คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 273 ละทิ้ง
โดย : หอหมื่นอักษร
พอเข้าเดือนสิบสองก็เป็นช่วงส่งท้ายปี แต่ เมืองหลวงในช่วงเดือนสิบสองของปีนี้กลับไร้ซึ่ง บรรยากาศส่งท้ายปี เพราะทุกคนต่างกำลังอยู่ ในช่วงอกสั่นขวัญแขวน
แคว้นฉี อวี้หลิว ฮ่องเต้ผิงเล่อ ลำพังแค่ฝั่าย ใดฝั่ายหนึ่งก่อความวุ่นวายก็วางใจไม่ได้แล้ว ยิ่ง ไปกว่านั้นนี่เป็นการโจมตีจากทั้งสามฝั่าย กอง กำลังทหารในราชสำนักส่วนใหญ่มุ่งหน้าขึ้นทาง เหนือ เวลานี้จึงตกอยู่สถานการณ์ตึงเครียด ส่วน อวี้หลิวกับผิงเล่อ ฝั่ายหนึ่งอยู่ทางตะวันออก อีก ฝั่ายหนึ่งอยู่ทางตอนใต้ ข่าวร้ายประเดประดังเข้า
มาอย่างต่อเนื่อง สาสน์รายงานด่วนปรากฏบน โต๊ะทรงงานของฮ่องเต้ไท่อานดั่งหิมะที่ตกโปรย ปรายลงมา
แม้ว่ายามค่ำคืนท้องฟั้ามืดมิดแต่แสงไฟใน พระตำหนักหย่างซินกลับยังไม่ดับ การประชุม น้อยใหญ่โผล่มาอย่างไม่ขาดสาย เวลานี้ฮ่องเต้ไท่ อานเฝั้ารอข่าวคราวจากทูตที่ไปเจรจากับทาง ตอนใต้มากที่สุดแล้ว
เวลานี้ฉีหมิงอดีตองค์รัชทายาทอยู่ในเงื้อมมือ ตน นับว่าเป็นเบี้ยต่อรองที่มีมูลค่ามากที่สุด
ส่วนผู้ที่รับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ก็คือหลางจง [1]แซ่หยางจากกรมพิธีการนายหนึ่ง
ยิ่งมุ่งหน้าลงไปทางตอนใต้ อากาศก็ยิ่งอบอุ่น ขึ้นเรื่อยๆ ทว่ายามที่หยางหลางจงถูกพาตัวไปอยู่ ตรงหน้าอาจารย์ของฮ่องเต้ผิงเล่อ ในใจกลับสั่น สะท้านเฮือก
ในคณะทูตฝังตนได้รับอนุญาตให้พาแค่ ลูกน้องติดตามเข้าไปได้เพียงคนเดียว พอเห็นว่า คนที่เจอคืออาจารย์ของฝั่ายศัตรูแต่ไม่ใช่อดีต ฮ่องเต้ เกรงว่าผลการเจรจาคงออกมาไม่ดีนัก
“ขอคารวะท่านแม่ทัพหวัง” หยางหลางจง ทำความเคารพด้วยท่าทีที่ไม่ได้ดูต่ำต้อยแต่ก็ ไม่ได้วางตัวหยิ่งผยอง
แม่ทัพใหญ่หวังหมิงไห่ ตอนตกอยู่ในช่วง ชุลมุนครั้งนั้นเขาคือขุนนางที่มีความดีความชอบ ช่วยคุ้มกันฮ่องเต้ผิงเล่อพาหนี และยังเป็นแม่ทัพ ออกศึกผู้เลื่องชื่อ บัดนี้แม่ทัพผู้นี้อายุใกล้ห้าสิบปี แล้ว เพราะกบดานซ่อนตัวมาหลายปีเลยขับให้ เขาดูชรามากกว่าอายุที่แท้จริง ทว่าแววตายังคม กริบเช่นเคย
หยางหลางจงเหยียดหลังตรง พยายาม ต้านทานแรงกดดันมหาศาลไร้รูปร่าง
หวังหมิงไห่กวาดตามองหยางหลางจง เสียง หายใจหอบถี่ “จากเมืองหลวงมาสิบกว่าปี เหลือ แต่คนไม่คุ้นหน้าแล้ว”
“ยามนั้นข้าเพิ่งเข้ามารับราชการ เป็นเพียง ขุนนางตัวเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียง”
หวังหมิงไห่สีหน้าขึงขัง ใช้สายตาดุจคมมีด มองไปทางหยางหลางจง “กล่าวเช่นนี้ก็นับว่าเจ้า เป็นขุนนางของนายข้า นอกจากเจ้าจะลืมพระ กรุณาธิคุณของพระองค์แล้ว เหตุใดยังต้อง ทำงานให้ผู้ก่อกบฏที่สร้างความวุ่นวายให้แก่ บ้านเมืองด้วย”
