คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 126 ชอบ
โดย : หอหมื่นอักษร
เฉกเช่นเทศกาลชีซี เทศกาลโคมไฟมีปีละครั้ง และเป็นวันที่เด็กสาวต่างเฝั้ารอคอยเป็นพิเศษ พอถึงวันนั้นก็จะนัดแนะชักชวนสหายไปชมโคม ไฟด้วยกัน หรือนัดเจอคนในดวงใจภายใต้แสง จันทร์ นับว่าเป็นโอกาสหายากที่นานๆ ทีจะได้ เที่ยวอย่างเต็มที่สักครั้ง
“น่าจะออกไปเที่ยวกับพี่หญิงหรือไม่ก็ สหาย” หลินเห่ายิ้มพลางถามฉีซั่ว “แล้วซื่อจื่อ เล่า”
“อาจจะออกมาเดินเล่นกับพวกน้องรอง” ฉี ซั่วมองใบหน้างดงามของสาวน้อย สุดท้ายคำพูด ชักชวนก็ไม่ได้ถูกเอ่ยออกไป
เขานึกเสียใจทีหลังขึ้นมาแล้วจริงๆ
เขาเสียใจที่ตนขี้ขลาด เขาไม่เคยเอ่ยปาก บอกสาวน้อยที่พูดไม่ได้คนนี้ว่าเขามักอยากเห็น หน้านางอยู่ร่ำไป
บางครั้งก็มองนางนั่งเหม่อลอยใต้ต้นไม้ มอง นางนั่งฟังคนอื่นพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยไม่ พูดอะไร มองนางจับจ้องคนอื่นพลางขบคิด เช่นนั้น
ราวกับนางมีความลับมากมาย เพราะพูด ไม่ได้เลยทำได้แค่เก็บซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจ
ตอนที่นางไม่อยู่ เขาถึงรู้ว่าที่แท้อารมณ์ที่ อยากเจอนางนั้นก็คือความชอบ
เขามีใจให้หญิงสาวข้างจวนที่มีเพียงกำแพง มาขวางกั้น
ไม่มีใครโง่เขลายิ่งไปกว่าเขาแล้ว
โชคดีที่พวกเขาได้เจอกันอีกครั้ง
ชั่ววินาทีที่ดาบยาวแทงทะลุผ่านหัวใจ เขา โอบร่างนางไว้ มีเพียงความยินดี
ได้สะสางสิ่งที่ติดอยู่ในใจแถมยังได้อยู่กับ หญิงสาวที่ตนรักไปชั่วนิรันดร์ เขาช่างโชคดีจริงๆ
แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องโชคดีมากกว่านั้น
ตอนที่เขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าผุดผ่อง งดงามของนางโผล่พ้นเหนือกำแพง ก่อนจะร่วง ตกลงมาภายใต้ความตระหนกตกใจ
ความเจ็บปวดและกลิ่นคาวเลือดในยามนั้น เป็นเพียงฝันร้ายอันยาวนาน เขากับนางยังมีชีวิต อยู่ในช่วงอายุที่ดีที่สุด
ครั้งนี้เขาจะไม่เพิกเฉยแล้วเดินจากไปเพียง เพราะอยากรักษาชื่อเสียงของนางอีกแล้ว
เขาเข้าไปรับตัวนาง
เพียงแต่น่าเสียดาย เขาพยายามปลุกความ กล้าและพูดโน้มน้าวให้เสด็จแม่ไปทาบทามสู่ขอ นางถึงจวนตระกูลเวิน แต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธ
เป็นเพราะเขาใจร้อนเกินไป
ถึงแม้ในสายตาคนส่วนใหญ่เห็นว่าเขามาจาก ตระกูลผู้ดีหน้าตาหล่อเหลา แต่ในเมื่อนางไม่ชอบ ย่อมไม่มีทางตอบตกลง
เขาจึงทำได้แค่ค่อยๆ ทำให้นางคุ้นเคยกับเขา ไว้ใจเขาอย่างช้าๆ รอจนเวลาที่เหมาะสมแล้วเขา ค่อยสารภาพความในใจออกไป
“ซื่อจื่อคิดเรื่องใดอยู่หรือเจ้าคะ”
ฉีซั่วดึงสติกลับมา สายตาเจือความมึนงง เล็กน้อย “จู่ๆ ก็นึกถึงงานเทศกาลโคมไฟเมื่อปี ก่อน คำทายปริศนาภูเขาโคมไฟดึงดูดคนมาเข้า ร่วมไม่น้อย ทว่าไม่มีใครคว้าโคมแก้วไปได้เลยสัก คน”
