คุณหนูรองสองชะตา - ตอนที่ 79 พากลับ
โดย : หอหมื่นอักษร
เมื่อเห็นอู่หนิงโหวฮูหยินปฏิเสธอย่างหนัก แน่น ภิกษุก็ไม่พูดอะไรอีก
ในที่สุดอู่หนิงโหวฮูหยินก็มอบหมายงานให้ห นิงชุ่ยซึ่งเป็นสาวใช้ประจำตัวอีกคนของถังเวย
“เจ้าทำคุณหนูหายไป จะต้องพาคุณหนู กลับมาอย่างปลอดภัย เข้าใจหรือไม่”
หนิงชุ่ยกลัวแทบตายแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ น้ำเสียงนางสั่นเครือ “บ่าวเข้าใจแล้ว บ่าวจะต้อง พาคุณหนูกลับมาให้ได้เจ้าค่ะ”
“ไปเถิด” อู่หนิงโหวฮูหยินมองนางก่อนจะ หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
หนิงชุ่ยเดินเข้าไปในความมืดด้วยฝีเท้าอัน หนักอึ้ง
ลมยามค่ำคืนหนาวเหน็บ มันเฉือนพวงแก้ม อันบอบบางของนางอย่างไร้ความปรานี ทำให้ นางนึกถึงชิงหงที่ถูกปาดคอ
คนที่จับคุณหนูไป…พอได้ตั๋วเงินไปแล้วจะ ยอมปล่อยคุณหนูจริงๆ หรือ จะทำกับนางและ คุณหนูแบบเดียวกับที่ทำกับชิงหงหรือไม่
หนิงชุ่ยลูบลำคอตนเองโดยไม่รู้ตัวพร้อม น้ำตาคลอเบ้า
ในยามดึกเช่นนี้ ที่ไหนก็มีเงาไหววูบ นาง มองเห็นทางได้ไม่ชัดเท่าไร
ภิกษุที่นำนางมาหยุดเดิน “ทางเข้าหุบเขาอยู่ ข้างหน้า โยมผู้หญิงโปรดระวังตัวด้วย”
หนิงชุ่ยจับก้านโคมไฟแน่นขึ้นและพยักหน้า ด้วยใบหน้าซีดเซียว
นางต้องเดินไปข้างหน้าด้วยตนเอง
นางถือโคมไฟก้าวเดินอย่างซวนเซ ทางเดิน นั้นยาวไกลราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
เงาดำสูงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้านางเงียบๆ
หนิงชุ่ยรวบรวมความกล้ายกโคมขึ้นและถอน หายใจออกมาด้วยความโล่งอกโดยไม่รู้ตัว
เป็นต้นสนต้นนั้นนั่นเอง!
นางถือโคมเดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง และพบแถบผ้าสีน้ำเงินผูกติดไว้กับต้นสน
นางทำตามคำแนะนำในจดหมาย โดยวางถุง เงินที่มีตั๋วเงินอยู่ข้างในไว้บนพื้นด้านหลังต้นสน ห่างออกไปครึ่งจั้ง[1] จากนั้นค่อยเดินอ้อม กลับมาและรออย่างเงียบเชียบ
มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น ใบไม้แห้งหนาทึบ ถูกเหยียบย่ำส่งเสียงดังสวบสาบ
ร่างของหนิงชุ่ยพลันตึงเครียด นางจ้องมอง ไปด้านหลังต้นสนไม่วางตา
นางเห็นร่างหนึ่งเข้ามาใกล้รางๆ แล้วก็ถอย กลับออกไป จากนั้นก็มีของบางอย่างลอยมา
ชั่วขณะนั้น ขนและเส้นผมของหนิงชุ่ยลุกซู่ ด้วยความหวาดกลัว นางปิดปากไว้แน่นไม่ให้ ตัวเองส่งเสียงกรีดร้องออกมา
ของสิ่งนั้นตกลงมาไม่ไกลนัก มันคือก้อนหินที่ พันแถบผ้าสีน้ำเงินไว้
หนิงชุ่ยปลดแถบผ้านั้นออกและนำมันเข้า ใกล้โคมไฟเพื่ออ่านดู
มีตำแหน่งเขียนไว้อย่างบิดเบี้ยวบนแถบผ้า
นางคว้าแถบผ้าแล้ววิ่งกลับไปยังจุดที่ภิกษุยืน รออยู่ น้ำเสียงของนางตื่นเต้นอย่างคนที่รอดชีวิต “ที่นี่ คุณหนูอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ!”
ภิกษุรับแถบผ้านั้นมามองแล้วรีบเอ่ยบอก “โยมผู้หญิงไปทางนี้”
ทั้งสองเร่งรีบไปยังจุดที่เขียนไว้บนแถบผ้า
ลมในหุบเขาสงบลงเล็กน้อย หญ้าสูงเพียง ครึ่งตัวคน เงานั้นพร่าเลือนพลอยทำให้ใจเต้นแรง ด้วยความหวาดกลัว
เสียงอู้อี้ดังขึ้นเป็นระยะ ไม่รู้ว่ามาจากทางใด
หนิงชุ่ยยกโคมไฟขึ้นส่อง ก่อนจะวิ่งเข้าไป อย่างเร็ว “คุณหนู!”
