คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 599 น ้าสกปรกราดลงบนศีรษะตัวเองแล้ว
ลวี่เซี่ยวซานรู้สึกว่าโลกทั้งใบของตัวเองพังทลายลง มาเยี่ยม
สหายสนิทอย่างมีความสุข แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะตกลงจากเมฆลงไป
บ่อโคลนในทันที เพียงเพราะคำทำนายของนักพรตหญิงท่านหนึ่ง
นางไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อภาพลวงตาเหล่านั้นถูกฉีกออกอย่าง
โหดร้าย ความเป็นจริงที่เปื้อนเลือดปรากฏขึ้นมาในด้านที่โหดร้าย
และน่ากลัวมากที่สุด เต็มไปด้วยข้อสงสัยและช่องโหว่
“พี่หญิงเจียง ข้าควรทำอย่างไรดี” ลวี่เซี่ยวซานบีบแขนของเจียง
เหวินเหยียนไว้แน่น ราวกับกำลังคว้าเส้นฟางช่วยชีวิตไว้
เจียงเหวินเหยียนตบมือนางเบาๆ กล่าวว่า “ซานเหนียง ไม่มี
กฎหมายใดในต้าเฟิงที่ห้ามไม่ให้สตรีที่หย่าร้างแต่งงานใหม่ ดังคำ
กล่าวที่ว่าหากในใจบุรุษไม่มีความสัมพันธ์นี้อีกต่อไป ข้าก็จะไปจาก
ท่าน หากคนในตระกูลของจังหย่งเป็นพวกหน้าซื่อใจคดจริงๆ ไยเจ้า
ยังต้องพัวพันอยู่กับพวกเขาไม่ลดละ”
ลวี่เซี่ยวซานตกตะลึงเล็กน้อย
เจียงเหวินเหยียนเห็นว่านางสีหน้าซีดลง ก่อนจะเอ่ย “นี่คือ
ประการแรก ประการที่สอง หากเจ้าทำใจไม่ได้จริงๆ ก็สามารถดูแล
รักษาร่างกายของเจ้าให้ดี ให้กำเนิดบุตรสักหนึ่งคน พาบุตรกับ
สินสอดทองหมั้นมหาศาลของเจ้าย้ายไปอยู่ที่อื่น พวกเขาอย่าได้คิด
จะดูดเลือดเจ้าอีก”
แต่หากเป็นนาง นางไม่มีทางให้กำเนิดสายเลือดเช่นนี้ บุรุษที่มี
สองขามีเยอะแยะไป เหตุใดต้องเป็นสายเลือดที่ทั้งสกปรกและ
โหดเหี้ยมเช่นนี้ คลอดออกมาก็จะมีปัญหาพัวพันมากมาย
ลวี่เซี่ยวซานน ้าตาไหลไม่ขาดสาย
“ตอนนี้ต้องเชิญหมอท่านอื่นมาจับชีพจรให้เจ้าก่อน ดูว่า
ร่างกายของเจ้าเป็นดั่งที่ท่านเจ้าอาวาสน้อยกล่าวว่าอ่อนแอจนไม่รับ
การบำรุงจริงๆ หรือไม่ แล้วพวกเราค่อยวางแผน ทั้งยังมีอาเจียว หาก
นางตั้งครรภ์จริงๆ เด็กคนนั้นเป็นลูกของใคร นางทำอะไรลงไปบ้าง
ข้าไม่เชื่อว่าจะถามไม่ได้ความอะไรเลย” เจียงเหวินเหยียนเอ่ยว่า “เจ้า
วางใจเถิด ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะยืนอยู่เคียงข้างเจ้า เจ้าก็จริงๆ เลย
เป็นถึงบุตรสาวตระกูลแม่ทัพ จงเข้มแข็งเดี๋ยวนี้ ร้องไห้งอแงจะเป็น
การเสื่อมเสียชื่อเสียงของท่านพ่อเจ้า”
ลวี่เซี่ยวซานอยากจะยิ้ม แต่นางจะยิ้มออกมาได้อย่างไร โลกของ
นางกลับหัวกลับหางโดยสิ้นเชิง
เจียงเหวินเหยียนเป็นคนเด็ดเดี่ยว รีบให้คนสนิทไปเชิญหมอ
ประจำจวนมาทันที บอกว่าตัวเองไม่สบายเล็กน้อย เมื่อหมอประจำ
จวนมาถึงก็ผลักไสให้จับชีพจรให้ลวี่เซี่ยวซาน
ความจริงแล้วเจียงเหวินเหยียนเชื่อคำพูดของฉินหลิวซี แต่ลวี่
