คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 682: พวกเราสนิทกันมากหรือไง ?
ตอนที่ 682 พวกเราสนิทกันมากหรือไง ?
เมื่อได้ยินว่าพ่อของตัวเองจะไปหาฉินห้าวตง ฉินจ้งจึงพูดขึ้นว่า “
ผมไปด้วย ผมอยากไปดูว่าไอ้เด็กคนนั้นมันจะเก่งขนาดไหนกันเชียว ถึง
กล้ามาแย่งผู้หญิงที่ผม ฉินจ้ง ถูกใจ ”
“ ได้สิ ! ”
ฉินจ้งเองก็เป็นผู้ที่มีความยอดเยี่ยมในบรรดาคนหนุ่มสาว
เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงเป็นที่รักและชื่นชมของฉินหนิงเฟย ทำให้พ่อ
ของเขาตอบรับได้อย่างไม่ลังเล
“ ลูก แต่ว่าลูกอย่าทำตัววู่วามเชียว พ่อได้ยินคุณปู่พูดมาว่าตอนนี้
ฉินห้าวตงเป็นบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 แล้ว ไม่ใช่คนที่พวกเราจะยั่ว
โมโหได้ ”
ตอนนี้ฉินจ้งเป็นบรรพจารย์ขอบเขตที่ 4 ที่ผ่านมาเขาคิดว่าตัวเอง
มีความโดดเด่นและมีพรสวรรค์ทางด้านวรยุทธมากที่สุด แต่พอได้ยิน
ว่าฉินห้าวตงกลายเป็นบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 ทันใดนั้นในแววตาของ
เขาก็เต็มไปด้วยความอิจฉา
“ แล้วยังไงล่ะครับ ? เขาต้องใช้วิธีการสกปรกอะไรแน่นอนถึงทำ
ให้ตัวเองมาถึงขอบเขตนี้ได้ อีกอย่างปู่ของผมก็เป็นบรรพจารย์
ขอบเขตที่ 9 เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องกลัวเขาที่เป็นเพียงคนหนุ่มที่เพิ่ง
สำเร็จขั้นพลังนี้ ”
ปู่ของเขาฉินจ้านหลงคือผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลฉิน อีกทั้งยัง
สำเร็จขั้นพลังบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 แล้วด้วย
ฉินจ้งที่ถูกเอาใจมาตั้งแต่เด็กมีนิสัยหยิ่งทะนงและเชื่อมั่นในตัวเอง
มานานแล้ว พอได้ยินว่าฉินห้าวตงเป็นบรรพจารย์ขอบเขตที่ 9 เขาก็ดู
จะไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ เพราะถึงอย่างไรในความคิดเขาก็คิดว่าฉินห้าวตง
เทียบคุณปู่ของตัวเองไม่ได้แน่นอน
ในฐานะที่เป็นผู้นำทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลฉิน นอกจากนี้เขายัง
เป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าตระกูล ฉินหนิงเฟ
ยเองก็มีนิสัยเย่อหยิ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจ
กับท่าทีของลูกชายเขานัก
นอกจากนี้เขายังคิดว่าถ้าหากฉินห้าวตงกลับเข้ามาในตระกูลฉิน
จริง ดีไม่ดีอาจจะเป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งหัวหน้าตระกูลในอนาคต
ของเขาได้ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจำเป็นต้องเอาชนะหลานชายคนนี้ให้ได้
ก่อน จากนั้นก็ให้ฉินห้าวตงกลับมาที่ตระกูลฉินโดยปฏิบัติตามกฎของ
ตระกูลอย่างเคร่งครัด อย่างน้อยต้องให้เคารพเขาในฐานะลุงสามผู้น่า
เคารพก่อน
จากนั้นสองพ่อลูกก็เดินทางมาถึงที่ด้านหน้าถังเหมิน แต่แล้วก็ถูก
บอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตูขวางทางไว้ วันนี้คนที่รับหน้าที่เฝ้าประตู
คือจางเถี่ยหนิว เขาเดินเข้ามาถามว่า “ ทั้งสองท่านครับ ที่นี่คือถังเหมิน
ไม่ทราบว่าคุณมาหาใครครับ ? ”
ฉินจ้งพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจว่า “ ฉินห้าวตงอยู่ไหม ? ให้เขา
ออกมาต้อนรับพวกเราหน่อย ”
เมื่อคิดว่าเขาที่เป็นถึงคุณชายตระกูลฉินไปที่ไหนก็เป็นที่ต้อนรับ
ของทุกคน แต่พอมาที่นี่กลับไม่สามารถเดินเข้าไปได้แม้แต่ในประตูรั้ว
ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจมาก
จางเถี่ยหนิวขมวดคิ้วขึ้น เมื่อเห็นว่าชายวัยรุ่นคนนี้กล้าแม้กระทั่ง
เอ่ยเพียงชื่อของเถ้าแก่เขา ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
แต่เนื่องจากเขายังไม่แน่ใจถึงที่มาที่ไปของสองคนนี้ เขาจึงเลือกที่
จะยังไม่แสดงความไม่พอใจแต่อย่างใด เขาจึงถามขึ้นอีกว่า “ ไม่ทราบ
ว่าทั้งสองท่านมีชื่อว่าอะไร ผมจะได้ไปรายงานให้เถ้าแก่ของผมทราบ ”
ฉินจ้งได้ยินเช่นนั้นก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ “ กล้ามากนักนะ ก็
แค่คนจนกระจอกจากต่างเมือง พอมาถึงเมืองหลวงก็คิดว่าตัวเองเป็น
คนใหญ่คนโตจริงๆ หรือไง ”
ฉินหนิงเฟยได้ยินเช่นนั้นก็รีบพูดขึ้นว่า “ พวกเราคือคนของ
ตระกูลฉิน นายเข้าไปบอกฉินห้าวตงว่าลุงสามของเขามา ให้เขาออกมา
ต้อนรับหน่อย ”
“ ได้ครับ โปรดรอสักครู่ ! ”
เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนี้มันค่อนข้างพิเศษพอสมควร จาง
เถี่ยหนิวพูดจบจึงไม่ได้ส่งบอดี้การ์ดคนอื่นไป แต่เขาไปรายงานฉินห้าว
ตงด้วยตัวของเขาเอง
ฉินห้าวตงกำลังนั่งพูดคุยกับฉู่เสวียนเยว่ เมื่อเห็นว่าจางเถี่ยหนิว
เดินเข้ามาจึงถามขึ้นว่า “ มีธุระอะไรหรือเปล่า ? ”
“ เถ้าแก่ มีคนมาหาเถ้าแก่อยู่ 2 คน พวกเขาคือคนของตระกูลฉิน
เขาต้องการให้เถ้าแก่ออกไปต้อนรับเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นบอกว่าเขาคือลุง
สามของเถ้าแก่ ”
ฉินห้าวตงกระตุกรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้น คนของตระกูลฉินช่างกล้า
มาก จนถึงกระทั่งตอนนี้มีหัวหน้าตระกูลใหญ่ถึงห้าตระกูลแวะเวียนมา
ที่บ้านเขา แต่ไม่มีใครกล้าให้เขาออกไปต้อนรับด้วยตัวเองสักคน แต่คน
ที่บอกว่าเป็นลุงสามของเขากลับดึงดันจะให้เขาออกไปให้ได้
เขาไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อตระกูลฉู่และตระกูลฉินเลยสักนิด
เพราะพวกเขาต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลอื่นทำให้พ่อกับแม่ของ
เขาต้องพลัดพรากจากกัน ทำให้จนถึงกระทั่งตอนนี้พ่อของเขาก็ยังหาย
ตัวไปอย่างไร้วี่แวว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ตระกูลฉินไม่เคยมาถามไถ่ข่าวคราวของ
เขาสักคน ถึงขนาดไม่สนด้วยซ˺าว่าตัวเขาเองจะมีชีวิตอยู่หรือตายไป
