คุณหนููใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 848 บอกเจ้าอาวาส ชิงกู่จื่อตายแล้ว…
……….
หลังส่งอวี้ฉังคงกลับไปยังตระกูลอวี้แล้ว ฉินหลิวซีก็ไม่ได้ยุ่ง
เกี่ยวกับเรื่องภายในตระกูลอวี้อีก เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางลัทธิเต๋า คน
ธรรมดาไม่สามารถแก้ไขได้ คนในลัทธิเต๋ามาช่วยแก้ก็ถูกต้อง แต่
เรื่องทางโลกทั่วไปนางไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย หนึ่ง นางบรรลุเป้าหมายใน
การมายังตระกูลอวี้แล้ว สองน่ะหรือ ถ้าอวี้ฉังคงยังไม่สามารถควบคุม
ตระกูลอวี้ได้แม้ว่าจะมีความช่วยเหลือจากบรรพบุรุษก็ไม่มีประโยชน์
ที่จะอยู่ในตระกูลอวี้ต่อไป ควรออกจากตระกูลอวี้ไปใช้ชีวิตเป็น
คุณชายสูงศักดิ์จะดีกว่า
อืม นางจะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่านางมาเพื่อหาหญ้าหุยหยาง ทว่า
เพราะภาพโครงกระดูกเดียว ทำให้ตระกูลอวี้ต้องวุ่นวายพลิกฟ้าพลิก
ดิน ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย
ใช่ ไม่ยอมรับ เป็นโชคร้ายของตระกูลอวี้ ไม่ใช่สิ เป็นชะตากรรม
ตกลงมาจากบัลลังก์เทพที่มาถึงแล้วเท่านั้น
มิเช่นนั้นจะอธิบายหลังสิบกว่าปีว่าอย่างไร การปรากฏของภาพ
แท่นค่ายอาคมโครงกระดูกภาพหนึ่ง ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายเพียง
นี้ได้
เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างเป็นเจตนาแห่งสวรรค์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อวี้ฉังคงเองก็ไม่ได้รั้งฉินหลิวซีไว้ เรื่องของตระกูลอวี้เป็นเรื่อง
เร่งด่วน จะแก้ไข ต้องใช้วิธีการที่เด็ดขาด อีกทั้งคนเหล่านั้น ก็ต้อง
จัดการ
เขาไม่ได้รั้งนางไว้ ทว่าค้นหาสมบัติจากคลังของตระกูลอวี้ ห่อ
สมุนไพรหายากล ้าค่าให้ฉินหลิวซีจำนวนมาก พร้อมกับตำรา
โบราณของจริงหลายเล่ม
“ข้าได้ยินว่าตระกูลฉินได้รับการกลับคำตัดสินคดีแล้ว ตำรา
โบราณเหล่านี้ท่านเอาไปก่อน ดูว่าเด็กๆ อาจได้ประโยชน์จากมัน
หรือไม่ นอกจากนี้ หากท่านอยากส่งน้องชายไปเรียนที่สำนักศึกษา
ตระกูลอวี้ก็ย่อมได้ แม้ว่าคนในตระกูลอวี้จะไม่ค่อยมีความสามารถ
แต่อาจารย์ที่สอนในสำนักศึกษาตระกูลอวี้ล้วนมีความรู้จริง และมี
วิชาหลากหลาย รวมถึงวิชาที่ไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป” อวี้ฉังคงเอ่ย “ข้า
จำได้ว่าตระกูลท่าน มีน้องชายสองคนใช่หรือไม่”
เขาวางแผนที่จะเปิดสำนักศึกษารับนักเรียนจากภายนอก แทนที่
จะให้ความสำคัญเพียงลูกหลานตระกูลอวี้
“อืม คนหนึ่งได้อาจารย์แล้ว คือเจ้าสำนักศึกษาถังจากเมืองหลี
ส่วนอีกคนถูกเนรเทศ ได้รับบาดเจ็บ ยังรักษาตัวอยู่ ในอนาคตเขามี
แนวคิดที่แตกต่าง อาจจะไม่เข้าสอบราชการ ค่อยดูกันต่อไปเถิด”
ฉินหลิวซีเอ่ย “นายหญิงใหญ่ที่บ้านใกล้จะไม่ไหวแล้ว ตระกูลฉินผ่าน
เรื่องนี้มา หากอยากจะสร้างตัวขึ้นมาใหม่ ยังต้องใช้เวลา รีบไม่ได้”
อวี้ฉังคงนิ่งไปครู่หนึ่ง เห็นหน้านางไม่มีความเศร้าโศก จึงเอ่ย