เซี่ยวซานไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ให้หมอประจำจวนจับชีพจรก่อน
หมอประจำของจวนกั๋วกงเป็นหมอทหารเก่าที่ติดตามท่านกั๋วกง
ทักษะวิชาแพทย์ก็ล้วนดีทั้งนั้น เมื่อจับชีพจรก็ขมวดคิ้ว
“ท่านหมอเจิ้ง หากท่านมีอะไรเอ่ยตามตรงได้เลย” เมื่อเจียงเหวิน
เหยียนเห็นสีหน้าของเขาก็ให้เขากล่าวตามความเป็นจริง
หมอเจิ้งจึงเอ่ย “ชีพจรของแม่นางน้อยเบาและอ่อนแอ ข้าเห็นว่า
ลิ้นท่านมีฝ้าหนาเคลือบอยู่ มีความเย็นชื้น หัวใจมีไฟเพิ่มขึ้น หยาง
ในตับสูงขึ้น ในวันปกติทั่วไปได้กินอาหารบำรุงมากเกินไปหรือไม่”
ในหัวของลวี่เซี่ยวซานมึนไปหมด พูดไม่ออก
เจียงเหวินเหยียนถอนหายใจ เอ่ย “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซ ้ายังกิน
อาหารบำรุงทุกวัน”
“เช่นนี้ไม่เหมาะสม ม้ามและกระเพาะของแม่นางน้อยอ่อนแอ ชี่
และเลือดเสียหายทั้งคู่ ไม่ได้ปรับสภาพรากฐานให้ดีซ ้ายังบำรุงตาม
อำเภอใจจะทำให้ม้ามและกระเพาะทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ธาตุไฟ
เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ร่างกายเหนื่อยล้าอ่อนแรง”
“แต่สีหน้าของนางก็มีเลือดฝาดไม่ใช่หรือ”
หมอเจิ้งส่ายหน้าพลางเอ่ย “เป็นเพียงภาพลวงตาผิวเผินเท่านั้น
ริมฝีปากแดง แก้มแดง ล้วนเป็นสัญญาณของการขาดหยิน ไม่ว่า
ท่านจะกินอาหารบำรุงมากมายแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำให้
ม้ามและกระเพาะอ่อนแอมากขึ้นเท่านั้น”
“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากกินอาหารบำรุงเช่นนี้ต่อไป”
“เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาใหญ่แล้ว การกินอาหารบำรุงต้องควบคู่
ไปกับการระบายสิ่งไม่ดีออก เมื่อสิ่งไม่ดีหมดไปยาบำรุงก็จะได้ผล
การเปิดหนึ่งปิดหนึ่งเป็นความลึกลับของอาหารบำรุง แต่หากเน้นการ
บำรุงแต่ไม่รู้จักระบายสิ่งที่ไม่ดี เมื่อใช้เป็นเวลานานก็จะส่งผลเสียต่อ
ร่างกายอย่างแน่นอน ร่างกายก็จะทรุดโทรมและไม่สามารถฟื้นตัวได้
อีก” ท่านหมอเจิ้งเอ่ยอย่างมีนัยยะว่า “แม่นางน้อยอายุยังน้อย ถึงแม้
รากฐานจะอ่อนแอ แต่ก็ไม่ถึงช่วงอายุที่จะต้องกินอาหารบำรุง
มากมาย อย่าได้รีบร้อนไปเสียทุกเรื่อง เพราะอะไรที่มากไปไม่ใช่เรื่อง
ดี”
ลวี่เซี่ยวซานกำหมัดแน่น ถามว่า “ท่านหมอ ท่านว่าร่างกายของ
ข้าสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่”
“แม้ว่าชี่กับเลือดจะเสียหายทั้งคู่ แต่หากดูแลให้เหมาะสม โอกาส
ก็จะมาถึง บุตรที่ดีย่อมมาเอง” หมอเจิ้งเอ่ยว่า “แต่ถึงแม้ตอนนี้ท่านจะ
มีบุตร ก็ไม่สามารถกินอาหารบำรุงเช่นนี้ได้ ประการแรกร่างกายของ
