ห์ 3 คนนั้นไปพูดคุยเรื่องแต่งงานถึงบ้านฉู่เสวียนเยว่เชียวรึ
พูดคุยเรื่องแต่งงานบ้าบออะไรกัน ? ”
ฉียวี่เปียวพูดขึ้นว่า “ ฉู่เสวียนเยว่มีลูกชายคนเดียวคือฉินห้าวตง
แน่นอนว่าพวกเขาต้องอยากไปเจรจาเรื่องแต่งงานกับฉินห้าวตงอยู่
แล้ว ตระกูลจ้าวไปเจรจาเรื่องงานแต่งงานให้จ้าวชิงอู่ ตระกูลหานไป
เจรจาเรื่องการแต่งงานให้หานเจี่ยยวี่ ส่วนตระกูลเว่ยไปเจรจาเรื่องงาน
แต่งงานให้เว่ยเยี่ยนหราน พวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการยก
หลานสาวให้แต่งงานกับฉินห้าวตงทั้งนั้น ”
ฉียวี่ฮู่ได้ยินเช่นนั้นก็ตะโกนขึ้นมา “ มันจะเป็นไปได้ยังไง ก่อนหน้า
นี้ตระกูลจ้าวเพิ่งถูกฉินห้าวตงแย่งสะใภ้ไปนี่นา แล้วทำไมถึงไปพูดคุย
เรื่องแต่งงานกับเขาถึงถิ่นได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น ? หรือจะบอกว่า
พวกเขาหน้าไม่อาย ? ”
ฉีกั๋วฟานถลึงตามองเขาด้วยความโมโห “ ยวี่ฮู่ จนถึงกระทั่งตอนนี้
ยังไม่เข้าใจหรือไงว่าอะไรคือเรื่องสำคัญที่สุด ลูกทำให้พ่อรู้สึกผิดหวัง
ในตัวลูกมาก ศักดิ์ศรีและเกียรติยศยังสำคัญอยู่อีกหรือไง ? การที่
สามารถอ้าแขนต้อนรับสามีเช่นนี้ได้ ถ้าหากฉินห้าวตงกลายเป็นหลาน
เขยของตระกูลจ้าวจริง เช่นนั้นก็เท่ากับว่าพวกเขาจะได้รับกองกำลัง
เสริมจากบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 ถึง 5 คน พอถึงตอนนั้นตระกูลจ้าวก็
จะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นนั้นแล้วใครยังจะกล้าหัวเราะเยาะพวก
เขาอีก ? ”
เมื่อเห็นว่าพ่อกำลังไม่พอใจเขาอยู่ ฉียวี่ฮู่จึงรีบหุบปากตัวเองทันที
ดูเหมือนว่าวันนี้ตัวเองจะพ่ายแพ้เข้าแล้วสิ
ฉียวี่หลงจึงพูดขึ้นว่า “ หัวหน้าตระกูล ตอนนี้สามตระกูล
มหาอำนาจไปพูดคุยเรื่องแต่งงานกันหมดแล้ว ตระกูลฉีของพวกเรา
ควรจะเร่งมือเช่นกัน ”
ฉียวี่เปียวพูดขึ้นว่า “ ดูจากเรื่องราวในวันนี้ ฉินห้าวตงดูท่าว่าจะไม่
พอใจตระกูลฉีของพวกเราอยู่ไม่น้อย ถ้าหากพวกเราไปพูดคุยเรื่องการ
แต่งงานกับเขาในวันนี้ เกรงว่าคงจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ”
หลังจากเขาพูดจบแล้ว คนอื่นที่อยู่ภายในห้องประชุมก็พากันเงียบ
คิดทบทวนทันที มันเป็นเช่นนี้จริง ตระกูลฉีตัดสินใจยกฉีหว่านเอ๋อร์ให้
จ้าวหงคุนโดยไม่ปรึกษาเจ้าตัวสักคำ จุดนี้ต้องทำให้ฉินห้าวตงโมโหมาก
อยู่แล้ว และดูท่าว่าเขาคงไม่ค่อยพอใจตระกูลฉีเท่าไร
หลังจากที่เงียบไปสักพัก ฉีกั๋วฟานจึงพูดขึ้นว่า “ ไม่เห็นจะเป็น
