คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1103 ตระกูลผู้ดีที่มีชะตากรรมอันน่าสงสาร
………………..
ฉินหลิวซียังคงแสดงแววตาอาลัยอาวรณ์ภายใต้สายตารังเกียจ
ของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือ
ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือมองนางจากไปพลางถอนหายใจ ทันใดนั้นก็
เกิดแรงสั่นสะเทือนบางเบาภายใต้เจดีย์สีขาวแห่งนั้น เขาสีหน้า
เปลี่ยนเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงข้างเจดีย์ขาว มือเลื่อนขยับลูกประคำ
พร้อมท่องบทสวดมนต์ออกมาจากปาก ภาพอันน่าเกรงขามรูปหนึ่ง
ผุดขึ้นด้านหลังของเขา ซึ่งมองลงมาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยเมตตา
ธรรม
แรงสะเทือนนั้นถูกกดข่มลงไปแล้ว
ลูกตาภายใต้หนังตาของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือกลิ้งกลอกไปมา ทว่า
สุดท้ายกลับยังคงปิดสนิท พร้อมท่องบทสวดออกมาไม่หยุด
กระดูกของมารร้ายขยับเคลื่อนไหว ความวุ่นวายโกลาหลในใต้
หล้าคงเกิดขึ้นในไม่ช้าแล้ว
ฉินหลิวซีเดินมายังวิหารพระกษิติครรภ์ เพื่อจุดธูปบูชาพระมหา
โพธิสัตว์ที่แห่งนี้ นางมองพระพุทธรูปที่มือข้างซ้ายถือสมบัติล ้าค่า
ส่วนมือข้างขวาถือไม้ขักขระนั่งอยู่บนใบบัวสีเขียว ทว่าในสมองของ
นางกลับผุดคำพูดของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือขึ้นมา
นางไม่ใช่วิญญาณร่อนเร่นอกโลกที่จุติมายังโลกใบนี้ เพียงแต่
เป็นดวงวิญญาณที่กลับมายังร่างเดิม นางเป็นหญิงสาวของสกุลฉิน
มาโดยตลอด ดังนั้นก่อนห้าขวบ นางเป็นเพียงเด็กเอ๋อที่มีดวง
วิญญาณในร่างไม่ครบอย่างนั้นหรือ
ฉินหลิวซีก้มหน้ามองมือของตนเอง เพลิงไฟบาปบงกชสีแดงลูก
หนึ่งก็ผุดขึ้นกลางฝ่ามือ พร้อมสั่นไหวเล็กน้อย
ไม่ว่ามีความเป็นมาเช่นไร แต่ชาตินี้นางเป็นแค่ฉินหลิวซี
นางกดถุงเฉียนคุนตรงช่วงเอวลง ในนั้นเก็บพระธาตุล ้าค่าแห่ง
วัดอวี้ฝอที่ผู้เฒ่าอาวุโสให้เมื่อครู่ไว้ ช่างร้อนมือเสียจริง ได้ของ
มาแล้ว หากไม่ลงมือทำอะไรคงรู้สึกผิดต่อความใจกว้างของท่านน่าดู
พลันก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังแว่วมาจากประตูวิหารด้านหลัง มีคน
เดินเข้ามา เมื่อเห็นแผ่นหลังของฉินหลิวซีที่อยู่เบื้องหน้าพวกนางก็
ผงะไป เอ่ยด้วยน ้าเสียงทุ้มต ่าขุ่นเคือง “เหตุใดถึงมีคนอยู่ที่นี่อีก
อาจารย์ยังไม่ไล่คนออกไปหมดอีกหรือ”
“ไม่เป็นไร” พลันเสียงชราหนึ่งก็เอ่ยขึ้น
พอฉินหลิวซีหมุนตัวไปมองก็เห็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งประคองร่าง
