คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 25 เฝั้ารอคาดหวัง
โดย : หอหมื่นอักษร
ตูมตาม!
เวินหรูกุยรู้สึกเหมือนมีสายฟั้าผ่าลงกลางหัว กะโหลกจนทำเอาในสมองของเขาว่างเปล่า กระทั่งไร้ท่าทีตอบสนองใดไปชั่วขณะ
ในฐานะขุนนางคนหนึ่งที่ทำงานมายี่สิบกว่าปี เดิมทีเวินหรูกุยยังพอข่มอารมณ์ได้ แต่เพราะ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าแปลกพิกลไปหมด ทำเอาเขาเองก็จนปัญญาจะเข้าใจได้เช่นกัน
พี่ชายร่วมตระกูล บ่าวรับใช้คนสำคัญ อย่าว่า แต่กำชับก่อนล่วงหน้าเลย ต่อให้เรื่องเกิดขึ้น กะทันหันก็น่าจะรู้ว่าควรพูดจาเช่นไร
แต่พวกเขากลับแปรพักตร์เข้าหาตระกูลหลิน กันหมด
สมรู้ร่วมคิด!
ในใจของเวินหรูกุยผุดคำนี้ขึ้นมาในใจ
เขากวาดตามองใบหน้าของเวินผิงและเวินหรู เซิงด้วยสายตาฉงนสนเท่ห์อย่างแน่นิ่งไม่ไหวติง จากนั้นถึงเลื่อนสายตาไปมองพวกสะใภ้หลิน
และฮูหยินผู้เฒ่า ในสมองหมุนเร็วจี๋ใครเป็นตลบ หลังเขากันแน่!
เวินผิงตกใจสายตาที่สาดส่ายมาของเวินหรู กุยเลยลอบมองเวินเห่าอย่างเงียบๆ แวบหนึ่ง
สาวน้อยในอาภรณ์เสื้อสีขาวกระโปรงสีเขียว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมา
มืองามดั่งหยกที่มีนิ้วเรียวเล็กทั้งห้า
เวินผิงสะท้านไปทั้งร่าง รีบก้มหน้าต่ำลงมาก กว่าเดิม
คุณหนูรองกำลังเตือนเขาว่ายังติดค้างเงิน พวกอันธพาลพวกนั้นอีกห้าร้อยตำลึง!
อันที่จริงตนก็กลับลำไม่ได้แล้ว
เวินผิงลอบยิ้มขมขื่น ความละอายใจต่อ เจ้านายที่ผุดขึ้นมาในใจลึกๆ พลันมลายหายไป
ในเมื่อกลับลำไม่ได้แล้ว เช่นนั้นก็ต้องปกปั้อง ตนเอง ทำได้แค่เดินต่อไปให้สุดทาง
นายท่าน ขอโทษด้วยจริงๆ นะขอรับ
เวินผิงไล่มองแผ่นหินสีอมฟั้าที่ไร้ฝุั่นเกาะ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหวาดกลัวปนคลางแคลง ใจ “ตอนนั้นนายท่านบอกชิงฮูหยินว่ารอสอบติด ราชการเมื่อไรค่อยกลับไปแต่งงานด้วยไม่ใช่หรือ ขอรับ”
หลังจากที่ทุกคนต่างพากันเงียบกริบเพราะ เรื่องเหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้น ตอนนี้เสียง วิพากษ์วิจารณ์พลันดังเซ็งแซ่
“นี่พอสอบติดราชการก็แต่งงานกับบุตรสาว ตระกูลสูงศักดิ์ แล้วทอดทิ้งลูกพี่ลูกน้องหญิงไว้ที่ บ้านเกิดแสนไกลนั้นหรือ”
“ถูกข่มขู่จนทำอะไรไม่ได้เสียเมื่อไรกัน นี่มัน เล่นเบื่อแล้วก็ทิ้งชัดๆ!”
