คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 134 ชุลมุนวุ่นวาย
โดย : หอหมื่นอักษร
วันแห่งวสันต์มาเยือน ทุกสรรพสิ่งตื่นจาก ห้วงนิทรา ภูเขาเขียวชอุ่ม สายน้ำสีเขียวมรกต กิจกรรมท่องเที่ยวของผู้คนเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ เก็บโคมในเทศกาลโคมไฟ ลากยาวจนมาถึง ปลายเดือนสาม อีกทั้งคนส่วนใหญ่ที่ตั้งตารอ อยากออกมาเที่ยวชมทิวทัศน์ในยามนี้ก็คือหนุ่ม สาววัยเยาว์ โดยเฉพาะเหล่าแม่นางตระกูลมั่งคั่ง ร่ำรวย ในเมื่อมีทั้งเงินและเวลา อุดอู้อยู่ในจวน น่าเบื่อจะตาย
เดิมทีหลินฉานไม่คิดจะไปด้วย ทว่าสะใภ้ หลินเกลี้ยกล่อมนาง “ฉานเอ๋อร์ เจ้าแค่ถูกหมั้น
หมาย ไม่ได้ถูกขังอยู่ในคุก วันๆ เจ้าจะเก็บตัวอยู่ แต่ในจวนเพื่ออะไร ตอนนี้อากาศก็ดีแล้ว ออกไป สูดอากาศบริสุทธิ์กับน้องหญิงของเจ้าบ้างเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าก็คะยั้นคะยอ “แม่ของเจ้าพูดถูก อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในจวนเลย รอเจ้าออกเรือนไป ยังต้องคอยดูแลเรื่องงานในจวนอ๋องอีก คงไม่ได้มี อิสระเหมือนตอนนี้แล้ว”
ได้ยินท่านยายกับท่านแม่กล่าวเช่นนั้น หลิน ฉานจึงพยักหน้า
เพราะหลินเห่าไม่ได้ออกไปเที่ยวกับหลินฉาน มานานแล้ว นางจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ ถึงขนาด
ตั้งใจเปลี่ยนไปสวมอาภรณ์ฤดูใบไม้ผลิชุดใหม่ที่ สะใภ้หลินเป็นคนมอบให้พวกนาง
รูปแบบอาภรณ์ฤดูใบไม้ผลิของพวกนางสอง คนเหมือนกันทุกประการ เป็นชุดคลุมคอปาดสี เหลืองขนห่านลายดอกเข้าคู่กับกระโปรงอัดกลีบ มีเพียงสีกระโปรงที่แตกต่างกัน คนหนึ่งสีขาวแสง จันทร์ ส่วนอีกคนสีเขียวใบหลิว
“ท่านยาย ท่านแม่ พวกข้าไปแล้วนะเจ้าคะ” หลินฉานลากตัวหลินเห่า บอกลาฮูหยินผู้เฒ่า และสะใภ้หลินด้วยรอยยิ้ม
สะใภ้หลินไม่ได้พูดกำชับว่า ‘ดูแลน้องดีๆ’ ทำนองนี้เลย สำหรับนางแล้วบุตรสาวทั้งสองของ
นางต่างรู้ความ ไม่มีความคิดชั่วร้ายแน่นอน นาง ยิ้มแล้วกล่าวเร่งเร้า “รีบไปเถิด อย่าปล่อยให้ จวิ้นจู่น้อยรอพวกเจ้าตลอด”
รอกระทั่งสองพี่น้องออกไป สะใภ้หลินก็ถอน หายใจ “ไม่อยากนึกถึงวันเวลาหลังจากที่ฉาน เอ๋อร์ออกเรือนไปแล้วไม่เจอนางทุกวันเช่นนี้เลย จริงๆ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากลับมีท่าทีสุขุม “ทำตัวให้ชินเข้า สิ วันหน้าอาเห่าก็ยังต้องออกเรือน”