ท่านจะรับไม่ไหว ประการที่สอง การบำรุงมากเกินไปจะทำให้ทารกใน
ครรภ์มีขนาดใหญ่เกิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการคลอด”
ลวี่เซี่ยวซานเลือดขึ้นหน้า เล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ
เจียงเหวินเหยียนเอ่ย “ท่านหมอเจิ้ง ยังมีสตรีอีกหนึ่งคน อยากจะ
ขอให้ท่านช่วยจับชีพจรดูว่านางตั้งครรภ์หรือไม่”
เจียงเหวินเหยียนได้ให้คนไปพาอาเจียวเข้ามา
ในใจของอาเจียวกำลังหวาดหวั่นและไม่สบายใจ เมื่อเห็นลวี่
เซี่ยวซานก็ร้องเรียก “คุณหนู”
ลวี่เซี่ยวซานเหลือบมองนาง “ช่วงนี้เจ้ามักจะรู้สึกง่วงนอน ให้
หมอช่วยจับชีพจรให้เจ้าสักหน่อยเถิด”
อาเจียวตกตะลึง ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ หัวใจของนางเต้นรัว
นางอยากจะปฏิเสธ แต่กลับถูกสาวใช้สองคนกดนางนั่งลงบนเก้าอี้
แล้วดึงมือนางมา
นิ้วมือทั้งสองของท่านหมอเจิ้งวางลงไป เงียบไปพักหนึ่ง จากนั้น
จึงเอ่ย “แม้ว่าระยะเวลาจะยังไม่นาน แต่ชีพจรราวกับลูกปัดที่กำลังวิ่ง
คาดว่าเป็นชีพจรมงคล หากต้องการยืนยันการวินิจฉัยอีกครั้ง ก็ให้
ผ่านไปอีกสักหน่อยค่อยจับชีพจรก็จะแม่นยำแล้ว”
สีหน้าของอาเจียวเปลี่ยนไป มองไปยังลวี่เซี่ยวซานในทันที เมื่อ
เห็นว่าดวงตาทั้งสองข้างของนางราวกับอาบยาพิษก็อดตัวสั่นไม่ได้
ทันทีที่หมอเจิ้งจากไป อาเจียวก็คุกเข่าลง เอ่ยด้วยน ้าเสียงสั่น
เครือว่า “คุณหนู…”
“ใครเป็นบิดา”
อาเจียวสีหน้าซีดอ ้าๆ อึ้งๆ ไม่กล้ากล่าวอะไร ลวี่เซี่ยวซานถีบ
นาง จากนั้นก็ง้างมือขึ้นตบ “สารเลว”
…
ฉินหลิวซีไม่ได้พบลวี่เซี่ยวซานอีก แต่ได้รู้จากเจียงเหวินเหยียน
ว่านางกับตระกูลจังมีการโวยวายเกิดขึ้นซึ่งบันเทิงเป็นอย่างมาก
จวนในปัจจุบันของตระกูลจังเป็นสินสอดของลวี่เซี่ยวซาน ได้ยิน
มาว่านางได้ติดต่อกับผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของบิดาที่จวนติ้งกั๋วกง
จากนั้นก็ขับไล่คนในครอบครัวแม่สามีออกไปจากจวนที่เป็นสินสอด
ของนางด้วยความอาฆาตแค้น การลงมือนี้ทำเอาตระกูลจังไม่ทันได้
เตรียมตัวตั้งรับ คิดว่าลวี่เซี่ยวซานเสียสติไปแล้ว
หลังจากที่ไล่คนออกไป ลวี่เซี่ยวซานก็ไปหาจังหย่งให้ลงชื่อ
หนังสือหย่า หากไม่ยอม นางก็จะนำเลือดที่ไหลออกมาจากท้องของ
อาเจียวใส่ชามมาวางตรงหน้าเขา ตราบใดที่ดื่มเลือดมารหัวขนต่อ
หน้าสาธารณชน นางก็จะไม่หย่า
ฉินหลิวซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับพฤติกรรมเด็ดเดี่ยว
ของลวี่เซี่ยวซาน ในเมื่อนางมีความโหดร้ายเช่นนี้ เหตุใดจึงได้ก้าว
เข้าไปในกรงอันแสนหวานนั้น
ลวี่เซี่ยวซานไม่ได้มาหานาง แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดคนตระกูลจังจึงสืบ
พบว่าที่จู่ๆ ลวี่เซี่ยวซานก็กลายเป็นบ้าล้วนเป็นเพราะฉินหลิวซีที่เรียก
กันว่าหมอลัทธิเต๋าซึ่งเป็นนักต้มตุ๋นมาเอ่ยเรื่องไร้สาระ ทำให้ตระกูล
จังที่ใช้ชีวิตอยู่มาดีๆ ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่บ้านแตกสาแหรก
ขาด
ดังนั้นน้องชายและน้องสาวผู้ไร้สมองของจังหย่งจึงได้เลือดขึ้น
หน้าในทันที พาท่านแม่เฒ่าไปตามหาโรงประมูลจิ่วเสียนซึ่งเป็นที่อยู่
ของฉินหลิวซีจนพบ และเริ่มแสดงละครฉากใหญ่
ทุกคนต่างบอกว่ายอมทำลายวิหารสิบแห่งแต่จะไม่ทำลายงาน
แต่งหนึ่งครั้ง ทั้งๆ ที่ฉินหลิวซีเป็นผู้ที่ออกบวช แต่กลับสนับสนุนเรื่อง
การหย่าร้าง ไม่กลัวถูกสวรรค์ลงโทษหรือ
เมื่อเห็นว่าราษฎรที่มามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ มารดาตระกูลจังก็
คุกเข่าที่หน้าประตูใหญ่ของโรงประมูลจิ่วเสียน ขอร้องให้ฉินหลิวซี
เมตตาปล่อยตระกูลจังไป อย่าให้เป็นเพราะคำพูดเหลวไหลของนาง
ทำให้คู่รักที่สวยงามต้องพลัดพรากจากกัน
เถิงเจามองดูตัวตลกที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้ามืด
ครึ้ม จากนั้นก็หันไปมองอาจารย์ผู้ไร้มโนธรรมข้างๆ เขาที่กำลังนั่ง
ยองๆ พลางกระเทาะเมล็ดแตงอยู่บนหลังคาดูความครึกครื้น ก็ยิ่งรู้สึก
หดหู่มากขึ้น
น ้าสกปรกนี้ราดบนศีรษะตัวเองแล้ว แต่นางกลับไม่สนใจเลย
แม้แต่นิด ซ ้ายังแทะเมล็ดแตง คนอะไรกัน
ตอนที่ 599 น ้าสกปรกราดลงบนศีรษะตัวเองแล้ว
ลวี่เซี่ยวซานรู้สึกว่าโลกทั้งใบของตัวเองพังทลายลง มาเยี่ยม
สหายสนิทอย่างมีความสุข แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะตกลงจากเมฆลงไป
บ่อโคลนในทันที เพียงเพราะคำทำนายของนักพรตหญิงท่านหนึ่ง
นางไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อภาพลวงตาเหล่านั้นถูกฉีกออกอย่าง
โหดร้าย ความเป็นจริงที่เปื้อนเลือดปรากฏขึ้นมาในด้านที่โหดร้าย
และน่ากลัวมากที่สุด เต็มไปด้วยข้อสงสัยและช่องโหว่
“พี่หญิงเจียง ข้าควรทำอย่างไรดี” ลวี่เซี่ยวซานบีบแขนของเจียง
เหวินเหยียนไว้แน่น ราวกับกำลังคว้าเส้นฟางช่วยชีวิตไว้
เจียงเหวินเหยียนตบมือนางเบาๆ กล่าวว่า “ซานเหนียง ไม่มี
กฎหมายใดในต้าเฟิงที่ห้ามไม่ให้สตรีที่หย่าร้างแต่งงานใหม่ ดังคำ
กล่าวที่ว่าหากในใจบุรุษไม่มีความสัมพันธ์นี้อีกต่อไป ข้าก็จะไปจาก
ท่าน หากคนในตระกูลของจังหย่งเป็นพวกหน้าซื่อใจคดจริงๆ ไยเจ้า
ยังต้องพัวพันอยู่กับพวกเขาไม่ลดละ”
ลวี่เซี่ยวซานตกตะลึงเล็กน้อย
เจียงเหวินเหยียนเห็นว่านางสีหน้าซีดลง ก่อนจะเอ่ย “นี่คือ
ประการแรก ประการที่สอง หากเจ้าทำใจไม่ได้จริงๆ ก็สามารถดูแล
รักษาร่างกายของเจ้าให้ดี ให้กำเนิดบุตรสักหนึ่งคน พาบุตรกับ
