คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 864: เวทีท้าประลอง
ตอนที่ 864 เวทีท้าประลอง
ทั้งคู่มาถึงภาควิชาปรุงยาโอสถ หลังจากสอบถามได้สักพัก พวก
เขาก็รู้ว่าสหภาพโอสถแห่งประเทศเต่าทมิฬมีสาขาย่อยสำหรับจัด
จำหน่ายสมุนไพรและยาโอสถที่นี่
พวกเขามาถึงที่อาคารของภาควิชาปรุงยา ชั้นแรกเป็นโถงสำหรับ
ขายหญ้าสมุนไพร พื้นที่ของมันไม่แตกต่างจากสหภาพภารกิจมากนัก
มันมีพื้นที่มากถึงหลายพันตารางเมตร
ฉินห้าวตงเดินดูจนรอบ ทันใดนั้นเขาก็ค้นพบว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วย
ยาสมุนไพรหายากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหร่วนเซียง ผลอสรพิษ
น˺าเงิน หญ้าไข่มุก ดอกหลงภวังค์……นอกจากนี้ยังมีเน่ยตานของสัตว์
มารอีกมากมาย
อย่างเช่นผลโพธิ์จันทร์ประกายดาวที่เป็นของหายากในโลกมนุษย์
แต่ที่นี่กลับกลายเป็นสมุนไพรธรรมดาทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้นหลังจากที่
ฉินห้าวตงเห็นราคาของมันแล้ว เขาก็ต้องตกตะลึงขึ้นมาทันที เพราะว่า
ผลโพธิ์จันทร์ประกายดาวมีราคาสูงถึง 100 ศิลาวิญญาณระดับเยี่ยม
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมยาโอสถของนักเรียนเก่าคนนั้นถึงขายในราคาที่
สูงขนาดนี้ เพราะถ้าหากขายราคาต˹าเกินไปก็คงหาทุนคืนไม่ได้ ตอนนี้
วัตถุดิบสำหรับปรุงยาโอสถของเขาอยู่ในแหวนมิติหมดแล้ว ที่ขาดไปมี
เพียงสิ่งเดียวก็คือผลโพธิ์จันทร์ประกายดาว แต่ปัญหาคือตอนนี้เขา
ยากจนเกินไป ในกระเป๋าของเขาไม่มีศิลาวิญญาณระดับเยี่ยมเหลืออยู่
แม้แต่ก้อนเดียว ดูเหมือนว่าการปรุงยาก็ต้องใช้ต้นทุนเช่นเดียวกัน
ตอนนี้สิ่งที่เขาควรเร่งทำก็คือรวบรวมเงินให้มากที่สุด ดังนั้นเขาจึงถาม
กลับคนขายว่า “ พวกเราสามารถยืมสมุนไพรไปก่อนได้ไหม รอกระทั่ง
พวกเราปรุงยาโอสถเสร็จแล้วถึงจะนำเงินมาจ่ายให้ ? ”
คนขายมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด “ ขอโทษด้วยเจ้าหนุ่ม พวก
เราไม่มีหน้าที่นั้น เจ้าต้องจ่ายมาก่อนถึงจะนำสมุนไพรไปได้ ”
ด้วยความจนปัญญา ทั้งคู่จึงทำได้เพียงแค่เดินออกมาจากโถงของ
ภาควิชาปรุงยาโอสถด้วยความจนใจ และในตอนที่ทั้งสองเพิ่งจะเดิน
ออกประตูมานั้น ก็เจอกับนักเรียนของที่นี่ผู้สวมชุดเครื่องแบบสีน˺า
เงิน 3 คน
นักเรียนรูปร่างผอมที่ยืนอยู่ในคนกลุ่มนั้นมองเห็นจ้าวซิงเยว่แล้วก็
อุทานออกมาด้วยความตกใจ “ พี่ใหญ่ รีบดูเร็ว รุ่นน้องคนนั้นช่าง
งดงามเหลือเกิน นางไม่ได้ด้อยไปกว่าเทพธิดาจิงหงในภาควิชาของ
พวกเราเลย ”
นักเรียนร่างอ้วนเตี้ยที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้นเช่นเดียวกัน “ ใช่แล้ว
