คุณพ่อยอดหมอเทวดา - ตอนที่ 875: ยาอมตะ
ตอนที่ 875 ยาอมตะ
และตอนนี้ตัวเขาเองก็กลายเป็นคนจนอีกแล้ว เขาต้องรีบหา
โอกาสสอบชิงเหรียญตรานักปรุงยาระดับ 7 ให้ได้ เพราะมันไม่เพียงแต่
ช่วยให้เขาประหยัดต้นทุนและปัญหาในอนาคตเท่านั้น นอกจากนี้ยา
โอสถที่เขาปรุงออกมายังสามารถแลกเปลี่ยนเป็นศิลาวิญญาณระดับดี
เยี่ยมกลับมาได้หลายก้อนอีกด้วย
“ นี่……อันที่จริงมันก็ได้อยู่หรอก แต่ว่าเจ้าใจร้อนเกินไปหรือเปล่า
” ซูอู๋เซี่ยนพูดต่ออีกว่า “ เสี่ยวฉิน จริงอยู่ที่ความรู้ทางด้านการปรุงยามี
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระดับการฝึกตน แต่มันไม่ได้หมายความว่า
ถ้าหากระดับการฝึกตนเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ศาสตร์การปรุงยาก็จะเพิ่มสูงขึ้น
เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าจะสำเร็จพลังขอบเขตเลี่ยนสวี่ แต่ถ้า
หากเจ้าต้องการสอบเหรียญตรานักปรุงยาระดับ 6 จำเป็นที่จะต้อง
ฝึกฝนไปอีกระยะหนึ่งถึงจะได้ ”
ฟางจิ้งเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่พูดอะไร ถ้าหากตามหลักเหตุผล
แล้วเธอยอมรับในความคิดของซูอู๋เซี่ยน แต่เห็นได้ชัดว่าชายวัยรุ่น
ตรงหน้านี้ช่างเก่งกาจเป็นเหมือนกับอัจฉริยะ แค่ครั้งเดียวเขาก็สามารถ
สำเร็จขั้นพลังขอบเขตเลี่ยนสวี่ได้แล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถสอบ
ผ่านเหรียญตรานักปรุงยาระดับ 6 ผ่านก็ได้
ฉินห้าวตงพูดขึ้นว่า “ ประธานซู ท่านช่วยให้โอกาสข้าได้ลองดูสัก
หน่อย วิชาการปรุงยาที่ข้าเคยฝึกกับอาจารย์ของข้ามามันพิเศษมาก
ขอเพียงแค่มีระดับพลังที่มากพอก็จะสามารถปรุงยาโอสถที่เหมาะสม
ออกมาได้ ”
ด้วยความจนใจ เขาจึงทำได้เพียงแค่อ้างชื่ออาจารย์ที่ไม่มีตัวตน
ออกมา
“ เอ่อ……ตกลง แล้วเจ้าอยากปรุงยาโอสถอะไรล่ะ ? ” ซูอู๋เซี่ยน
ลังเลไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ตอบรับคำขอ
“ ข้าอยากปรุงยาอมตะ ”
“ อะไรนะ ? เจ้าอยากปรุงยาอมตะ ? ” ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะรู้สึก
ตกใจกับความมหัศจรรย์ที่ฉินห้าวตงนำพามาให้ ทว่าตอนนี้ซูอู๋เซี่ยนก็
ยังคงตกใจไม่แพ้กัน “ เสี่ยวฉิน เจ้าคิดดีแล้วหรือ ยาอมตะถูกจัดเป็นยา
โอสถชั้นสูงสุดของระดับ 6 เชียวนะ แม้แต่ข้าก็ยังไม่กล้าที่จะรับประกัน
ได้ว่าตัวข้าเองจะสามารถปรุงมันออกมาได้สำเร็จ เจ้าเพิ่งสำเร็จ
ขอบเขตพลังเลี่ยนสวี่ ดังนั้นเจ้าเลือกยาโอสถที่มันง่ายกว่านี้หน่อยดี
ไหม แบบนี้จะได้มีโอกาสประสบความสำเร็จขึ้นมามากหน่อย ”
ฉินห้าวตงยอมเข้าใจศาสตร์ในการปรุงยาอมตะอยู่แล้ว นอกจากนี้
