คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1203 มีคนไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่
อาการป่วยเข้าขั้นวิกฤต มีชีวิตได้อีกไม่นาน
นี่คือความคิดของฉินหลิวซีเมื่อได้เห็นมู่จิ่นพระชายารุ่ยอ๋อง นาง
แตะแมลงกู่ไหมทองที่รู้สึกกระสับกระส่ายเมื่อสัมผัสได้ถึงแมลงกู่ ก่อน
จะเดินไปหา
และคำพูดของนางทำให้แม่นมหวังกับฮูหยินน้อยมู่ต่างพากัน
ตกใจ ถูกพิษแมลงกู่?
ฮูหยินน้อยมู่เหลือบมองแม่นมหวัง แม่นมหวังค่อยๆ เดินออกไป
ให้สาวใช้คนสนิทเฝ้าอยู่หน้าประตู หากพระชายาถูกพิษแมลงกู่
เช่นนั้นก็ไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา แต่ถูกคนลอบทำร้าย
เมื่อมู่จิ่นได้ฟังคำพูดของฉินหลิวซีนั้นรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย แต่
กลับไม่ได้ตกใจมากนัก ราวกับเดาไว้ในใจอยู่แล้ว
ฉินหลิวซีรู้สึกแปลกเล็กน้อย
การแสดงออกของมู่จิ่นนั้นแปลกๆ เมื่อคนทั่วไปรู้ว่าตัวเองถูกพิษ
แมลงกู่ การตอบสนองแรกคือความตกใจและโกรธอย่างแน่นอน
จากนั้นก็จะไม่สบายใจ โศกเศร้า หวาดกลัว
แต่นางกลับสงบเกินไป แม้ว่าจะประหลาดใจเล็กน้อย แต่สิ่งที่
มากไปกว่านั้นกลับเป็นความรู้สึกโล่งใจ ราวกับแน่ใจแล้วว่ามี
บางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง
หัวใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
คำนี้เข้ามาในหัวใจของฉินหลิวซีอีกครั้ง
เมื่อไม่กี่ปีก่อนนางเคยได้พบคนผู้นี้หนึ่งครั้ง ตอนนั้นนางยังมี
ความไร้เดียงสาและขี้อายเล็กน้อย สายตาที่มองฉีเชียนเต็มไปด้วย
ความรักและความคาดหวัง ตอนนี้น่ะหรือ ความสง่างามยิ่งใหญ่ของ
พระชายายังไม่ได้จางหายไป แต่กลับดูเหมือนถูกขัดเกลาด้วยวัน
เวลาจนความไร้เดียงสาในตอนนั้นถูกเก็บไว้ เหลือเพียงคุณธรรมและ
ท่าทางอันสง่างามที่ภรรยาและมารดาควรมี รวมถึงรัศมีอันสูงส่งของ
พระชายา
ตอนนั้นที่ตัวเองได้พบนาง ก็ได้มองออกถึงความรู้สึกลึกซึ้งแต่ไม่
ยืนยาว
ฮูหยินน้อยมู่ทำลายความเงียบสงบ ถามด้วยความตกใจว่า
“ท่านเจ้าอาวาส ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร พิษแมลงกู่
คืออะไรหรือ”
“ในร่างกายของเจ้ามีพิษแมลงกู่ก่อกวน” ฉินหลิวซีมองมู่จิ่นพ
ลางกล่าวว่า “ข้ากล่าวเช่นนี้ แต่เจ้ากลับไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
หรือว่าจะรู้อยู่แล้ว”
มู่จิ่นยิ้มอย่างอ่อนแอ ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าก็เป็นเพียงสตรี
ธรรมดา ไหนเลยจะรู้เรื่องเหล่านี้ เพียงแต่จู่ๆ ก็เริ่มอ่อนแอแย่ลงทุกวัน
จึงได้คาดเดาไว้ในใจแล้วก็เท่านั้น เดิมทีข้าคิดว่าเป็นยาพิษ แต่กลับ
คิดไม่ถึงว่าเป็นพิษแมลงกู่”
นางลดสายตาลง แต่ฉินหลิวซียังคงเห็นความโศกเศร้าในดวงตา
ของนาง จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
ฉินหลิวซีนั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นจึงเอ่ย “ข้าจะจับชีพจรให้เจ้า”
มู่จิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือออกมา มองดูสองนิ้วเรียวยาว