พี่ใหญ่ หญิงงามที่หาได้ยากเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นลูกศิษย์คนใหม่ที่เพิ่ง
สมัครเข้ามาเรียน ยังไม่เคยมีใครได้คบหากับนางมาก่อน นี่ถือเป็น
โอกาสที่ดีในการตามจีบนางนะ ”
นักเรียนคนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่มีชื่อว่าต่งเจิ้นเจียง เขาสูง
ประมาณ 185 เซนติเมตร หน้าตาพอใช้ได้ เพียงแต่ว่าแววตาดูลามกจก
กระเปรตไปหน่อย
ในเวลานี้ดวงตาทั้งคู่ของเขากำลังจับจ้องไปที่เรือนร่างของจ้าวซิง
เยว่ ราวกับว่าต้องการจะมองไปให้ทะลุเนื้อหนังของเธอ เขาจ้องเธอ
อย่างนั้นไม่ไปไหน
“ พี่ใหญ่อย่าตะลึงขนาดนั้นสิ รีบลงมือเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นแม่สาว
น้อยคนนั้นอาจจะหนีท่านไปได้นะ ”
นักเรียนร่างอ้วนเตี้ยยกมือกระตุกแขนเสื้อต่งเจิ้นเจียง
“ อ้อ จริงสิ ! ” ต่งเจิ้นเจียงได้สติกลับมาพร้อมกับเช็ดน˺าลายที่มุม
ปากของตัวเอง จากนั้นเขาก็รีบเดินเข้าไปหาเธอ
“ ศิษย์น้อง ข้าขอแนะนำตัวให้เจ้ารู้จักหน่อยแล้วกัน ข้ามีนาม
ว่าต่งเจิ้นเจียง เป็นนักเรียนเก่าของสำนักวิชาเรา ต่อไปนี้ถ้าเจ้าพูดถึง
ข้าในสำนักวิชาแห่งนี้ ก็จะไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าอย่างแน่นอน ”
ในระหว่างที่พูด สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของจ้าว
ซิงเยว่โดยที่ไม่ได้สนใจฉินห้าวตงที่ยืนอยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่ามีคนขวางทางเดินของตัวเอง จ้าวซิงเยว่ก็เริ่มเกิดความ
กังวลขึ้นมา เธอรีบเลือกมือไปกอดแขนฉินห้าวตงเอาไว้แน่น
“ เจ้าเป็นใคร ? ข้าไม่รู้จักเจ้าสักหน่อย ! ”
ต่งเจิ้นเจียงทำสีหน้าเจ้าเล่ห์พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ ไม่รู้จัก
ไม่เป็นไร เจ้าบอกชื่อเจ้าให้ข้าฟังหน่อยสิ ต่อไปนี้พวกเราก็จะได้เป็น
เพื่อนกันแล้ว ”
จ้าวซิงเยว่พูดขึ้นอย่างเป็นกังวลว่า “ ข้าไม่อยากเป็นเพื่อนกับเจ้า
เจ้ารีบหลีกทางให้ข้าเดี๋ยวนี้ ! ”
ต่งเจิ้นเจียงพูดขึ้นว่า “ อย่าปฏิเสธกันอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้สิ เจ้าพึ่ง
เข้ามาในสำนักวิชาได้ไม่นานจะต้องมีหลายสิ่งที่ยังไม่คุ้นเคยแน่ ต่อไปนี้
ศิษย์พี่จะคุ้มครองเจ้าเอง ”
ชายหนุ่มร่างอ้วนเตี้ยหันไปมองฉินห้าวตงแล้วพูดจาดูถูกขึ้นว่า “
ไอ้เด็กน้อย เจ้าได้ยินหรือยัง ? ต่อไปนี้นางคือหญิงของลูกพี่ข้า รีบไสหัว
ไปให้ไกลเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นถ้าข้าเจอเจ้าอีก ข้าจะซัดเจ้าให้หน้าหงาย
เลย ! ”