สะใภ้หลินเงียบไป ผุดข้อกังขาขึ้นเล็กน้อย “ท่านแม่ นี่คงไม่ใช่การปลอบใจกระมัง”
เพราะนางฟังแล้วเหมือนไม่ใช่
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ลูกโตขึ้นแล้ว ถึงอย่างไร ก็ต้องมีสักวัน”
สะใภ้หลินดวงตาลุกวาว “ท่านแม่ เช่นนั้นหา เขยแต่งเข้าจวนเราให้อาเห่าดีกว่า แบบนี้อาเห่าก็ ไม่ต้องแต่งออกเรือนแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าชะงักไป อดหวั่นไหวตามไม่ได้
หากแต่งเขยเข้าจวน คนเป็นใหญ่ในจวนก็คือ อาเห่า แถมมีพวกนางคอยสอดส่อง คงไม่ต้อง กังวลว่าจะเจอคนเนรคุณอย่างเวินหรูกุยด้วย
ทว่าเดิมทีบุรุษที่เต็มใจเป็นเขยแต่งเข้าจวนจริงๆ ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไรนัก
มีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย ในหลายๆ เรื่องมักจะ เป็นเช่นนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าผ่านประสบการณ์มาอย่างโชก โชนจึงมองเรื่องมากมายออกอย่างทะลุปรุโปร่ง “เดี๋ยวค่อยลองถามความเห็นของอาเห่าดู ความสุขของเด็กๆ สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องอื่นก็แค่ เรื่องรอง”
“ท่านแม่พูดถูกเจ้าค่ะ ความสุขของพวกนาง ทั้งสองต่างหากที่สำคัญที่สุด”
ตอนที่สองพี่น้องหลินเห่าออกจากจวนไป รถ ม้าของจวิ้นจู่น้อยก็รออยู่ก่อนแล้ว
“เอ๊ะ พี่หญิงฉาน อาเห่า วันนี้พวกเจ้าทั้งสอง ใส่ชุดคู่พี่น้องกันหรือ” ฉีฉยงยากที่จะปิดบังความ อิจฉาไว้ได้
นางเองก็อยากพี่สาวหรือน้องสาวสักคน ไป เดินเล่นด้วยกัน สวมชุดสวยๆ ด้วยกัน พูดเรื่อง ในใจด้วยกัน แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อเสด็จแม่ดัน ให้กำเนิดพี่ชายมาสองคน คนหนึ่งไม่พานางไป เที่ยว ส่วนอีกคนหนึ่งก็ดีแต่แย่งของนาง
หลินฉานขบขันกับน้ำเสียงอิจฉาของฉีฉยง “เป็นเสื้อผ้าที่ตัดมาด้วยกัน รูปแบบส่วนมากจึง
คล้ายๆ กันหมด จวิ้นจู่ยังจำตอนที่เพิ่งมาเมือง หลวงครั้งนั้นได้หรือไม่ จำข้ากับอาเห่าสลับกัน”
ฉีฉยงนึกย้อนความทรงจำแวบหนึ่ง ทันใดนั้น ก็หัวเราะออกมา “จำได้สิ ตอนนั้นข้ายังเคือง นิดๆ ที่พี่หญิงไม่สนใจข้า ตอนหลังถึงเพิ่งรู้ว่าคน นั้นคืออาเห่า”
ซึ่งตอนนั้นอาเห่ายังพูดไม่ได้
ทั้งสามคนขึ้นรถม้าของตนเอง รถม้าของฉีฉ ยงอยู่ด้านหน้า ส่วนรถม้าของสองพี่น้องหลินเห่า อยู่ด้านหลัง มุ่งหน้าตรงไปทางแถบชานเมือง พร้อมกัน ระหว่างทางก็รวมพลกับเฉินอี๋ จูจยาอวี้ และเถาฉิงที่นัดแนะกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