ขาวเนียนของนางวางลงบนข้อมือ สายตาเคลื่อนย้ายจากมือของนาง
ขึ้นไปจนถึงใบหน้า
ฉินหลิวซีเกิดมาพร้อมกับผิวขาว รูปร่างหน้าตาไม่ได้นุ่มนวล แต่
มีใบหน้าที่งดงาม ดูชาญฉลาด แต่กลับไม่ได้ดูเจ้าเล่ห์ ตาหูจมูกปาก
โดดเด่น จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง แต่ดวงตาทั้งสองข้างลุ่มลึก ชัดเจน
ว่องไว ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปในหัวใจคนได้ ทำให้ไม่กล้าจ้อง
มองโดยตรง
นางเพียงแค่เกล้าผมขึ้น ผูกผ้าแล้วปักปิ่นปักผมไม้ แม้ว่าข้าง
นอกจะหนาว แต่นางก็ยังคงสวมเพียงชุดเต๋าบางๆ ที่ปักด้วยอักขระ
ไม่มีเครื่องประดับมากกว่านี้ แต่กลับดูลึกลับและเป็นกันเอง
คนตรงหน้าผู้นี้ต่างจากสตรีที่อยู่หลังจวนอย่างพวกนาง ไม่สิ
นางแตกต่างจากคนธรรมดามากราวฟ้ากับดิน
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ คนผู้นั้นจึงได้มองอยู่แต่ไกลๆ ไม่กล้าดูหมิ่น
กระมัง
“พระชายาคิดมากเกินไปแล้ว” ฉินหลิวซีมองด้วยสายตาเรียบ
เฉยแล้วดึงมือกลับ ก่อนจะขมวดคิ้ว
ไม่แปลกใจเลยที่ห้องนอนแห่งนี้จุดเตาถ่านมากมายขนาดนี้ ซ ้า
นางยังสวมเสื้อคลุมและห่มผ้าหนาๆ เพราะร่างกายของมู่จินมีพลังห
ยินมากเกินไป เมื่อครู่สองนิ้วของนางวางลงไป พลังหยินอันหนาวเย็น
ในร่างกายของนางได้ส่งผ่านมาทางปลายนิ้ว
อีกอย่างนอกจากแมลงกู่แล้ว ร่างกายของนางยังถูกคนวางยา
พิษฤทธิ์ช้าอีกชนิดหนึ่ง จะไม่ทำให้นางตายในทันที แต่ก็ทำให้นาง
ไม่สามารถดีขึ้นได้เช่นกัน จะอ่อนแอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิต
แมลงกู่กับพิษได้กลืนกินพลังชีวิตนางไปมากกว่าครึ่งแล้ว
มู่จิ่นยังคงอดทนได้ขนาดนี้ ความอดทนของนางไม่ใช่คน
ธรรมดาจะสามารถเทียบได้จริงๆ
ซ ้านางยังกังวลมากเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อการบำรุงรักษา
ร่างกาย
ฉินหลิวซีมองมู่จิ่น นางผอมลงมากเนื่องจากการทรมานของ
แมลงกู่และยาพิษ แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุใด แม้ว่านางจะแต่งหน้า แต่ก็ไม่
อาจซ่อนความซีดเซียวของนางได้
ฉินหลิวซีเหลือบมองเล็กน้อย ถูกเส้นผมขาวสองสามเส้นที่ขมับ
ของนางดึงดูดสายตา อดถอนหายใจไม่ได้
ฮูหยินน้อยมู่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจมาก มองไปยังมู่จิ่น สายตาถูก
ผมขาวที่นางซ่อนไว้ข้างขมับทำให้ตกใจ พี่หญิงสิบห้ามีผมหงอก
ตั้งแต่เมื่อไหร่
ขอบตาของนางค่อยๆ แดงขึ้น อดก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ อยากจะ
ดึงมือของนางมาจับไว้
“เจ้าอย่าเข้ามา แล้วก็อย่าแตะต้องนาง มิเช่นนั้นจะถูกพลังหยิน
อันเยือกเย็นในร่างกายของนางแช่แข็ง ไม่ดีต่อร่างกายของเจ้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพึ่งตั้งครรภ์ เจ้าไม่ควรถูกความเย็น” ฉินหลิว
ซีขวางนางไว้
มือของฮูหยินน้อยมู่ข้างอยู่กลางอากาศ แต่มู่จิ่นที่ได้ฟังคำพูดนี้
ดวงตาทั้งสองข้างก็เป็นประกาย กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า