ถังเวยถูกมัดเหมือนบ๊ะจ่างนอนอยู่บนพื้น นางดิ้นตัวอย่างอ่อนแรง
“คุณหนู คุณหนูไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ” หลังจากที่เห็นใบหน้าของถังเวยอย่างชัดเจน
หนิงชุ่ยก็กรีดร้องและโยนโคมไฟในมือออกไป ทันที
ภิกษุหยิบโคมไฟขึ้นมาแล้วเดินเข้าไป เห็น สภาพของถังเวยโดยอาศัยแสงจากโคมไฟ
เขาเห็นใบหน้าด้านขวาของนางที่ขาวผ่อง เรียบเนียน แม้ว่าจะอยู่ในสภาพน่าเวทนาแต่ก็ไม่ สามารถปกปิดความงามได้ ทว่ารอยประทับสี แดงสดที่แก้มซ้ายทำลายความงามนั้นจนหมดสิ้น
“อือๆๆ….” ถังเวยเห็นคนเดินเข้ามาก็ร้อง เรียกอย่างบ้าคลั่ง แต่มีเศษผ้าอุดปากนางอยู่ นาง เลยไม่สามารถตะโกนออกมาได้
หนิงชุ่ยค่อยๆ ได้สติกลับมา นางคลานเข้าไป แล้วรีบดึงผ้าที่ยัดอยู่ในปากของถังเวยออกและ แก้เชือก
มือและเท้าถังเวยเป็นอิสระแล้ว แต่นางกลับ ไม่สามารถขยับได้
หนิงชุ่ยน้ำตาร่วงหล่น “คุณหนู คุณหนูเป็น อย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“เจ้าอยากตายหรือ รีบแบกข้าออกไปสิ!” ถังเวยกัดฟันพูดเสียงแหบแห้ง
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ บ่าวจะแบกท่านกลับไป เดี๋ยวนี้” หนิงชุ่ยเอื้อมมือเข้าไปดึงถังเวย แต่ เนื่องจากความตื่นตระหนก นางจึงไม่สามารถ แบกถังเวยขึ้นหลังได้จึงถูกตบเบาๆ
“ไม่ได้เรื่อง!” ถังเวยก่นด่าด้วยความเกรี้ยว กราด
หนิงชุ่ยแบกถังเวยขึ้นหลังและกัดฟันเดินไป ข้างหน้า นางล้มลงหลายครั้งระหว่างทาง จนใน ที่สุดก็เดินออกจากหุบเขาได้เสียที
คนที่รออยู่ที่นั่นล้อมกันเข้ามา มีหญิงชราคน หนึ่งรับตัวถังเวยไปและแบกนางไปหาอู่หนิงโหวฮู หยิน
“ท่านแม่…” ถังเวยร้องไห้อย่างขมขื่นออกมา ทันทีที่เห็นหน้าอู่หนิงโหวฮูหยิน
พออู่หนิงโหวฮูหยินเห็นใบหน้าของถังเวย นางก็ตกใจสุดขีด “เวยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป!”
ถังเวยยกมือขึ้นแล้วแตะส่วนเนื้อตรงแก้ม ซ้ายก่อนจะส่งเสียงกรีดร้อง “กระจก เอากระจก มาให้ข้าหน่อย!”
ไม่มีใครกล้าขยับตัว
“ท่านแม่ ข้าอยากได้กระจก ข้าอยากจะเห็น หน้าตัวเองเจ้าค่ะ!” ถังเวยตะโกน บางทีนางคง
หวาดกลัวมาแล้วเกือบทั้งวัน พออารมณ์พลุ่ง พล่านขึ้นมาจึงกลอกตาเป็นลมหมดสติไป
เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง และถังเวยซึ่ง หมดสติเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าสะอาด ใบหน้าและ มือก็ถูกทำความสะอาด รอยแดงสดบนแก้มซ้าย ของนางยิ่งสะดุดตาและชวนให้น่าขนลุกมากขึ้น ไปด้วย
อู่หนิงโหวฮูหยินจ้องใบหน้าด้านซ้ายของ บุตรสาว ไม่สามารถยอมรับได้เลย
บุตรสาวของนางถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์!
ทันใดนั้นนางก็ลุกขึ้นไปหาภิกษุผู้ดูแล
“คนที่คุ้นเคยกับภูมิประเทศโดยรอบ ถ้าไม่ใช่ คนของวัดก็ต้องเป็นคนที่อยู่ไม่ไกล วัดของท่าน ต้องให้คำอธิบายแก่บุตรสาวของข้า!”