“ถุย ผู้ชายน่าขยะแขยงเสียจริง”
“อย่าเหมารวมผู้ชายอย่างพวกข้าทั้งหมดสิ มี ผู้ชายไม่กี่คนหรอกที่จะทำแบบนี้ ทำลายคำหมั้น หมายกับลูกพี่ลูกน้องหญิงที่เติบโตมาด้วยกันแล้ว หันมาแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลใหญ่ รอจน ลูกพี่ลูกน้องหญิงผู้นี้ให้กำเนิดบุตรชายแล้วก็ใส่ ความภรรยาที่ครองคู่กันมา แถมยังบอกว่าถูกขู่ บังคับอีกต่างหาก” หนึ่งในผู้ชม มีเสียงของชาย หนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
ชาวบ้านที่มุงดูต่างไม่ได้ใส่ใจว่าคำพูดนี้หลุด จากปากใคร ในเมื่อกำลังมีแต่เสียงดังโหวกเหวก คนแย่งกันพูดมากมาย คำพูดนี้ฟังดูเข้าเค้าอย่าง ยิ่งยวด
ทันใดนั้นคนนับไม่ถ้วนต่างก็คล้อยตามเห็น พ้องต้องกัน
“เวินผิง บ่าวสารเลวอย่างเจ้าไปรับสินบน ใครมาถึงมาใส่ความเจ้านายเช่นนี้!” ในที่สุดเวิน หรูกุยก็เอ่ยด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านเดือดดาล
เวินผิงตกใจจนเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว เอ่ย เสียงร้อนรน “นายท่าน ท่านใส่ร้ายบ่าวให้ตาย
บ่าวก็ไม่มีทางรับสินบนคนอื่นเพื่อมาใส่ความ ท่านแน่นอนขอรับ!”
ท่ามกลางหมู่คน มีคนที่พอจะรู้เหตุการณ์ ตะโกนขึ้นเสียงดัง “คนผู้นี้คือเวินผิงเป็นบ่าวรับ ใช้ของรองเสนาบดีเวินมายี่สิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้ ขึ้นเป็นผู้ดูแลของจวนรองเสนาบดีเวิน”
“หากเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่หักหลังเจ้านาย เพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยหรอก”
“ดูท่าทางเป็นบ่าวซื่อๆ ที่ไม่น่าจะพูดจาโปั้ ปดแต่อย่างใด”
มีคนเอ่ยเสียงหดหู่ “คิดไม่ถึงเลยว่ารอง เสนาบดีเวินจะไร้คุณธรรม แต่คนข้างกายมีแต่ คนซื่อสัตย์จริงใจทั้งนั้น”
เสียงหัวเราะพลันดังรอบทิศ
คนซื่ออย่างเวินหรูเซิงฉลาดว่องไว ตะโกนขึ้น ว่า “น้องสิบ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้า แต่ คนเราต้องมีความซื่อตรง เฟิงเอ๋อร์ใกล้เข้าสอบ แล้ว วันหน้าข้าไม่อยากให้ใครกล่าวหาว่าเขามี พ่อที่พูดจาโปั้ปดหน้าตาย”
“ท่าน…” เวินหรูกุยชี้นิ้วไปทางเวินหรูเซิง หมายพูดบางอย่าง ทว่าจู่ๆ ก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาที่หัวใจ
เขากุมหน้าอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เวินเห่ามองผู้ชมบริเวณนั้นด้วยสายตาเยือก เย็นพร้อมใจเต้น
นี่คือผลแห่งกรรม ครั้งนี้ถึงตาท่านพ่อหายใจ ไม่ทันบ้างแล้ว…
แต่ถึงอย่างไรเวินหรูกุยก็ยังหนุ่มแน่น ย่อมไม่ มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างฮูหยินผู้เฒ่า
แต่สำหรับเขาแล้ว ต่อให้ไม่ตายก็ไม่ต่างกับ ตายไปแล้ว
เวินหรูกุยค้นพบอย่างสิ้นหวังว่าเขาไม่ สามารถหาเรื่องมาโต้แย้งได้ในระยะเวลาอันสั้น
ทันใดนั้นก็มีเสียงสวบดังขึ้น เสียงชักกระบี่ ออกมาจากฝักนั่นเอง
ขณะที่เสียงดังขึ้น ชาวบ้านที่มาดูเรื่องสนุกยัง ไม่ทันมีปฏิกิริยาใด รอกระทั่งเห็นกระบี่ยาวแผ่ไอ เย็นยะเยือกที่ส่องประกายแสงวิบวับในมือสะใภ้ หลินแล้ว คนที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงรีบเบี่ยงไปด้านข้าง
สะใภ้หลินถือกระบี่เดินไปหาเวินหรูกุย
บ่าวรับใช้ชายของฉังซุ่นที่อยู่ด้านหลังนาง เบิกตาเลิ่กลั่ก “ซื่อจื่อ กระบี่ของท่าน!”