เขายังรู้สถานะของมันในบรรดายาโอสถระดับ 6 อีกด้วย ยาอมตะแต่
ละเม็ดสามารถช่วยให้ผู้ฝึกเซียนขอบเขตเลี่ยนสวี่เพิ่มระดับไปอีกขั้น
เล็ก ๆ ได้มูลค่าของมันสูงจนน่าตกใจ
เขาพูดขึ้นว่า “ ประธานซู ข้าคิดอยากลงยาโอสถประเภทนี้ ท่าน
ตอบรับข้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่าวันนี้ท่านจะให้ข้าสอบฟรีทุกรายการ แต่
ตอนนี้ท่านกำลังกลับคำใช่ไหม ? ”
“ ข้า……”
ถ้าหากให้พูดจากใจจริง ซูอู๋เซี่ยนเริ่มรู้สึกเจ็บปวดใจเล็กน้อย
เพราะว่ายาสมุนไพรแต่ละตัวที่นำมาปรุงยาอมตะไม่ใช่แค่แพงธรรมดา
เท่านั้น นอกจากนี้สมาพันธ์ที่เขาดูแลอยู่เป็นเพียงแค่สาขาย่อยเท่านั้น
ทำให้สมุนไพรที่มีเก็บไว้ในคลังยังมีไม่มากพอ และด้วยเหตุผลนี้เองที่
ทำให้ยาอมตะทั่วทั้งสำนักวิชาเต่าทมิฬมีน้อยแสนน้อยเหลือเกิน แต่ใน
เมื่อเขาตอบรับอีกฝ่ายไปแล้ว จะมาคืนคำทีหลังก็ไม่ได้ เขาจึงทำได้
เพียงแค่กัดฟันแล้วพูดขึ้นว่า “ ตกลงเสี่ยวฉิน ข้าจะเป็นคนจัดเตรียม
วัตถุดิบยาสมุนไพรให้กับเจ้าเอง เพียงแต่ว่ายาสมุนไพรพวกนี้มีมูลค่า
สูงเป็นอย่างมาก ข้าสามารถนำออกมาได้เพียงแค่ชุดเดียวเท่านั้น ”
“ ขอบคุณมากประธานซู แค่มีชุดเดียวก็เพียงพอแล้ว ”
จากความรู้ทางด้านศาสตร์การปรุงยาของฉินห้าวตง การปรุงยา
โอสถระดับ 6 ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ดังนั้นจะไม่เกิดเหตุการณ์
สิ้นเปลืองสมุนไพรอย่างแน่นอน
ในที่สุดทั้ง 3 ก็กลับเข้ามาในห้องปรุงยาอีกครั้ง ซูอู๋เซี่ยนได้
จัดเตรียมสมุนไพรสำหรับปรุงยาอมตะไว้ 1 ชุด จากนั้นก็เริ่มให้ฉินห้าว
ตงปรุงยาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ฉินห้าวตงยังคงใส่วัตถุดิบลงไปในเตาปรุงยาด้วยความเร็วที่
รวดเร็วเหมือนเดิม ซูอู๋เซี่ยนและฟางจิ้งเอ๋อร์คอยยืนดูอยู่ด้านหลังอย่าง
เงียบ ๆ ยิ่งดูสีหน้าตกตะลึงของพวกเขาก็ยิ่งเผยให้เห็นได้เด่นชัดขึ้น
ถึงแม้ว่ายาโอสถที่เขาปรุงในครั้งนี้จะเป็นยาโอสถระดับ 6 แต่ฉิน
ห้าวตงก็ยังคงปรุงยาได้อย่างชำนาญ ความเร็วของเขาเป็นไปอย่าง
ต่อเนื่อง ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ที่มีพรสวรรค์สูงทางด้านการปรุงยาแต่อย่าง
ใด
หากดูจากฝีมือในการปรุงยาของเขาแล้ว มันไม่มีข้อผิดพลาดใดให้
เห็นแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเห็นจะต้องไม่คิดแน่ว่านี่คือนักเรียน
ที่พึ่งจะสำเร็จพลังขอบเขตเลี่ยนสวี่
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา กลิ่นหอมสดชื่นของยาโอสถก็ลอยคลุ้ง
ไปทั่วห้อง ฉินห้าวตงยกขวดหยดในมือของตัวเองขึ้นมา จากนั้นก็มียา
อมตะจำนวน 6 เม็ดลอยออกมาจากในเตาปรุงยา