หญิงชราใบหน้าเรียบนิ่งแต่กลับมิอาจกลบความน่าเกรงขามไว้ได้
เดินเข้ามา เบื้องหลังยังมีบ่าวรับใช้สาวแก่หิ้วตะกร้าเดินตามมาติดๆ
พร้อมบรรจุธูปเทียนของบูชานานาชนิดไว้ในตะกร้านั้น
ราวกับหญิงชราสังเกตเห็นว่าฉินหลิวซีมองเห็นนางแล้วจึงเลื่อน
สายตามองมา ทว่าสายตานั้นกลับพร่าเลือนไร้จุดรวมแสง สอง
ดวงตาขุ่นมัวไม่เปล่งประกายเพราะบอดแล้ว สาวรับใช้ที่ประคองนาง
ต้องคอยเอ่ยเตือนนางให้ค่อยๆ เดินเสียงเบาเป็นระยะๆ
ฉินหลิวซีเก็บสายตากลับมาแล้วเดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอก
ขณะที่ร่างกำลังเดินผ่านพวกหญิงชราเหล่านั้นก็ผุดเสียงแปะๆ ขึ้น
สายลูกประคำขาดร่วงตกลงพื้น ลูกประคำที่ร่วงกระทบพื้นส่ง
เสียงดังก้องกังวาน กระทั่งกลิ้งมาข้างเท้าของฉินหลิวซีสองเม็ด
ฉินหลิวซีชะงักฝีเท้า โค้งตัวก้มลงเก็บลูกประคำไม้จันทน์สีม่วง
สองเม็ดนั้นขึ้นมา พลันมือก็ชะงักเล็กน้อย นิ่งไปครู่หนึ่งถึงเอ่ย “เข้า
มาในวิหารพระกษิติครรภ์แต่เส้นลูกประคำขาด สื่อถึงลางร้าย ความ
อาฆาตไม่สลายตัว การไปเกิดใหม่จึงไม่สำเร็จ การบูชาสักการะไม่
อาจทำให้ผู้ล่วงลับละทิ้งแรงอาฆาตลงได้ จำเป็นต้องคลี่คลายปมแห่ง
ความอาฆาตก่อนถึงจะสำเร็จ”
พอนางกล่าวจบ ทั้งๆ ที่สายตาพร่าเลือนแต่ก็ยังเหลือบมองมา
หญิงชราร่างสั่นเทา ใบหน้าเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ
ครั้นบ่าวรับใช้ที่ประคองร่างหญิงชราเห็นท่าทีขึงขังเช่นนั้นก็
โพล่งขึ้นว่า “สามหาว เจ้าเป็นใคร บังอาจพูดจาเหลวไหลหรือ!”
“ซุ่นฟัง!” หญิงชรามุ่นคิ้วปรามบ่าวรับใช้ ก่อนจะมองไปทางฉิน
หลิวซีแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “แม่นางกล่าวเช่นนี้หมายความ
ว่าอย่างไรหรือ”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ลูกสาวของท่านไม่ได้เต็มใจกับการบูชาเซ่นไหว้
เลยสักนิด ท่านมาครั้งใด แรงอาฆาตของนางมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หากแรงพยาบาทอาฆาตไม่ถูกชำระก็คงหมดหวังไปเกิด”
รูม่านตาของหญิงชราวูบไหว กระทั่งบรรดาบ่าวข้างกายของนาง
ยังผุดความฉงนอย่างตกใจ
“เจ้า…เจ้ารู้ได้อย่างไร”
นางรู้ได้อย่างไรว่าตนมาทำบุญให้หว่านเอ๋อร์ ไม่สิ นางบอกว่า
แรงอาฆาตของหว่านเอ๋อร์นั่นคืออะไรนะ
“ลูกประคำมีไว้ขับไล่การหลงผิด ฝึกบำเพ็ญร่างกายและจิตใจ
แต่บัดนี้กลับแปดเปื้อนแรงอาฆาตของคนตาย เก็บไว้ไม่ได้แล้ว” ฉิน
หลิวซีวางลูกประคำลงในตะกร้าก่อนเอ่ย “เอาเวลาที่ถวายเครื่องหมู่
บูชาไปสืบหาสาเหตุการตายของคุณหนูยังดีกว่า ช่วยลบล้างมลทิน