“ไม่มีใครทายถูกเลยหรือ”
เทศกาลโคมไฟของเมืองหลวงมีธรรมเนียม หนึ่ง ขุนนางจะสร้างภูเขาโคมไฟเก้าชั้น ทุกๆ ชั้น จะห้อยโคมไฟสี่มุม ลากยาวกระทั่งมาถึงตรง กลางของชั้นที่เก้า ซึ่งจะแขวนโคมแก้วที่งดงาม ที่สุดไว้หนึ่งใบ
ระดับความยากของคำถามปริศนาจะเพิ่มขึ้น ตามลำดับชั้น คนที่ร่วมทายปริศนามีเพียงโอกาส เดียวเท่านั้น โดยจะท้าชิงโคมปริศนาชั้นใดก็ได้ หากทายถูกก็จะได้โคมงามใบนั้นไป
โคมแก้วที่แขวนอยู่ด้านบนสุดเป็นโคมวัง หลวง[1] ตามกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มี
เพียงชายโสดที่สามารถท้าชิงทายปริศนาข้อนี้ได้ หากทายถูกก็ต้องเอาโคมนี้ไปให้หญิงสาวสักคน
ส่วนบางคนคงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพราะ หากไม่มีคนรัก นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้สารภาพ ความในใจโดยปริยาย ในเมื่อเป็นโคมวังหลวงซึ่ง เป็นตัวแทนของความมงคลและโชคลาภ ถึงแม้ หญิงสาวจะไม่ชอบแต่ก็ต้องยอมรับไว้ ส่วน ภายหลังหากปฏิเสธฝั่ายชายก็จะไม่ตกเป็นขี้ปาก คนอื่นอีกต่างหาก
ช่วงวันเทศกาลโคมไฟ ทุกคนล้วนผ่อนปรน ให้กับหนุ่มสาววัยแรกแย้มที่เพิ่งรู้จักความรักมาก ทีเดียว
บุรุษที่สามารถทายปริศนาข้อที่ยากที่สุดได้ ย่อมเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นเหนือใคร นับตั้งแต่มีธรรมเนียมจนถึงตอนนี้ บุรุษที่มอบ โคมไฟมีแต่จะโอบสาวงามกลับไปด้วย นับว่าเป็น การเพิ่มเรื่องราวดีๆ ในเทศกาลโคมไฟเช่นกัน
หลินเห่าชอบดูการละเล่นนี้มาก เพียงแต่แม่ ทัพผู้เฒ่าหลินถึงแก่กรรม เทศกาลโคมไฟเมื่อปี ก่อนและสองปีก่อนนางจึงไม่ได้ไปสักครั้ง อีกทั้ง ไม่มีอารมณ์มาสนใจเรื่องพวกนี้ด้วย
“จนกระทั่งจบงานชมโคมไฟก็ยังไม่มีใครทาย ได้” ฉีซั่วเล่าเรื่องสนุกของเทศกาลโคมไฟเมื่อปี ก่อน เดินใกล้ถึงจวนแล้ว
“ซื่อจื่อ พวกเราแยกย้ายกันตรงนี้ก่อนดีกว่า เจ้าค่ะ” หลินเห่าเสนอ
เดิมทีพวกเขาเป็นเพื่อนใกล้เรือนเคียง บังเอิญเจอแล้วเดินกลับพร้อมกันนั้นไม่ใช่เรื่อง แปลกอะไร แต่แปลงกายสวมชุดบุรุษเช่นนี้อาจ ชวนให้คนอื่นมองว่าไปทำเรื่องอะไรไม่ดีเอาได้
“เช่นนั้นแม่นางรองหลินกลับก่อนเถิด”
หลินเห่าพยักหน้าเล็กน้อย สาวเท้าเดินมุ่ง หน้าไปทางจวนแม่ทัพ
ฉีซั่วยืนอยู่ที่เดิมมองตามจนร่างเงานั้นเดิน เลี้ยวมุมลับตาไป จากนั้นก็เริ่มรอคอยให้เทศกาล โคมไฟมาถึง
“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงยืนอยู่ตรงนี้ไม่ขยับเลย เล่า” ฉีฮ่วนเดินเข้ามาพลางเอ่ยถามฉีซั่วอย่าง ฉงน จู่ๆ ก็ตกใจจนหน้าถอดสี “พี่ใหญ่ ท่านไม่ได้ โรคหัวใจกำเริบหรอกกระมัง”
โรคหัวใจ?
