คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 46 ไม่คิด
โดย : หอหมื่นอักษร
ซุนซิ่วหวากะพริบตาช้าๆ มองไปทางพระ ชายาจิ้ง
พระชายาจิ้งกุมมือของนางและถามนางอีก ครั้ง
ซุนซิ่วหวาในใจตีกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย อย่างลำบากใจ “ไม่รู้ว่าขาลื่นตกลงทะเลสาบได้ อย่างไร…สร้างเรื่องเดือดร้อนให้เสด็จน้ากับน้อง หญิงแล้ว”
นางตกน้ำได้อย่างไร น้องหญิงที่เดินอยู่ข้างๆ จะไม่สังเกตเห็นเลยหรือ
ทว่าน้องหญิงกลับไม่พูดอะไรสักอย่าง
แล้วนางจะไปพูดอะไรได้ บอกว่าถังเวย คุณหนูรองแห่งจวนอู่หนิงโหวจงใจขัดขานางจน นางต้องตกน้ำ แล้วขอให้เสด็จน้าเป็นฝั่ายทวงคืน ความยุติธรรมให้นางอย่างนั้นหรือ
ซุนซิ่วหวายิ้มเย้ยหยันตนเองในใจ
นับประสาอะไรกับบุตรสาวกำพร้าที่ต้องหาที่ พึ่งคนหนึ่งอย่างนาง เสด็จน้าจะยอมล่วงเกินจวน
อู่หนิงโหว ล่วงเกินพระชายาองค์รัชทายาทและ องค์รัชทายาทเพื่อนางอย่างนั้นหรือ
แม้ว่าจะพูดออกไป เสด็จน้าก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะช่วยอะไรไม่ได้ ในทางกลับกันจะโทษว่า นางไม่รู้ความมากกว่า
ใช่ว่านางจะไม่รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรเสียเมื่อไร
พระชายาจิ้งลูบมือของซุนซิ่วหวา “จะสร้าง เรื่องเดือดร้อนได้อย่างไร เจ้าไม่เป็นไรก็นับว่า โชคดีมากแล้ว”
“เสด็จน้า หม่อมฉันอยากหลับต่ออีกสัก หน่อยเพคะ”
พระชายาจิ้งช่วยจัดแจงยัดมุมผ้าห่มให้ซุน ซิ่วหวาอย่างเอาใจใส่ กำชับเสียงอ่อนโยน “อย่า ลืมกินแกงขับไอเย็นก่อนค่อยนอน”
ซุนซิ่วหวาพยักหน้าอย่างว่าง่าย
พระชายาจิ้งถึงวางใจพาฉีฉยงเดินออกจาก เรือนไป
พอออกจากประตูมา ฉีฉยงก็เอ่ยขึ้น “เสด็จ แม่อ่อนโยนกับพี่หญิงมากกว่าพวกเราเสียอีก”
พระชายาจิ้งขึงตาใส่นาง “ไม่เห็นหรือว่าวันนี้ พี่หญิงของเจ้าเจอเรื่องใหญ่ขนาดไหน ข้ายังไม่ ทันได้พูดถึงเลย พวกเจ้ากินดื่มอยู่ในสวนมรกต ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไปโผล่ที่สวนไผ่ได้”
หากไม่ไปสวนไผ่ก็คงไม่เกิดเรื่องตกน้ำขึ้น
ฉีฉยงยิ้มเยาะ “ก็เพราะถังเวยน่ะสิ รั้นจะไป ดูกวางน้อยที่สวนไผ่ให้ได้ แม่นางหลายคนถูกนาง ดึงดูดความสนใจ ลูกเองก็ยากที่จะปฏิเสธ”