อะไรเลยนี่นา เดี๋ยวฉันจะเป็นคนไปพูดคุยกับพวกเขาด้วยตัวเอง อันดับ
แรกพวกเราต้องก้มหัวขอโทษพวกเขาก่อน จากนั้นค่อยพูดคุยเรื่องการ
แต่งงาน ฉันเชื่อว่าถึงอย่างไรฉินห้าวตงก็ต้องไว้หน้าคนแก่อย่างฉันบ้าง
”
แค่การที่หัวหน้าตระกูล ไปพูดคุยเรื่องการแต่งงานด้วยตัวเองถึงที่
ก็ถือว่ามากพอแล้ว แต่นี่เขาคิดจะไปขอโทษด้วยตัวเองอีกด้วย เท่าที่จำ
ความได้ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาก่อน ทำเอาพวก
เขาทุกคนถึงกับตกใจจนทำหน้าอึ้งไปตามๆ กัน
ฉียวี่ฮู่ขยับปากเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หลังจากที่
นึกถึงคำตำหนิเมื่อครู่นี้ หลังจากลังเลไปครู่หนึ่งเขาก็ตัดสินใจที่จะหุบ
ปากของตัวเองเอาไว้
ในเวลานี้ผู้อาวุโสใหญ่ฉีกั๋วยิ่นเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นบ้าง “ หัวหน้า
ตระกูลพูดถูก ตระกูลฉีของพวกเราต้องไขว่คว้าโอกาสครั้งนี้เอาไว้
เพราะถึงอย่างไรตอนนี้หว่านเอ๋อร์ก็ย้ายไปอยู่กับฉินห้าวตงแล้ว เขาเอง
ก็คงไม่กล้าทำอะไรเกินเลยหรอก ”
ฉีกั๋วฟานพยักหน้าเห็นด้วย “ เราจะมัวรีรอเรื่องนี้ไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะ
ออกไปตอนนี้เลย ”
ที่คฤหาสน์ตระกูลฉู่ ฉู่ซานเหอเรียกรวมสมาชิกของตระกูลมา
รวมตัวกันเพื่ออธิบายถึงสถานการณ์ของฉู่เสวียนเยว่ให้พวกเขาฟัง
แบบสั้นๆ
“ อะไรนะ เจ้าเด็กกำพร้าคนนั้นยังไม่ตายอีกหรอ ? ”
หลังจากที่เขาเพิ่งพูดจบไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงแหลมตะโกนแทรก
ดังขึ้น คนที่พูดก็คือภรรยาของฉู่ซานเหอ แม่ของฉู่เสวียนเยว่ชื่อว่าจินซิ่
วอิง
หญิงชราคนนี้เป็นลูกหลานผู้สืบทอดสายสกุลของราชวงศ์ชิง ว่า
กันว่าเป็นเชื้อสายจักรพรรดิในอดีต ซึ่งแม่ของเธอเป็นรุ่นสุดท้ายของ
สายสกุลนั้น ในปีนั้นตอนที่ตระกูลฉู่ก่อตั้งตระกูลขึ้น พวกเขาได้อาศัย
อำนาจของตระกูลจินอยู่มากล้น ดังนั้นเธอจึงมีสถานะสูงส่งมากใน
ตระกูลฉู่ ขนาดฉู่ซานเหอยังต้องยอมให้เธอ
และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้จินซิ่วอิงหยิ่งทะนงในตัวเองเสมอมา
เธอมักจะเห็นกฎเกณฑ์สำคัญอยู่เสมอ แถมยังเห็นแก่เกียรติยศของ
ตัวเองอีกด้วย นอกจากนี้เธอมักให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูก
สาว เธอรักและเอาใจใส่ลูกชายทั้งสองของเธอเป็นอย่างดี และมักจะไม่
เคยทำหน้าดีๆ ใส่ฉู่เสวียนเยว่เลยสักครั้ง
โดยเฉพาะตอนที่ฉู่เสวียนเยว่ไม่สนใจกฎของครอบครัว แต่กลับไป
พรอดรักกับฉินจ้งเหิง ต่อมาพอเธอให้กำเนิดฉินห้าวตง จินซิ่วอิงยิ่งรู้สึก