จ้าวซิงเยว่กลัวว่าฉินห้าวตงจะทิ้งเธอไว้ที่นี่ ดังนั้นเธอจึงกอดแขน
เขาแน่นกว่าเดิมแล้วพูดขึ้นว่า “ พี่ฉิน ข้ากลัว ”
“ ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่ตรงนี้ ไม่เป็นไร ”
จ้าวซิงเยว่เป็นคนแรกที่ฉินห้าวตงพบในดินแดนที่กว้างใหญ่เช่นนี้
นอกจากนี้ยังเป็นเพื่อนคนเดียวในปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางทอดทิ้ง
เธอไว้อย่างแน่นอน
เขากวาดตามองทั้ง 3 คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รู้สึก
ว่าสามคนนี้ไม่ต่างอะไรจากแมลงวันที่น่ารำคาญ
“ ไม่ได้ยินหรือไงว่านางไม่ชอบพวกเจ้า รีบไสหัวไปให้ไกลเดี๋ยวนี้ ”
นักเรียนร่างอ้วนเห็นว่าฉินห้าวตงไม่ได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา
เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาก็ถลึงตาเล็ก ๆ ของเขาขึ้นมาทันที “ ไอ้เด็ก
น้อย ช่างกล้าดีนัก เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตัวเองกำลังพูดคุยกับใครอยู่ ? ”
นักเรียนร่างผอมพูดตามขึ้นเช่นเดียวกัน “ เจ้ามันก็แค่นักเรียน
ใหม่ที่เพิ่งได้เข้ามาเรียนในสำนักวิชานี้ มีคุณสมบัติอะไรที่จะมาพูดกับ
พวกเราเช่นนี้กัน ”
ฉินห้าวตงขมวดคิ้วขึ้นมา “ รีบไสหัวไปก่อนที่ข้าจะโมโห ! ”
“ ไอ้เด็กน้อย สามหาวนักนะ ! ”
ต่งเจิ้นเจียงรู้สึกว่าตัวเองกำลังขายขี้หน้าต่อหน้าหญิงงาม ดังนั้น
เขาจึงพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “ รู้หรือเปล่าว่าข้าคือใคร ? ทำไมถึง
กล้าพูดกับข้าเช่นนี้ ? ”
นักเรียนร่างอ้วนเตี้ยพูดตามขึ้นว่า “ ใช่แล้ว คิดว่ากฎข้อห้ามของ
สำนักวิชาที่ห้ามให้พวกเราทะเลาะวิวาทกันภายในจะเป็นอุปสรรคให้
พวกเราทำอะไรเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ น่ารำคาญเหลือเกิน แต่ในเมื่อมี
ลูกพี่ต่งของเราอยู่ทั้งคน เจ้าเอาตัวไม่รอดในสำนักวิชาแห่งนี้แน่ ”
นักเรียนร่างผอมสูงขึ้นมาอย่างกับเป็นนักเลง “ ถ้ามีความสามารถ
มากพอก็ขึ้นเวทีท้าประลองกับลูกพี่ของพวกเราสิ รับประกันได้เลยว่า
เจ้าจะโดนอัดจนแม่ของเจ้าจำหน้าไม่ได้เลยทีเดียว ”
ฉินห้าวตงเกิดความคิดบางอย่างขึ้น ในบรรดานี้ต่งเจิ้นเจียงมีระดับ
การฝึกตนสูงที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นขอบเขตฮั่วเซิ่นขั้นต้นอยู่ดี
ส่วนอีก 2 คนที่เหลือเป็นหยวนหยิงขั้นปลาย
แล้วเมื่อนึกถึงกฎของสำนักวิชาแห่งนี้ ถ้าหากว่าตนเองขึ้นเวทีท้า
ประลองแล้วเอาชนะได้ก็จะได้รับเงินมาจำนวนหนึ่ง ถือว่าเป็นลาภลอย
ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาด ดูเหมือนว่าสวรรค์จะเมตตาเขาสักที
