คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1076 สหายเต๋า รีบรับข้าไว้
………………..
เมิ่งเหล่าไท่ถูกฟาดจนกระเด็นไปไกล ฉินหลิวซีหันมองชายผู้ที่
เพิ่งปรากฏเบื้องหน้า เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวปักลวดลายสีขาว มี
ผมถักเป็นเปียเล็กๆ ม้วนเก็บอยู่หลังศีรษะ ข้อมือสวมกำไลโบราณที่
สลักลวดลายเดียวกันกับรอยสักบนหลังมือของเมิ่งเหล่าไท่
ทั้งสองเป็นครอบครัวเดียวกัน
แต่จากท่าทางเคร่งขรึมของเขา ดูเหมือนไม่ได้จะมาช่วยกระมัง
ฉินหลิวซีไม่รีบเคลื่อนไหว แต่ก็ยังระแวดระวังอยู่ตลอด
คนที่ปกป้องครอบครัวมีอยู่ทุกที่ นางเองก็เช่นกัน ผู้อื่นก็ย่อม
เป็นเช่นนั้น มองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าเหมือนกับว่าชายคนนี้กำลังจะ
มาจัดการเรื่องภายใน แต่ก็เป็นเรื่องครอบครัวของเขา และไม่มีใคร
ชอบให้คนอื่นยุ่งเรื่องในบ้านตัวเอง
เมื่อยังไม่ชัดเจนว่าคนมาใหม่นี้จะมาไม้ไหน ยืนดูเงียบๆ ไปก่อน
จะดีกว่า
เมิ่งเหล่าไท่เองก็ดูตกใจไม่แพ้กัน มองชายคนนั้นด้วยสีหน้า
ประหลาดใจ ปากที่เต็มไปด้วยรอยย่นเอ่ยเบาๆ “ท่านอาจารย์”
ฉินหลิวซี “?”
อาจารย์หรือ
เมิ่งเหล่าไท่คนนี้น่าจะมีอายุราวเจ็ดแปดสิบแล้วกระมัง แต่ชายผู้
นี้ดูเหมือนจะอายุแค่สี่ห้าสิบเท่านั้น แล้วทำไมถึงเป็นอาจารย์ของนาง
หรือว่าเขากินยาอายุวัฒนะอย่างนั้นหรือ
“อย่าเรียกข้าว่าอาจารย์ ตั้งแต่เจ้าทรยศสำนักเพราะเมิ่งซง เจ้าก็
ไม่ใช่ศิษย์หมอผีแห่งเผ่าเหมียวของข้าอีกต่อไปแล้ว ยิ่งเมื่อเจ้าขโมย
สมบัติประจำเผ่าไป เจ้าก็กลายเป็นศัตรูของเผ่าไปแล้ว”
ฉินหลิวซีค่อยๆ หยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะเงียบๆ
เมิ่งเหล่าไท่เลือดลมพลุ่งพล่าน สำลักเลือดออกมา หัวเราะอย่าง
เยาะเย้ย “ถ้าท่านอาจารย์ไม่ปฏิเสธที่จะช่วยสามีข้า หญิงผู้มี
คุณธรรมอย่างข้าคงไม่ต้องขโมยสมบัติของหมอผีเผ่าเหมียวไป ท่าน
อาจารย์ต่างหากที่บีบให้ข้าต้องทำเช่นนี้”
“ถึงตอนนี้เจ้าก็ยังไม่สำนึกผิด” เหมิงหลู่ฟาดโซ่ลงไปที่ร่างของ
นาง เสียงกรีดร้องของเมิ่งเหล่าไท่ดังขึ้นเรื่อยๆ
โซ่นั้นไม่รู้ว่าทำจากอะไร เมื่อฟาดลงไป ฉินหลิวซีมองเห็น
สัญลักษณ์ประหลาดบนโซ่ที่ส่องแสงขึ้นมา
เหมิงหลู่เอ่ยด้วยความโกรธ “คนตายแล้วไม่อาจฟื้นคืน เจ้ายัง
พยายามฝืนชะตาฟ้า จะคืนชีพสามีของเจ้า หมอผีเผ่าเหมียวของเรา
จะเอาชีวิตของเผ่าไปท้าทายชะตาได้อย่างไร แต่เจ้านั้นดื้อด้าน
เกินไป ขโมยสมบัติของเผ่าและสร้างศพขึ้นมา ทำลายชีวิตผู้คน
บริสุทธิ์มากมาย”
“ในเมื่อท่านรู้ เหตุใดท่านไม่รีบจัดการตั้งแต่แรก ตอนนี้ผู้คนตาย
มากมาย ถึงออกมาแก้ต่าง แบบนี้ไม่เรียกว่าแก้ปัญหาภายหลังหรือ
อย่างไร”
เหมิงหลู่ถูกคำพูดนี้แทงใจจนหน้าร้อนขึ้น หันมองมา เอ่ย “นาง
เฉือนเนื้อขูดกระดูกเพื่อหลบหนีจากการตามล่าของหมอผีเผ่าเหมียว
ข้า ตัดเวรกรรม เป็นครึ่งผีครึ่งคน เพราะการทำนายของเผ่าเรา จึงรู้