จงเกลียดจงชังมากขึ้นกว่าเดิม
ในปีนั้นสาเหตุที่ฉู่ซานเหอลงมือกับฉินห้าวตงและไล่ฉู่เสวียนเยว่อ
อกจากตระกูลฉู่เป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากจินซิ่วอิง
ฉู่เสวียนหลีพูดขึ้นว่า “ พอได้แล้วแม่ เรื่องมันผ่านมาตั้งนานขนาด
นี้แล้ว แม่ยังจะไปรื้อฟื้นถึงมันทำไม ? ”
จินซิ่วอิงพูดขึ้นด้วยความโมโห “ ไม่ได้เด็ดขาด ไอ้เด็กกำพร้าคน
นั้นมันรอดมาได้ยังไง ? เรื่องนี้เราจำเป็นต้องสืบหาอย่างละเอียด หรือ
ว่าตระกูลฉู่ของพวกเราที่เป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงกลับทำเรื่อง
เล็กน้อยแค่นี้ไม่สำเร็จ ? ”
หลังจากพูดจบเธอก็หันไปตะโกนเรียกคนที่อยู่ด้านนอก “ เหล่า
เวิง เข้ามานี่หน่อยซิ ”
หลังจากประตูห้องถูกเปิดออก พ่อบ้านวัยชราอายุประมาณ 60 ปี
กว่าเดินเข้ามาจากด้านนอก เขาก็คือลุงเวิง พ่อบ้านประจำตระกูลฉู่
“ คุณนายมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ? ” ลุงเวิงพูดขึ้น
“ แกยังมีหน้ามาถามฉันอีกหรอ ? ” จินซิ่วอิงตะโกนเสียงดังลั่น “
ในตอนนั้นหัวหน้าตระกูลให้แกเอาไอ้เด็กคนนั้นที่ฉู่เสวียนเยว่ให้กำเนิด
มาไปฆ่าทิ้งซะ ตอนนั้นแกกลับมาบอกฉันว่าฆ่ามันไปแล้ว แต่ตอนนี้
ทำไมไอ้เด็กกำพร้าคนนั้นถึงยังมีชีวิตอยู่แล้วมาปรากฏตัวที่เมืองหลวง
ได้ อธิบายให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้ว่าสุดท้ายมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ”
ลุงเวิงหน้าซีดทันทีที่ได้ยินเธอพูด คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาล่วงเลยไป
นานขนาดนี้แล้ว แต่เหตุการณ์ในอดีตนั้นกลับถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่
จินซิ่วอิงตะโกนถามย˺าอีกครั้ง “ แกบอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าแกได้ฆ่า
มันหรือเปล่า ? ”
หลังจากลังเลไปสักพัก ในที่สุดลุงเวิงถึงยอมเล่าความจริงออกมา “
คุณนายครับ ผมเห็นคุณหนูมาตั้งแต่เด็กจนโต อีกทั้งลูกของเธอก็ยังเด็ก
ขนาดนั้น ตอนนั้นผมทำไม่ลงจริงๆ จึงส่งเขาออกไปนอกเมืองหลวง ซึ่ง
บังเอิญว่ามีญาติคนหนึ่งของผมกำลังเดินทางไปที่เจียงหนานพอดี ผมก็
เลยให้เขาเอาตัวเด็กไปเพื่อมอบให้กับครอบครัวที่เหมาะสม ”
“ ไอ้เนรคุณ ! ” จินซิ่วอิงฉุนขาด “ แกกินอยู่ในตระกูลฉู่ของพวก
เรา แต่กลับทำเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่สำเร็จงั้นหรือ แกยังมีหน้าอยู่ใน
ตระกูลฉู่ของพวกเราได้ยังไง ! ”