แล้ว รวมถึงตอนที่ปีนั้นตระกูลฉู่ลงมือกับเขาด้วย ตระกูลฉินไม่มีท่าทีว่า
จะเข้ามาห้ามแต่อย่างใด
และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าถ้าหาก
พ่อเขาไม่กลับมา เขาจะไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองคือคนของตระกูลฉิน
เป็นอันขาด
และเป้าหมายที่ตระกูลฉินมาหาเขาในครั้งนี้เป็นเรื่องชัดเจนดีอยู่
แล้ว เป็นเพราะเห็นว่าเขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ถูกทอดทิ้งเหมือนในตอนนั้น
อีกต่อไป แต่เป็นคนที่มีความแข็งแกร่งพอที่จะคุมอำนาจเหนือเมือง
หลวงได้ ดังนั้นจึงคิดอยากจะรับเขากลับไปอยู่ที่ตระกูลฉิน เพื่อให้เขา
ยอมขายชีวิตตัวเองให้แก่ตระกูลฉิน
แต่ถ้าหากมาอย่างสุภาพนอบน้อม บางทีเขาอาจจะเห็นแก่ที่เป็น
สายเลือดเดียวกันโดยการมอบผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ให้พวกนั้นได้
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสองคนนั้นที่มาหาเขากลับทำอวดเก่งอย่างคนโง่
เขลา พวกนั้นคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอหรือไง ?
เขามีมาตรฐานในการทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ขอ
เป็นคนที่ทำดีกับคนในครอบครัวของเขา ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นขอทาน
เขาก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเป็นอันขาด
แต่คนที่ไม่เคยทำอะไรให้เขาเลยสักอย่าง ไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน
มาก่อน ลำพังจะใช้แค่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดมาหาประโยชน์จาก
ตัวเขาคงไม่พอ คนแบบนี้ทำให้เขารู้สึกรำคาญมากที่สุด
เขาจึงพูดกับจางเถี่ยหนิวว่า “ งั้นนายช่วยไปบอกพวกเขาทีว่าถ้า
หากพวกเขาไม่เข้ามาเองก็ไสหัวกลับไปซะ ”
“ ครับเถ้าแก่ ”
จางเถี่ยหนิวไม่เคยขัดคำสั่งของฉินห้าวตงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ใน
ไม่ช้าเขาก็เดินกลับมาพูดกับสองพ่อลูกตระกูลฉินที่ในเวลานี้กำลัง
ทะนงตัวอยู่ “ เถ้าแก่ของพวกเราบอกว่าถ้าหากพวกคุณไม่เข้าไปเองก็
กลับไปเถอะ ”
ฉินหนิงเฟยกำลังยืนเชิดเพื่อรอคอยให้ฉินห้าวตงออกมาต้อนรับ
เขา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้คำตอบเช่นนี้กลับมา
ในวินาทีนี้เขารู้สึกมึนงงไปหมด คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กคนที่ไม่เคย
แม้แต่จะเห็นหน้าเขามาก่อนกลับทำตัวอวดเก่งขนาดนี้ แถมยังไม่ไว้
หน้าเขาเลยสักนิด
ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่กำลังโมโห ฉินจ้งในเวลานี้ยังตก
ตะลึงไม่ได้สติอยู่ เขากำลังคิดว่าเขาสองคนพ่อลูกเป็นที่ต้อนรับในเมือง
หลวงมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าถูกปฏิบัติแบบนี้ตั้งแต่ตอนไหน ?