เหมือนกับสวรรค์ได้มอบโอกาสให้เขาตอนที่เขาเองกำลังถังแตก
เขามองไปทางทั้งสามคนนั้นแล้วพูดขึ้นว่า “ พวกเจ้าทั้ง 3 อย่าง
ขึ้นเวทีท้าประลองกับข้าไหมล่ะ ? ”
โดยทั่วไปแล้วนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในสำนักวิชาส่วนใหญ่จะมี
พลังอยู่ในระดับหยวนหยิงขั้นต้น ไม่สามารถเทียบกับนักเรียนเก่าที่ใช้
เวลาฝึกฝนมานานหลายปีเช่นพวกเขาได้
ทั้งสามคนนี้เดิมทีคิดอยากจะข่มขู่ฉินห้าวตงให้กลัวเท่านั้น แต่กับ
คาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ต่งเจิ้นเจียงกำลังลุ่มหลงในตัวจ้าวซิงเยว่อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ดังนั้น
เมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวคนใดก็ตามที่เขาชอบ เขาจะไม่มีวันถอยเป็น
อันขาด ในทางตรงกันข้าม เขากลับต้องการจะอวดความสามารถของ
ตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยซ˺า และแล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยความหยิ่ง
ทะนงในตนเองทันที “ เจ้าเด็กน้อย งั้นข้าขอท้าเจ้า ถ้าหากเจ้ามี
ความสามารถมากพอก็มาขึ้นเวทีท้าประลองกับข้า แล้วข้าจะทำให้เจ้า
ได้เห็นว่าควรปฏิบัติตัวอย่างถ่อมตนอย่างไร ! ”
จ้าวซิงเยว่เดิมทีเป็นคนขี้ขลาดตาขาวอยู่แล้ว หลังจากที่เห็นท่าที
ของทั้งสามนี้ เธอก็รีบพูดขึ้นด้วยความกังวลใจทันที “ พี่ฉิน พวกเราไป
กันเถอะ พวกเราเป็นนักเรียนใหม่ อันที่จริงเราสามารถปฏิเสธคำท้า
ของพวกเขาได้ ”
ยิ่งเธอพูดแบบนี้ ทั้งสามก็ยิ่งมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น พวกเขานึกว่า
ระดับการฝึกตนของฉินห้าวตงจะต้องไม่สูงมากอย่างแน่นอน
ต่งเจิ้นเจียงตะโกนขึ้นว่า “ ไอ้เด็กน้อย ถ้าเจ้าเป็นวีรบุรุษจริงก็ขึ้น
เวทีมาต่อสู้กับพวกเรา ไม่อย่างนั้นเจ้าก็มอบแม่สาวน้อยคนนี้ให้กับพวก
เราแต่โดยดี ”
นักเรียนร่างอ้วนเตี้ยตะโกนตามขึ้นว่า “ ถ้าหากขี้ขลาดตาขาวก็รีบ
ไสหัวไปให้พ้นซะ แล้วต่อไปอย่ามาให้ลูกพี่ของพวกข้าเห็นหน้าอีก ”
นักเรียนร่างผอมพูดตามเช่นเดียวกัน “ สาวน้อย บุรุษไร้ประโยชน์
เช่นนี้ เจ้าจะไปติดตามเขาทำไม ? ทางที่ดีข้าว่าเจ้ามาติดตามลูกพี่ต่ง
ของพวกเราดีกว่า รับประกันได้เลยว่าเจ้าจะต้องเดินได้อย่างสง่าผ่าเผย
ในสำนักวิชาแห่งนี้ ”
ฉินห้าวตงรู้สึกตลกอยู่ในใจ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงแฝงความ
โกรธเอาไว้ “ สู้ก็สู้สิ กลัวที่ไหน ! ”
“ เช่นนั้นพวกเราก็ขึ้นเวทีท้าประลองตอนนี้เลยสิ แล้วมาดูกันว่า
ข้าจะทำให้แม่ของเจ้าจำหน้าเจ้าไม่ได้อย่างไร ”
ต่งเจิ้นเจียงหัวเราะเยาะเดี๋ยวพูดกับจ้าวซิงเยว่ว่า “ ศิษย์น้อง อีก
เดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่าอะไรที่เรียกว่าความสามารถที่แท้จริง
สุดท้ายแล้วเมื่ออยู่ในสำนักวิชาของพวกเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยพลังของ
ตัวเองเท่านั้น ไอ้คนที่ดีแต่หน้าตาดีทว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้ มันไม่ได้เรื่อง
หรอก ”
เวทีท้าประลองอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่พวกเขายืนมากนะ
ประมาณ 10 นาทีต่อมาพวกเขาก็มาถึงที่เวทีท้าประลอง
ที่แห่งนี้ไม่ต่างจากสังเวียนบนโลกมนุษย์มากนัก เพียงแต่มันมี
ขนาดใหญ่กว่าเท่านั้นเอง มันมีพื้นที่เกือบ 100 ตารางเมตร ยิ่งไปกว่า
นั้นยังมีกำลังเสริมจากค่ายกลทำให้มันไม่สามารถถูกทำลายได้ง่าย รอบ
ด้านของเวทีท้าประลองมีเก้าอี้ถูกจัดวางไว้เกือบพันตัว ทุกครั้งที่มีการ
ท้าสู้นั้นก็มักจะมีนักเรียนหลายคนมาร่วมชมด้วย
สำนักวิชาขนาดใหญ่เช่นเดียวกับสำนักวิชาเต่าทมิฬนี้มีนักเรียน
ทั้งหมดเกือบพันคน ในแต่ละวันมักจะมีการต่อสู้อยู่เสมอ ดังนั้นจึงมักมี
คนมาที่นี่เพื่อทาสู้กัน ซึ่งทางสำนักวิชาได้จัดหาอาจารย์ด้านนี้
โดยเฉพาะเพื่อมาคอยเป็นกรรมการและรับหนังสือยื่นขอท้าสู้
ในฐานะที่ต่งเจิ้นเจียงเป็นนักเรียนเก่า เขามีความชำนาญในเรื่อง
ลำดับขั้นตอนการท้าสู้เป็นอย่างดี อันดับแรกเขาจ่ายศิลาวิญญาณ
ระดับเยี่ยม 10 ก้อนเป็นค่าธรรมเนียมการขอท้าสู้ จากนั้นเขาก็หันไป
พูดกับนักเรียนร่างอ้วนว่า “ หม่าตง เจ้าไปสั่งสอนไอ้เด็กคนนี้หน่อยซิ ”
เขาคนนี้เป็นคนที่มั่นใจในตนเองมาก เขานึกว่าการลงมือจัดการ
กับนักเรียนใหม่เพียงแค่คนเดียว มันไม่ได้ช่วยเพิ่มรัศมีบนใบหน้าของ
เขาแต่อย่างใด ดังนั้นเขาก็เลยให้เจ้าอ้วนหม่าตงออกหน้าแทน
“ ไม่ต้องห่วงลูกพี่ ข้าจะต้องทำให้ไอ้หนุ่มหน้าหวานคนนี้หน้าบวม
จนแม่ของมันจำหน้าไม่ได้อย่างแน่นอน ”
หม่าตงพูดจบก็กระโดดขึ้นมาบนเวทีท้าประลอง ฉินห้าวตงเดิน
ตามขึ้นมาบนลานประลอง จากนั้นอาจารย์ผู้ที่รับหน้าที่เป็นกรรมการ
ได้ยืนอยู่ตรงกลางของลานประลอง
กฎในการแข่งขันท้าสุ้ของทางสำนักวิชานั้นระบุว่าสามารถ
บาดเจ็บได้ แต่อย่าทำให้ถึงชีวิต ในฐานะที่เป็นอาจารย์ผู้รับหน้าที่เป็น
กรรมการ อาจารย์ท่านนี้มีชื่อว่าหวางต้าเหลย เขาคือยอดฝีมือเลี่ยนสวี่
ขั้นต้น ในขณะที่เขารับหน้าที่เป็นกรรมการอยู่นั้น เขาก็ต้องคอยดูแล
ความปลอดภัยของทั้งสองฝ่ายด้วย
ในเวลานี้มีนักเรียนร่วมร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อดูการท้าสู้ของทั้ง
