คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 162 จับกุม
โดย : หอหมื่นอักษร
เฉิงเม่าหมิงหัวเราะในลำคอ รอฉีซั่วเอ่ย วัตถุประสงค์ในการมา
เขาอยากรอดูว่าจิ้งอ๋องซื่อจื่อจะทำอะไร
“วันก่อนข้าไปถนนจินซิ่ว เจอกลุ่มคนทำ ลับๆ ล่อๆ เดินไปเดินมาเหมือนกำลังสำรวจ เส้นทาง เทียบกับถนนส่วนใหญ่แล้ว ถนนจินซิ่ว นับว่าเป็นหน้าตาของเมืองหลวง ในอีกไม่กี่วัน ข้างหน้ายังเปิดต้อนรับราชทูตที่มาจากอวี้หลิว หากคนเหล่านี้ทำอะไรที่เป็นการบ่อนทำลาย
ไม่ใช่ว่าจะทำให้ต้าโจวถูกคนทั่วหล้าหัวเราะเยาะ หรอกหรือ…”
จุดไท่หยางที่บริเวณขมับของเฉิงเม่าหมิงเต้น ตุบๆ
จิ้งอ๋องซื่อจื่ออยากจะพูดอะไรกันแน่ เมื่อก่อนไม่เคยพบว่าเขาพูดมากเช่นนี้!
แม้เป็นฉีซั่ว การเอ่ยถึงเรื่องที่มีคนทำลับๆ ล่อๆ เฉิงเม่าหมิงยังไม่เก็บมาใส่ใจ
เมืองหลวงที่คึกคักเจริญรุ่งเรือง และมี ราษฎรอาศัยอยู่จำนวนมากย่อมมีพวกโจรขโมยที่
ไม่ลงแรงทำงานแต่อยากได้ผลประโยชน์อยู่ไม่ใช่ หรือ
กองบัญชาการปัญจทิศรักษานครน่าจะดูแล อยู่ คงไม่ต้องมาถึงมือองครักษ์ผ้าต่วน
ในที่สุดฉีซั่วเกริ่นนำจบแล้ว ดื่มชาอึกหนึ่งให้ ชุ่มคอก็เอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อบังเอิญพบเข้าแล้ว ก็ไม่อาจทำเป็นเพิกเฉยได้ ข้าจึงส่งคนไปเฝั้าดู คาดไม่ถึงว่าจะได้พบสิ่งที่น่าตกใจ คนเหล่านี้ซุก ซ่อนดินระเบิดจำนวนมากไว้ในที่พักของพวก เขา…”
“พรวด!” ไม่รอให้ฉีซั่วพูดจบ เฉิงเม่าหมิง สำลักพ่นน้ำชาออกมา
เขารู้สึกแสบจมูก ไอจนน้ำตาไหล ถามด้วย ดวงตาแดงก่ำ “ซื่อจื่อบอกว่าพวกมันซ่อนอะไรไว้ นะ”
“ดินระเบิดขอรับ”
เฉิงเม่าหมิงตกใจจนพูดไม่ออก
เหตุใดจิ้งอ๋องซื่อจื่อใช้น้ำเสียงราบเรียบเช่นนี้ เอ่ยเรื่องนี้ออกมา ทำให้เขาไม่ทันเตรียมใจฟัง! “ซื่อจื่อแน่ใจนะว่าเป็นดินระเบิด?”
ฉีซั่วพยักหน้า “แน่ใจขอรับ คาดคะเน ปริมาณดินระเบิดด้วยสายตา หากเกิดลุกไหม้ขึ้น ผลที่ตามมาเลวร้ายจนไม่อยากจะนึกถึง”
“พวกมันพักอยู่ที่ใด”
“พวกมันก็พักอยู่ใกล้กับถนนฉังชุน เดินไป ถนนจินซิ่วได้สะดวกอย่างยิ่ง”
เฉิงเม่าหมิงสายตานิ่งคิด หากเกิดการ บาดเจ็บล้มตายขณะที่คณะทูตจากอวี้หลิว เดินทางมา จะกลายเป็นเรื่องใหญ่สะเทือนฟั้า สะเทือนดิน แต่เขายังมีข้อสงสัยอีกมาก
“ซื่อจื่อ…เหตุใดท่านถึงนำเรื่องนี้มาบอกข้า”
ฉีซั่วดูแปลกใจ “คนที่ข้านึกถึงคนแรกก็คือผู้ บัญชาการ ยังมีกองไหนเหมาะจะจัดการเรื่องนี้ มากกว่าอีกหรือ”
เฉิงเม่าหมิงเงียบไป เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่าง นึกไม่ถึง
“ดังนั้นซื่อจื่อคิดว่าพวกมันตั้งใจจะระเบิด ถนนจินซิ่ว?”
