คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 46 คุณหนูใหญ่เป็นสาวชาวบ้านหรือ
“ตำหนักอายุวัฒนะขอให้ข้าปรุงดอกอวี้จี ฉวยโอกาสตอนที่ข้า
ยังพอมีเวลาทำเสียก่อนดีกว่า เผื่อตอนที่ข้าต้องเดินทางไปหนิงโจว
อาจจะล่าช้า พวกเขาต้องมาเร่งทั้งวี่ทั้งวันแน่” ฉินหลิวซีเอ่ยกับฉีหวง
ที่เดินตามมาข้างหลัง “เดี๋ยวเจ้าไปนำบัวหิมะ เหลิ่งเซียง กับของอื่นๆ
ออกมาแช่ไว้ในห้องยาหน่อยเถิด”
“เจ้าค่ะ” ฉีหวงเอ่ย “อวี้เสวี่ยจีซื้อขายกันในเมืองหลวงถึงหมื่น
ตำลึงแล้ว และมีแต่ราคาไม่มีของ จะหามาสักได้ขวดก็ยังยาก มิน่า
เถ้าแก่เฟิงถึงได้ดูร้อนใจถึงเพียงนั้น”
อวี้เสวี่ยจี เป็นน ้าหอมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในแวดวงสตรีสูง
ศักดิ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ราคาสูงมาก แต่สำหรับสตรีแล้ว สิ่งนี้
ให้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์นัก เมื่อใช้บนร่างจะทำให้ผิวพรรณดุจหิมะ
อ่อนนุ่มเรียบลื่นขาวเนียนใสอย่างแท้จริง หากใช้ไปนานๆ ร่างกายก็
ยังจะส่งกลิ่นหอมเย็นไม่เหมือนใครออกมาและให้ความรู้สึกสดชื่น
สบายตัว จึงได้ชื่อว่าอวี้เสวี่ยจี[1]
อ้อ หากมีริ้วรอย ก็ยังสามารถทำให้ริ้วรอยจางหายไปได้ด้วย
แต่อวี้เสวี่ยจีที่ให้ผลดีอย่างน่าอัศจรรย์นี้หายากมาก ยังไม่ต้อง
เอ่ยถึงสูตรลับอะไร แม้แต่ส่วนผสมก็หายากมาก ดอกอวี้จีสมุนไพร
หลักของอวี้เสวี่ยจีเหมือนกับดอกบัวหิมะ คือเติบโตในธารน ้าแข็งและ
จะต้องเสาะหา เพราะฉะนั้นกำลังคน อุปกรณ์ และเงินที่ต้องใช้นั้น
ล้วนแต่มหาศาล
ด้วยเหตุนี้อวี้เสวี่ยจีที่มีขนาดขวดประมาณนิ้วมือของสตรีจึงซื้อ
ขายกันในราคาถึงหมื่นตำลึง และมีแต่คนอยากซื้อแต่ไม่มีของ
ในช่วงสองปีมานี้ หากใครต้องการก็ต้องไปประมูลเอาที่โรงประมูลจิ่
วเสียนเท่านั้น
การปรุงอวี้เสวี่ยจีที่ว่านั้นอันที่จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการหลอม
ยา เพียงแต่กระบวนการซับซ้อน การเติมวัตถุดิบแต่ละอย่างจะต้องใส่
ใจในทุกขั้นตอนและพิถีพิถันในเรื่องความร้อน หากมีขั้นตอนไหน
ผิดพลาดไป อวี้เสวี่ยจีทั้งเตานั้นก็จะใช้ไม่ได้เลย
และมีแต่ฉินหลิวซีเท่านั้นที่ปรุงอวี้เสวี่ยจีได้
ส่วนตัวฉินหลิวซีเองไม่เพียงแต่เกียจคร้าน นางยังไม่มีความคิดที่
จะก้าวหน้าใดๆ ด้วย ถึงกระนั้นใครก็ทำอะไรนางไม่ได้ เมื่อไม่มีทาง
พวกเขาจึงได้แต่ต้องเคารพบรรพชนน้อยนี้
ยามนี้เพื่อดอกเฟิงหลิงที่ล ้าค่ากว่าดอกอวี้จีนั้น ฉินหลิวซีจึงต้อง
ยอมโอนอ่อน
เฮ้อ เป็นปัญหาความยากจนทั้งนั้น