พระชายาจิ้งขมวดคิ้ว “คุณหนูรองของจวน อู่หนิงโหวผู้นี้นิสัยไม่ดีเท่าไร วันหน้าเจ้าอยู่ให้ ห่างนางหน่อยจะดีกว่า”
ฉีฉยงเผยสีหน้าเอือมระอา “ลูกเองก็ไม่ได้ อยากไปมาหาสู่กับนางนัก แต่นางมักเข้าหาลูก อยู่เรื่อย แถมจะล่วงเกินหนักๆ เลยก็ไม่ได้”
คนนอกมองว่าจวนอ๋องสูงศักดิ์ไร้ใครเทียม แต่นางรู้แต่แรกแล้วว่าเมืองหลวงแตกต่างจาก แคว้นเหนือมาก
สำหรับคนบางคน จวิ้นจู่อย่างนางยังต้องเป็น ฝั่ายอดกลั้น
“กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าฉยงเอ๋อร์ไม่ชอบแม่ นางรองถังอย่างนั้นหรือ” พระชายาจิ้งตกใจอยู่ บ้าง
ถังเวยมักนัดแนะบุตรสาวตนออกไปเที่ยว ด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง นางนึกว่าเด็กทั้งสองจะเข้า กันได้ดีเสียอีก
ฉีฉยงเบะปาก “ดูจากคนในเมืองหลวงแล้ว คนที่ชอบถังเวยจากใจจริงเกรงว่าคงมีเพียงหยิบ มือ”
อีกทั้งคนที่กล้าล่วงเกินนางก็มีไม่กี่คนเช่นกัน
ฉับพลันฉีฉยงก็นึกถึงหลินเห่าขึ้นมาได้
ตอนอยู่ที่สวนมรกตก่อนหน้านี้ หลินเห่าไม่เส แสร้งเอาใจถังเวย จะว่าไปก็ชวนให้สบายใจมาก จริงๆ
“เด็กโง่” แววตาของพระชายาจิ้งมอง บุตรสาวด้วยท่าทีไม่ได้ดั่งใจ “เจ้านี่จริงๆ เลย ไม่ ชอบก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องล่วงเกินเสีย เมื่อไร”
ฉีฉยงกะพริบตาปริบๆ
เสด็จแม่จะเอ่ยถ้อยคำน่าตกใจอะไรออกมา อีก
“อย่างเช่นนางชอบฟังคนนั้น แต่เจ้าดันชอบ พูดถึงคนนี้ นางชอบไปเที่ยวเขา แต่เจ้าดันชอบ ไปเที่ยวน้ำตก เป็นเรื่องไม่ได้ดั่งใจแต่ก็ตำหนิ อะไรไม่ได้ นานวันเข้านางย่อมไม่เข้าหาเจ้าแล้ว” พระชายาจิ้งชี้แนะบุตรสาว
“ลูกน้อมรับคำสอนเพคะ” ฉีฉยงขบคิด “แต่ หากนางชอบพี่ชายขึ้นมาเล่า”
พระชายาจิ้งสะดุดเท้าจนเกือบล้มคะมำ
“เสด็จแม่ระวัง” ฉีฉยงยื่นมือออกไปประคอง ร่างของพระชายาจิ้ง
พระชายาจิ้งคว้ามือของบุตรสาวไว้ราวกับ ได้รับเรื่องสะเทือนใจครั้งใหญ่ “ชอบพี่ใหญ่หรือ พี่รองของเจ้า?”
“ลูกแค่มีความกังวลนี้…”
พระชายาจิ้งลึกๆ ก็เห็นด้วยเช่นกัน “กังวล ถูกเรื่องแล้ว”
นางไม่อยากได้ลูกสะใภ้อย่างแม่นางรองถัง หรอกนะ!