ในเวลานี้ฉู่ซานเหอทนดูต่อไปไม่ไหวจึงพูดขึ้นว่า “ ช่างมันเถอะ
เรื่องมันผ่านมานานหลายปีขนาดนี้แล้ว เขาทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อ
ตระกูลฉู่ของพวกเรามาเป็นเวลานาน เรื่องนี้ช่างมันเถอะ ”
“ ไม่ได้ ” จินซิ่วอิงยังคงดึงดันเหมือนเดิม “ ลำพังแค่ฉันให้กำเนิด
ลูกสาวก็ขายขี้หน้าต่อตระกูลมากพอแล้ว แต่นี่แม่ลูกสาวตัวดีด้านมาให้
กำเนิดเด็กไม่มีพ่ออีก ขนาดตอนนี้พ่อบ้านก็ยังไม่ยอมทำตามคำสั่ง
ตระกูลนี้ยังมีกฎระเบียบอยู่หรือเปล่า ? ”
ลุงเวิงถอนหายใจออกมา แววตาของเขาเผยให้เห็นถึงความเศร้า
โศก เขาโค้งตัวลงแล้วพูดขึ้นว่า “ หัวหน้าตระกูล คุณนาย เรื่องนี้ผมทำ
ผิดจริง อีกครั้งตอนนี้ผมอายุมากแล้วควรที่จะวางมือได้แล้ว ผมไม่
สามารถทำงานรับใช้ตระกูลฉู่ได้อีก เชิญพวกคุณหาคนที่เหมาะสมกว่า
นี้เถอะ ! ”
หลังจากพูดจบแล้ว เขาก็หันไปโค้งคำนับฉู่ซานเหออีกครั้งแล้วเดิน
ออกไปจากคฤหาสน์
ฉู่เสวียนหลีมองตามแผ่นหลังของเขาแล้วอดรู้สึกสงสารไม่ได้ เขา
จึงเดินเข้าไปดึงลุงเวิงไว้แล้วพูดขึ้นว่า “ ลุงเวิง ลูงไม่ต้องไปหรอก ”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับจินซิ่วอิง “ แม่ หลายปีที่ผ่านมานี้ลุงเวิง
ทำเพื่อตระกูลของพวกเรามามากมาย เขามีความขยันขันแข็งมาก
ทำไมแม่ต้องให้เขาตกระกำลำบากขนาดนี้ ”
จินซิ่วอิงตะโกนขึ้นว่า “ ตัวเองเป็นเพียงแค่พ่อบ้านแต่กลับไม่ฟัง
คำสั่งของเจ้านาย คนที่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์และมารยาทแบบนี้ไม่สมควรที่
จะอยู่ในตระกูลฉู่ของพวกเราอีกต่อไป ”
“ คุณชาย อย่าทำให้ผมลำบากใจเลย หลายปีที่ผ่านมานี้ผมแก่ชรา
มากแล้วจริงๆ ถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปใช้ชีวิตในวัยชราแล้ว ”
หลังจากพูดจบ ลุงเวิงก็เดินออกจากประตูรั้วไปโดยไม่หันกลับมา
สนใจอีก
ลุงเวิงออกไปแล้ว เมื่อเห็นว่าจินซิ่วอิงมีสีหน้าผ่อนลงเล็กน้อย ฉู่
ซานเหอจึงพูดขึ้นว่า “ เรื่องนี้มันผ่านไปตั้งนานหลายปีแล้ว วันนี้ทุกคน
มาปรึกษาหารือกันดีกว่าว่าจะทำยังไงถึงสามารถพาเสวียนเยว่กลับมา
ที่ตระกูลฉู่ของพวกเราได้ ”
เขาเพิ่งพูดจบไป จินซิ่วอิงก็ตะโกนแย้งขึ้นมา “ ทำไมต้องไปรับ
เธอกลับมาด้วย ? หลังจากที่เธอไม่ได้อยู่ในตระกูลฉู่ตลอดหลายปีที่
ผ่านมานี้ ตระกูลฉู่ของเราก็เป็นไปอย่างราบรื่นดีไม่ใช่หรือไง ”
ฉู่เสวียนหลีได้ยินเช่นนั้นจงย้อนกลับไป “ แม่ การที่แม่พูดแบบนี้
มันไม่ถูกนะ ถึงอย่างไรเสวียนเยว่ก็เป็นลูกสาวที่แม่ให้กำเนิดมาด้วย