หลังจากที่เห็นยาโอสถในขวดหยกแล้ว เขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อย
เพราะยิ่งระดับคุณภาพของมันสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้ไฟที่มีระดับสูง
เท่านั้น ดังนั้นเขาจึงปรุงออกมาได้เพียง 6 เม็ด อีกทั้งยังเป็นเพียงยา
โอสถที่มีลวดลายเพียงเส้นเดียวอีกด้วย
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ในขณะเดียวกันซูอู๋เซี่ยนและ
ฟางจิ้งเอ๋อร์ก็ตกใจจนแทบไม่เป็นตัวเอง ในฐานะนักปรุงยา พวกเขา
ย่อมรู้ดีว่าความยากในการปรุงยาระดับ 6 มันมีมากน้อยแค่ไหน และต่อ
ให้เป็นนักปรุงยาระดับ 7 อย่างซูอู๋เซี่ยนก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะ
สามารถทำสำเร็จได้ทุกครั้ง และต่อให้สำเร็จก็คงไม่ได้มีลวดลายเหมือน
ของเขา
แต่เจ้าหนุ่มคนนี้กลับสามารถลงมันออกมาได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ยังเป็นยาโอสถคุณภาพเยี่ยมที่มีลวดลายอีกด้วย
หลังจากที่รับขวดยกมาถือไว้ในมือแล้ว ซูอู๋เซี่ยนก็พูดด้วยความตก
ตะลึง “ เสี่ยวฉิน ข้าขอซื้อยาโอสถทั้งหมดของเจ้าเอาไว้ ข้าให้ราคาเม็ด
ละ 1,000 ศิลาวิญญาณระดับเยี่ยม ”
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะขาดแคลนเงินทองเป็นอย่างมาก แต่ว่าฉิน
ห้าวตงกลับลังเลไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “ ประธานซู ยาโอสถพวกนี้ข้า
ขอเก็บไว้ 3 เม็ด ส่วนอีก 3 เม็ดที่เหลือค่อยขายให้สมาพันธ์ได้ไหม ”
“ ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่ายาโอสถที่มีลวดลายแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะ
สามารถปรุงออกมาได้ทุกครั้ง ”
ซูอู๋เซี่ยนเก็บเอายาอมตะมาจำนวน 3 เม็ด จากนั้นเขาก็ยื่นขวด
หยกในมือคืนให้ฉินห้าวตง แล้วนำเอาศิลาวิญญาณระดับเยี่ยมออกมา
จ่ายเขาเป็นจำนวน 3,000 ก้อน
ฟางจิ้งเอ๋อร์เห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ ศิษย์น้อง ตอนนี้เจ้ากลายเป็น
นักปรุงยาระดับ 6 แล้ว ระดับสูงกว่าข้าตั้ง 1 ระดับ เช่นนี้รับข้าไว้เป็น
ศิษย์ได้หรือยัง ? ”
ฉินห้าวตงพูดขึ้นว่า “ ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก อายุข้า
แค่นี้เอง ยังไม่คิดเรื่องมีลูกศิษย์ หากท่านมีปัญหาตรงไหนในตอนที่ปรุง
ยาให้มาถามไถ่ข้าได้ ข้ารับประกันได้เลยว่ามีอะไรจะสอนท่านทั้งหมด
ไม่หมกเม็ดแน่นอน ”
เมื่อเห็นท่าทางแน่วแน่ของฉินห้าวตง ฟางจิ้งเอ๋อร์ลังเลไปเล็กน้อย
แล้วพูดขึ้นว่า “ เอ่อ……เช่นนั้น……ต่อไปข้าเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ได้หรือไม่
? ”
“ ได้ ท่านอยากเรียกอะไรก็เรียกเถอะ ! ”