“อวิ๋นซิ่ว เจ้าตั้งครรภ์แล้วหรือ”
ฮูหยินน้อยมู่ท่าทางเขินอาย กล่าวว่า “ยังไม่ได้เชิญหมอหลวงมา
จับชีพจร แต่ท่านเจ้าอาวาสได้จับชีพจรให้แล้ว บอกว่าตั้งครรภ์ได้
หนึ่งเดือนแล้ว ดังนั้นพี่หญิงสิบห้าต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดี ในภาย
ภาคหน้าท่านที่เป็นท่านป้าจะต้องมาร่วมพิธีสรงสาม[1]ลูกของข้า”
มู่จิ่นกล่าวว่า “จวนอ๋องมีหมอหลวง ไปเชิญ…ไม่สิ ท่านเจ้า
อาวาสวิชาแพทย์ล ้าเลิศ นางบอกว่าใช่ ย่อมใช่อย่างแน่นอน เจ้าก็
อย่าอยู่ที่นี่เลย ไปรออยู่ข้างนอกเถิด เดี๋ยวจะถูกข้าทำให้ป่วยเอาได้”
“พี่หญิงสิบห้า ไม่เป็นไร ข้าพื้นฐานร่างกายดี…”
มู่จิ่นส่ายหน้า “เชื่อฟังเถิด นี่เป็นครรภ์แรกของเจ้า และเป็นบุตร
คนแรกของน้องชายข้า เป็นสมบัติล ้าค่าของพวกเราทั้งสองจวน
ออกไปรอข้างนอกเถิด อยู่ที่นี่เจ้าก็ช่วยอะไรข้าไม่ได้”
นางกล่าวพลางมองไปยังแม่นมหวังที่ยืนอยู่ปลายเตียง กล่าว
กำชับว่า “ส่งฮูหยินน้อยออกไป จัดเตรียมรถม้าส่งกลับจวนอย่าง
สวัสดิภาพ จากนั้นก็ไปเอาตราของข้าส่งขันทีน้อยไปเชิญหมอเห
อซึ่งเป็นหมอเกี่ยวกับโรคสตรีที่สำนักหมอหลวงไปจับชีพจรที่จวน
โหว”
แม่นมหวังเป็นบ่าวรับใช้ที่เกิดในจวนเฉิงเอินโหว แม้ว่าจะเป็น
กังวลเกี่ยวกับร่างกายของพระชายาตัวเอง แต่เมื่อได้ยินข่าวดีนี้ก็ย่อ
มดีใจเป็นอย่างมาก รีบเข้าไปพยุงฮูหยินน้อยมู่ พยายามเกลี้ยกล่อม
ให้นางออกไป
ในห้องนอนเหลือเพียงฉินหลิวซีกับมู่จิ่น นางเห็นว่ามู่จิ่นหมด
เรี่ยวแรง ร่างกายสั่นเทา ปากก็เริ่มสั่น มีเสียงกระทบกันเบาๆ จึงกุม
มือของนางไว้ ส่งพลังอันร้อนระอุไปให้ ขับไล่ความหนาวเย็นใน
ร่างกายของนาง
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนาง มู่จิ่นอดถอนหายใจ
ไม่ได้ น ้าตาก็ไหลออกมา นางไม่ได้รู้สึกถึงความอบอุ่นมานานแล้ว
ฉินหลิวซีเอ่ย “นอนลงเถิด ข้าจะช่วยกำจัดแมลงกู่ให้เจ้าเอง
จากนั้นค่อยปรับสภาพ ก็จะไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไป”
ฉินหลิวซีลุกขึ้น อยากจะให้นางนอนลง
มู่จิ่นกลับยิ้มอย่างขมขื่นพลางกล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์”
ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว “ก็แค่กำจัดพิษกู่ เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ”
“ข้าเชื่อท่าน” มู่จิ่นยิ้มอย่างขมขื่นพลางส่ายหน้า น ้าตาไหลเอ่อ
ออกมา “แต่มันไม่มีประโยชน์ แม้ว่าจะกำจัดพิษกู่แล้ว ข้าก็ไม่ดีขึ้น”
ฉินหลิวซีตกตะลึงเล็กน้อย มีบางอย่างผ่านเข้ามาในหัว สีหน้า
มืดมนในทันที
“ท่านก็บอกเองว่านอกจากพิษแมลงกู่แล้ว ร่างกายของข้ายังมี
ยาพิษฤทธิ์ช้าอยู่ด้วย ดังนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะมีคนไม่อยากให้ข้า
มีชีวิตอยู่” น ้าตาของมู่จิ่นไหลออกมาจากหางตา
[1] พิธีสรงสาม เป็นหนึ่งในพิธีกรรมเก่าแก่ที่สำคัญมากของคน
จีน จะให้คนในครอบครัวอาบน ้าเด็กทารกในวันที่สามหลังจากคลอด
ออกมา