การสืบทอดบัลลังก์ของฮ่องเต้ไท่อานได้มา โดยไม่ชอบธรรม ถือว่าเป็นโจทย์ยากที่น่าหนักใจ ต่อผู้บันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ หยางหลาง จงย่อมไม่ต่อล้อต่อเถียงโง่ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่กล่าวถึงจุดประสงค์การมาเยือนอย่างไม่อ้อม
ค้อม “ข้าได้รับพระราชโองการจากฝั่าบาทให้มา เจรจาเรื่องพักศึก…”
“พักศึก?” หวังหมิงไห่ไม่ให้โอกาสหยาง หลางจงจบพูดจบ เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เสียก่อน “ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันนัก ก่อกบฏยึด ครองบัลลังก์มาสิบกว่าปี ไม่ง่ายเลยกว่าพวกข้า จะนอนทนความลำบากจนวันนี้มาถึง เหตุใดพวก ข้าต้องพักศึกด้วย”
“พวกเราสืบเจอว่าหยางเจ๋อจอหงวนหนุ่มคน ใหม่ในศักราชไท่อานที่แปดก็คืออดีตองค์รัช ทายาทฉีหมิง” ขณะที่หยางหลางจงกล่าวออกมา ทีละคำ เขาก็จับจ้องหวังหมิงไห่ไม่วางตา
นี่เป็นเบี้ยต่อรองชิ้นใหญ่ในการเจรจาครั้งนี้ รวมถึงปฏิกิริยาขณะที่อีกฝั่ายได้ยินก็สำคัญมาก เช่นเดียวกัน
หวังหมิงไห่หุบยิ้ม สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็น ยะเยือก “พวกเจ้าทำอะไรกับองค์รัชทายาท บ้าง”
หยางหลางจงคลี่ยิ้ม “ท่านแม่ทัพวางใจเถิด อดีตองค์รัชทายาทเป็นหลานแท้ๆ ของฝั่าบาท ย่อมต้องปรนนิบัติเป็นอย่างดี”
“ใต้เท้าหยางเดินทางรอนแรมมาไกล คง ลำบากไม่น้อย รอพักผ่อนเต็มอิ่มเมื่อไรค่อยว่า กันดีกว่า”
หยางหลางจงรู้แก่ใจว่าอีกฝั่ายต้องรายงาน เบื้องบนก่อน จึงพยักหน้าตอบตกลง
จากนั้นจดหมายลับฉบับหนึ่งก็ถูกส่งไปยังที่ ซ่อนตัวของฮ่องเต้ผิงเล่ออย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้ผิงเล่ออ่านจดหมายลับครั้งแล้วครั้ง เล่าก่อนที่กระดาษจะถูกขยำจนมีรอยยับนับไม่ ถ้วน สุดท้ายถึงเขียนคำสั่งลับแล้วยื่นส่งให้คน ที่มาส่งสารนำกลับไป
หลังจากหวังหมิงไห่ได้รับคำสั่งลับก็รีบเปิด อ่าน พออ่านจบเขาก็เงียบไปสักพัก จากนั้นค่อย เข้าพบทูตทางฝังของฮ่องเต้ไท่อาน
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหวังหมิงไห่ยังคงเป็นห ยางหลางจงกับลูกน้องคนหนึ่ง
พอเห็นสีหน้านิ่งขรึมของหวังหมิงไห่ หยาง หลางจงก็อุทานในใจว่า แย่แล้ว แต่ยังพยายาม ข่มอารมณ์และเอ่ยถามขึ้นว่า “ทางฝังท่าน พิจารณาอย่างไรบ้างหรือ”
“บังอาจยิ่งนัก! ทั้งๆ ที่องค์รัชทายาทของ พวกเราอยู่ข้างกายนายท่านของเราแท้ๆ แต่เจ้า กลับกุเรื่องที่องค์รัชทายาทของพวกเราเป็นจอหง วนคนใหม่ขึ้นมาเพื่อขอพักศึกกับพวกข้า!”