แถบชานเมืองมีภูเขาต้นไม้เรียงรายไม่ขาด สาย น้ำสีเขียวมรกตไหลไปตามกระแส มองเห็น หนุ่มสาวสวมชุดอาภรณ์ฤดูใบไม้ผลิบางเบาพา กันเดินเตร่หรือนอนเอนกายตลอดตามรายทาง บ้างก็เก็บดอกกล้วยไม้ จัดงานสังสรรค์อย่าง สนุกสนาน รวมถึงผูกเปลระหว่างสองต้นไม้ใหญ่ เล่นสนุกอย่างเพลิดเพลิน
รถม้าทั้งหกคันจอดเทียบข้างทาง เลือกหา พื้นที่ว่างเล่นว่าวกระดาษ
จูจยาอวี้เล่นว่าวรูปแมลงปอ ส่วนฉีฉยงเล่น ว่าวรูปเหยี่ยวยักษ์ ทั้งสองวิ่งเหยาะคอยส่งว่าวให้ ลอยสูงขึ้น เพื่อให้อยู่สูงและมั่นคงเหนือใครๆ
“ฉิงเอ๋อร์ เจ้ามาแทนข้าหน่อย” พอวิ่ง เหนื่อยแล้ว จูจยาอวี้ก็ยื่นเชือกส่งให้เถาฉิงก่อน จะวิ่งไปอยู่ข้างๆ พวกหลินฉาน “พี่หญิงฉาน พวกท่านกำลังหาอะไรอยู่หรือ”
หลินฉานยกดอกกล้วยไม้ในมือขึ้นพร้อม รอยยิ้ม “เตรียมจะเก็บดอกกล้วยไม้กลับไป ปลูกน่ะ”
ดอกกล้วยไม้ชูช่อ ถึงแม้จะไม่ใช่ดอกไม้ราคา แพงอะไร แต่ให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนอยู่ในปั่า เขา
จูจยาอวี้นึกสนใจขึ้นมา “เช่นนั้นข้าเก็บไป ด้วย”
หางตาของนางเห็นดอกกล้วยไม้ในมือของ หลินเห่าก็อดตกใจไม่ได้ “อาเห่า ข้าเพิ่งไปเล่น ว่าวมาครู่เดียว เจ้าเก็บได้มากมายขนาดนี้เลย หรือ”
หลินเห่าคลี่ยิ้ม “พี่หญิงของข้าชอบดอก กล้วยไม้”
จูจยาอวี้ “…” นี่เป็นสายสัมพันธ์รักใคร่กลม เกลียวของพี่น้องที่ปิดไม่มิดจริงๆ
“ไม่ต้องเข้าไปด้านในแล้ว ระวังจะมีสัตว์ปั่า” หลินฉานยืดตัวตรงแล้วเอ่ยเตือนทุกคน
ในหุบเขาถึงจะเป็นแหล่งเติบโตชั้นดีของดอก กล้วยไม้ จากมุมที่ยืนอยู่สามารถมองเห็นสาว น้อยจับกลุ่มขนาดย่อมเก็บดอกไม้ในหุบเขา ประปราย เพราะหลินฉานเป็นคนนิสัยนิ่งสุขุม อีกทั้งพาน้องสาวออกมาด้วยจึงเลี่ยงไม่ให้กังวล ได้ยาก
บังเอิญยิ่งนัก นางเพิ่งพูดจบก็ได้ยินเสียง เคลื่อนไหวมาจากทางหุบเขา
มีสองสามคนทอดสายตามอง จากนั้นก็เห็น กวางน้อยสองสามตัววิ่งออกมา
การปรากฏตัวของกวางน้อยดึงดูดสาวน้อยที่ กำลังเก็บดอกไม้อยู่ให้รายล้อมเข้าไปหา แม้แต่
ฉีฉยงและเถาฉิงที่กำลังเล่นว่าวก็ยังเก็บเชือกแล้ว ถือว่าวเดินมาหา
กวางน้อยไม่กลัวคนเลย หลังจากตกใจใน ตอนแรกก็เดินเล่นไปมาตามพื้นหญ้า มีคนลอง ปั้อนใบหญ้าให้ มันก็กินอย่างว่าง่าย