สินสอดทองหมั้นมหาศาลของเจ้าย้ายไปอยู่ที่อื่น พวกเขาอย่าได้คิด
จะดูดเลือดเจ้าอีก”
แต่หากเป็นนาง นางไม่มีทางให้กำเนิดสายเลือดเช่นนี้ บุรุษที่มี
สองขามีเยอะแยะไป เหตุใดต้องเป็นสายเลือดที่ทั้งสกปรกและ
โหดเหี้ยมเช่นนี้ คลอดออกมาก็จะมีปัญหาพัวพันมากมาย
ลวี่เซี่ยวซานน ้าตาไหลไม่ขาดสาย
“ตอนนี้ต้องเชิญหมอท่านอื่นมาจับชีพจรให้เจ้าก่อน ดูว่า
ร่างกายของเจ้าเป็นดั่งที่ท่านเจ้าอาวาสน้อยกล่าวว่าอ่อนแอจนไม่รับ
การบำรุงจริงๆ หรือไม่ แล้วพวกเราค่อยวางแผน ทั้งยังมีอาเจียว หาก
นางตั้งครรภ์จริงๆ เด็กคนนั้นเป็นลูกของใคร นางทำอะไรลงไปบ้าง
ข้าไม่เชื่อว่าจะถามไม่ได้ความอะไรเลย” เจียงเหวินเหยียนเอ่ยว่า “เจ้า
วางใจเถิด ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะยืนอยู่เคียงข้างเจ้า เจ้าก็จริงๆ เลย
เป็นถึงบุตรสาวตระกูลแม่ทัพ จงเข้มแข็งเดี๋ยวนี้ ร้องไห้งอแงจะเป็น
การเสื่อมเสียชื่อเสียงของท่านพ่อเจ้า”
ลวี่เซี่ยวซานอยากจะยิ้ม แต่นางจะยิ้มออกมาได้อย่างไร โลกของ
นางกลับหัวกลับหางโดยสิ้นเชิง
เจียงเหวินเหยียนเป็นคนเด็ดเดี่ยว รีบให้คนสนิทไปเชิญหมอ
ประจำจวนมาทันที บอกว่าตัวเองไม่สบายเล็กน้อย เมื่อหมอประจำ
จวนมาถึงก็ผลักไสให้จับชีพจรให้ลวี่เซี่ยวซาน
ความจริงแล้วเจียงเหวินเหยียนเชื่อคำพูดของฉินหลิวซี แต่ลวี่
เซี่ยวซานไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ให้หมอประจำจวนจับชีพจรก่อน
หมอประจำของจวนกั๋วกงเป็นหมอทหารเก่าที่ติดตามท่านกั๋วกง
ทักษะวิชาแพทย์ก็ล้วนดีทั้งนั้น เมื่อจับชีพจรก็ขมวดคิ้ว
“ท่านหมอเจิ้ง หากท่านมีอะไรเอ่ยตามตรงได้เลย” เมื่อเจียงเหวิน
เหยียนเห็นสีหน้าของเขาก็ให้เขากล่าวตามความเป็นจริง
หมอเจิ้งจึงเอ่ย “ชีพจรของแม่นางน้อยเบาและอ่อนแอ ข้าเห็นว่า
ลิ้นท่านมีฝ้าหนาเคลือบอยู่ มีความเย็นชื้น หัวใจมีไฟเพิ่มขึ้น หยาง
ในตับสูงขึ้น ในวันปกติทั่วไปได้กินอาหารบำรุงมากเกินไปหรือไม่”
ในหัวของลวี่เซี่ยวซานมึนไปหมด พูดไม่ออก
เจียงเหวินเหยียนถอนหายใจ เอ่ย “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซ ้ายังกิน
อาหารบำรุงทุกวัน”
“เช่นนี้ไม่เหมาะสม ม้ามและกระเพาะของแม่นางน้อยอ่อนแอ ชี่
และเลือดเสียหายทั้งคู่ ไม่ได้ปรับสภาพรากฐานให้ดีซ ้ายังบำรุงตาม
อำเภอใจจะทำให้ม้ามและกระเพาะทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ธาตุไฟ
เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ร่างกายเหนื่อยล้าอ่อนแรง”
“แต่สีหน้าของนางก็มีเลือดฝาดไม่ใช่หรือ”
หมอเจิ้งส่ายหน้าพลางเอ่ย “เป็นเพียงภาพลวงตาผิวเผินเท่านั้น
ริมฝีปากแดง แก้มแดง ล้วนเป็นสัญญาณของการขาดหยิน ไม่ว่า