หยางหลางจงสีหน้าเปลี่ยน “พวกท่านไม่ ยอมรับ…”
ทว่าไม่ให้โอกาสได้เขาพูดจบ หวังหมิงไห่ก็ เหวี่ยงดาบในมือบั่นศีรษะของหยางหลางจง
ศีรษะที่สองดวงตาเบิกกว้างลอยกระเด็นก่อน จะตกลงพื้นข้างกายลูกน้องที่ตามหยางหลางจง เข้ามาด้วย
คนผู้นั้นแซ่จ้าว เป็นรองทูต
รองทูตจ้าวตะโกนร้องเสียงดัง ก่อนจะหมุน ตัววิ่งออกไปตามจิตใต้สำนึก ทว่าเท้าสะดุดล้มลง บนพื้นได้แต่จับจ้องคนที่เดินเข้ามาหาพร้อมไอ สังหารทีละก้าวๆ “เหตุใดท่าน…ท่านถึงฆ่าท่าน ทูต…”
เขาถามด้วยเสียงตะกุกตะกัก ใช้ความกล้า ทั้งหมดที่มีสะกดอารมณ์ไม่ให้ตะโกนร้องขอชีวิต
หวังหมิงไห่ถือดาบที่มีเลือดหยดติ๋งๆ เดินมา หยุดอยู่ตรงหน้าของรองทูตจ้าว แสยะยิ้มเย็นชา “เจ้าก็ยังมีชีวิตรอดอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมเล่า เจ้าก็ อยากตายหรืออย่างไร”
“ข้า…” รองทูตจ้าวอยากกล่าวว่าตนไม่กลัว ตาย ทว่าศีรษะของหยางหลางจงอยู่ตรงหน้าเขา บนใบหน้าดวงนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์โมโหตกใจ กระทั่งไม่ทันได้แสดงอารมณ์เจ็บปวดด้วยซ้ำ
และเพราะเหตุนี้จึงยิ่งทำให้เขาหวาดกลัว
คนตัวเป็นๆ คนหนึ่ง บอกตายก็ตายเลย ง่ายดายราวกับหั่นแตงหั่นผัก
หวังหมิงไห่ใช้ปลายมีดชี้ไปที่ศีรษะบนพื้น “เอามันกลับไปด้วย นี่คือคำตอบของการกุเรื่อง เหลวไหลมาบอกพวกเรา!”
รองทูตจ้าวใช้มืออันสั่นเทาโอบศีรษะของห ยางหลางจง เดินโซซัดโซเซออกไปข้างนอก พร้อมเสียงหัวเราะของหวังหมิงไห่ดังข้างหู
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ รอจนมั่นใจว่าเขาวิ่งหาย ลับตาไปแล้ว หวังหมิงไห่ถึงเก็บเสียงหัวเราะ ก้ม มองศพไร้ศีรษะที่ทิ้งอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าซับซ้อน
นั่นคือองค์รัชทายาทฉีหมิงที่หลักแหลมเหนือ ใครของพวกเขาเชียวนะ
ฝั่าบาท…คิดจะทิ้งองค์รัชทายาทจริงๆ หรือ
พอนึกถึงโอรสไม่กี่คนของฮ่องเต้ผิงเล่อ จู่ๆ หวังหมิงไห่ก็เหมือนมีหินก้อนใหญ่กดทับ หน่วง จนหายใจไม่ออก
กองทหารของรองทูตจ้าวทำเวลากลับเมือง หลวงรวดเร็วกว่าขามา พร้อมนำศีรษะของหยาง หลางจงกลับไปด้วย
ก่อนที่กองกำลังนี้จะกลับมา ฮ่องเต้ไท่อาน ทรงรู้ผลลัพธ์การเจรจาทางตอนใต้จากข่าวด่วน ก่อนแล้ว เดิมทีเขาอยากเจอฉีหมิงจับใจแต่ต้อง พยายามข่มอารมณ์ไว้