ตัวเอง แม่จะให้น้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอกแบบนี้ไม่ได้ ตอนนี้เรารู้
สถานการณ์ทุกอย่างเป็นอย่างดีแล้ว ในปีนั้นเป็นเพราะหยวนเทียนเห
รินพูดจาหลอกลวง เขาจัดฉากเอาเรื่องดินแดนแห่งเทพธิดาอะไรพวก
นั้นมาหลอกเรา ทุกอย่างมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น อีกอย่างตลอด
หลายปีที่ผ่านมานี้น้องอยู่ข้างนอกด้วยตัวคนเดียวมันไม่ง่ายเลย ในเมื่อ
เรารู้แล้วว่ามันคือความเข้าใจผิด เราก็ควรรับน้องกลับมาที่ตระกูลฉู่ ”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย จินซิ่วอิงก็หัวเราะเยาะออกมา ในที่สุด
คำพูดของเธอก็ดูผ่อนลง “ งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน เสวียนเยว่สามารถ
กลับมาที่ตระกูลได้ แต่ไอ้เด็กกำพร้าคนนั้นกลับมาไม่ได้เป็นอันขาด เรา
จะรับตัวเด็กกำพร้าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
เขาจะต้องเป็นคนที่ไม่รู้จักมารยาทและกฎเกณฑ์ของตระกูลแน่นอน
เขาจะกลับมาที่ตระกูลฉู่ได้ก็ต่อเมื่อฉันตายเท่านั้น ! ”
ฉู่ซานเหอรู้สึกปวดหัวกับภรรยาตัวเอง “ คุณพูดแบบนี้มันไม่ถูกนะ
ถึงอย่างไรฉินห้าวตงก็เป็นหลานชายของพวกเราเหมือนกัน สิ่งสำคัญ
ที่สุดก็คือตอนนี้เด็กคนนั้นมีชื่อเสียงมาก เขาเป็นถึงบรรพจารย์ขอบเขต
ที่ 9 ในอนาคตเขาจะมีส่วนช่วยให้พวกเราพัฒนาไปมากกว่านี้แน่นอน
”
ในตอนที่เขาพูดประโยคนี้ก็รู้สึกจนใจเช่นกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้
ตระกูลฉู่จะดูยอดเยี่ยม ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูล
มหาอำนาจของเมืองหลวง แต่ที่จริงแล้วเขาตระหนักได้ถึงภัยเงียบที่
ซ่อนอยู่นั่นก็คือในตอนนี้ไม่มีผู้ที่เหมาะสมจะมาสืบทอดตำแหน่ง
หัวหน้าตระกูล
เขามีลูกชาย 2 คน ลูกชายคนโตคือฉู่เสวียนหลีซึ่งเป็นคนที่มีจิตใจ
ดีและมีความเมตตามาก ถ้าหากอยู่ในกลุ่มคนทั่วไปถือว่าเป็นคนที่ยอด
เยี่ยมเลยทีเดียว แแต่ในฐานะตำแหน่งหัวหน้าตระกูลฉู่ ลำพังจะเป็นแค่
คนดีมีคุณธรรมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยวและมีความมุ่งมั่น
มากกว่านี้อีกด้วย
ส่วนลูกชายคนรองชื่อว่าฉู่เสวียนหมิง เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก
นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีแผนการล˺าลึกพอ แต่น่าเสียดายที่เป็นคนไม่
มองการณ์ไกล แถมยังเจ้าเล่ห์เพทุบายอีกด้วย จิตใจของเขายังไม่กว้าง
พอ ซึ่งคนแบบนี้ไม่เหมาะที่จะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าตระกูลเช่นกัน