แค่มาดูเรื่องสนุกๆ มิใช่หรือ เหตุใดฮูหยินหลิ นถึงชักกระบี่ของซื่อจื่อออกไปเช่นนั้น!
ยุคนี้คุณชายตระกูลดังต้องมีกระบี่เสริม บุคลิก ซึ่งความจริงแล้วส่วนมากไม่มีวิทยายุทธ์ใด ติดตัวเลย กระบี่เป็นเพียงของตกแต่งราวกับหยก งามที่สวมใส่ก็เท่านั้น
ฝักกระบี่ด้ามยาวของจิ้งอ๋องซื่อจื่อมีลวดลาย งดงามเป็นพิเศษ
แต่ต่อให้ประณีตงดงามเพียงใดก็ทำร้ายคน ได้เหมือนกัน
ภายใต้อารมณ์หัวร้อน สะใภ้หลินไหนเลยจะ สนใจว่ายืมกระบี่ของใครมา นางเพียงแค่ต้องการ รีบระบายความโกรธที่สะสมอยู่ในทรวงอกจน แทบทำให้นางคลุ้มคลั่งออกมาก็เท่านั้น นางคิด จะใช้กระบี่แทงลงกลางใจของเวินหรูกุย ดูสิว่า เลือดของเขาเย็น หรือหัวใจของเขาเป็นสีดำกัน แน่
“ท่านแม่!” ร่างผอมบางพุ่งพรวดเข้าไปรั้ง แขนที่ถือกระบี่ของสะใภ้หลินไว้
นางมองบุตรสาวที่ขวางอยู่ตรงหน้า สะใภ้ หลินเอ่ยด้วยสีหน้าฉุนเฉียว “อาเห่า เจ้าถอย ไป!”
ถ้าวันนี้นางไม่ได้สับร่างของเวินหรูกุยให้ แหลกละเอียดคงยากที่จะคลายความเคียดแค้นนี้ ได้
“ท่านแม่ ท่านแม่ลองมองไปทางนั้นเจ้าค่ะ” เวินเห่าชี้ไปทิศทางหนึ่ง
สะใภ้หลินมองไปด้วยร่างอันแข็งทื่อ จากนั้น ก็เห็นเส้นผมขาวโพลนของฮูหยินผู้เฒ่ากับใบหน้า กระวนกระวายใจของบุตรสาวคนโต
เสียงอ่อนโยนนุ่มนวลของบุตรสาวคนรองดัง แว่วเข้ามาในหู บรรเทาความโกรธแค้นที่อัดแน่น อยู่ในใจ “ท่านแม่ ท่านอย่าทำเรื่องโง่ๆ พวกเรา ต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขนะเจ้าคะ”
ตั้งแต่นางกลับมาชาตินี้ นางไม่สนใจเรื่อง เสื้อผ้าเพชรพลอยของกิน ไม่จินตนาการถึงคนรัก ต้องได้ดั่งใจหวัง ความหวังทุกอย่างขอเพียง ครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขก็พอ
สะใภ้หลินผงะไป
ระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ก็เหมือนยาวนาน ใน ที่สุดมือที่กำกระบี่ไว้ก็ลดต่ำลง
เวินเห่าหยิบกระบี่ที่อยู่ในมือของสะใภ้หลิน มาโดยที่นางเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร
ฮูหยินผู้เฒ่าคำรามเสียงดัง “หว่านฉิง แม่เคย บอกเจ้าแล้วว่าหากคิดจะฟันคนต้องดูว่าเป็นใคร ด้วย เจ้าสัตว์เดียรัจฉานตนนี้คู่ควรด้วยหรือ”