“ ไอ้เลวเอ้ย ทำไมเจ้าเด็กคนนี้ถึงทำตัวหยิ่งยโสขนาดนั้น ? ”
หลังจากวินาทีนั้นที่นึกได้ ฉินจ้งก็คำรามลั่นด้วยความโมโห เขาจึงหันไป
พูดกับฉินหนิงเฟยด้วยความเดือดดาลว่า “ พ่อครับ เจ้าเด็กที่ไม่มีหัว
นอนปลายเท้าแบบนี้ แถมยังเป็นคนไม่มีมารยาทไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ
ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าประตูรั้วของตระกูลฉินด้วยซ˺า พวกเรากลับกัน
เถอะ ”
ในสามัญสำนึกของเขาคิดว่าการที่พวกเขามาเรียกให้ฉินห้าวตง
กลับไปในตระกูลฉินก็ถือว่าเป็นบุญคุณมากพอแล้ว เขาคิดว่าฉินห้าวตง
ควรจะมาขอร้องเขาต่างหากถึงจะถูก
ถึงอย่างไรฉินหนิงเฟยก็ยังมีสมองกว่าเขามาก เขาค่อยๆ สงบสติ
อารมณ์ลงหลังจากที่โมโหจัด เดิมทีเขาคิดอยากจะใช้อำนาจบารมีของ
ตระกูลฉินมาวางอำนาจใส่ฉินห้าวตง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเป็นภัย
คุกคามแก่ตนเองในอนาคต แต่คิดไม่ถึงเลยว่าชายคนนี้กลับไม่ตก
หลุมพรางเขาเลยสักนิด
สถานการณ์ในตอนนี้มันดูเก้กังมาก แต่การมาเชิญฉินห้าวตงกลับ
ตระกูลฉินถือเป็นคำสั่งของหัวหน้าตระกูล ถ้าหากต้องกลับไปโดยไม่ได้
เห็นแม้กระทั่งหน้าตาของอีกฝ่าย เกรงว่าฉินจ้านอ๋าวต้องไม่ปล่อยพวก
เขาไปแน่
หลังจากลังเลแล้วลังเลอีก เขาจึงพูดขึ้นว่า “ ไปกันเถอะ พวกเรา
เข้าไปเองนี่แหละ ! ”
ฉินจ้งพูดขึ้นอย่างไม่ยอม “ พ่อครับ ฉินห้าวตงทำกับพวกเราแบบ
นี้ ทำไมพ่อต้องไปเจอเขาด้วย ? หรือจะบอกว่าถ้าไม่มีเขา ตระกูลฉินจะ
เอาตัวรอดไม่ได้หรือไง ? ”
“ ในเมื่อเรามาถึงนี่แล้ว เราก็ต้องไปพบเจอเขาหน่อยถึงจะได้ ยิ่ง
ไปกว่านั้นลูกอยากเข้าไปถามเรื่องของเว่ยเยี่ยนหรานไม่ใช่หรือไง ? ”
ฉินหนิงเฟยหันไปพูดกับจางเถี่ยหนิวต่อ “ นำทางไปเถอะ ”
เมื่อนึกถึงเรื่องสัญญาการแต่งงานระหว่างเว่ยเยี่ยนหรานกับฉิน
ห้าวตง ฉินจ้งจึงไม่พูดอะไรอีก เขาและฉินหนิงเฟยจึงเดินเข้าไปในถังเห
มินพร้อมกัน
ภายในห้องรับแขก ครั้งนี้ฉินห้าวตงออกหน้าเอง ส่วนฉู่เสวียนเยว่
เข้าไปหลบอีกห้อง เพราะถึงอย่างไรนี่มันก็เป็นเรื่องของตระกูลฉิน
ดังนั้นการมอบหมายให้ฉินห้าวตงจัดการจึงเหมาะสมที่สุด
เขานั่งอยู่บนโซฟา แล้วจิบชาในมืออย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่ง
สองพ่อลูกฉินหนิงเฟยและฉินจ้งเดินเข้ามาในห้องรับแขกแล้ว เขาก็ยัง
ไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นไปต้อนรับแต่อย่างใด
ฉินหนิงเฟยเห็นว่าชายวัยรุ่นคนนี้มีหน้าตาถอดแบบมาจากฉินจ้ง