ท่านจะกินอาหารบำรุงมากมายแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำให้
ม้ามและกระเพาะอ่อนแอมากขึ้นเท่านั้น”
“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากกินอาหารบำรุงเช่นนี้ต่อไป”
“เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาใหญ่แล้ว การกินอาหารบำรุงต้องควบคู่
ไปกับการระบายสิ่งไม่ดีออก เมื่อสิ่งไม่ดีหมดไปยาบำรุงก็จะได้ผล
การเปิดหนึ่งปิดหนึ่งเป็นความลึกลับของอาหารบำรุง แต่หากเน้นการ
บำรุงแต่ไม่รู้จักระบายสิ่งที่ไม่ดี เมื่อใช้เป็นเวลานานก็จะส่งผลเสียต่อ
ร่างกายอย่างแน่นอน ร่างกายก็จะทรุดโทรมและไม่สามารถฟื้นตัวได้
อีก” ท่านหมอเจิ้งเอ่ยอย่างมีนัยยะว่า “แม่นางน้อยอายุยังน้อย ถึงแม้
รากฐานจะอ่อนแอ แต่ก็ไม่ถึงช่วงอายุที่จะต้องกินอาหารบำรุง
มากมาย อย่าได้รีบร้อนไปเสียทุกเรื่อง เพราะอะไรที่มากไปไม่ใช่เรื่อง
ดี”
ลวี่เซี่ยวซานกำหมัดแน่น ถามว่า “ท่านหมอ ท่านว่าร่างกายของ
ข้าสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่”
“แม้ว่าชี่กับเลือดจะเสียหายทั้งคู่ แต่หากดูแลให้เหมาะสม โอกาส
ก็จะมาถึง บุตรที่ดีย่อมมาเอง” หมอเจิ้งเอ่ยว่า “แต่ถึงแม้ตอนนี้ท่านจะ
มีบุตร ก็ไม่สามารถกินอาหารบำรุงเช่นนี้ได้ ประการแรกร่างกายของ
ท่านจะรับไม่ไหว ประการที่สอง การบำรุงมากเกินไปจะทำให้ทารกใน
ครรภ์มีขนาดใหญ่เกิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการคลอด”
ลวี่เซี่ยวซานเลือดขึ้นหน้า เล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ
เจียงเหวินเหยียนเอ่ย “ท่านหมอเจิ้ง ยังมีสตรีอีกหนึ่งคน อยากจะ
ขอให้ท่านช่วยจับชีพจรดูว่านางตั้งครรภ์หรือไม่”
เจียงเหวินเหยียนได้ให้คนไปพาอาเจียวเข้ามา
ในใจของอาเจียวกำลังหวาดหวั่นและไม่สบายใจ เมื่อเห็นลวี่
เซี่ยวซานก็ร้องเรียก “คุณหนู”
ลวี่เซี่ยวซานเหลือบมองนาง “ช่วงนี้เจ้ามักจะรู้สึกง่วงนอน ให้
หมอช่วยจับชีพจรให้เจ้าสักหน่อยเถิด”
อาเจียวตกตะลึง ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ หัวใจของนางเต้นรัว
นางอยากจะปฏิเสธ แต่กลับถูกสาวใช้สองคนกดนางนั่งลงบนเก้าอี้
แล้วดึงมือนางมา
นิ้วมือทั้งสองของท่านหมอเจิ้งวางลงไป เงียบไปพักหนึ่ง จากนั้น
จึงเอ่ย “แม้ว่าระยะเวลาจะยังไม่นาน แต่ชีพจรราวกับลูกปัดที่กำลังวิ่ง
คาดว่าเป็นชีพจรมงคล หากต้องการยืนยันการวินิจฉัยอีกครั้ง ก็ให้
ผ่านไปอีกสักหน่อยค่อยจับชีพจรก็จะแม่นยำแล้ว”
สีหน้าของอาเจียวเปลี่ยนไป มองไปยังลวี่เซี่ยวซานในทันที เมื่อ
เห็นว่าดวงตาทั้งสองข้างของนางราวกับอาบยาพิษก็อดตัวสั่นไม่ได้
ทันทีที่หมอเจิ้งจากไป อาเจียวก็คุกเข่าลง เอ่ยด้วยน ้าเสียงสั่น