ครั้งนี้ฉินห้าวตงไม่ได้ปฏิเสธ ใบหน้าเย่อหยิ่งของฟางจิ้งเอ๋อร์เผย
รอยยิ้มออกมา เธอพูดเสียงหวานว่า “ ศิษย์พี่ฉิน ! ”
ซูอู๋เซี่ยนมองแล้วตกตะลึง เขาไม่เคยเห็นเธอใช้น˺าเสียงแบบนี้เรียก
ใครมาก่อน
ฉินห้าวตงพยักหน้ารับ “ ในเมื่อเรียกข้าว่าศิษย์พี่ เช่นนั้นยาอมตะ
เม็ดนี้ถือเป็นของขวัญในการพบหน้า ข้าให้เจ้า ”
“ เอ่อ……แบบนี้มันจะแพงไปหน่อยไหม ? ”
ฟางจิ้งเอ๋อร์เกิดความลังเล เพราะว่ายาโอสถเม็ดนี้มีมูลค่ามาก
ถึง 1,000 ศิลาวิญญาณระดับเยี่ยม คิดไม่ถึงเลยว่ะฉินห้าวตงจะมอบให้
ตัวเองอย่างง่ายดายเช่นนี้
ฉินห้าวตงพูดขึ้นว่า “ แค่ยาโอสถเม็ดเดียวเท่านั้น มันจะไปล˺าค่า
อะไรขนาดนั้น ถ้าหากไม่รับก็ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าศิษย์พี่ ”
“ ขอบคุณมากศิษย์พี่ ” ฟางจิ้งเอ๋อร์พูดแล้วรับเอายาอมตะมา
ซูอู๋เซี่ยนพูดขึ้นว่า “ จิ้งเอ๋อร์ เช่นนั้นเจ้าลองดูสิว่าประสิทธิภาพ
ของฤทธิ์ยาอมตะที่มีลวดลายแบบนี้จะเป็นอย่างไร ? ”
“ ได้ค่ะอาจารย์ ! ”
ทั้งสามกลับไปที่ห้องฝึกพลังด้วยกัน ฟางจิ้งเอ๋อร์นั่งขัดสมาธิ
หลังจากที่กินยาอมตะเข้าไปแล้วก็เริ่มหมุนเวียนพลังลมปราณของ
ตัวเอง จากนั้นก็เริ่มทะลวงสู่ขอบเขตเลี่ยนสวี่ขั้นปลาย
ซูอู๋เซี่ยนและฉินห้าวตงยืนดูอยู่ด้านข้าง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมองไม่
เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของฟางจิ้งเอ๋อร์ แต่พวกเขา
กลับสัมผัสได้ถึงพลังในร่างกายของเธอที่พวยพุ่งอย่างรวดเร็ว
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา พลังของฟางจิ้งเอ๋อร์เพิ่มขึ้นมาถึงขีดสุด
จากนั้นในหัวของเธอก็มีเสียงดังปัง ในที่สุดเธอก็สำเร็จขอบเขตพลัง
เลี่ยนสวี่ขั้นปลาย อีกไม่เท่าไหร่ก็จะสามารถสำเร็จขั้นสูงสุดได้แล้ว
เธอค่อย ๆ ลืมตาแล้วลุกขึ้นมาจากพื้น จากนั้นก็เข้าไปจับแขนฉิน
ห้าวตงแล้วพูดขึ้นว่า “ ศิษย์พี่ ขอบคุณมาก ”
ในเวลานี้แววตาของเธอเต็มไปด้วยความนับถือและความซาบซึ้ง
เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเธอเป็นผู้ที่โดดเด่นกว่าใครในวัยเดียวกันมาโดย
ตลอด ยังไม่เคยเจอใครที่เก่งกว่าเธอ ถึงแม้ว่าในบรรดา 5 มังกร 3 หงส์
ของสำนักเต่าทมิฬจะมีคนที่มีระดับพลังสูงกว่าเธอ แต่คนพวกนั้นก็มี
อายุมากกว่าเธอทั้งสิ้น อีกอย่างเธอเป็นนักปรุงยา ลำพังจะพึ่งแค่การ
ฝึกตนคงไม่อาจทำให้เธอยอมรับได้
สรุปก็คือฉินห้าวตงเป็นผู้ชายคนแรกที่สามารถทำให้เธอยอมรับ
นับถือจากใจจริง
“ ไม่เป็นไร ข้าคือศิษย์พี่ของเจ้า ในอนาคตยังต้องคอยพึ่งพาศิษย์
น้องเช่นเจ้ามาคอยปกป้องข้า ” ฉินห้าวตงพูดติดตลก แล้วหันไปพูด