ฉีซั่วพูดจากความรู้สึกลึกๆ ในใจ “ข้าเพียง คาดเดาว่าพวกมันอาจจะลงมือก่อกรรมทำชั่ว
ระเบิดถนนจินซิ่วเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ แต่ก็ อาจจะคาดเดาผิด เพราะพวกมันอาจแค่ตุนดิน ระเบิดเพื่อทำดอกไม้ไฟเล่นก็เป็นได้”
เฉิงเม่าหมิง “…”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้น “ซื่อจื่อสามารถ ค้นพบเรื่องเหล่านี้ได้ ถือว่าไม่ธรรมดา”
ฉีซั่วนึกถึงข้ออ้างที่หลินเห่าใช้ มุมปากก็ ยกขึ้น “เป็นเหตุบังเอิญแท้ๆ”
เฉิงเม่าหมิงรีบเสมองไปทางอื่น
รอยยิ้มของจิ้งอ๋องซื่อจื่อช่างประหลาด!
ฉีซั่วยกถ้วยชาขึ้นดื่ม เอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์ ราบเรียบ “ข้าเพียงรู้สึกว่า เพิ่มความระมัดระวัง มากขึ้นสักหน่อยไม่เสียหาย หากผิดพลาดไปขอ โทษสักคำก็เรียบร้อย แต่ถ้าหากจุดประสงค์ของ คนเหล่านี้ออกนอกลู่นอกทางแต่ถูกผู้บัญชาการ จับได้เสียก่อน นั่นถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่”
เฉิงเม่าหมิงใช้ความคิด แต่ใบหน้าไม่แสดง ความรู้สึกใด “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นความดี ความชอบของซื่อจื่อด้วย”
ฉีซั่วหัวเราะ “ข้าเป็นแค่ซื่อจื่อน้อย เอ้อระเหยลอยชายไปวันๆ จะต้องการผลงาน อะไรเล่า ผู้บัญชาการอย่าทำให้ข้าตกใจสิขอรับ”
เฉิงเม่าหมิงจ้องมองฉีซั่วอย่างพิจารณา “หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ข้าจะรีบบอกซื่อจื่อ ทันที”
จิ้งอ๋องซื่อจื่อนับวันยิ่งทำให้เขาทึ่ง
ภาพความประทับใจที่มีต่อจิ้งอ๋องซื่อจื่อทำ เอาเฉิงเม่าหมิงซาบซึ้งแทบอยากจะร้องไห้
เรื่องบางเรื่องคนบางคน ไม่อาจมองเพียงรูป กายภายนอกได้ คนที่ฉลาดเฉลียวอย่างจิ้งอ๋อง ซื่อจื่อ หากสามารถคบเป็นสหายเห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่เรื่องแย่
“ถ้าอย่างนั้นต้องขอบคุณซื่อจื่ออย่างยิ่ง แล้ว”
ฉีซั่วลุกขึ้นแล้วขอตัวลาจากไป
เฉิงเม่าหมิงรีบส่งลูกน้องที่ไว้ใจที่สุดพาคนไป จู่โจมที่พักค้างแรมของเฉินมู่อย่างรวดเร็ว
จากข่าวที่ฉีซั่วหามาให้ คนพวกนี้ตอน กลางวันมักออกไปข้างนอก เหลือไว้เฝั้าของสอง คน หากต้องการรวบตัวให้หมด ต้องรอให้คน เหล่านั้นกลับมา
องครักษ์ผ้าต่วนสิบกว่านายซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ รอคอยอย่างอดทน
ดวงอาทิตย์คล้อยไปทางตะวันตก ฟั้า เปลี่ยนเป็นสีเข้มแล้ว เรือนที่ดูไม่มีอะไรน่าสนใจ มีคนทยอยกันเข้าไป
“มีกี่คนแล้ว”
“หกคนแล้ว ดูเหมือนว่าขาดไปหนึ่ง”
“เช่นนั้นรออีกหน่อย”
ที่ว่ารออีกหน่อย ผ่านไปแล้วสองเค่อ สี ท้องฟั้าในยามเย็นปกคลุมบ้านเรือนและพื้นถนน เหมือนผ้าโปร่งสีเข้ม องครักษ์ที่มาดักซุ่มโจมตี เกิดร้อนใจขึ้นมา
“หัวหน้า ยังต้องรออีกหรือไม่ขอรับ”
องครักษ์ที่เป็นนายกองจ้องมองประตูด้วยสี หน้านิ่งเฉย เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ล้อมจับ!”