“ถ้ามีสิ่งใดที่ต้องการความช่วยเหลือ บอกข้าได้”
ฉินหลิวซียิ้มพลางตอบตกลง เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “จริงสิ ภาพแท่น
ค่ายอาคมโครงกระดูกที่ปรากฏขึ้นมาออกจะแปลกสักหน่อย เจ้าเจอ
มันได้อย่างไร มันปรากฏขึ้นมาอย่างไร ต้องตรวจสอบดูสักหน่อย”
“ได้ ข้าจะส่งข่าวให้ท่าน”
ฉินหลิวซีมอบเครื่องรางหลายชิ้นให้อวี้ฉังคง หนึ่งในนั้นเป็นยันต์
เปิดตา ตั้งใจให้เขาใช้ในเวลาที่เหมาะสม เช่น ให้ทุกคนมองเห็น
บรรพบุรุษเพื่อที่จะได้ทำอะไรได้สะดวกมากขึ้น
หลังจากมอบยันต์ให้แล้ว ฉินหลิวซีก็ออกจากตระกูลอวี้ ทว่า
ไม่ได้กลับไปบ้านที่เมืองหลีทันที แต่ใช้วิชาย่นระยะเดินทางไปยัง
อารามเป่าหวา
ส่วนอวี้ฉังคง กลับไปยังตระกูลอวี้ก่อน ไปหาผู้นำตระกูลอวี้ เห็น
เขานอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดขาวจิตใจเหี่ยวเฉา กลายเป็นคนแก่ที่
ไร้เรี่ยวแรงคนหนึ่งไม่สามารถทำอะไรได้ ก็ไม่ได้เยาะเย้ย
คนที่คิดแผนการทั้งหมดฉลาดมากเกินไป สุดท้ายกลับผิดพลาด
และไม่มีอะไรเหลือ ไม่รู้ว่าในใจของเขาจะคิดอย่างไร
เมื่อผู้นำตระกูลอวี้มองเห็นเขา ดวงตาพร่ามัวมีแสงสว่างวาบ
ขึ้นมา อ้าปาก ลำคอมีเสียงขลุกขลัก ราวกับเครื่องเป่าลมเก่า
“เจ้ารู้หรือไม่ ชิงกู่จื่อไม่เพียงแต่เฉือนและต้มท่านพ่อท่านแม่ข้า
ทั้งเป็น แม้แต่วิญญาณของพวกเขายังขังเอาไว้ในแท่นค่ายอาคม ทำ
ให้พวกเขากลายเป็นผีร้าย ถ้าไม่ใช่เพราะท่านพ่อท่านแม่ข้ายังมีสติ
อยู่บ้าง วันนี้ข้าคงไม่สามารถยืนอยู่ตรงนี้และพูดคุยกับเจ้าได้”
ผู้นำตระกูลอวี้ชะงัก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
อวี้ฉังคงกล่าว “ตอนนี้ดีแล้ว ชิงกู่จื่อตายไปแล้ว วิญญาณท่าน
พ่อท่านแม่ข้าก็สูญสลายไป กระดูกของพวกเขาข้าไม่ได้เก็บกลับมา
ฝังไว้ที่ดินแดนงดงามนั่น พวกเราสามคนครอบครัว ต่อไปจะไม่ฝังใน
สุสานตระกูลอวี้อีก”
ผู้นำตระกูลอวี้ตัวสั่นขึ้นมา
“ไยเจ้าต้องทำท่าทีเช่นนี้ สุสานเสื้อผ้าเหล่านั้นไม่ใช่หลุมศพ
จริงๆ ของพวกเขา แต่เป็นที่เต็มไปด้วยบาป เจ้าไม่ได้ตั้งใจจะให้พวก
เขาฝังในสุสานบรรพบุรุษอยู่แล้ว ไยตอนนี้จึงทำท่าทางเหมือนอาลัย
อาวรณ์ เจ้ารู้สึกผิดหรืออยากทำตัวเป็นพ่อที่ดี เจ้าไม่รู้สึกขยะแขยง
หรือ”
อวี้ฉังคงเอ่ยอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าการเสียสละบุตรชายเพื่อ
ชื่อเสียงและสายเลือดของตระกูลอวี้เป็นเรื่องใหญ่โต แต่จริงๆ แล้ว
ไม่ใช่ เจ้าทำเพื่อความเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง เจ้ากลัวตาย เจ้าอยาก
ได้อำนาจ จึงไม่ลังเลที่จะเชื่อในวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เจ้าวางใจเถิด ใน
เมื่อเจ้าวางแผนมาอย่างดี ข้าจะทำให้สำเร็จ ท่านเจ้าอาวาสน้อยบอก
แล้ว อายุขัยที่ชิงมาจะตกอยู่กับเจ้า ดังนั้นเจ้าจะมีชีวิตยืนยาว ทว่า ก็
เพียงเท่านี้”
การมีชีวิต บางครั้งก็เจ็บปวดยิ่งกว่าการตาย