ว่านางยังอยู่บนโลกนี้ เพียงแต่นางเข้าสู่นักพรตหมอผี อาศัยร่างครึ่ง
วิญญาณ”
ฉินหลิวซีมองไปที่เมิ่งเหล่าไท่ซึ่งผมกระเซอะกระเซิง ใบหน้า
กราดเกรี้ยว จึงเอ่ย “เช่นนั้นท่านรีบจัดการบ้านท่านเถิด รีบสังหาร
นางเสีย”
เหมิงหลู่หน้าบึ้ง “แล้วเจ้าเป็นใครกัน”
ฉินหลิวซีใช้ไม้จินกังฟาดไปที่หลังของเจ้าเมืองเมิ่งซึ่งพยายามจะ
ทำลายค่ายอาคมของฉินหมิงฉุน เกิดแผลลึกจนเห็นกระดูก ร้องโอด
โอยด้วยความเจ็บปวด
“ข้าหรือ เป็นพี่สาวของเด็กคนนี้ พี่สาวแท้ๆ แต่ตระกูลเมิ่งกลับ
ลักพาตัวน้องชายผู้น่าสงสารของข้าไป เพื่อจะเอาไปเป็นอาหารเสริม
พลังให้ซากศพเดินได้ตัวนั้น ดังนั้นข้าจึงเผาซากศพนั้นให้สิ้นซาก
ตายจนไม่มีวันตายได้อีกอย่างไรอย่างนั้น เถ้าถ่านก็บินกระจายไปทั่ว
ไม่รู้ว่าลอยไปที่ใดแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ย “ถ้าท่านต้องการแก้แค้นให้
หญิงชรานั่น ข้าก็คือศัตรูของท่าน”
มาสิ มาสู้กันดูสิ ดูว่าโซ่ของท่านกับไม้จินกังของข้า ใครจะเก่ง
กว่ากัน
เหมิงหลู่เห็นท่าทีของนางที่พร้อมจะต่อสู้พลันขมวดคิ้วขึ้นหลาย
ครั้ง รู้สึกอึ้งกับพฤติกรรมของนักพรตในโลกปัจจุบันที่ดูเหมือนไม่
น่าเชื่อถือสักเท่าไร
แต่เมื่อเมิ่งเหล่าไท่ได้ยินว่าศพของสามีที่นางกำลังจะฟื้นคืนชีพ
กลับถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน ความโกรธก็พุ่งสูงทันทีจนผมขาว
ของนางลุกขึ้นชี้ฟู นางกรีดร้องเสียงดังอย่างเดือดดาล “ข้า จะฆ่า
เจ้า”
นางแหงนหน้าร้องคำรามยาว พร้อมยกมือขึ้นทั้งสองข้าง เร็วเท่า
ความคิด นางเริ่มร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว ลมกรรโชกแรงพัดกระหน ่า
รอบตัวทันที
“ระวัง นางกำลังจะเรียกวิญญาณร้ายมาเข้าสิง”
“พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ฆ่านางเลยดีกว่า” ฉินหลิวซีจรดปลาย
เท้าลงพื้น ยกไม้จินกังขึ้นและฟาดตรงไปยังเมิ่งเหล่าไท่ ขณะที่นาง
พยายามจะปลดปล่อยพลังคำสาป ฆ้อนก็ฟาดเข้าที่ปากของนาง
อย่างแรงสองครั้งติดกัน เสียงดัง เพียะ เพียะ
คำสาปขาดห้วงไปทันที ปากของเมิ่งเหล่าไท่บวมเป่งกลายเป็น
ปากไส้กรอก
นางยิ้มเย็น มือตบลงที่ชีพจรหัวใจตนเอง เลือดพ่นออกมา ตัว
อ่อนยวบลงกับพื้น ดวงตาเบิกโพลง
เขาพูดพลางถอดกำไลเงินจากข้อมือ ร่ายคาถาด้วยความเร่งรีบ
ทันใดนั้นสัญลักษณ์จากกำไลก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ แสงแวบหนึ่ง
ฉายออกมาและกดสัญลักษณ์บนหลังมือของเมิ่งเหล่าไท่ไว้อย่างแรง
กำไลเงินกลายเป็นงูเงินพันรอบตัวเมิ่งเหล่าไท่ หัวของมันตั้งอยู่เหนือ
ศีรษะของนาง คอยจ้องมองเพื่อหาโอกาสเหมาะที่จะโจมตี
ฉินหลิวซียกคิ้วขึ้น ดูท่าจะเก่งไม่เลวเลย
เสียงคาถาดังก้องเหมือนระฆัง มันส่งเสียง ฮึม ฮึม ฟังไม่ชัดว่าพูด
อะไรอยู่
แต่ทว่าความโกรธแค้นของเมิ่งเหล่าไท่กลับยิ่งทวีขึ้น วิญญาณ
ของนางเริ่มเผาไหม้ด้วยความเร็วสูงสุด จนกระทั่งวิญญาณนั้นพุ่ง
