คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 68 แล้งน ้าใจ
“เมื่อกำแพงจะล้ม คนก็ช่วยกันผลัก คิดถึงเมื่อตอนที่ตระกูลฉิน
ของเรายังเป็นขุนนางขั้นสาม ตระกูลติงจะต้องส่งของขวัญมาให้ทุกปี
ปากพร ่าพูดแต่ว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน คิดถึงตอนที่ติงโส่วซิ่นนั่นจาก
ขุนนางต ่าต้อยขั้นเก้าจนกลายเป็นเจ้าเมืองขุนนางขั้นสี่ในวันนี้ได้
อาศัยแรงกำลังของเราไปมากเพียงใด บัดนี้ตระกูลฉินล้มลงแล้ว พวก
เขากลับหลบลี้หนีหน้า หึๆ ที่เรียกว่าคนบ้านเดียวกัน มันก็เท่านี้เอง…
แค่กๆ”
ฮูหยินฉินผู้เฒ่าโกรธจัดจนไอออกมาอย่างรุนแรง นางรับ
ผ้าเช็ดหน้าจากติงหมัวหมัวมาปิดปากไว้ทันที บนผ้าเช็ดหน้ากลับมี
รอยแดงเปื้อน
“ท่านแม่!”
สะใภ้หวังหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว นางเทน ้าอุ่นด้วยมืออัน
สั่นเทา จากนั้นจึงสั่งให้ติงหมัวหมัวที่ก็หน้าซีดอยู่เช่นกันไปเอายามา
“ท่านแม่ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย” สะใภ้หวังวางน ้าลงบนโต๊ะตัว
เล็กก่อนจะเอามือลูบหลังและปลอบโยน “ท่านแม่ เมื่อแขกจากไป น ้า
ชาก็เย็นชืด คนเราเฉยชาต่อกันก็เป็นเรื่องปกติ ท่านทำร้ายตัวเอง
ด้วยเรื่องเช่นนี้ กลับจะเป็นการทำให้คนชั่วช้าพวกนั้นสมใจน่ะสิเจ้า
คะ”
ติงหมัวหมัวเอายามาและประคองให้นางกินยาลงไป ทั้งยังโน้ม
น้าวด้วยเช่นกัน “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านจะต้องดูแลตัวเองดีๆ สิเจ้าคะ
ท่านยังจะต้องคอยเห็นนายท่านผู้เฒ่าและนายท่านคนอื่นๆ กลับมา
อีกนะ”
นางฉินผู้เฒ่ากินยา ดื่มน ้าตาม หายใจหอบเหนื่อยอย่างหนัก
ก่อนจะเอนตัวลงบนหมอนอย่างอ่อนแรง ใบหน้าเผยรอยยิ้มขื่น
“ถึงแม้ข้าจะเดาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่ข้ายังคงมีความหวังเล็กๆ
ใครจะไปคิดว่าพวกเขาไม่ยินดีที่จะพบหน้าด้วยซ ้า”
ขณะนี้นางรู้สึกได้ถึงความทุกข์และโศกเศร้าจริงๆ แล้ว
สะใภ้หวังถอนใจเล็กน้อยในใจ มนุษย์เราย่อมมีสัญชาตญาณใน
การเอาตัวรอดอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเหล่านั้นจะหลบหลีก
ตระกูลฉินของพวกนางราวกับตัวหายนะ พวกเขาก็แค่กลัวว่าอนาคต
ของตนจะได้รับผลกระทบไปด้วยเท่านั้น
ลองดูบ้านป้าใหญ่ฉินเหมยเหนียงสิ ขนาดว่าเกี่ยวดองกันแล้ว
ด้วยซ ้า แต่ตระกูลซ่งนั่นกลับหย่านางทันทีโดยไม่พูดพร ่าทำเพลง
แม้แต่บุตรสาวทั้งสองคนก็ยังไล่ออกมาด้วย แล้งน ้าใจแค่ไหน
แต่งงานเกี่ยวดองกันแล้วยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอันใดกับคำว่า
คนบ้านเดียวกันกับคนวัยเดียวกันเล่า
นางฉินผู้เฒ่าปรับลมหายใจ “หวังพึ่งพาอะไรกับตระกูลติงนี้
ไม่ได้แล้ว แต่เมืองหลีนี้ก็ไม่ได้มีแต่ตระกูลติงเพียงตระกูลเดียว ยัง
มี…”
“ท่านแม่!” สะใภ้หวังกลับขัดคำพูดนาง
นางฉินผู้เฒ่าหันไปมอง ไม่รู้ว่าสะใภ้ใหญ่ขัดจังหวะนางด้วยเหตุ
ใด
“ท่านแม่ พวกเราเองก็เพิ่งจะกลับมาเมืองหลีได้ไม่นาน ท่านเองก็
รู้ว่าตระกูลฉินของเรายังอยู่ท่ามกลางลมพายุ ต่อให้บางคนมีใจคิดจะ
ช่วยเราก็คงไม่มีใครกล้าเอาอนาคตมาวางเดิมพันหรอก ข้าจำได้ว่า
จ้าวผิงรองนายอำเภอเมืองหลีเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านย่าสาม
ตระกูลเหมิง” สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “ตระกูลฉินของเราก็เท่ากับอยู่ใน
สายตาของตระกูลเหมิง การไปมาหาสู่เช่นนี้ หากกระโตกกระตากไป
จนเขาทนไม่ไหวและรายงานไปที่ตระกูลเหมิง เกรงว่าจะเกิดปัญหา
ขึ้นอีก”
นางฉินผู้เฒ่าเม้มริมฝีปาก จากคำพูดของสะใภ้คนโต นางก็รู้
แล้วว่าสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลฉินนั้นยากลำบากกว่าที่คิด
“ดังนั้นท่านแม่ หากเราบุ่มบ่ามไปเยี่ยมใครในตอนนี้ เกรงว่าคง
จะมีบางคนวิตกกังวลเกี่ยวกับตระกูลจ้าวและตระกูลเหมิงนี้ ต่อให้
พวกเขาอยากจะช่วยก็คงไม่กล้า ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็มีความเห็น
แก่ตัว ไม่มีใครที่จะเห็นแก่มิตรภาพโดยไม่สนใจอนาคตของตนเอง
หรอกเจ้าค่ะ” หากเปลี่ยนเป็นฮูหยินฉินผู้เฒ่าเองก็คงไม่ทำเช่นกัน
สะใภ้หวังเอ่ยต่อ “ท่านแม่ ไม่สู้พวกเราลงหลักปักฐานให้
เรียบร้อยก่อนค่อยคิดการอื่นดีหรือไม่เจ้าคะ”
“พวกเรารอได้ แต่ข้ากลัวว่าพวกปั๋วหงจะรอไม่ได้ อากาศที่นี่ก็
เริ่มหนาวแล้ว นับประสาอันใดกับที่ซีเป่ยเล่า” นางฉินผู้เฒ่าคิดถึง
ลูกหลานและสามีแล้วก็ให้ปวดใจนัก
สะใภ้หวังคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า “ท่านแม่ เราไม่ใช่คนเดียว
ที่สามารถช่วยได้ เรามีซีเอ๋อร์ด้วย ซีเอ๋อร์กับนักพรตชื่อหยวนเป็น
ศิษย์อาจารย์กัน นักพรตชื่อหยวนยังเคยชี้แนะตระกูลฉินของเราใน
คราวนั้น เขารู้เรื่องของพวกเราดี หากจะมีใครที่สามารถช่วยเหลือไป
ทางซีเป่ยได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ ก็มีเพียงแต่เขาเท่านั้นแล้ว”