ฉีซั่วมุมปากกระตุก
เกือบลืมไปแล้วว่าตนเองเป็น ‘โรคหัวใจ’
“อย่าคิดเพ้อเจ้อ ข้าแค่เห็นว่าตรงนี้ทิวทัศน์ดี ไม่น้อยเลยหยุดดู”
“ทิวทัศน์?” ฉีฮ่วนมองซ้ายมองขวาอย่าง งุนงง “มีแต่กำแพงสูง มีทิวทัศน์ที่ไหนกัน”
“เจ้าไปไหนมา” ฉีซั่วเปลี่ยนประเด็น
ฉีฮ่วนเอ่ยพลางเดินไปด้วย “นัดสหายไปกิน หม้อไฟเนื้อแพะร้านที่พี่ใหญ่เคยแนะนำครั้งก่อน ขอรับ”
พอพูดถึงตรงนี้ ฉีฮ่วนก็มีน้ำโหขึ้นมา “ตอน แรกวันนั้นข้านัดกับน้องหญิงไว้ดิบดี สุดท้ายนาง
ดันไปกับสหาย แถมให้ข้าเปลี่ยนสถานที่อีก ต่างหาก”
พี่ใหญ่ไปกินกับสหาย น้องหญิงก็ไปกินกับ สหาย สหายคนไหนกันถึงสำคัญกว่าเขาเสียอีก
เขาจึงไปกินกับสหายเช่นกัน!
ฉีซั่วยกยิ้มบาง “หม้อไฟกินกับสหายสนุก กว่า”
ฉีฮ่วนนึกถึงฉากกินหม้อไฟควันร้อนพวยพุ่ง กับสหายก็อดพยักหน้าตามไม่ได้ “ก็จริง เอ๊ะ ใน มือพี่ใหญ่ถือสิ่งใดอยู่หรือขอรับ”
ฉีซั่วก้มหน้าลงมองไหใบน้อยสีน้ำตาลที่ถืออยู่ ในมือ “ผักดองที่สหายมอบให้”
ฉีฮ่วนดวงตาลุกวาว “อร่อยหรือไม่ๆ”
“กระเทียมดอง เจ้ากินหรือไม่”
ฉีฮ่วนได้ยินเช่นนั้นก็หมดความสนใจ “กระเทียมดองหรอกหรือ ช่างเถิด กินแล้วมีกลิ่น พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงชอบกินเจ้านี่เล่า”
พี่ชายที่เย็นชา เงียบสุขุม ร่างกายอ่อนแอ ของเขาชอบกินกระเทียมด้วยหรือ
แววตาที่ฉีฮ่วนมองพี่ชายเต็มไปด้วยคำถาม
คงไม่ใช่ว่ากินตามสหายคนใดกระมัง
“ก็ชอบมาตลอด” ฉีซั่วตอบเสียงเรียบ
ไม่นานก็ใกล้ถึงวันเทศกาลโคมไฟ หลินเห่า ได้รับเทียบเชิญสองใบ ใบแรกเป็นของจวิ้นจู่น้อย ฉีฉยง ส่วนอีกใบเป็นของแม่นางใหญ่ของจวนไหว อานปัวเฉินอี๋ ล้วนส่งมาชวนนางไปเที่ยวงาน เทศกาลโคมไฟด้วยกันทั้งคู่
หลินเห่ามาขอคำปรึกษาจากหลินฉาน “พี่ หญิงได้รับเทียบเชิญกี่ใบหรือเจ้าคะ”
หลินฉานยิ้มกล่าว “ได้รับแค่ของจวิ้นจู่ แถม เป็นเพราะน้องรองแท้ๆ”