กับซูอู๋เซี่ยน “ ประธานซู เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ”
ซูอู๋เซี่ยนพยักหน้ารับ “ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ตรงข้าไม่ได้มีเหรียญ
ตรานักปรุงยาระดับ 6 จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอไปยังสำนักงานใหญ่ของ
ประเทศเสวียนอู่ อีก 2-3 วันเจ้าค่อยมาหาข้าใหม่ ”
ทั้งสามเดินออกมาด้านนอกจนมาถึงตำแหน่งของสนามสอบ จาง
จ้าเผิง หม่าเยี่ยนและคนอื่นรอฟังสถานการณ์อยู่ที่นี่มาโดยตลอด
และเมื่อเห็นว่าฟางจิ้งเอ๋อร์เดินออกมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บใด ทุก
คนก็โล่งใจขึ้นมา
ถึงแม้ว่าฟางจิ้งเอ๋อร์จะเป็นคนที่เย่อหยิ่ง แต่มันก็ไม่ได้ปิดกั้นเสน่ห์
ของเธอแต่อย่างใด คนพวกนี้มองเธอเป็นเหมือนกับเทพธิดาในใจ
แน่นอนว่าต้องไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันกับเธอแน่
หลังจากที่เห็นคนพวกนี้แล้ว ฟางจิ้งเอ๋อร์ถึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้
ตรวจข้อสอบของคนพวกนี้ ดังนั้นเธอจึงหันไปพูดกับฉินห้าวตง “ ศิษย์
พี่ ท่านกลับไปก่อนเถอะ ข้าไปส่งท่านไม่ได้แล้ว ข้าต้องรีบตรวจข้อสอบ
ให้คนพวกนี้ ”
“ ไม่เป็นไร ข้ากลับเองได้ ”
ฉินห้าวตงยิ้มให้ฟางจิ้งเอ๋อร์ ฟางจิ้งเอ๋อร์ยิ้มรับเขา รอยยิ้มของเธอ
นี้ทำให้ความอบอุ่นภายในห้องเพิ่มสูงขึ้นมาหลายเท่า บรรยากาศดู
อบอวลไปด้วยความสุข
คำพูดที่ว่าแค่ยิ้มก็สลายทั่วหล้าเหมาะสมกับฟางจิ้งเอ๋อร์เป็นไหน
ๆ
“ สาวน้อยต้องยิ้มเยอะ ๆ นะถึงจะสวย ” ฉินห้าวตงตบบ่าฟางจิ้ง
เอ๋อร์ จากนั้นก็หันหลังเดินออกไปจากตรงนี้
ทำเอาทุกคนตกตะลึงเป็นอย่างมาก นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? ตอนที่เจ้า
เด็กคนนี้มายังเพิ่งเป็นนักเรียนใหม่อยู่เลย นอกจากนี้ยังไม่เคยเข้าร่วม
การทดสอบนักปรุงยามาก่อนอีกด้วย ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นศิษย์พี่
ของเทพธิดาไปได้ ?
ขนาดลงไม้ลงมือแตะต้องเทพธิดา เธอก็ยังไม่โกรธสักนิด
แน่นอนว่าพวกเขารู้จักฟางจิ้งเอ๋อร์มาเป็นเวลานานแล้ว เธอเป็น
คนที่หยิ่งทะนงในตัวเองเป็นอย่างมากและไม่เคยยิ้มให้ผู้ชายคนไหนมา
ก่อน
ทว่าวันนี้เธอกลับยิ้มให้ฉินห้าวตง นี่มันแทบจะเรียกได้ว่าน่าแปลก
กว่าปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
ฟางจิ้งเอ๋อร์ไม่ได้สนใจสีหน้าตกตะลึงของทุกคนแต่อย่างใด
จนกระทั่งฉินห้าวตงหายลับไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอถึงหายไป
แล้วกลายเป็นความเยือกเย็นเหมือนเดิม จากนั้นเธอก็เริ่มตรวจ
กระดาษคำตอบของทุกคน
ฉินห้าวตงเดินออกมาจากสมาพันธ์ปรุงยา วันนี้เรียกได้ว่าเขาเก็บ