ผู้นำตระกูลอวี้มองดูเขาที่หันหลังเดินจากไปโดยไม่มีความ
อบอุ่นในดวงตา รู้สึกขมขื่นในลำคอ กระอักเลือดออกมา ใบหน้าชรา
เฉาลง
อวี้ฉังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่
เปลี่ยนเป็นสีเทาอีกครั้ง ถอนหายใจหนึ่งเฮือก แล้วเดินจากไปอย่าง
ช้าๆ
ท้องฟ้าของตระกูลอวี้ ควรเปลี่ยนแล้ว
…
ตอนนี้เป็นช่วงสายๆ แม้อากาศหนาวเย็น แต่ที่อารามเป่าหวา
กลับเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ฉินหลิวซียืนอยู่หน้าวิหารหลัก มองดู
ผู้คนที่มาไหว้พระและคุกเข่าขอพร คิดในใจว่าแม้ทางเต๋าจะไม่รุ่งเรือง
เท่าพุทธศาสนาในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่บางอารามใหญ่ๆ ก็
ยังคงมีผู้คนมาไม่ขาดสาย
คำกล่าวขานที่ว่าอารามเป่าหวานั้นมีชื่อเสียงเทียบเท่ากับอาราม
ชิงหลานในชิงโจว จากจำนวนผู้คนที่มาอารามในวันนี้เห็นได้ชัดว่า
ไม่ใช่เรื่องโกหก เพียงไม่รู้ว่าอารามแห่งนี้มีท่าทีต่อชิงกู่จื่อคนผู้นี้
อย่างไร
ฉินหลิวซีเดินเข้าไปในวิหารหลัก หานักพรตคนหนึ่งทันที เอ่ย
อย่างเปิดเผยว่าต้องการพบท่านเจ้าอาวาส
นักพรตน้อยได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา เจ้าเป็นใครล่ะ บอก
อยากพบเจ้าอาวาสก็ได้พบอย่างนั้นหรือ เจ้ามีสถานะอะไร
ฉินหลิวซีมองสายตาไม่พอใจของนักพรตน้อย เอ่ยอย่างสุภาพ
“ไม่พบท่านเจ้าอาวาสก็ได้ เจ้าบอกข้าสักหน่อยว่าสถานบำเพ็ญ
เพียรของชิงกู่จื่ออารามเจ้าอยู่ที่ใด ข้าจะไปเยี่ยมเยียนสักหน่อย”
นักพรตน้อยสีหน้าพลันเปลี่ยนเมื่อได้ยินชื่อชิงกู่จื่อ เอ่ย “ชิงกู่จื่อ
ไม่ใช่คนของอารามเราอีกต่อไปแล้ว เจ้ามาผิดที่แล้ว”
“ใช่หรือ ไยข้าจึงรู้สึกเหมือนเจ้ามีอะไรปิดบังอยู่เล่า” ฉินหลิวซี
คล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม
“เจ้า…!”
ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ “ข้าไม่ได้มาหาเรื่องหรอก เพียงมีเรื่องกับ
ชิงกู่จื่อ ต้องการมาตรวจสอบบางอย่าง”
นักพรตหนุ่มคิดในใจ ที่เจ้าเอ่ยไม่คิดว่าขัดแย้งกันบ้างหรือ มี
เรื่องแล้วบอกว่าไม่ได้มาหาเรื่อง
“เอาเช่นนี้เถิด เจ้าไปบอกท่านเจ้าอาวาสของเจ้าสักหน่อยว่าชิง
กู่จื่อตายแล้ว แล้วเขาอยากพบข้าหรือไม่ เดี๋ยวค่อยว่ากันเป็น
อย่างไร”
นักพรตน้อยตกใจจนตาเบิกกว้าง “เจ้าว่าอย่างไรนะ”
อะไรที่เรียกว่าชิงกู่จื่อตายแล้ว
เขาอยากจะตำหนิว่าพูดจาเหลวไหล แต่เมื่อเห็นท่าทางของฉิน
หลิวซี ดูไม่มีท่าทีล้อเล่น ทว่าดูจริงจัง
นักพรตน้อยไม่กล้าคาดเดามาก จึงเอ่ย “เจ้ารอที่นี่ก่อน”
ฉินหลิวซีพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี มองดูเขาที่รีบเดินจากไป
แล้วหันมองไปรอบๆ เห็นว่าในวิหารหลักมีการบูชาบรรพบุรุษห้าทิศ
ซึ่งมีรูปหล่อทองคำและมีพลังศักดิ์สิทธิ์ นางจึงหยิบธูปจากโต๊ะบูชามา
ไหว้ด้วยท่าทางเรียบร้อยและตั้งใจ ปักธูปลงในกระถางธูป
นักพรตน้อยกลับมา เห็นฉินหลิวซีบูชาธูปก็รออยู่ข้างๆ รอจน
นางไหว้เสร็จจึงเอ่ย “สหายนักพรตเชิญตามข้ามา”