และด้วยเหตุนี้เอง ฉู่เสวียนหลีและฉู่เสวียนหมิงจึงต้องมาแข่งขัน
กันเองว่าลูกของใครจะมีความยอดเยี่ยมมากกว่ากัน แต่พอมาถึงรุ่นที่ 3
ของตระกูลฉู่ โดยทั่วไปแล้วลูกของทั้งสองมีแต่ผู้ลากมากดีทั้งนั้น ไม่มี
คุณสมบัติพอที่จะได้เป็นหัวหน้าตระกูลสักคน
ในด้านชาวยุทธนั้น ตอนนีบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 ในตระกูลของ
พวกเขามีอยู่ 2 คนนั่นก็คือฉู่ซานชวนและฉู่ซานไห่ แต่ทั้งสองอายุมาก
แล้ว ช่วงเวลาที่เหลือยังมีไม่พอที่จะให้ใช้ชีวิตอย่างยาวนาน
อีกครั้งคนรุ่นหลังของเขาลงไปไม่มีใครใช้ได้เลยสักคน อย่าว่าแต่
ยอดฝีมือบรรพจารย์ขอบเขตที่ 8 เลย ขนาดบรรพจารย์ขอบเขตที่ 7 ยัง
ไม่มีสักคน ตอนนี้ผู้ที่มีระดับการฝึกตนสูงสุดในบรรดาคนรุ่นหลังของ
ตระกูลฉู่ก็คือบรรพจารย์ขอบเขตที่ 6
ที่ผ่านมาเขาพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มาโดยตลอด ฉู่ซานเหอ
กำลังรู้สึกเป็นกังวลใจเพราะไม่มีวิธีอื่น แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันแล้ว
เพราะจู่ๆ เขาก็มีหลานชายบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 ปรากฏตัวขึ้นอย่าง
กะทันหัน
ถ้าหากฉินห้าวตงสามารถเข้ามาอยู่ในตระกูลฉู่ได้ มันไม่เพียงแต่
ช่วยเพิ่มพลังอำนาจให้แก่ตระกูลฉู่ได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น ใน
ขณะเดียวกันยังเพิ่มเกราะป้องกันให้กับตระกูลฉู่ในอนาคตอีกด้วย
เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ฉินห้าวตงเพิ่งจะมีอายุเพียง 20 ปี ในอนาคต
ของเขายังอีกยาวไกล อย่างน้อยเขาก็ยังช่วยให้ตระกูลฉู่เจริญรุ่งเรืองไป
เป็นอีก 50 ปีได้
และด้วยความคิดนี้เอง ดังนั้นเขาถึงร้อนใจอยากรับฉู่เสวียนเยว่
กลับมาที่ตระกูลตระกูลฉู่โดยเร็ว ที่จริงแล้วลูกสาวไม่ใช่เป้าหมายของ
เขา เพราะคนที่เขาอยากให้เข้ามาในตระกูลมากที่สุดก็คือฉินห้าวตง
แต่เห็นได้ชัดว่าจินซิ่วอิงไม่เข้าใจถึงความลำบากของเขา เธอไม่ใช่
ชาวยุทธ นอกจากนี้เธอยังไม่เห็นแก่ตระกูลอีกด้วย เธอจะทำทุกเรื่อง
ตามความชื่นชอบและความพอใจของตัวเองทั้งนั้น
“ ฉันไม่สนว่ามันจะเป็นบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 หรือเปล่า แต่
เท่าที่ฉันรู้ก็คือมันเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาจากด้านนอก ฉันเชื่อว่ามัน
ต้องไม่มีวันเข้าใจกฎเกณฑ์ของตระกูลใหญ่อย่างพวกเราแน่ คนแบบนี้
ห้ามเข้ามาเหยียบที่หน้าประตูตระกูลฉู่ของฉันเป็นอันขาด ”
จบตอน