สอง หลังจากที่เห็นว่าเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งสมัครเข้ามาแต่กลับรับคำ
ท้าจากนักเรียนเก่าชั้นปีที่ 3 พวกเขาก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาทันที
“ ชายผู้นี้คือใคร ? ไม่รู้จักที่ต˹าที่สูงเอาซะเลย เพิ่งมาถึงสำนักวิชา
ได้ไม่นานก็กล้ารับคำท้าจากนักเรียนเก่าแล้ว แบบนี้มันไม่ใช่การหาที่
ตายหรือ ? ”
“ เขาไม่เข้าใจกฎระเบียบของสำนักวิชาเราหรือเปล่า ไม่รู้ว่าศิษย์ที่
อยู่ในระดับชั้นต˹ากว่าสามารถปฏิเสธคำท้าของศิษย์ที่อยู่ในระดับชั้นสูง
กว่าได้ ? ”
“ ชายผู้นี้คือนักเรียนใหม่ไม่ใช่หรือ เขาหล่อจัง ถ้าหากว่าเขาได้รับ
ชัยชนะ ข้าก็จะพิจารณาเป็นหญิงของเขา……”
ด้านบนเวทีประลอง หลังจากที่มั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีปัญหา
อะไรแล้ว หวางต้าเหลยจึงตะโกนขึ้นว่า “ เตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว
เริ่มการต่อสู้ได้ ”
หม่าตงหัวเราะเยาะออกมาในทันที “ ไอ้เจ้าหนุ่มหน้าขาว วันนี้ข้า
จะทำให้เจ้าได้เห็นว่านักเรียนใหม่กับนักเรียนเก่ามันต่างชั้นกันขนาด
ไหน ฝ่าเท้ามังกรหมุน ! ”
ในฐานะที่เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 3 เขามีความมั่นใจในระดับพลัง
หยวนหยิงขั้นปลายของตัวเองเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงจงใจใช้วร
ยุทธที่ดูดีที่สุดในตอนแรก
ทั้งตัวของเขากระโดดขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นเขาก็ใช้ขาทั้งสอง
ข้างของเขาถีบออกไปอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน ในเวลานี้ขาทั้งสองข้าง
ของเขาเป็นเหมือนกับมังกรขนาดใหญ่ที่กำลังเตะไปทางหัวของฉินห้าว
ตงอย่างแรง สำหรับคู่แข่งกระจอกเช่นนี้ เดิมทีแค่ฉินห้าวตงใช้ฝ่ามือ
เดียวก็สามารถตบตายได้แล้ว เพียงแต่ว่าเขาไม่อยากจะเปิดเผยระดับ
การฝึกตนของตัวเองมากจนเกินไป ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการ
รวบรวมศิลาวิญญาณให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าหากว่าเขาแสดง
ความแข็งแกร่งออกมามากเกินไปก็คงจะไม่มีใครกล้ามาสู้ด้วย ดังนั้น
เขาก็เลยกดระดับการฝึกตนของตัวเองเอาไว้ที่หยวนหยิงขั้นปลาย
เช่นเดียวกัน นอกจากนี้เขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่ตัวเองมีอีกด้วย
ดังนั้นหลังจากที่ต่อสู้ติดต่อกันไปประมาณ 10 กว่านาที จากนั้นเขาก็ใช้
กระบวนท่าที่ทำให้ดูเหมือนกับว่าทั้งสองฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บ อันดับ
แรกเขาให้หม่าตงชกมาที่หน้าอกของเขาก่อน จากนั้นเขาก็ใช้เท้าถีบ
เจ้าหมอนี่กระเด็นตกเวทีประลองไป
