คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 13 ประหลาดใจ
โดย : หอหมื่นอักษร
เวลานี้เวินหรูกุยไปเข้าเฝั้าที่ท้องพระโรงนาน แล้ว เวินหรูเซิงจึงคว้าน้ำเหลว เขาเลยหาตัวบ่าว มาถามไถ่ว่าที่ทำงานอยู่ที่ใดแล้วไปรอที่นั่น
พอเวินหรูกุยกลับมาถึงที่ทำงานก็ได้ยิน ลูกน้องรายงานว่าพี่ชายร่วมตระกูลมาหา
เวินหรูกุยเป็นคนรักในศักดิ์ศรี แท้จริงแล้ว เขาไม่สนใจเวินหรูเซิงเลยสักนิด เพียงแต่รักษา ชื่อเสียงตนในบ้านเกิด ไม่อยากถูกประณามว่า เป็นคางคกขึ้นวอ
“พี่แปดมาหาข้ามีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือ” เวินหรูกุยถามอย่างสุภาพอ่อนโยน
เวินหรูเซิงเหลือบมองซ้ายขวาพลางอ้ำๆ อึ้งๆ
เวินหรูกุยมุ่นคิ้ว
เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของพี่ชาย บวกกับ ท่าทีที่ไม่อยากพูดต่อหน้าคนนอกเช่นนั้น เกรงว่า น่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
ดังนั้นเขาจึงสั่งให้คนรอบข้างออกไปก่อนจะ เอ่ยถามเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้ไม่มีคนนอกแล้ว พี่แปดมีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถิด”
เวินหรูเซิงกวาดตามองไปทางประตู เอ่ยถาม อย่างระแวดระวัง “คงไม่มีใครได้ยินใช่หรือไม่”
“พี่แปดวางใจได้ ไม่มีแน่นอน”
เวลานี้เวินหรูเซิงถึงวางใจ พูดเสียงเบาราว กระซิบ “น้องสิบ บุตรสาวคนเล็กของเจ้าเป็น ปีศาจ”
“อะไรนะ” เวินหรูกุยนึกว่าตนเองฟังผิดไป
“ข้าบอกว่า…บุตรสาวคนเล็กของเจ้าเป็น ปีศาจกินคน!”
เวินหรูกุยไม่ได้ยินผิดไปจริงๆ สีหน้าพลันขรึม ลง “พี่แปด พี่คงยังไม่ได้นอนกระมัง”
“เมื่อคืนข้าไม่ได้นอนเลย!” พอเห็นเวินหรูกุย ไม่เชื่อ เวินหรูเซิงก็ร้อนใจขึ้นมา เริ่มทำไม้ทำมือ อธิบาย “ข้าเห็นกับตาตัวเองเลยว่าบุตรสาวของ เจ้ากินนิ้วโปั้ง นิ้วโปั้งคนเลยนะ!”
เวินหรูกุยสีหน้าย่ำแย่ลงกว่าเดิม “พี่แปดไม่ สบายตรงที่ใด ข้าส่งท่านไปหาหมอดีกว่า เพียงแต่ท่านจะพูดจาซี้ซั้วไม่ได้”
เวินหรูเซิงลุกขึ้นพรวด ร้อนใจจนใบหน้าแดง ซ่าน “น้องสิบ ข้าไม่ได้หลอกเจ้า เมื่อคืนพอข้า กลับมาก็เห็นกับตาที่สวนดอกไม้เลย”
“แล้วพี่แปดไปทำอะไรที่สวนดอกไม้ตอนดึก ดื่นเช่นนั้น” เวินหรูกุยเอ่ยเสียงเย็น เห็นได้ชัดว่า คำพูดของเวินหรูเซิงทำให้ไฟโทะสะของเขาปะทุ ขึ้นแล้ว
“เมื่อคืนข้ากลับมาจากการสังสรรค์เลยแวะ ไปหาเฟิงเอ๋อร์แล้วดันเห็นเงาหนึ่งแวบผ่านใน ห้อง แต่ในห้องเขาไม่มีใคร ข้าจึงออกตามหาด้วย ความเป็นห่วง สุดท้ายก็เห็นบุตรสาวคนเล็กของ เจ้านั่งกินนิ้วคนอยู่ในสวนดอกไม้…”
เวินหรูกุยทนไม่ไหวอีกต่อไป ตบโต๊ะเสียงดัง “พี่แปด พี่เมาจนตาลายแล้วชัดๆ ตอนนี้ยังพูดจา เลอะเทอะอีก”
“น้องสิบ เหตุใดเจ้าถึงไม่เชื่อข้ากันเล่า” เวิน หรูเซิงลนลานจนแทบอยากร้องไห้
เขาไม่กล้าต่อกรกับปีศาจ แต่น้องสิบเป็นพ่อ ของเจ้าปีศาจตนนั้น คิดๆ ดูแล้วอาจพอกำราบ นางได้บ้าง
“ให้ข้าเชื่อว่าอะไร เชื่อว่าบุตรสาวของคนที่ เป็นถึงรองเสนาบดีกินนิ้วคนอย่างนั้นน่ะหรือ” เวินหรูกุยใบหน้าถมึงทึง ไม่รักษาความอ่อนโยนที่ เคยแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าอีกต่อไป
อย่าพูดจาโปั้ปดจนเกินความน่าเชื่อถือไปไกล นัก ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด!