ของผู้ตายต่างหากถึงจะช่วยให้หลุดพ้นไปเกิดใหม่ได้อย่างแท้จริง”
ปลายเท้าของหญิงชราโงนเงนจนเซถอยหลังไปสองก้าว ชนเข้า
กับอ้อมอกของซุ่นฟัง ริมฝีปากเปิดปิดพะงาบๆ
ฉินหลิวซีส่ายหน้าแล้วเดินออกไป
ทว่านางเพิ่งเดินออกจากประตูวิหารมาก็ได้ยินเสียงร้องตกใจดัง
แว่วมาจากด้านใน นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าไป
อีกครั้ง
คนที่มีดวงชะตานำพาเรื่องเหนือคาดมาหา มักจะเผชิญกับความ
วุ่นวายเสมอ
จากนั้นก็เห็นหญิงชราล้มอยู่ในอ้อมอกของบ่าวที่ชื่อว่าซุ่นฟัง สี
หน้าซีดขาว บ่าวรอบกายต่างห้อมล้อมเข้ามาพลางร้องเรียกฮูหยินผู้
เฒ่าด้วยท่าทีร้อนใจ
“เร็ว รีบไปเรียกหมอหลวงมา” ซุ่นฟังพูดพลางโน้มตัวอุ้มร่างของ
หญิงชราขึ้นมา
“อย่าขยับร่างของนาง” ฉินหลิวซีห้ามไว้ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าเดิน
เข้าไปหา
ครั้นทุกคนเห็นว่าฉินหลิวซีย้อนกลับมาก็เผยสีหน้าหวาดระแวง
“ข้าเป็นหมอ” ฉินหลิวซีเอ่ย “อย่ามุง เดิมทีที่นี่ก็อึดอัดมากแล้ว
พวกเจ้าล้อมไว้เช่นนั้น นางกลับจะยิ่งหายใจลำบาก วางร่างของนาง
ลง”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน พลันมองไปทางซุ่นฟังตามจิตใต้สำนึก
นางจึงเอ่ย “อย่ามุง” จากนั้นนางก็นั่งลงจับฮูหยินผู้เฒ่าพิงอ้อมอก
ของตน จับจ้องฉินหลิวซีแล้วเอ่ย “เจ้าเป็นหมอจริงๆ หรือ หากฮูหยิน
ผู้เฒ่าของข้าเป็นอะไรขึ้นมา เจ้า…”
“หากนางเป็นอะไรขึ้นมา ล้วนเป็นเพราะอาการซึมเศร้ากัดกินใจ
อารมณ์ดิ่งวูบเป็นเหตุต่างหาก เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย” ฉินหลิวซีสบถ
ใส่ที
ซุ่นฟัง “…”
กล้าหาเรื่องแต่ไม่กล้าโต้กลับ!
ฉินหลิวซีเปิดหนังตาของหญิงชราผู้นั้นขึ้น ครั้นเห็นพวงแก้ม
แข็งทื่อ ริมฝีปากดวงตาเริ่มเบี้ยวจึงจับมือนางขึ้นมาก่อนวางสองนิ้ว
ลงบนข้อมือ จากนั้นก็พบว่าชีพจรจุดชุนโข่ว[1]ล่องลอยและแน่นตึง
เส้นลั่วม้าย[2]ว่างเปล่า ลมอ่อนแอไม่สามารถระบายออกได้ นี่เป็น
สัญญาณของโรคหลอดเลือดในสมอง
นางเองก็ไม่รีรอรีบหยิบเข็มขึ้นมาแล้วเอ่ย “ฮูหยินผู้เฒ่ามีอาการ
โรคหลอดเลือดในสมอง ข้าต้องฝังเข็มให้นาง”
ซุ่นฟังสีหน้าเปลี่ยนยกใหญ่ นานๆ จะเผยสีหน้ากระสับกระส่าย
ออกมาให้เห็น ทว่ามีความลังเลใจอยู่บ้าง ในเมื่อพวกนางไม่เคยเจอ
ฉินหลิวซีผู้นี้มาก่อน
“ข้าคือหมอเต๋านามว่าปู้ฉิวที่รักษาอาการป่วยให้อดีตฮูหยินลิ่นผู้
เฒ่า เจ้าวางใจได้ ข้าคงไม่ทำร้ายนางต่อหน้าพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์
หรอก แต่หากเจ้าขวางข้าเช่นนี้กลับจะเป็นการทำร้ายนาง ไม่แน่