เครือว่า “คุณหนู…”
“ใครเป็นบิดา”
อาเจียวสีหน้าซีดอ ้าๆ อึ้งๆ ไม่กล้ากล่าวอะไร ลวี่เซี่ยวซานถีบ
นาง จากนั้นก็ง้างมือขึ้นตบ “สารเลว”
…
ฉินหลิวซีไม่ได้พบลวี่เซี่ยวซานอีก แต่ได้รู้จากเจียงเหวินเหยียน
ว่านางกับตระกูลจังมีการโวยวายเกิดขึ้นซึ่งบันเทิงเป็นอย่างมาก
จวนในปัจจุบันของตระกูลจังเป็นสินสอดของลวี่เซี่ยวซาน ได้ยิน
มาว่านางได้ติดต่อกับผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของบิดาที่จวนติ้งกั๋วกง
จากนั้นก็ขับไล่คนในครอบครัวแม่สามีออกไปจากจวนที่เป็นสินสอด
ของนางด้วยความอาฆาตแค้น การลงมือนี้ทำเอาตระกูลจังไม่ทันได้
เตรียมตัวตั้งรับ คิดว่าลวี่เซี่ยวซานเสียสติไปแล้ว
หลังจากที่ไล่คนออกไป ลวี่เซี่ยวซานก็ไปหาจังหย่งให้ลงชื่อ
หนังสือหย่า หากไม่ยอม นางก็จะนำเลือดที่ไหลออกมาจากท้องของ
อาเจียวใส่ชามมาวางตรงหน้าเขา ตราบใดที่ดื่มเลือดมารหัวขนต่อ
หน้าสาธารณชน นางก็จะไม่หย่า
ฉินหลิวซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับพฤติกรรมเด็ดเดี่ยว
ของลวี่เซี่ยวซาน ในเมื่อนางมีความโหดร้ายเช่นนี้ เหตุใดจึงได้ก้าว
เข้าไปในกรงอันแสนหวานนั้น
ลวี่เซี่ยวซานไม่ได้มาหานาง แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดคนตระกูลจังจึงสืบ
พบว่าที่จู่ๆ ลวี่เซี่ยวซานก็กลายเป็นบ้าล้วนเป็นเพราะฉินหลิวซีที่เรียก
กันว่าหมอลัทธิเต๋าซึ่งเป็นนักต้มตุ๋นมาเอ่ยเรื่องไร้สาระ ทำให้ตระกูล
จังที่ใช้ชีวิตอยู่มาดีๆ ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่บ้านแตกสาแหรก
ขาด
ดังนั้นน้องชายและน้องสาวผู้ไร้สมองของจังหย่งจึงได้เลือดขึ้น
หน้าในทันที พาท่านแม่เฒ่าไปตามหาโรงประมูลจิ่วเสียนซึ่งเป็นที่อยู่
ของฉินหลิวซีจนพบ และเริ่มแสดงละครฉากใหญ่
ทุกคนต่างบอกว่ายอมทำลายวิหารสิบแห่งแต่จะไม่ทำลายงาน
แต่งหนึ่งครั้ง ทั้งๆ ที่ฉินหลิวซีเป็นผู้ที่ออกบวช แต่กลับสนับสนุนเรื่อง
การหย่าร้าง ไม่กลัวถูกสวรรค์ลงโทษหรือ
เมื่อเห็นว่าราษฎรที่มามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ มารดาตระกูลจังก็
คุกเข่าที่หน้าประตูใหญ่ของโรงประมูลจิ่วเสียน ขอร้องให้ฉินหลิวซี
เมตตาปล่อยตระกูลจังไป อย่าให้เป็นเพราะคำพูดเหลวไหลของนาง
ทำให้คู่รักที่สวยงามต้องพลัดพรากจากกัน
เถิงเจามองดูตัวตลกที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้ามืด
ครึ้ม จากนั้นก็หันไปมองอาจารย์ผู้ไร้มโนธรรมข้างๆ เขาที่กำลังนั่ง
ยองๆ พลางกระเทาะเมล็ดแตงอยู่บนหลังคาดูความครึกครื้น ก็ยิ่งรู้สึก
หดหู่มากขึ้น
น ้าสกปรกนี้ราดบนศีรษะตัวเองแล้ว แต่นางกลับไม่สนใจเลย
แม้แต่นิด ซ ้ายังแทะเมล็ดแตง คนอะไรกัน