เกี่ยวมาอย่างคุ้มค่ามาก เขาไม่เพียงแต่สามารถเพิ่มระดับการฝึกตน
ของตัวเองได้เท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ศิลาวิญญาณระดับเยี่ยมมาก้อน
ใหญ่รวมถึงยาอมตะอีก 2 เม็ด
เขาตั้งใจจะเดินไปทางโถงขายยาสมุนไพร แต่เพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่
ก้าวก็มีคนหลายคนวิ่งเข้ามาขวางทางเขาเอาไว้
“ ไอ้เจ้าฉิน ข้าจะคอยดูว่าครั้งนี้ยังมีใครที่จะปกป้องเจ้าได้อีก ! ”
คนที่พูดก็คือต่งเจิ้นเจียง ข้างเขามีต่งเจิ้นไห่และนักเรียนอีก 10
กว่าคนยืนอยู่ คนเหล่านี้ล้วนมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตฮั่วเซิ่นขั้นปลาย
ทั้งสิ้น
ฉินห้าวตงยิ้มรับ “ ในฐานะที่เป็นชายชาตรี ข้าไม่ต้องการให้ใครมา
ปกป้องและก็ไม่ต้องการพึ่งพาใคร ยิ่งไปก่อนนั้นก็ไม่เคยไปฟ้องคนอื่น
หลังจากที่ถูกทำร้ายมา ”
“ เจ้า…… ”
ต่งเจิ้นเจียงถูกพูดจาถากถางใส่จนโกรธหน้าดำหน้าแดง จากนั้น
เขาก็หันไปพูดกับต่งเจิ้นไห่ว่า “ ท่านพี่ ท่านจะต้องช่วยข้าสั่งสอนไอ้
เจ้าเด็กคนนี้ ให้มันรู้ว่าควรทำตัวอย่างไรในสำนักเต่าทมิฬของเรา ”
ต่งเจิ้นไห่เดินไปตรงหน้าฉินห้าวตง “ ไอ้เด็กน้อย ครั้งนี้ไม่มียัย
ปีศาจสาวคนนั้นอยู่ที่นี่ เจ้ายังจะมาทำตัวหยิ่งทะนงอยู่ทำไม ข้าจะบอก
เจ้าให้ว่าวันนี้เจ้ามี 2 ทางเลือกเท่านั้น ถ้าไม่คืนศิลาวิญญาณประดับ
เยี่ยมจำนวน 200 ก้อนมา ก็ให้ข้าหักแขนหักขาเจ้าซะ ! ”
ฉินห้าวตงชำเลืองมองเขาแล้วถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ เท่าที่ข้ารู้
มา สำนักของพวกเรามีข้อห้ามไม่ให้นักเรียนทะเลาะกันภายในสำนัก
หรือว่าเจ้าอยากถูกไล่ออกจากสำนักเต่าทมิฬ ? ”
“ ไล่ออกจากสำนักเต่าทมิฬ ? ” ต่งเจิ้นไห่หัวเราะเยาะออกมา “
ข้าจะบอกเจ้าให้ กฎเกณฑ์พวกนี้มีไว้ให้นักเรียนธรรมดาอย่างพวกเจ้า
เท่านั้น มันใช้ไม่ได้ผลสำหรับข้าหรอก ต่อให้ข้าหักแขนขาของเจ้า อย่าง
มากก็แค่โดนทัณฑ์บน ชดใช้ด้วยศิลาวิญญาณอีกเล็กน้อย แต่ไม่มีทาง
ถูกไล่ออกจากสำนักแน่นอน ”
นักเรียนร่างผอมสูงที่อยู่ด้านข้างพูดตามขึ้นว่า “ ใช่แล้ว เจ้าไม่
เห็นหรือไงว่าลูกพี่ของพวกเรามีสถานะอะไร เขาเป็นยอดฝีมือ 10
อันดับแรกของสำนักเต่าทมิฬ อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันประลองใหญ่ของ
สำนักเต่าทมิฬและสำนักทางเหนือ สำนักยังคาดหวังให้ลูกพี่ของพวก
ข้าสร้างชื่อเสียงให้แก่สำนัก ดังนั้นเขาจะถูกไล่ออกได้อย่างไร ! ”
ต่งเจิ้นไห่พูดขึ้นด้วยความทะนงว่า “ ไม่ได้ยินหรือไง ? ข้าไม่มีวัน
ถูกไล่ออกหรอก ทางที่ดีเจ้าควรส่งมอบเงินคืนมาแต่โดยดีหรือจะให้ข้า
หักขาของเจ้า ? ”
จบตอน