เห็นทีเรื่องแต่งงานของบุตรชายทั้งสองต้อง รีบหน่อยแล้ว
ระหว่างที่แม่ลูกคุยกันก็เดินมาถึงที่พัก ชั่วคราวของหลินเห่า
เวลานี้หลินเห่าเพิ่งเปลี่ยนใส่ชุดแห้งเสร็จ กำลังเตรียมลาขอตัวกลับจวนแม่ทัพ
เมื่อเห็นพระชายาจิ้งเดินเข้ามา หลินเห่ากับ หลินฉานก็ทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
พระชายาจิ้งเดินเข้ามาจับมือของหลินเห่า “วันนี้ต้องขอบคุณแม่นางรองหลินมาก”
“พระชายาเกรงใจกันแล้วเพคะ หม่อมฉัน ว่ายน้ำเป็นพอดี ช่วยแม่นางซุนก็แค่เรื่องง่ายๆ”
พระชายาจิ้งส่ายศีรษะ “นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ถึงแม้จะว่ายน้ำเป็น แต่การลงน้ำไปช่วยคน ก็ยังเป็นเรื่องที่อันตรายอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคน มากมายอยู่ด้วย”
ต่อให้ไม่ใคร่ครวญเรื่องความปลอดภัย แต่ เด็กสาวคนหนึ่งยอมกระโดดลงน้ำไปช่วยคนต่อ หน้าคนมากมายย่อมต้องใช้ความกล้าหาญ
สตรีอย่างพวกนางต้องคอยไตร่ตรองและ ระแวดระวังตัวมากกว่าพวกบุรุษ
“น้ำใจของแม่นางรองหลิน จวนจิ้งอ๋องไม่มี ทางลืม หากวันหน้ามีเรื่องเดือดร้อนใดก็มาหาข้า ได้”
คำพูดของพระชายาจิ้งไม่ใช่ความเกรงใจแต่ มาจากใจจริง หลินเห่าเลยคลี่ยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขอตัวกลับ
“ฉยงเอ๋อร์ ไปส่งสองแม่นางแทนแม่ที”
หลังจากส่งสองพี่น้องตระกูลหลินกลับ พระ ชายาจิ้งก็ไปหาฉีซั่ว
“เสด็จแม่มาแล้วหรือ” บุตรชายคนรองฉีฮ่ วนเองก็อยู่ด้วย พอเห็นพระชายาจิ้งเดินเข้ามาก็ รีบเดินเข้าไปทักทาย
พระชายาจิ้งมองบุตรชายคนโตที่เปลี่ยน เสื้อผ้าแล้ว พอเห็นว่าสีหน้าดีไม่น้อย ถึงวางใจลง ได้บ้าง “ได้ยินว่าเจ้ากระโดดน้ำลงไปช่วยคน แม่ ตกใจแทบแย่”
“ทำให้เสด็จแม่เป็นห่วงแล้ว”
พระชายาจิ้งเอ่ยอย่างไม่พอใจ “คนตั้ง มากมาย คนที่ว่ายน้ำเป็นก็ไม่ได้มีเจ้าแค่คนเดียว จะโอ้อวดความสามารถไปทำไม”
ไม่ใช่ว่าคนอื่นช่วยได้แล้วบุตรชายของนางจะ ช่วยไม่ได้ แต่ซั่วเอ๋อร์เป็นโรคหัวใจเชียวนะ!