สะใภ้หลินจับจ้องเวินหรูกุยตาเขม็ง กัดฟัน พูดสามคำนี้ออกมาอย่างช้าๆ “ไม่ คู่ ควร”
เมื่อคำพูดนั้นหลุดจากปาก ร่างของสะใภ้ หลินก็โงนเงน ราวกับสามคำนั้นกินเรี่ยวแรงของ นางจนหมดสิ้น
เวินฉานรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปประคองร่างสะใภ้ หลินไว้
“ฉานเอ๋อร์ พาแม่ของเจ้ากลับจวนแม่ทัพไป พักผ่อน ส่วนอาเห่าเข้าวังเป็นเพื่อนยาย” ฮูหยิน ผู้เฒ่ากำไม้เท้าแน่น เหลือบมองเวินหรูกุยอย่าง ไม่สบอารมณ์ “ข้าจะเข้าไปกราบทูลไทเฮาเรื่อง ลูกเขยตัวดีเสียหน่อย!”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมุนตัวเดินจากไป ฝีเท้าว่องไว ดั่งสายลม
เวินเห่ารีบสาวเท้าเดินตามไป ทว่าเดินไปได้ ไม่กี่ก้าวจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าในมือยังถือกระบี่ไว้อยู่ เลยชะงักฝีเท้าหมุนตัวมา
ฉังซุ่นที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนรีบโบกไม้โบกมือ “กระบี่ของซื่อจื่อของข้าขอรับ!”
ขณะที่พูด เขาก็เตรียมตัววิ่งไปรับกระบี่คืน มา ทว่ากลับถูกดึงหลังเสื้อเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง
เวลาเพียงอึดใจเดียว เวินเห่าก็เดินเข้ามาหา
“ต้องขอโทษด้วยเจ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ควบคุม ตัวเองไม่ได้เล็กน้อย”
ฉีซั่วรับกระบี่มาพร้อมรอยยิ้ม “ปกติของ มนุษย์ แม่นางรองเวินรีบไปเถิด”
รอยยิ้มเบิกบานของชายหนุ่มไร้ซึ่งพิษภัย ทำ เอาฉังซุ่นผุดความสงสัยหนึ่งขึ้นมา มือเมื่อครู่คง ไม่ใช่ของซื่อจื่อกระมัง
ไม่มีทางที่ซื่อจื่อจะจับเขาไว้ไม่ให้ขยับ แน่นอน
เวินเห่าพยักหน้าให้ฉีซั่วด้วยรอยยิ้มก่อนจะ เลิกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้ววิ่งตามฮูหยินผู้ เฒ่าไป
พอพวกเขาเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกใดให้ดูแล้ว ถึงพากันแยกย้าย
ฉีซั่วเดินนำหน้าฉังซุ่นกลับจวนจิ้งอ๋อง มุม ปากค่อยๆ ยกยิ้ม
ฉังซุ่นเห็นซื่อจื่ออารมณ์ดีไม่น้อยเลยเอ่ยถาม อย่างสงสัย “ซื่อจื่อขอรับ พวกเราก็แค่มาดูเรื่อง สนุกๆ เหตุใดท่านถึงต้องให้ข้าตะโกนพูดคำ เหล่านั้นด้วยเล่า”