ส่งสัญญาณที่นัดแนะกันไว้แล้ว องครักษ์ที่ แอบซ่อนตัวในแต่ละจุดรวมตัวกัน ยกขาถีบ ประตูเปิดออก
เป็นเวลาที่กำลังจะกินอาหารเย็น ควันจาก การหุงข้าวลอยวนขึ้น คนที่นั่งล้อมวงโต๊ะหิน กลางลานบ้านตรงหน้ากำลังพูดคุยเล่นกัน เสียง ปัง ดังขึ้น ทำให้หลายคนสะดุ้งตัวโยน
องครักษ์ผ้าต่วนกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามา ในมือ ถือดาบเล่มยาว ท่าทางดุดัน
“พวกเจ้าเป็น…”
เพื่อการพรางตัว องครักษ์เหล่านี้ล้วนแต่ง กายด้วยเสื้อผ้าธรรมดาทั้งสิ้น
“องครักษ์ผ้าต่วนมาสืบคดี” องครักษ์ที่เป็น หัวหน้าแสดงปั้ายตราสัญลักษณ์ที่เอว เดินก้าว เข้าไปด้านใน
“ใต้เท้า เป็นการเข้าใจผิดการแล้ว พวกเรา เป็นชาวบ้านธรรมดา…”
“จับให้หมด” หัวหน้าองครักษ์ออกคำสั่ง
สำหรับองครักษ์ผ้าต่วนแล้วจับคนผิดไม่ เป็นไร หากจับผิดตัวจริงๆ ก็แค่ปล่อยไป คนที่ถูก
จับมีหรือจะไปร้องเรียน แต่ถ้าหากจับไม่ผิดคนก็ ยิ่งเป็นเรื่องดี ดังนั้นจับคนไว้ก่อนเป็นการเปลือง แรงน้อยที่สุด
หลายคนในที่นั้นไม่คิดว่าตนเองจะไม่เหลือ ทางหนีเอาตัวรอดเลยสักทางเดียว ได้ยินหัวหน้า องครักษ์ผ้าต่วนออกคำสั่ง หน้าก็เปลี่ยนสี โกย แน่บไปคนละทิศคนละทาง
เห็นพวกเขาวิ่งหนี หัวหน้าองครักษ์ผ้าต่วนยิ่ง แน่ใจ ตะโกนเสียงดังก้อง “คนเดียวก็อย่าให้หนี ไปได้!”
ในลานบ้านมีทั้งหมดแปดคน องครักษ์ผ้า ต่วนมีสิบกว่านาย เช่นนี้แต่ละคนจึงต้องรับมือ
องครักษ์ผ้าต่วนสามสี่นาย แม้ว่าทั้งแปดคนดูมี ความสามารถ แต่ก็ค่อยๆ ตกเป็นรอง
เสียงต่อสู้กันอย่างดุเดือดดังออกมาพร้อม ความมืดที่โรยตัว ชาวบ้านแถวนั้นต่างยื่นหน้า ออกมามอง ทว่าพอเห็นองครักษ์ผ้าต่วนในมือถือ ดาบยาวพร้อมส่งเสียงเตือนให้ระวังการโจมตีดัง ขึ้นไปทั่ว จึงไม่มีใครกล้าออกมาสักคนคนเดียว
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้ ชายคนหนึ่ง ซ่อนตัวในเงามืด จ้องมองทางนั้นด้วยใบหน้า เยียบเย็น มือกำหมัดแน่น
ทหารจากราชสำนักพวกนี้มากันโดยที่แทบ จะไม่มีสัญญาณผิดปกติ ร่องรอยการเคลื่อนไหว รั่วไหลออกไปได้อย่างไรกันแน่
ตู้ชิง…
ความอำมหิตผุดขึ้นในดวงตาเฉินมู่ เขาถอย หลังออกไปทีละก้าว
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” อยู่ๆ มีเสียงเฉียบขาดดัง ขึ้น มีคนถือดาบรีบเข้ามา
เฉินมู่ก้าวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็ว
“ที่นี่ยังมีอีกคน!” องครักษ์ที่วิ่งตามมา ด้านหลังตะโกนเสียงดัง
เฉินมู่หมุนตัวกลับ แทงองครักษ์ที่ตามมา ติดๆ ให้ตายในดาบเดียว
เลือดสดๆ จากร่างกายชายหนุ่มสาดกระเซ็น เฉินมู่หลบหนีไปอย่างง่ายดาย หายเข้าไปใน ความมืดมิด โดยที่มีเสียงของหนักร่วงลงที่พื้นดัง มาจากด้านหลัง
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้น เสียงร้องตะโกนดัง ไม่ขาดสาย
เขาไม่หยุดเท้า เสียงลมหวีดดังข้างหู เป็น ลมวสันตฤดูที่พัดเอาความเขียวขจีมายังโลกนี้ ทว่าสำหรับเขาแล้วกลับเป็นลมหนาวสะท้าน หัวใจให้เยือกแข็ง
ปังปังปัง เสียงเคาะประตูดังกระชั้น คนด้าน ในส่งเสียงถามออกมา “ใคร”
เฉินมู่กัดฟัน “ข้าเอง”
หมดความสงสัย ประตูจึงถูกเปิดออก เฉินมู่ หลบเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
ตู้ชิงปิดประตูลงกลอน ตกใจท่าทางจนมุม ของเฉินมู่ “ทำไมเจ้า…”
มือข้างหนึ่งคว้าคอเขาเอาไว้รวดเร็วปาน สายฟั้าแลบ
การลงมือในระยะเวลาสั้นๆ ทำเอาตู้ชิงทั้ง โกรธทั้งตกใจ “เจ้าเป็นบ้าอะไร”
เฉินมู่โกรธยิ่งกว่า สีหน้าดำทะมึน “เป็นข้าที่ ต้องถามเจ้า เหตุใดถึงเปิดเผยความลับ!”