อาจจะเป็นเจ้าแทนก็ได้” ฉินหลิวซีแค่นเสียงใส่ที
ซุ่นฟังรีบวางร่างหญิงชราลงนอนราบ เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “พวก
เราคือคนในตระกูลเซี่ยจากจวนแม่ทัพเจิ่นหนาน นี่คือฮูหยินผู้เฒ่า
ของพวกเรา หากเจ้าช่วยนางไว้ได้ ตระกูลเซี่ยต้องตบรางวัลให้เจ้า
อย่างงามแน่นอน”
ฉินหลิวซีกลับไม่พูดอะไรก่อนฝังเข็มลงจุดลมปราณ ผ่านไป
นานพร้อมเข็มที่ฝังหลายเล่ม แล้วเอ่ยออกคำสั่งว่า “ไปจัดตรงลาน
กรรมฐาน เตรียมพาฮูหยินผู้เฒ่าไปนอนพักตรงนั้น”
ซุ่นฟังส่งสายตาออกคำสั่งกับบ่าวคนอื่นๆ จากนั้นก็จับจ้องร่าง
ของฮูหยินผู้เฒ่า พลางเหลือบมองฉินหลิวซีเป็นระยะๆ ครั้นเห็นนั่งจับ
เส้นชีพจร นางก็อยากเอ่ยถามแต่ก็ไม่กล้าถาม
ฉินหลิวซีเอ่ย “อาการหวัดยังไม่หายดี ร่างกายรุมเร้าด้วยโรคภัย
แต่ก็ยังแวะมาทำบุญกราบไหว้พระ ในเมื่อเห็นคุณหนูเซี่ยสำคัญ
ขนาดนี้ เหตุใดแรงอาฆาตของนางถึงลามมาถึงร่างของฮูหยินผู้เฒ่า
ได้”
ซุ่นฟังเอ่ยเสียงแผ่วเบา “วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณหนู
เมื่อวานฮูหยินผู้เฒ่าฝันเห็นนางถึงได้มาวันนี้”
ในเมื่อเปิดเรื่องมาถึงขั้นนี้ ซุ่นฟังจึงเอ่ยถามขึ้นอีกว่า “ท่านคือ
หมอเต๋าที่รักษาอาการให้ฮูหยินลิ่นผู้เฒ่าจริงๆ หรือ ”
“อืม”
“ขอล่วงเกินถามนักพรตว่า เหตุใดท่านถึงกล่าวคำเมื่อครู่
เช่นนั้น แล้วเหตุใดพอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นแล้วถึงหมดสติไป
เลยเล่า”
ฉินหลิวซีมองลูกตาที่กลิ้งกลอกไปมาภายใต้หนังตาของฮูหยินผู้
เฒ่าแล้วเอ่ย “ย่อมเป็นเพราะสาเหตุการตายของคุณหนูแฝงเงื่อนงำ
จนยากที่จะไปเกิดใหม่ เป็นผลให้แรงอาฆาตยังจับตัวกัน กระทั่งแปด
เปื้อนลูกประคำที่ฮูหยินผู้เฒ่าใช้ทุกวัน คิดว่าขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าท่อง
บทพระธรรมสูตรของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์คงเอ่ยชื่อของคุณหนู
ขึ้นมาด้วย”
ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าเปิดตา สายตาขุ่นมัวจับจ้องมาทางฉินหลิวซี
มือข้างนั้นปัดป่ายคว้าอากาศก่อนจะคว้ามือของฉินหลิวซีไว้ พออ้า
ปากน ้าลายก็ไหลย้อยผ่านมุมปาก เอ่ยเสียงติดๆ ขัดๆ “ท่าน ท่านรู้
เรื่องใดบ้าง”
ครั้นซุ่นฟังเห็นนางฟื้นเร็วก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก เอ่ยขึ้นว่า “ฮู
หยินผู้เฒ่า ท่านฟื้นแล้วหรือ ท่านยังไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่ คน
ผู้นี้ก็คือหมอเต๋าที่เคยช่วยรักษาอาการป่วยให้ฮูหยินลิ่นผู้เฒ่า เป็น
ผู้หญิง นางฝังเข็มให้ท่านด้วย”