หนุ่มสาวที่หมั้นหมายกันแล้วสามารถนัดเจอ กันในเทศกาลโคมไฟได้อย่างเปิดเผย สหายย่อมรู้ งานเป็นอย่างดีจึงไม่ส่งเทียบเชิญมาให้ แต่จวิ้นจู่ น้อยเป็นสหายร่วมของสองพี่น้องหลินเห่า แน่นอนว่าหากนัดหลินเห่าคนเดียวคงไม่ใช่เรื่องดี นัก
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกับจวิ้นจู่ด้วยกันเถิด”
หลินฉานส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าไม่ไปดีกว่า จวิ้นจู่กับแม่นางใหญ่เฉินล้วนนิสัยดีทั้งคู่ หรือสู้
น้องรองเชิญพวกนางทั้งสองไปเที่ยวด้วยกันเลยก็ ดีนะ”
หนุ่มสาวที่หมั้นหมายกันแล้วนัดเจอกันได้ก็ จริง แต่ด้วยสถานะที่สูงส่งของเว่ยอ๋อง อีกทั้งทั้ง สองก็ยังไม่ถึงขั้นชอบพอกัน ดังนั้นเรื่องนัดเจอ กันย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน
“พี่หญิงไปด้วยกันเถิด สองปีก่อนท่านไม่ได้ ออกไปไหนเลย” หลินเห่าเกลี้ยกล่อม
“เดิมทีข้าเองก็ไม่ใช่คนชอบบรรยากาศ ครึกครื้น อีกอย่างในเมื่อต้องผนวกกับเชื้อพระ วงศ์แล้ว ไม่ไปในที่คนเยอะๆ จะดีกว่า” หลิน ฉานมองน้องสาวพลางกะพริบตาปริบๆ “น้อง
รองไปเที่ยวกับสหายเถิด รอถึงปีหน้าคนที่ไป เที่ยวกับเจ้าอาจจะไม่สหายแล้วก็ได้นะ”
ผ่านปีนี้ไปหลินเห่าก็อายุสิบเจ็ดแล้ว เรื่อง แต่งงานคงอีกไม่นาน
“พี่หญิงไม่ไปก็ไม่ไปสิเจ้าคะ ยังจะมาหยอก ข้าเล่นอีก”
จากนั้นสองพี่น้องก็พูดคุยหัวเราะกันอย่าง ครื้นเครง
สิ่งที่ทำให้หลินเห่าแปลกใจก็คือ นางยังไม่ทัน เชิญฉีฉยงกับเฉินอี๋ไปเที่ยวด้วยกันเลย ฉีฉยงก็มา หานางก่อนแล้ว
“อาเห่า ขอโทษด้วยจริงๆ ข้าคงไปเที่ยวงาน เทศกาลโคมไฟกับเจ้าไม่ได้แล้ว ในวังมีรับสั่งมา ว่าวันนั้นให้ข้าเข้าวังไปชมโคมที่หอเซวียนเต๋อ”
——————–
[1]โคมวังหลวง คือโคมหกเหลี่ยมหรือแปด เหลี่ยม ทุกด้านบุผ้าแพรหรือกระจก จะมีการ วาดลวดลายประดับในแต่ละด้านอย่างสวยงาม ด้านล่างมีพู่ห้อย เดิมทีใช้ในวังหลวง