จูจยาอวี้เห็นแล้วก็อิจฉา “พวกเราก็ไปเล่น กันเถิด หากในหุบเขามีสัตว์ร้ายจริงคงถูกทำให้ ตกใจนานแล้ว แต่ดูทรงตอนนี้อย่างมากก็คงมีแค่ กวางน้อยกับกระต่ายน้อยบางส่วนเท่านั้น”
เห็นทุกคนเห็นพ้องต้องกัน หลินฉานจึงไม่ได้ ห้ามปรามอะไร
คงเป็นตามที่แม่นางจูกล่าว ดูท่าแล้วกลาง หุบเขาน่าจะไม่มีสัตว์ร้ายปรากฏตัว นางไม่ขัด แล้วดีกว่า
พวกนางรีบเดินเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้น
กลางพุ่มหญ้าลึก มีคนโพกศีรษะหมอบร่าง ชะเง้อมองอยู่ในนั้น
“ตกลงคนไหนเป็นแม่นางใหญ่หลิน กระโปรงสีขาวแสงจันทร์หรือสีเขียวกันแน่”
“น่าจะกระโปรงสีขาวแสงจันทร์กระมัง เหมือนจะโตกว่าหน่อย”
“โตกว่า? เหตุใดข้ารู้สึกว่ารูปร่างหน้าตา ไล่เลี่ยกันเลย”
“ไม่งั้นก็ลักพาตัวไปทั้งสองคนนั่นแหละ ปั้องกันไม่ให้เสียแผน”
“อย่าสร้างเรื่องเพิ่มเลย ในเมื่อย้ำมาแล้วว่า ลงมือเฉพาะกับแม่นางใหญ่หลินเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็คงคนที่สวมกระโปรงสีขาวแสง จันทร์นั่นแหละ ไม่ผิดตัวแน่”
หลังจากกำหนดได้แล้ว คนหนึ่งก็เอานิ้วเข้า ปากแล้วเปั่าเป็นเสียงนกหวีด
ในหุบเขามีผืนปั่าหย่อมหนึ่ง พอลมโชยพัด ผ่าน จู่ๆ ก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้น
มีสาวน้อยนางหนึ่งที่กำลังหยอกล้ออยู่กับ กวางน้อยนอกผืนปั่าเหลือบไปเห็นโดยบังเอิญ จากนั้นก็อดเบิกตากว้างไม่ได้ “นั่น นั่นมันอะไร กัน”
ทันใดนั้นหมูปั่าแข็งแรงตัวหนึ่งก็วิ่งทะลุ ออกมา
สาวน้อยตรงนั้นแทบมาจากตระกูลผู้ดีทั้งสิ้น พอเห็นหมูปั่าวิ่งตรงมาอย่างบ้าคลั่ง ส่วนมากก็ ร่างแข็งทื่ออย่างตกตะลึง
“หนีเร็วเข้า นี่มันหมูปั่า!” หลินเห่ามี ปฏิกิริยาตอบสนองในทันที มือหนึ่งลากหลินฉาน ส่วนอีกมือหนึ่งคว้าสหายที่อยู่ใกล้มากที่สุดแล้ว วิ่งมุ่งหน้าออกจากหุบเขาไป
หมูปั่าตกมันอันตรายไม่เป็นรองเสือสิงโตเลย สักนิด ทันทีที่ถูกขังอยู่ในหุบเขาแล้วโดนขวิดใส่ ผลลัพธ์ที่ตามมายากจะจินตนาการได้
เหล่าสาวน้อยที่ดึงสติกลับมาแล้วก็รีบยกเท้า วิ่งออกไปด้านนอก ส่วนบ่าวรับใช้ทั้งเด็กและคน แก่รวมถึงองครักษ์ที่รออยู่ด้านนอกพากันวิ่งกรู เข้ามาทางนี้จากรอบทิศ
สถานการณ์พลันวุ่นวายโกลาหลไปชั่วขณะ
“น้องหญิง ไปทางรถม้า” หลินฉานที่กำลังวิ่ง อยู่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือน
หลินเห่าเพิ่งขานรับครู่เดียว จู่ๆ ก็มีแรง มหาศาลกระชากข้อมือของหลินฉานออกจากมือ ของนางไป