ทะลุออกจากหน้าผากของนาง กระจายออกไปบนท้องฟ้า ทว่ากลับ
ถูกงูเงินนั้นกลืนลงไปในคำเดียว
ฉินหลิวซี “…”
นี่มันเก่งกว่างูแดงเมื่อครู่นี้เสียอีก
งูเงินตัวนั้นราวกับรับรู้ถึงคำชม หรี่ตาลงจ้องมองฉินหลิวซีอย่าง
หยิ่งผยอง ก่อนจะบิดตัวเป็นเกลียวในอากาศแล้วกลับไปพันรอบ
ข้อมือของเหมิงหลู่ กลายเป็นกำไลเงินเหมือนเดิม
แต่ในอากาศกลับมีเสียงคำรามด้วยความไม่ยินยอมดังขึ้น ลม
เย็นพัดไปทางเหมิงหลู่ ใบหน้าของเขาซีดเผือดแต่เขาก็ร่ายคาถาไม่
หยุด ปากยังคงขยับไม่ขาดสาย มือก็วาดสัญลักษณ์เพื่อโจมตีต่อไป
ฉินหลิวซีมองไปยังอากาศที่ว่างเปล่านั้น ดวงตาเย็นยะเยือก นาง
ดีดปลายเท้า ไม้จินกังฟาดไปด้านหน้าพร้อมร่ายคาถาเทพเก้าดาว
แสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมื่อแสงทองปรากฏขึ้น พร้อมกับบทสวดจากพระคัมภีร์พระสูตร
จินกัง สิ่งที่กำลังแสดงความไม่พอใจก็รีบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ
เหมิงหลู่มีเลือดไหลออกจากมุมปากเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองฉิน
หลิวซีที่ยังลอยอยู่กลางอากาศด้วยความแปลกใจ ร่างกายของนาง
แผ่รัศมีแสงสีทองจากบุญกุศลออกมาอย่างเข้มข้น ราวกับนางอาบ
อยู่ในแสงทองนั้น
“นี่หรือคือผู้ที่ท่านพ่อมดผู้เฒ่ากล่าวถึงว่านางคือคนที่จะช่วย
กอบกู้ผู้คนทั้งแผ่นดิน เผ่าหมอผีเหมียวของเราต้องติดตาม”
เหมิงหลู่ยืนขึ้น เพิ่งจะเอ่ยปาก “ท่านปร…”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยจบ ก็เห็นฉินหลิวซีที่ลอยอยู่กลางอากาศ
มีท่าทีแปลกๆ ร่างกายนางกระตุกอย่างแรง ขาทั้งสองข้างบิดเบี้ยวใน
ท่าทางประหลาด และทันใดนั้นนางก็ร่วงลงมาจากอากาศ
เหมิงหลู่ตกใจ นี่คือการสะท้อนกลับหรือ
ฉินหลิวซีก้มหน้าลง ร้องตะโกนด้วยความตกใจ “สหายเต๋า รีบ
รับข้าไว้เร็ว”
เหมิงหลู่ไหนเลยจะกล้ารับนาง ทำได้เพียงร่ายคาถา งูเงินพันตัว
นางไว้และค่อยๆ วางนางลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล เขารีบเข้าไปถาม
นาง “ท่านเป็นอะไรไปหรือ”
“ไม่เป็นไร ก่อนหน้านี้ทำผิดกฎสวรรค์ ได้รับโทษจากสวรรค์
เท่านั้น ข้าใช้พลังในการเดินปกติชั่วคราว ตอนนี้พลังสลายไปแล้วก็
เท่านั้น” ฉินหลิวซีเอ่ยเสร็จก็จับขาตัวเองที่บิดผิดรูปด้วยมือสองข้าง
แล้วบิดกลับเข้าที่ทันที
เสียง “กร๊อบ” ดังสนั่น ขากลับไปเป็นปกติ
เหมิงหลู่มองใบหน้าของนางที่ไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย มุมปาก
กระตุก “…”
คนผู้นี้ใจแข็งยิ่งนัก
แต่ไม่รู้เลยว่าภายในใจของฉินหลิวซีเจ็บปวดจนแทบจะร้อง
ออกมา นางสาปแช่งสวรรค์เสียยกใหญ่ นางเพียงยืมดวงชะตา
เล็กน้อยเท่านั้น จำเป็นต้องหนักเพียงนี้เลยหรือ
นางลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินกะเผลกไปหาเหมิงหลู่ เอ่ย “ข้าคือเจ้า
อาวาสอารามชิงผิงแห่งเมืองหลี นามเต๋าของข้าคือปู้ฉิว แล้วท่านล่ะ
สหายท่านมีนามว่าอย่างไร”