ภิกษุเอ่ยนามพระพุทธเจ้า “อาตมาได้จัดให้ ลูกศิษย์เฝั้าหุบเขาทั้งสองด้านและทางลงเขาไว้ แล้ว รอขึ้นไปตรวจค้นพร้อมกับเจ้าหน้าที่ ทางการพรุ่งนี้…”
หลังจากฟังการเตรียมการของภิกษุแล้ว อู่ห นิงโหวฮูหยินก็หันหลังกลับไป
ภิกษุลอบถอนหายใจ
โชคดีที่ตนไม่เชื่อฮูหยินผู้นี้ที่ให้ปล่อยให้คนที่ ลักพาตัวแม่นางรองถังไปโดยที่ไม่ทำอะไร ไม่เช่นนั้นตอนนี้เขาคงทำอะไรไม่ถูกไปมาก กว่าเดิม
ตอนที่ถังเวยตื่นขึ้นมา ฟั้าก็สว่างแล้ว
เมื่อเห็นอู่หนิงโหวฮูหยินนั่งลงข้างนาง นาง ถึงกับงุนงงเล็กน้อย “ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงมา อยู่ในห้องของข้าได้”
ดวงตาของอู่หนิงโหวฮูหยินพลันแดงก่ำ “เวย เอ๋อร์ ตื่นแล้วหรือ เจ้าหิวหรือยัง”
“ข้าหิวเจ้าค่ะ” ถังเวยนิ่งไปสักพัก ทันใดนั้น นางเด้งตัวขึ้นจากเตียง “เอากระจกมาให้ข้าเร็ว เข้า!”
เมื่อรู้ว่าบุตรสาวของนางจะต้องเผชิญกับ เรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็ว อู่หนิงโหวฮูหยินจึงส่งสัญญาณ ให้สาวใช้นำกระจกเข้ามา
ถังเวยเหลือบมองในกระจกและเห็นว่าแก้ม ซ้ายได้รับการใส่ยาและพันแผลเรียบร้อย
นางเอื้อมมือไปจับแต่กลับถูกอู่หนิงโหวฮูหยิ นห้ามไว้ “เวยเอ๋อร์ อย่าได้จับเชียว ท่านหมอ ทายาเพื่อลบรอยแผลเป็นให้เจ้าแล้ว”
ถังเวยไม่กล้าขยับ นางกรีดร้องเสียงแหลม “ท่านแม่ จับคนที่ทำร้ายข้าได้แล้วใช่หรือไม่ ข้า จะสับมันเป็นร้อยเป็นพันชิ้น!”
“เวยเอ๋อร์ ใจเย็นก่อน” อู่หนิงโหวฮูหยินส่ง สัญญาณให้สาวใช้
สาวใช้ออกไปจากห้อง ไม่นานก็กลับเข้ามา พร้อมกับชายที่แต่งกายราวกับมือปราบ
“เวยเอ๋อร์ หัวหน้าหลิวถามคำถามเจ้า ถ้าเจ้า รู้อะไรก็บอกไป จะได้หาตัวคนที่ทำร้ายเจ้าได้ เร็วๆ”
ถังเวยพยักหน้าซ้ำๆ
“แม่นางถัง ยังจำเหตุการณ์เมื่อวานนี้ได้ หรือไม่”
แววตาของถังเวยสับสน “ข้ากำลังเดินเร็วอยู่ ในปั่า จู่ๆ ข้าก็ล้มลง แล้วก็มีคนปิดปากข้า จากนั้นข้าก็ไม่รู้อะไรแล้ว”
“ต่อมาเล่า”
“ต่อมา…” ถังเวยนึกย้อนไป ใบหน้าซีดเผือด “พอข้าตื่นขึ้นมาก็เห็นชายคนหนึ่งโพกผ้าสีดำจน เห็นแค่ดวงตาคู่เดียว เขามองมาที่ข้าสักพัก จากนั้น จากนั้น…”
ถังเวยน้ำตาไหลอาบหน้า สีหน้าของนางมีทั้ง ความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง “เขาใช้คีม เหล็กที่มีถ่านร้อนๆ กดลงบนใบหน้าข้า…ท่านแม่ ข้าเสียโฉมแล้ว ฮือๆๆ…”
หัวหน้ามือปราบหลิวปล่อยให้นางร่ำไห้สัก พักก็เอ่ยถามต่อว่า “คนผู้นั้นได้พูดอะไรหรือไม่”
“เขาไม่พูดอะไรสักคำ พอเขาทำร้ายใบหน้า ข้าแล้ว ข้าก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีก พอตื่นมาอีกครั้ง ข้าก็นอนอยู่ตรงนั้นขยับตัวไม่ได้”
หัวหน้ามือปราบหลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อน จะพูดกับอู่หนิงโหวฮูหยินว่า “ข้าคิดว่าคนผู้นี้แค่ ใช้การเรียกทรัพย์เป็นข้ออ้าง แต่จุดประสงค์ที่ แท้จริงคือต้องการแก้แค้น”
——————–
[1]จั้ง หน่วยวัดระยะจีน 1 จั้งเท่ากับ 3.33 เมตร