หลังจากที่เห็นว่านักเรียนใหม่ที่เพิ่งสมัครเข้ามาเรียนได้ไม่นาน
สามารถเอาชนะนักเรียนเก่าชั้นปีที่ 3 ได้ บรรดาผู้ชมที่อยู่ด้านล่างก็พา
กันส่งเสียงเฮขึ้นมาทันที จากนั้นพวกเขาก็พากันปรบมือให้ฉินห้าวตง
ต่งเจิ้นเจียงมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา เขาคิดไม่ถึงแล้วว่าคนของ
ตัวเองจะมาแพ้ให้กับนักเรียนใหม่คนนี้ได้ มันไม่เพียงแต่ทำให้เขาต้อง
สูญเสียศิลาวิญญาณระดับเยี่ยมไปถึง 10 ก้อนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน
เขายังต้องมาขายที่หน้าต่อหน้าจ้าวซิงเยว่อีกด้วย
ฉินห้าวตงกุมหน้าอกของตัวเองแสร้งทำเป็นว่าเจ็บปวดพร้อมกับ
เดินลงเวทีไป จ้าวซิงเยว่เห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้ามาถามไถ่เขาด้วยความ
เป็นห่วง “ พี่ฉิน ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม ? ”
เขาส่ายหน้าพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ ไม่เป็นไร ”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับต่งเจิ้นเจียงที่อยู่ด้านข้างว่า “ เป็น
อย่างไรบ้าง ? ยอมแพ้แล้วหรือยัง ? ”
มันไม่ต่างอะไรจากการถูกนักเรียนใหม่ตบหน้า ต่งเจิ้นเจียงหน้า
แดงหูแดง เขาพูดด้วยความโมโหว่า “ ไอ้เด็กน้อย เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำ
ตัวอวดดี ถ้าแน่จริงก็มาสู้กับข้าสิ ! ”
จ้าวซิงเยว่รีบพูดขึ้นว่า “ สู้ไม่ไหวแล้ว พี่ฉินได้รับบาดเจ็บแล้วนะ ”
ฉินห้าวตงแอบขำอยู่ในใจ ในเมื่อมีแม่สาวน้อยจอมขี้ขลาดคอย
ร่วมแสดงละครอยู่ด้านหน้าก็ถือว่าแก้ไขปัญหาไปได้เยอะ แต่อย่างไร
เขาก็ยังแสดงออกไปอย่างสุดความสามารถ
เขาพูดด้วยความโมโหว่า “ ใครบอกว่าไม่กล้ากันล่ะ ขอเพียงแค่
เจ้ากล้าท้าทายข้า ข้าก็กล้าที่จะรับคำท้าเจ้า ”
“ ได้เลยไอ้เด็กน้อย เจ้ารอข้าก่อนเถอะ ” ต่งเจิ้นเจียงจ่ายศิลา
วิญญาณระดับเยี่ยมอีก 10 ก้อนเป็นค่าธรรมเนียมในการท้าสู้ จากนั้น
เขาก็หันไปพูดกับนักเรียนร่างผอมว่า “ ลู่เฟย ครั้งนี้เจ้าจะต้องกู้หน้า
ของข้ากลับคืนมาให้ได้ ”
“ ไม่ต้องห่วงลูกพี่ ครั้งนี้ข้าจะกู้หน้าคืนให้ท่านเอง ”
ถ้าหากพูดในเรื่องของการฝึกตน ลู่เฟยมีระดับการฝึกตนเดียวกัน
กับหม่าตง ทั้งคู่ล้วนแล้วแต่เป็นหยวนหยิงขั้นปลายทั้งนั้น แต่ในเวลานี้
เขากลับมีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม เพราะเขาเห็นว่าฉินห้าวตงดูไม่ได้มี
ท่าทีแข็งแกร่งอีกต่อไป นอกจากนี้เจ้าหมอนี่ยังได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
ดังนั้นเจ้าหมอนี่สู้เขาไม่ได้อย่างแน่นอน
จบตอน