เหิงเปี๊ยบ เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือฉินห้าวตง เขาพูดด้วยน˺าเสียงเย็นชาว่า “
ฉินห้าวตง เธอเป็นคนไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่หรือไง ในเมื่อญาติผู้ใหญ่มา
หาถึงหน้าประตู หรือเธอไม่รู้ว่าควรออกไปต้อนรับหน่อย ? ”
ฉินห้าวตงทำเหมือนกับไม่เห็นพวกเขา เจ้าตัวยังคงจิบชาอย่าง
เพลิดเพลินเหมือนเดิม หลังผ่านไปสักพักถึงวางแก้วชาลงช้าๆ แล้วเงย
หน้าขึ้นมาพูดว่า “ คุณเป็นใคร ? พวกเราสนิทกันขนาดนั้นเลยหรอ ? ”
ฉินจ้งรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที เขาจึงพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “ ฉิน
ห้าวตง ทำเป็นอวดเก่งนักหรือไง ? พวกเราคือคนของตระกูลฉิน พ่อ
ของฉันก็คือลุงสามของนาย ”
ฉินห้าวตงยังคงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเฉยเมย “ คนของตระกูลฉิน แล้ว
มันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ ? ”
ฉินหนิงเฟยห้ามฉินจ้งที่กำลังฉุนจัดแล้วพูดขึ้นว่า “ ห้าวตง ก่อน
หน้านี้พวกเราไม่เกี่ยวข้องกันจริง แต่หลังจากนี้ไปพวกเราเกี่ยวข้องกัน
แล้ว ที่ฉันมาในวันนี้เพราะมีข่าวดีจะมาบอกเธอ ผู้อาวุโสเรียกให้เธอ
กลับไปยังตระกูลฉิน และนับจากนี้ต่อไปเธอก็คือหลานชายของตระกูล
ฉิน ดังนั้นหากว่ากันตามลำดับรุ่นแล้วฉันคือลุงสามของเธอ นี่คือลูก
ชายของฉัน ชื่อว่าฉินจ้ง เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ ”
ฉินห้าวตงขมวดคิ้วขึ้น เขาไม่รู้จริงๆ ว่าหัวหน้าตระกูลฉิน คุณปู่ที่มี
ความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขากำลังคิดอะไรอยู่ คิดว่าเขาเป็น
หมาปั๊กหรือไง ที่จะส่งใครมาเรียกแล้วเขาก็จะยอมตามกลับไปแต่โดย
ดี ? คิดว่าตระกูลฉินของพวกเขาเองเป็นอะไร ? คิดว่าตัวเองคือ
พระราชวังหรือไง หรือคิดว่าบ้านของตัวเองเป็นแดนสวรรค์ ?
เมื่อเห็นว่าฉินห้าวตงเงียบเหมือนเดิม ฉินจ้งตื่นนึกว่าเขาตกใจ
เพราะข่าวนี้ ดังนั้นเจ้าตัวจึงพูดขึ้นด้วยความเย่อหยิ่งว่า “ แต่การที่นาย
คิดอยากกลับไปตระกูลฉินมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอกนะ ไม่ต้อง
ตอบรับคำขอของฉันก่อน ”
ฉินหนิงเฟยลังเลไปสักพัก แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ห้ามปรามลูก
ชายของตัวเองแต่อย่างใด
ฉินห้าวตงมองเขาราวกับกำลังมองคนโง่ปัญญาอ่อนแล้วถาม
ขึ้นมาอย่างจิกกัด “ งั้นนายลองพูดมาสิว่าฉันต้องทำยังไงถึงจะได้
กลับไปยังตระกูลฉิน ? ”