เวลานี้เวินหรูกุยรำคาญพี่ชายร่วมตระกูลคน นี้อย่างสุดหัวใจ
สมแล้วที่เป็นคนอยู่ดินแดนห่างไกลมาครึ่ง ค่อนชีวิตถึงได้ไร้ความรู้เอาแต่งมงายเรื่องผีสาง นางไม้เช่นนี้
หากจะเชื่อเรื่องพวกนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขา เพียงแต่หากลามมาถึงเขาก็คงทนไม่ไหว
“ข้าสาบานว่าไม่ได้ตาฝาด ไม่อย่างนั้นให้ ฟั้าผ่าข้าตายเลยก็ได้!”
ยิ่งเห็นเขาสาบานเช่นนั้น เวินหรูกุยไม่ เพียงแต่โมโหแต่ยังแฝงไปด้วยความรำคาญใจ เอ่ยเสียงเรียบ “งานในมือข้ายังไม่มากพอดี เช่นนั้นตามกลับไปดูกับพี่แปดสักครู่ก็แล้วกัน”
เวินหรูเซิงพรูลมหายใจเฮือกใหญ่
พวกเขาสองคนกลับจวนตระกูลเวิน เพิ่งลง จากรถม้ามาก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าจวน ไปพร้อมกับบ่าวติดตาม
ชายหนุ่มผู้นั้นมองพวกเขาทั้งสองคนแล้วก้ม คำนับทำความเคารพ “ท่านพ่อ ท่านอาสิบ”
เวินหรูกุยมุ่นคิ้วเหลือบมองเวินหรูเซิงแวบ หนึ่ง
เวินหรูเซิงสีหน้าตื่นตระหนก ชี้นิ้วถามชาย หนุ่ม “เฟิงเอ๋อร์ เจ้า เจ้าไม่เป็นไรเลยหรือ”
เวินเฟิงเผยสีหน้าละอายใจ “เมื่อคืนลูกไม่ได้ กลับมาเลยทำให้ท่านพ่อกังวลแล้ว”
“เจ้าไปไหนมา” ภายใต้ความตกใจ เวินหรู เซิงลืมไปว่าอยู่ด้านหน้าประตูใหญ่จึงตะคอกถาม เสียงดัง
“ลูก…”
เวินหรูกุยขัดจังหวะพูดของเวินเฟิงเสียงเรียบ “พี่แปด หากท่านมีเรื่องอะไรจะถามเฟิงเอ๋อร์ก็ เข้าไปถามในจวนเถิด ทางที่ทำงานข้าจะปล่อย ทิ้งนานไม่ได้ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
“น้องสิบ น้องสิบ…”
เมื่อเห็นว่าเวินหรูกุยไม่แม้แต่จะหันมาเหลียว มองตนแต่พุ่งตรงขึ้นรถม้าไป เวินเฟิงก็เผยสีหน้า ฉงน “ท่านพ่อ ท่านอาสิบเป็นอะไรไป”
ภายในความทรงจำของเขา ท่านอาสิบเป็น คนใจดีมาก
“ตกลงเมื่อคืนเจ้าไปไหนมา” เวินหรูเซิงรู้สึก โกรธขึ้นมา
เวินเฟิงรีบลากตัวเวินหรูเซิงเข้าไปด้านใน “ท่านพ่อ พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
พอสองพ่อลูกเข้าจวนมา เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ เห็นสะใภ้หลินพร้อมบุตรสาวทั้งสองเดินตรงเข้า มา
เวินหรูเซิงชะงักฝีเท้ากะทันหัน สายตาจับ จ้องไปยังใบหน้าของเวินเห่าอย่างควบคุมไม่ได้
เวินเห่ายกยิ้มมุมปาก
เวินหรูเซิงสะดุ้งเฮือกก่อนจะรีบเก็บสายตา กลับมา
“พี่แปดกับเฟิงเอ๋อร์ออกไปข้างนอกมา ด้วยกันหรือ” สะใภ้หลินเอ่ยทักทายพร้อม รอยยิ้ม
สะใภ้หลินเป็นคนไม่คิดซับซ้อน สำหรับนาง แล้วนี่คือพี่ชายร่วมตระกูลของสามี ไม่ว่ายากจน หรือร่ำรวย ในเมื่อมาแล้วย่อมต้องต้อนรับขับสู้ อย่างดี จะปล่อยให้น้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้
เวินหรูเซิงอดเหลือบมองเวินเห่าไม่ได้ แต่ก็ไม่ กล้าจะจ้องตรงๆ พอกลอกตามองมาทางสะใภ้ หลินจึงเหมือนกำลังขยิบตาใส่
สะใภ้หลินเผยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย “ตาของ พี่แปดเหมือนจะกระตุก เชิญหมอมาดูอาการ ดีกว่ากระมัง”