“เจ้าอาวาส…” ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นพร้อมน ้าลายที่ไหลย้อย
ลงมามากกว่าเดิม
ฉินหลิวซีถอนหายใจที เอ่ย “ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย ร่างกาย
ของท่านทรุดโทรม บัดนี้มีอาการหลอดเลือดในสมอง หากไม่รักษา
ตัวให้ดี อย่าว่าแต่ตาบอดเลย ต่อให้ท่านอยากมาไหว้พระทำบุญก็
เป็นไปไม่ได้ ทำได้แค่นอนติดอยู่กับเตียงแล้ว”
ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าอ้าปากพะงาบ พร้อมน ้าตาที่ไหลรินผ่านลงมา
ทางหางตา นางจะไม่ใจร้อนได้อย่างไร ในเมื่อฉินหลิวซีบอกว่าหว่าน
เอ๋อร์ของนางตายอย่างมีเงื่อนงำ!
นางไปสร้างบาปกรรมใดไว้ บุตรชายบุตรสาวทั้งหกถึงต้องจาก
นางไปไกล ตระกูลเซี่ยของนางปกป้องชายแดนทางตอนใต้มาตลอด
หลายชั่วอายุคน ดูแลรักษาบ้านเมือง แต่ไปๆ มาๆ กลับเหลือเพียงคน
แก่ เด็กและสตรีที่อ่อนแอ หรือดวงชะตาตระกูลเซี่ยของพวกเขาจะถูก
ตอบแทนที่ทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองและราษฎรอย่างนี้หรือ
ทั้งๆ ที่สร้างคุณงามความมาตลอดหลายชั่วอายุคน แต่สิ่งที่ได้รับ
กลับคืนมาคือการสูญเสียของคนในตระกูล สวรรค์ช่างไม่เป็นธรรม
เอาเสียเลย!
ฉินหลิวซีเห็นอารมณ์เกรี้ยวกราดเช่นนั้น จึงทำให้นางหมดสติ
ไปก่อนชั่วคราว รอกระทั่งถึงเวลาดึงเข็มออกถึงจะโยกย้ายร่างนางไป
พักในลานกรรมฐาน จากนั้นก็เขียนใบสั่งยาให้ด้วย แล้วเรียกให้คน
ในตระกูลเซี่ยไปหาวัตถุดิบยาละแวกวัดมาต้มกินก่อน
ช่วงนี้ฉินหลิวซีเองก็ไถ่ถามว่าเป็นตระกูลเซี่ยไหน จากนั้นถึงรู้ว่า
เป็นลูกหลานในตระกูลข้าหลวงที่มีบรรดาศักดิ์สูงส่ง หากว่าด้วยเรื่อง
คุณงามความดีแล้วมีมากกว่าตระกูลผู้มีอำนาจทางซีเป่ยเสียอีก แต่
กลับต้องเผชิญชะตากรรมที่แย่กว่าตระกูลนั้น บุตรชายในตระกูลเซี่ย
ต่างต้องล้มตายในศึกสงคราม บัดนี้เหลือเพียงหนุ่มน้อยหลายชาย
อายุเพียงห้าขวบคนเดียว อีกอย่างเป็นบุตรกำพร้าไร้บิดา ร่างกาย
อ่อนแอโรคภัยรุมเร้า
ตระกูลขุนนางสูงศักดิ์อย่างตระกูลเซี่ยย่อมต้องเกี่ยวดองกับ
บุตรสาวตระกูลแม่ทัพเหมือนกัน เรื่องโหดเหี้ยมหยาบโลนก็อีกเรื่อง
สิ่งสำคัญก็คือความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แบ่งรับแบ่งสู้ได้ทุกเรื่อง ยาม
เผชิญหน้ากับศัตรูต้องถือดาบได้ ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็เคยลงสนามรบ
เข่นฆ่าศัตรูมา เป็นแม่ทัพหญิงอย่างแท้จริง อีกทั้งฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ยังตรัสว่าเป็นสตรีที่ไม่เป็นรองบุรุษเลย แถมได้รับการแต่งตั้งเป็นฮู