ฉินจ้งพูดขึ้นว่า “ อันดับแรกนายต้องขอโทษในฐานะที่ไม่เคารพ
ฉันกับพ่อเมื่อครู่นี้ก่อน ”
ฉินห้าวตงได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา “ มีอันดับแรกแสดงว่า
ต้องมีข้อที่สองด้วย งั้นเงื่อนไขที่สองคืออะไร ? ”
ฉินจ้งตอบกลับ “ ตระกูลเว่ยคงมาพูดคุยเรื่องงานแต่งงานกับนาย
แล้วใช่ไหม ? ”
ฉินห้าวตงพยักหน้าตอบรับ “ ไม่ผิด เว่ยจวิ้นเช่อต้องการยก
หลานสาวของเขาเว่ยเยี่ยนหรานให้แต่งงานกับฉัน ”
ฉินจ้งพูดขึ้นว่า “ เว่ยเยี่ยนหรานเป็นผู้หญิงที่ฉันหมายตาเอาไว้
เธอไม่ใช่คนที่คู่ควรกับนาย ดังนั้นนายจำเป็นต้องปฏิเสธสัญญาการ
แต่งงานครั้งนี้ นอกจากนี้ยังต้องประกาศออกไปให้ทั่วเมืองหลวงด้วยว่า
นายไม่คู่ควรกับเว่ยเยี่ยนหราน ”
หลังจากฟังเขาพูดจบ ฉินห้าวตงก็ระเบิดหัวเราะออกมาทันที
ฉินจ้งเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นด้วยความโมโห “ หัวเราะอะไร ? มันน่าขำ
ขนาดนั้นเลยหรอ ? ”
“ ผู้หญิงที่นายหมายตางั้นหรอ แล้วทำไมถึงไม่แต่งเธอเข้าตระกูล
ฉินตั้งแต่แรกล่ะ ? รอให้หัวหน้าตระกูลเว่ยมายกให้ฉันถึงที่ทำไม ? ”
“ ฉัน…… ”
ฉินจ้งโมโหจนพูดอะไรไม่ออก จริงอยู่ที่เขาชอบเว่ยเยี่ยนหราน แต่
ว่าเว่ยเยี่ยนหรานยังคงมีท่าทีเฉยชาต่อเขามาโดยตลอด นอกจากนี้ยัง
ไม่เคยมีเขาอยู่ในหัวใจอีกด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ให้เธอแต่งเข้า
ตระกูลเขาเลย
ฉินห้าวตงหัวเราะเยาะขึ้นมาแล้วพูดต่ออีกว่า “ เป็นเพราะว่านาย
ไร้ความสามารถเองต่างหาก ขนาดผู้หญิงยังตามจีบไม่ได้ แต่ตอนนี้ยัง
มาบังคับให้ฉันต้องล้มเลิกสัญญาแต่งงานกับเธออีก ก็ดีอะไรมาให้ฉัน
ทำแบบนี้ ? ฉันจะบอกความจริงให้นายฟังแล้วกัน เดิมทีฉันไม่ได้สนใจ
เรื่องการแต่งงานกับหลานสาวของตระกูลเว่ยอยู่แล้ว แต่พอฟังนายพูด
มาขนาดนี้แล้ว ฉันชักจะเริ่มเกิดความสนใจซะแล้วสิ ไว้รอวันไหนให้ฉัน
มีโอกาสได้เจอหน้าเว่ยเยี่ยนหรานกับตาตัวเองก่อน ถ้าหากว่าสวยพอ
ได้ฉันก็จะเก็บเข้ามาไว้ที่บ้านของฉันเอง ”
“ แก……แกกล้าหรือ ? ”
ฉินจ้งพูดด้วยความโมโห “ ถ้าหากแกทำแบบนี้ แกก็อย่าหวังว่าจะ
ได้เข้ามาเหยียบในประตูรั้วของตระกูลฉินอีกเลย ! ”
ฉินห้าวตงหัวเราะเยาะขึ้นมา “ นี่นายคิดว่าตระกูลฉินสูงส่งขนาด
นั้นเลยจริงหรือไง คิดว่าฉันจะเสียดายมากงั้นหรอ ? ฉันจะบอกความ
จริงอะไรให้นายฟัง ต่อให้ตระกูลฉินใช้รถเก๋งแปดคันมาลากฉันไป ฉันก็
ไม่กลับไปหรอก แต่นี่นายกลับกล้ามาทำทีอวดเบ่งยื่นข้อเสนอให้ฉันที่นี่
มันน่าตลกสิ้นดี ! ”
จบตอน