“เขาร้อนใจก็ให้ร้อนใจไปเถิด ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้ขัดสนเงินที่
จะหาได้จากอวี้เสวี่ยจีเสียหน่อย” ฉินหลิวซีเอ่ย “การจะปรุงสิ่งนั้น
อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาถึงแปดชั่วยาม แถมยังไม่สามารถละสายตา
ได้อีก ใช่ว่าเจ้าไม่รู้ สุขภาพร่างกายของข้าไม่ค่อยดี จะเหนื่อยมาก
ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นที่บำเพ็ญมาตลอดหลายปีนี้ก็สูญเปล่า”
ฉีหวงอดกลั้นที่จะไม่ขัดนางพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ท่านมี
ใจของพระโพธิสัตว์ ทนเห็นเถ้าแก่เฟิงร้อนใจไม่ได้”
“เฮ้อ ใครจะรู้จักข้าดีไปกว่าฉีหวง ข้าก็เลยห่างเจ้าไม่ได้เพราะ
อย่างนี้…” เสียงของฉินหลิวซีหยุดชะงักไปทันที รอยยิ้มของนางก็จาง
หายไปด้วยเมื่อมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเอามือไพล่หลังมองนั่นมอง
นี่อยู่ในเรือนของนาง
คนที่อยู่ในเรือนของนางนั้นหากจะบอกว่าเป็นแขกพิเศษก็ไม่
เกินเลย พวกนางก็คือลูกพี่ลูกน้องหญิงของฉินหลิวซีนั่นเอง
ฉินหมิงเย่ว์และคนอื่นๆ เห็นฉินหลิวซีแล้วก็รู้สึกอึดอัดและกระอัก
กระอ่วนไปชั่วขณะ สายตาทั้งหมดจับจ้องมาที่นาง
เสื้อผ้าของฉินหลิวซีไม่ได้ซับซ้อนและยิ่งไม่มีความหรูหรา แต่
เนื้อผ้าล้วนมีคุณภาพดี ตอนนี้นางสวมชุดคลุมแขนกว้างสีฟ้าลาย
ดอกไม้เมฆมงคล ชายกระโปรงปักดิ้นเงินดิ้นทองลายดอกลำโพง เอว
บางเพรียวถูกรัดไว้ด้วยแถบผ้าไหมสองเส้นปล่อยชายห้อยลงมา สอง
มือไพล่หลัง หลังตั้งตรงสง่า
นางไม่ได้แต่งหน้า ผิวของนางขาวเนียนละเอียด ใบหน้าของนาง
ไม่ได้ดูนุ่มนวลอ่อนโยน แต่กลับเป็นประเภทเย็นชาแข็งกระด้าง เส้น
ผมของนางมวยไว้ด้วยปิ่นไม้ท้อเพียงเท่านั้น ใบหน้าเรียบนิ่งเชิดขึ้น
ดวงตาสงบสุกใสมองมาอย่างเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรสักคำ แต่ยังคงดู
สูงส่ง แววตาที่มองลงมาทำให้คนรู้สึกได้ถึงความกดดันอย่างลึกลับ
แปลกมากจริงๆ อนุวั่นมารดาผู้ให้กำเนิดของฉินหลิวซีงดงาม
มากจนเด็กสาวเหล่านี้รู้สึกละอายใจที่ไม่อาจเทียบได้ แม้แต่ฉินหมิง
ฉุนก็หน้าตางดงามมาก แต่ฉินหลิวซีกลับดูเหมือนจะเลือกเดินทาง
อื่น นางไม่มีความงามเช่นนั้น แต่เมื่อสายตาของนางเคลื่อนไหว
ใบหน้าของนางซึ่งมองไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรีกลับดูเย่อหยิ่งสุด
แสน
หญิงสาวชาวบ้านคนนี้กลับทำให้พวกนางเหมือนหญิงสาว
ชาวบ้านมากกว่าเสียอีก!
[1] อวี้เสวี่ยจี (玉雪肌) คำว่าอวี้ (玉) คือ หยก คำว่าเสวี่ย (雪)
คือ หิมะ และคำว่าจี (肌) แปลว่า ผิว