เขาต้องรอจนขุนนางทูตกลับมาจากทางตอน ใต้ก่อน
“ฝั่าบาท ใต้เท้าหยางตายอย่างน่าอนาถนัก …” รองทูตจ้าวคุกเข่าลงกลางพระตำหนัก อุ้ม หีบหนึ่งไว้พลางร้องไห้น้ำตาอาบหน้าอย่าง เจ็บปวด
สายตาของฮ่องเต้ไท่อานเลื่อนมาจับจ้องที่ หีบในอ้อมอกของรองทูตจ้าว ใบหน้าเย็นเฉียบ
กว่าหิมะด้านนอกพระตำหนัก “ในหีบมีศีรษะ ของขุนนางหยางอยู่หรือ”
รองทูตจ้าวนั่งลงกับพื้น “พ่ะย่ะค่ะ”
“เปิดให้เราดูเถิด”
ขุนนางในพระตำหนักคนอื่นๆ ต่างก็สีหน้า เปลี่ยน “ฝั่าบาท ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่อานยิ้มเย็น “ขุนนางหยางยอมสละ ชีวิตเพื่อบ้านเมือง เรามีอะไรต้องกลัวเล่า เปิด!”
รองทูตจ้าวจึงค่อยๆ เปิดหีบออก
พอฮ่องเต้ไท่อานเห็นก็เบือนหน้าหนีไปทาง อื่นพร้อมสบถด่าประโยคหนึ่ง ไม่นานในพระ ตำหนักก็มีเสียงขุนนางใหญ่ขอให้บุกโจมตีฝั่าย ของฮ่องเต้ผิงเล่อ
จากนั้นฉีหมิงก็ถูกพาเข้าวัง อาหลานจึงได้ เจอกันอีกครั้ง
ชีวิตในคุกระยะนี้ไม่ได้บั่นทอนบุคลิกของชาย หนุ่มผู้นี้ลงเลย หล่อเหลาดั่งลูกรักของเทพเจ้า ไม่ เพียงแต่ใบหน้า ภาพลักษณ์บุคลิกยิ่งบรรยาย ไม่ได้
สมกับเป็นบุคลิกของอดีตองค์รัชทายาทฉี หมิง
ฮ่องเต้ไท่อานมองใบหน้าที่แตกต่างจากเด็ก หนุ่มในความทรงจำของเขาอย่างสิ้นเชิง พลันนึก ถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นยามโตขึ้นเป็นหนุ่ม แล้วอย่างไม่รู้ตัว
น่าจะหล่อเหลาไม่เบา เหมือนกับพี่ชายผู้ อ่อนแอของเขา
“ไม่นานมานี้ เสด็จพ่อของเจ้าเปิดศึกแล้ว” ฮ่องเต้ไท่อานตรัสขึ้น
ฉีหมิงหลุบตาลงเล็กน้อย ไร้ซึ่งท่าทีตกใจ “กล่าวเช่นนี้ ทางตอนเหนือก็คงวุ่นวายแล้ว กระมัง”
“ใช่แล้ว”
“เช่นนั้นทางอวี้หลิวเล่า”
“เปิดศึกแล้วเหมือนกัน”
ฉีหมิงเปล่งเสียงหัวเราะออกมาโดยไม่พูด อะไร
ทว่าฮ่องเต้ไท่อานกลับถอนหายใจ
ฉีหมิงที่ถูกกักขังอย่างมิดชิดกลับมอง สถานการณ์ในเวลานี้ออกทุกอย่างเพียงแค่คำพูด ของเขาประโยคเดียว รวมถึงฉีซั่วที่เป็นฝั่ายขอ ตามเสด็จพ่อไปออกศึกด้วย…
เหตุใดบุตรชายของคนอื่นถึงเก่งกาจกว่า บุตรชายยามที่ยังมีชีวิตอยู่ของเขานักนะ!
——————–
[1]หลางจง เป็นชื่อตำแหน่งของขุนนาง ทำ หน้าที่เป็นหัวหน้าฝั่ายหนึ่งซึ่งคอยจัดแจงเรื่อง พิธีกรรมต่างๆ ในวัง