“ไม่เป็นไรๆ” เวินหรูเซิงรีบปฏิเสธแล้วรีบวิ่ง กลับเรือนที่พักไป
“ท่านพ่อ วันนี้ท่านดูแปลกพิกล ไปเจออะไร มาหรือขอรับ”
เวินหรูเซิงเอ่ยด้วยใบหน้าดุดัน “เหตุใดเมื่อ คืนเจ้าถึงไม่กลับมา”
“ลูกไปดื่มเหล้ากับสหาย เผลอดื่มหนักไป หน่อย สหายเลยให้ข้าพักด้วยสักคืน”
“แล้วเหตุใดไม่ให้บ่าวรับใช้กลับมาส่งข่าว เล่า”
เวินเฟิงปรายตามองสีหน้าประหม่าของบ่าว รับใช้ “ทิงเฟิงอยู่ดูแลข้า ไม่เช่นนั้นคงต้องลำบาก บ่าวรับใช้ของสหาย เสียมารยาทแย่”
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าจะผูกมิตรกับสหายที่ เหลาะแหละไม่เอาการเอางานไม่ได้…”
“เขาคือคุณชายของจวนราชเลขาขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดีๆ แต่ว่าเมื่อคืน…”
“เมื่อคืนทำไมหรือขอรับ”
“เปล่า…” เวินหรูเซิงกลืนคำพูดอึกอักลงคอ ไป
หรือว่าตนเองจะตาฝาดไปจริงๆ
บนรถม้ากว้างขวางหรูหราคันหนึ่ง สะใภ้ หลินดึงเปิดลิ้นชักที่ติดตั้งอยู่บนรถม้าเผยให้เห็น ผลไม้แช่อิ่มที่อัดแน่นอยู่ในนั้น นางกวักมือเรียก บุตรสาวทั้งสองให้มากินด้วยกัน
เวินฉานกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง “ท่านแม่ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ถึงจวนท่านยายแล้ว”
“ถ้าไปถึงจวนท่านยายเจ้าก็อดกินน่ะสิ” สะใภ้หลินใช้มือหยิบพุทราเชื่อมขึ้นมาใส่ปาก “หมอบอกว่าท่านยายของเจ้าอายุมากแล้ว ต้อง ลดของหวาน แต่ท่านยายของพวกเจ้ากลับคุม ปากตัวเองไม่ได้…”
ได้ยินแม่บ่นท่านยายเช่นนั้น เวินเห่ากับเวิน ฉานก็สบตากันด้วยอารมณ์ซับซ้อน
วันเวลาแสนสงบสุขและไร้ความกังวลใกล้จะ ถูกทำลายในอีกไม่นานนี้แล้ว
เวินเห่าเพิ่งกินบ๊วยเม็ดที่สามไปก็มาถึงจวน แม่ทัพ
สามแม่ลูกลงจากรถม้าตามลำดับ เวินฉาน และเวินเห่าประคองสะใภ้หลินทั้งซ้ายและขวา เดินเข้าจวนไป
ทันใดนั้นสะใภ้หลินก็ชะงักฝีเท้า ชี้นิ้วไปทาง จวนจิ้งอ๋องแล้วเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ไม่รู้ว่าผู้ เฒ่าคนนั้นเป็นแขกทรงเกียรติจากที่ใด จวนจิ้ง อ๋องถึงยอมเปิดประตูใหญ่ให้”
เวินเห่ามองตามไปด้วยความเคลือบแคลงใจ
ชาติก่อนตอนที่ท่านแม่พานางกับพี่สาวมา จวนท่านยายกลับไม่ได้เจอะเจอแขกผู้มาเยือน จวนจิ้งอ๋องเลยสักคน
เรื่องที่เกิดกับท่านแม่และท่านยายใกล้เข้ามา ตรงหน้าทุกที นางจึงรำลึกความทรงจำเรื่องที่จะ เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ขึ้นมา
“ฟังเฟย ไปสืบดูสิว่าใครมาจวนจิ้งอ๋อง”
พอได้ยินสะใภ้หลินออกคำสั่ง มุมปากเวิน ฉานก็กระตุก “ท่านแม่ ไม่ถึงขั้นต้องไปตามสืบ กระมังเจ้าคะ”
งานอดิเรกชอบฟังเรื่องซุบซิบของท่านแม่จะ แก้ได้บ้างหรือไม่นะ
“ตามสืบนี้ใช่ว่าต้องสิ้นเปลืองอะไรเสียหน่อย ข้าจะได้ไม่ต้องเอาแต่สงสัยเช่นนี้ด้วย”
เวินฉานมองเวินเห่าอย่างเอือมระอา
เวินเห่าคลี่ยิ้ม “ข้าเองก็แปลกใจเช่นกันเจ้า ค่ะ”
เวินฉาน “…”