พระชายาจิ้งมองค้อนไปทางบุตรชายคนรอง “ฮ่วนเอ๋อร์เองก็ว่ายน้ำเป็นไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงให้ พี่ใหญ่ของเจ้าลงน้ำ”
ฉีฮ่วน “…” บอกตามตรง หากเทียบกับพี่ ใหญ่แล้ว เขามักรู้สึกว่าตนเองถูกเก็บมาเลี้ยง
“พี่ใหญ่กระทำการว่องไวนัก” ฉีฮ่วนน้อย เนื้อต่ำใจอยู่บ้าง “ลูกยังไม่ทันตั้งตัว พี่ใหญ่ก็ กระโดดลงน้ำไปแล้ว”
เขานึกว่าตนมองผิดคนด้วยซ้ำ เงาแผ่นหลังที่ กระโดดลงน้ำไปโดยไม่คิดลังเลใจ ไม่เหมือน พี่ชายที่สุขุมเยือกเย็นในยามปกติเลย
“ตอนที่พวกเราได้ยินเสียงแล้ววิ่งมาก็ผ่านไป ได้สักพักแล้ว ลูกกังวลว่าถ้าปล่อยไว้นานจะเกิด เรื่องเอาได้”
เหตุผลนี้ฟังขึ้น เพียงแต่ในใจของพระชายา จิ้งเต็มไปด้วยข้อกังขา ใครต่างก็รู้ว่าหากปล่อยไว้ นานคงเกิดเรื่องใหญ่แน่ แต่เหตุใดถึงมีเพียงซั่ว เอ๋อร์ที่กระโดดลงน้ำโดยไม่คิดลังเลใจเลยสักนิด
เห็นได้ชัดว่าซั่วเอ๋อร์มีจิตใจเมตตาที่สุด…ถุย ร้อนใจที่สุดต่างหาก
ความคิดหนึ่งพาดผ่านเข้ามาในสมองของ พระชายาจิ้ง ซั่วเอ๋อร์คงไม่ได้มีใจให้ซิ่วหวาหรอก กระมัง
การคาดเดานี้ไม่สามารถถามออกไปซึ่งๆ หน้าได้ พระชายาจิ้งเลยตัดสินใจจะแอบดูไปสัก ระยะ
“ใช่แล้ว บ่าวรับใช้ที่มาส่งข่าวบอกว่าเจ้าถูก คนช่วยขึ้นฝัง”
ในเมืองหลวงต่างรู้กันดีว่าซั่วเอ๋อร์กับฮ่วน เอ๋อร์ว่ายน้ำเป็นทั้งคู่ แถมเก่งมากด้วย
ฉีซั่วเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ “หลังจาก กระโดดลงน้ำแล้ว ขาลูกดันเป็นตะคริว”
“บอกแล้วว่าอย่าอวดเบ่ง!” พระชายาจิ้งนึก หวาดกลัวขึ้นมา
“วันหน้าคงไม่กล้าแล้ว” ฉีซั่วยิ้มรับ จากนั้น ก็เปลี่ยนประเด็นโดยไม่ให้มีพิรุธ “น้องหญิงกับ แม่นางรองหลินเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“น้องหญิงของเจ้าไม่เป็นอะไรมาก แม่ นางรองหลินเองก็กลับจวนไปแล้ว”
เมื่อเห็นบุตรชายคนโตปลอดภัยดี พระชายา จิ้งก็ยอมจากไป
“พี่ใหญ่ ข้าขอตัวกลับแล้วเหมือนกัน” ฉีฮ่วน เดินไปได้สองก้าวก็หมุนตัวกลับมา “พี่ใหญ่ ตอน นั้นท่านขาเป็นตะคริวจริงหรือ”
“ทำไม” ฉีซั่วเลิกคิ้ว
ฉีฮ่วนหัวเราะเสียงเจื่อน “ถ้าข้ากระโดดลง น้ำไปแล้วเพิ่งนึกได้ว่าในทะเลสาบมีแม่นางอยู่ สองคน ข้าเองก็คงเป็นตะคริวเช่นกัน”
ถ้าไม่ช่วย คุณธรรมในใจก็อยู่ไม่สุข หลังจาก ช่วยแล้วก็กลัวจะหาเรื่องเดือดร้อนให้ตนเอง ตอนนั้นเขากำลังชั่งใจแต่พี่ใหญ่ดันกระโดดลงน้ำ ไปแล้ว
“ข้าไม่ได้คิดมากมายขนาดนั้น” ฉีซั่วหลับตา ลงด้วยใบหน้าอ่อนล้า
เวลานั้นเขามีเพียงความคิดเดียวก็คือ จะเห็น นางเป็นอะไรอีกไม่ได้เด็ดขาด