หยินขั้นสูงอีกต่างหาก
เพียงแต่ต่อให้จะมีเกียรติคุณใหญ่โตเพียงใดกลับต้องแลกมากับ
ความตายของบุตรชายในตระกูลเซี่ย สมาชิกในตระกูลร่อยหรอ
บัดนี้ตระกูลเซี่ยหลงเหลือเพียงหญิงม้ายที่ป่วยออดๆ แอดๆ คนที่นำ
ทัพปกป้องชายแดนใต้มีเพียงสะใภ้สี่ของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า ซึ่งเป็น
แม่ทัพหญิงเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเซี่ยในเวลานี้
ตระกูลเช่นนี้ใครจะกล้าดูแคลน หากดูแคลนนักก็ให้ไปดูหลุมศพ
ของตระกูลเซี่ย หลุมศพที่แน่นขนัดเช่นนั้นยังมีหน้ากล้าว่า
ตระกูลเซี่ยอีกหรือ
สำหรับตระกูลเซี่ย ฉินหลิวซีทั้งสงสารและนับถือ นับถือที่
ตระกูลเซี่ยปกป้องบ้านเมืองโดยไม่คิดเคืองโกรธใดๆ เป็นทัพแนว
หน้าสำคัญของบ้านเมือง เปรียบดั่งคานสำคัญของแว่นแคว้น สงสาร
ที่ต้องสูญเสียคนมากความสามารถ อีกทั้งลูกหลานอายุสั้น
ช่างน่าเวทนาจริงๆ!
“…เป็นเพราะลูกหลานในตระกูลอายุสั้น จึงต้องประคบประหงม
บุตรสาวภรรยาเอกเพียงหนึ่งเดียวเป็นอย่างดี ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ทำใจ
ไม่ได้ ถึงแม้คุณหนูจะไม่เต็มใจ แต่ก็ยังให้นางเกี่ยวดองแต่งเข้า
ตระกูลผู้รู้หนังสืออย่างตระกูลฟ่าน ซึ่งเป็นตระกูลอาลักษณ์เพียงหนึ่ง
เดียวที่ตระกูลเซี่ยเกี่ยวดองด้วย หวังว่านางจะใช้ชีวิตอย่างราบรื่นสงบ
สุข เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าคุณหนูจะมีความแค้นในใจ หลังจากออก
เรือนไปก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย กระทั่งไม่ส่งแม้แต่จดหมายมาสักฉบับ
แต่พอได้รับข่าวจากคุณหนูอีกทีก็เป็นเรื่องเศร้าแล้ว นางตายเพราะ
คลอดบุตรยาก ตอนนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเป็นลมหมดสติจนป่วยหนักไป
รอบหนึ่ง”
ฉินหลิวซีพูดไม่ออกก่อนจะมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่า ครั้นมอง
เช่นนั้นก็ใจกระตุกวูบ พลันสายตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม
ความตายวนเวียนรอบใบหน้า เหตุใดจู่ๆ ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไป
ได้
[1] เป็นจุดสำคัญในการตรวจวัดชีพจรเพื่อตรวจสอบอวัยวะ
ภายในต่างๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจ ปอด ไต เป็นต้น
[2] เส้นลั่วม้าย หมายถึง เส้นลมปราณรอง เป็นแขนงเล็ก ๆ ที่
แตกออกจากเส้นลมปราณหลัก ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเส้น
ลมปราณหลักกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย