คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทพิเศษ เมื่อชาติที่แล้ว หิมะจางหายผู้คนลา จาก (6)
จาก (1)
1) ลงทัณฑ์
แสงดาวพราวพริบยามราตรีเลือนหายครา
ม่านฟั้าค่อย ๆ ฉายแสง ส่องสว่างจากบูรพาทิศ
สารทฤดูหนาวเหน็บ ก่อเกิดน้ำค้างแข็ง
บนทางเดินแคบยาวระหว่างกำแพงวังสีชาด
ทั้งสอง คนกลุ่มหนึ่ง กำลังกลั้นหายใจไม่กล้าส่ง
เสียงสักแอะ แม้จะมีหยดน้ำค้างเกาะหางคิ้วและ
ปลายผมก็ไม่มีผู้ใดกล้ายกมือปาดเช็ด
เซี่ยเวยยืนอยู่นานแล้ว ทั่วร่างมีแต่ไอเย็น
แสงตะวันหมองหม่นส่องยังนัยน์ตาลึกล้ำของ
เขา ไร้คลื่นกระเพื่อม ปานร่วงหล่นลงในบ่อน้ำ
มืดดำ
ตอนเยี่ยนหลินออกมาจากตำหนักคุนหนิง
กลิ่นสุราบนร่างยังไม่จางหาย ทว่าตัวเขาผู้เมา
มายกลับมีสติแจ่มชัดแล้ว
ความแค้นใหญ่หลวงชำระสิ้น กำลังทหารก็
อยู่ในมือ
ขุนพลหนุ่มซึ่งสมควรเปียมความพึงพอใจ
ยามนี้กลับดูสิ้นเรี่ยวแรงจนแทบหดหู่ สับสน
ประหนึ่งทำตัวไม่ถูก เสื้อผ้าหน้าผม
กระเซอะกระเซิง ขณะเดินเข้าไปใกล้ยังเห็นได้ว่า
บนใบหน้ามีรอยข่วนที่ตกสะเก็ดเล็ก ๆ
เมื่อคืนเขาทำอะไรลงไป…
ดวงเนตรชุ่มน้ำตาแฝงการวิงวอนและเจ็บช้ำ
คู่นั้นวาบขึ้นมาในห้วง ความคิดอีกครา
เยี่ยนหลินพลันสะดุด
ใบหน้าแทบไม่หลงเหลือสีเลือด
หลังแม่ทัพกบฏผู้หนึ่งซึ่งคุมตัวฮองเฮา
ราชวงศ์ก่อนเอาไว้ กลับเดิน ออกมาจากตำหนัก
คุนหนิงตอนฟั้ายังไม่สว่างดีและแต่งกายไม่
เรียบร้อย เรื่องนี้หมายความอย่างไรย่อมชัดเจน
โดยไม่ต้องถาม
ฝั่ายเซี่ยเวยพอมองเห็นเขาก็หางตากระตุก
น้อย ๆ
ชั่วขณะนี้บอกไม่ถูกว่าผิดหวังหรือโกรธ
เกรี้ยวกว่ากัน
รอจนอีกฝั่ายเดินเข้ามาหา ครั้นหยุดยืนหน้า
ประตูตำหนักซึ่งมีหมอกปกคลุมเล็กน้อย เซี่ยเวย
ก็คว้ากระบองยาวจากคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ฟาด ลง
ไปเต็มหลัง!
การลงมือครั้งนี้หนักหน่วง
เยี่ยนหลินไม่ทันหลีกหนี ถูกฟาดแทบคะมำ
ในลำคอเองก็คลุ้งกลิ่น คาวเลือดจาง ๆ
เขาหันมองเซี่ยเวย “ท่านพี่…”
บนหน้าเซี่ยเวยมองอารมณ์ใดไม่ออกแม้แต่
น้อย เพียงกล่าวว่า “คุกเข่า”
เยี่ยนหลินกัดฟันแน่น ดวงตาซึ่งฉายแววดื้อ
รั้นหน่อย ๆ แดงก่ำขณะแผดเสียง “นางทำผิด
ต่อข้าก่อน! ข้าผิดอันใดกัน กระทั่งทุกอย่างใน
วันนี้ ก็เป็นนางเองนั่นแหละรนหาที่!”
ในที่สุดสองตาของเซี่ยเวยก็เย็นเยียบ
คราวนี้เขาจงใจฟาดข้อพับขาตรง ๆ อย่างไร้
เมตตาสักเสี้ยว พูดด้วย น้ำเสียงจริงจังว่า
“คุกเข่า!”
ทั้งสองเผชิญหน้ากันบนทางเดินวัง
ไม่ว่าฝั่ายใดก็ไม่ยอมลงให้แก่กัน
นายทหารซึ่งยืนอยู่รอบ ๆ ล้วนไม่กล้าเหลือบ
ตามอง เพียงลอบ ตื่นตระหนกกับภาพที่กำลังจะ
เกิดขึ้น
หลายปีมานี้ ทั้งเรื่องการล่มสลายของหวง
โจวหรือการหลั่งเลือดที่ ด่านชายแดนล้วนมีเขา
สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
พี่ชายประดุจบิดา
เยี่ยนหลินมองเขาอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่อาจ
เพิกเฉยต่อความสับสนกระวนกระวายขณะเดิน
ออกมาจากตำหนักแห่งนั้น จึงคุกเข่าราวกับว่า
คนที่ทำผิดไม่ใช่นาง แต่เป็นตน
ร่างกายถูกหล่อหลอมด้วยการศึกและความ
ตรากตรำจนสูงใหญ่ ใบหน้าซึ่งถูกหิมะลมหนาว
ขัดเกลาจนสิ้นความไม่ประสาเองก็แปรเปลี่ยน
เป็นคมเข้ม
ยามคุกเข่าบนพื้นหินชื้นน้ำค้างช่างประหนึ่ง
รูปสลัก
ทว่าเซี่ยเวยไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย เพียงขว้าง
กระบองยาวลงพื้นแล้วกล่าว “จะอย่างไรนางก็
เป็นฮองเฮา! คำสอนของตระกูลและวาจาของ
ปราชญ์โบราณอนุญาตให้เจ้าทำเรื่องอย่างวันนี้
หรือ คำคนน่ะร้ายกาจนัก ราชวงศ์เก่าไม่มั่นคง
อยู่แล้ว หากเจ้าอยากฆ่านางจริง ๆ เช่นนั้นก็เชิญ
ทำ ต่อไปเถอะ”
เยี่ยนหลินไม่ตอบกลับสักคำเดียว
เซี่ยเวยเอ่ยกับคนรอบข้าง “ลงไม้ ลงทัณฑ์
ตามกฎทหารสามสิบ กระบอง ให้เขารับโทษด้วย
ตนเอง!”
พูดจบก็หมุนตัวสะบัดแขนเสื้อจากไป
หลายสิบวันก่อน ศีรษะของโจวอิ๋นจือถูกตะปู
ยาวตอกตรึงเหนือ ประตูวัง
กระทั่งยามนี้ก็ยังชะล้างรอยเลือดบนนั้นออก
ไม่หมด
เยี่ยนหลินเหยียดกายก้มคุกเข่า
ผู้คนทั้งซ้ายขวาหันมองหน้ากัน ผ่านไปครู่
หนึ่งค่อยมีคนส่งเสียง เบา ๆ ว่า “ล่วงเกินท่าน
แม่ทัพแล้ว” ก่อนเงื้อมือลงทัณฑ์ ชั่วขณะนั้นได้
ยินแต่เสียงพลองกระทบเนื้อ แม่ทัพหนุ่มกำหมัด
แน่น ไม่ส่งเสียงใดเลยตั้งแต่ ต้นจนจบ
2) จิตสังหาร
เอกสารกองท่วมสูง
เซี่ยเวยไม่ได้พลิกดูสักแผ่น
ตอนหลี่ว์เสี่ยนมาถึงก็เห็นเขากำลังถือคันศร
ขึ้นลูกเกาทัณฑ์ง้างจน สุด เมื่อเท้าของเขาก้าว
ข้ามประตูเข้ามา นิ้วมือเรียวยาวนั้นก็คลายออก
เกิดเสียงหวีดหวิวดังฟุั่บ แล้วลูกเกาทัณฑ์ขนนก
อินทรีทองก็พุ่งเข้าปักลึกในเนื้อไม้ของชั้นหนังสือ
สะเทือนจนตำราบนชั้นร่วงตก
คนอื่น ๆ ไม่กล้าเผยแพร่ข่าวลือด้วยกลัว
ศีรษะจะหลุดจากบ่า แต่ หลี่ว์เสี่ยนนั้นต่าง
ออกไป พอได้ยินผู้ใต้บังคับบัญชารายงานเรื่อง
เยี่ยนหลินรับทัณฑ์ ซ้ำยังเห็นเซี่ยเวยมีสภาพ
เช่นนี้ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าคงอารมณ์ไม่ค่อยดี
ด้วยเหตุนี้จึงใคร่ครวญคำพูดในใจรอบหนึ่ง
เขาครุ่นคิดสักครู่จึงค่อยกล่าว “ความคิดของ
ซื่อจื่อไม่ว่าผู้ใดก็มอง ออก แม้เจ้าเป็นพี่ชาย แต่
พอวันนี้ลงโทษเขาก็ยากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด
ความเหินห่าง”
เซี่ยเวยเก็บคันศร มองขนหางลูกเกาทัณฑ์ที่
ยังคงสั่นไหวพลางเอ่ย เรียบ ๆ “หากไม่ใช่ว่าเขา
แซ่เยี่ยน ข้าคงสังหารเขาเพราะเรื่องเหลวไหล ที่
เกิดขึ้นวันนี้ไปแล้ว”
3) หวนคำนึง
โลหิตชะล้างครึ่งราชสำนัก ลำพังแค่นามของ
เซี่ยเวยก็กลายเป็น เสมือนเงามืดปกคลุมทั่วฟั้า
เมืองหลวง
เกิดเรื่องราวมากมายหลายประการ ทุกวัน
ล้วนมีคนต้องรับทุกข์
มีคนทราบเรื่องที่เยี่ยนหลินถูกลงโทษในวัง
เพียงน้อยนิดและไม่ได้แพร่งพราย เขาเองก็
เหมือนจะรู้ตัวว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม หลาย
สิบวันให้หลังจึงไม่ได้ย่างกรายเข้าตำหนักคุนหนิง
เลย
เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าราชวงศ์ก่อนกลับมีคนโง่
เขลานามเว่ยเหลียง ดั้นด้นพันลี้มาถึงเมืองหลวง
ประกาศว่าพวกเขานั้นวางแผนก่อกบฏและคุมตัว
ฮองเฮาไว้ เรียกร้องให้พวกเขาปล่อยนาง ให้
ฮองเฮาอ่านพระราชโองการที่เสิ่นเจี้ยทิ้งไว้แล้ว
แต่งตั้งรัชทายาท
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างในราชสำนักมีใครบ้าง
ไม่ด่าเจียงเสวี่ยหนิง เป็น ‘สตรีงามแห่งเภทภัย’
แม้อดีตทั่นฮวาผู้นี้ถูกนางขับไสส่งไปที่ว่าการ
มณฑล แต่ก็ยังมีใจภักดีอย่างเห็นได้ชัด กระทั่ง
ชาติสุนัขโจวอิ๋นจือผู้ดูจงรักภักดีใต้สังกัดนางเอง
ยัง หักหลังด้วยซ้ำ เขากลับมีใจแน่วแน่คิดมาถก
เหตุผลกับราชสำนัก
แต่พอคนอื่น ๆ ด่า เขาก็อ้ำอึ้งหน้าแดงก่ำ ทำ
ได้เพียงอ้าปากลั่น ประโยคเดิมซ้ำ ๆ “ฮองเฮาไม่
ทรงเป็นอย่างที่พวกเจ้าว่า! พระองค์ไม่ทรงใช่คน
เลว!”
ช่างเป็นคนหัวรั้นยากจะเข้าใจจริง ๆ
ถึงขั้นทำให้ผู้อื่นลอบบังเกิดความเคลือบ
แคลงไม่ดีไม่งาม
ในที่สุดเยี่ยนหลินก็ถูกกระตุ้นไฟริษยา อาศัย
สุราราดรดทุกข์ ทว่า สุราก็ได้แต่ทำให้หวนนึกถึง
นางและเรื่องราวเมื่อกาลก่อน อวัยวะภายใน
ทั้งหลายไม่มีที่ใดไร้ความเจ็บปวด ระหว่างกำลัง
ร้อนรุ่มจึงไปหานางอีกคราด้วยใจรักและแรงแค้น
สุดลึกล้ำ
ไม่กี่วันให้หลัง เรื่องที่เดิมทีเป็นแค่ข่าวลือเล่า
ขานเป็นการส่วนตัวก็ รู้กันทั่วพระราชวัง
ประหนึ่งแพร่ตามลม
“ดูนางสิ หน้าตาอย่างกับนางจิ้งจอก ถ้าไม่ใช่
อาศัยเสน่ห์ยั่วยวนก่อน แม่ทัพเยี่ยนที่ประเสริฐ
เช่นนั้นจะเหลือบแลนางหรือ”
“สองปีก่อนข้าก็รู้สึกแล้วว่าคนแบบนี้ไหนเลย
จะเหมาะสมเป็นมารดาของแผ่นดิน…”
“ช่างไม่คู่ควร!”
“ใครบ้างไม่รู้ว่าเดิมทีนางเป็นสตรีบ้านนอกไร้
การศึกษา แค่วาสนาดี ได้รับความรักความโปรด
ปรานจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน กลายเป็นเรื่องให้
คนในราชสำนักหัวร่อเสียเปล่า น่าเสียดาย คนไร้
วาสนาต่อให้ได้รับตำแหน่งนี้ก็ครองไม่อยู่ ไม่ใช่
ดวงซวยมากหรอกหรือ”
“ข้าว่านะ เหมยเขียวม้าไม้ไผ่[1]ในวันวาน
ตอนนี้ถ่านไฟเก่าคุขึ้นมา”
“นางมีลูกไม้แพรวพราว อย่าดูเบานางเชียว”
“รู้เรื่องโจวอิ๋นจือที่เป็นผู้บัญชาการองครักษ์
เสื้อแพรคนก่อนไหม นั่นก็ถูกนางล่อลวง
เหมือนกัน”
“ยังมีใต้เท้าจางกรมอาญาอีก…”
“นางแพศยา!”
…
ในที่สุดคำลือก็ลอยไปเข้าหูเซี่ยเวย เยี่ยนห
ลินทำอะไรอีกแล้วเขาเอง ก็ทราบ เพียงแต่พลัน
หวนนึกถึงวันหนึ่งเมื่อเนิ่นนานมา เหล่าขุนนาง
ชั้น ผู้ใหญ่หารือราชการแต่ล้วนรอกันอยู่ใน
ตำหนักข้าง พอเจียงเสวี่ยหนิง ผู้แต่งกายงดงาม
ออกมาจากด้านในพวกเขาถึงค่อยเข้าไป ยาม
เคลื่อน สายตาขึ้นกลับพบว่าปลายนิ้วของฮ่องเต้
หนุ่มเปือนรอยชาดทาปากสีชมพูเล็กน้อย ใต้เท้า
จางกรมอาญาผู้ปกติเป็นคนตรงไปตรงมากลับพูด
น้อย กว่าเคย เขาจึงนึกถึงเรื่องที่เกิดก่อนหน้าไม่
นาน ตนกับจางเจอออกจากวังด้วยกัน ระหว่าง
ทางไม่คาดว่าจะพบฮองเฮาพระองค์นั้นรอคอย
อยู่ เขา ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็หาข้ออ้างย้อนกลับทาง
เดิม ส่วนทั้งสองอยู่คุยกันระหว่างทาง
ถึงอย่างไรเยี่ยนหลินก็เป็นเชื้อสายของจวน
โหว
เซี่ยเวยคิด เขาทำอะไรเยี่ยนหลินอีกไม่ได้
แล้วจริง ๆ
——————–
1. เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ หมายถึงชายหญิงที่เป็น
เพื่อนเล่นสนิทสนมกันในวัยเด็ก
ตอนพิเศษ เมื่อชาติที่แล้ว หิมะจางหายผู้คนลา
จาก (2)
4) ผงห้าศิลา
ครั้นล่วงเข้ากลางคืน ข้าหลวงก็จุดโคมไฟ
เขาปวดหัว หลายวันนี้หลับไม่เต็มอิ่มนัก
ขันทีน้อยที่มือเท้าคล่องแคล่วทำงานเฉลียว
ฉลาดรีบสั่งให้คนนำผง ห้าศิลากับสุราร้อนแรงมา
ปรนนิบัติ
เสิ่นหลางตายเพราะกินยาอายุวัฒนะ
ผงห้าศิลาเองก็ไม่ใช่ของดีอะไร
เซี่ยเวยล้วนทราบดี
แต่ยามเขารับประทานผงห้าศิลากลับไม่มี
อาการควบคุมตนเอง ไม่ได้เวลายาออกฤทธิ์
เหมือนคนอื่น ๆ แม้ร่างกายจะรู้สึกร้อนรุ่มแต่ก็
ยัง เยือกเย็นมีสติชัดเจน ถึงกับอ่านเอกสาร
ราชการและคิดอ่านวางแผนได้เช่นปกติ
เวลาที่เป็นทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือตอนมีสติ
แจ่มใส
ฝนชาดจนแท่นฝนหมึกดุจย้อมด้วยโลหิต
เขาจุ่มปลายพู่กันลงในหมึกชาด เมื่อกระทบ
สายตาก็เหมือนจุ่มลงในโลหิตกระนั้น ที่ร่างลง
บนกระดาษล้วนเป็นชีวิตที่ถูกกดทับหนักหน่วง
ตัวอักษรที่เดิมทีเป็นระเบียบค่อย ๆ แปรเป็น
โยกโย้ใต้แสงเงา
ประกายไฟพลันปะทุท่ามกลางความเงียบ
เหงาของพระราชวังต้องห้ามยามดึกดื่น กลิ่น
หอมโชยลอยอ้อยอิ่งมาในอากาศ
เซี่ยเวยเหลือบตามองก็เห็นนางเดินเข้ามา
กระโปรงลายเทพสถิตสีเหลืองอ่อน ใบหน้า
งามวิไล บนเรือนผม ดำขลับประดับปินระย้าทอง
เดินก้าวหนึ่งก็สั่นคราหนึ่ง ในดวงตาวูบไหว แฝง
ความอึกอักหวาดหวั่น ยามริมฝีปากแดงเผยอ
ออกน้อย ๆ ใต้แสงเงา จากโคมไฟกลับดูชุ่มฉ่ำ
และน่าเวทนา
พระสูตรกล่าวไว้ว่า ยามความคิดสับสน
พัวพันยากจำแนก จิตมารจะรุกล้ำเข้ามาง่ายดาย
เซี่ยเวยมอง ‘นาง’ เงียบ ๆ
นางถือกล่องอาหารเข้ามาตรงหน้าเขา วาง
ถ้วยน้ำแกงโสมที่เคี่ยว อย่างดีลงบนโต๊ะอักษร
เบา ๆ ด้วยความระมัดระวังยิ่ง ตามด้วยใช้
น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลดุจสายน้ำกล่าวอย่าง
หวั่นเกรง “ยามดึกอากาศหนาวเย็น เชิญราช…
ราชครูเซี่ย…”
เซี่ยเวยนึก ภาพฝันนี้ช่างแปลกประหลาดจริง
ๆ
เขามองน้ำแกงโสมผาดหนึ่งแล้วแค่นเสียง
เบาๆ “ฮองเฮาเองก็ยั่วยวนจางเจอเช่นนี้หรือ”
บนดวงหน้างดงามสะกดสายตาพลันบังเกิด
ความงุนงงแวบหนึ่ง จากนั้นจึงแปรเป็นซีดขาว
เหมือนถูกคนใช้มีดแทงเข้าทีหนึ่งกระนั้น
มือขาวเนียนของนางถึงขั้นยังไม่ทันชักกลับ
จากถ้วยกระเบื้องใส่ น้ำแกงก็สั่นเทิ้ม เผยให้เห็น
ความรู้สึกผิดและตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
สิ่งนี้ทำให้เซี่ยเวยนึกถึงเรื่องที่เขาเคยพานพบ
ขึ้นมาอย่างง่ายดาย ร่างกายที่เกี่ยวกระหวัด กลิ่น
เหงื่อที่หยดไหล ท่วงท่าเย้ายวนชวนลุ่มหลง แม้
อยากต่อต้านแต่ก็นึกยินดี
ช่างปลุกกระตุ้นความปรารถนาที่ไม่อาจให้
ผู้อื่นล่วงรู้ได้ดีนัก
เขาหัวเราะเบา ๆ สายตามองเห็นข้อมือที่พัก
อยู่บนโต๊ะของนางก็คว้าไว้ ปลายนิ้วร้อนลวก
ค่อย ๆ ลูบไล้บนผิวที่เดิมสมควรมีแผลเป็นจาง ๆ
แต่บัดนี้แทบขาวนวลเนียนประดุจหยก และแล้ว
ความไม่พอใจก็ค่อย ๆ ลุกโชน
นางในฝันลวงตาจากฤทธิ์ยาดูหวาดกลัวเขา
อย่างยิ่ง คล้ายสำนึก เสียใจ คล้ายไม่ยินดีอีก
ต่อไป พยายามออกแรงดึงมือกลับแต่ก็ทำได้
เพียงสะอื้นไห้ “ข้าเพียงนึกว่าก่อนนี้เคยร่วมทาง
กับท่านราชครู บัดนี้ตกอยู่ใน ภาวะสิ้นหวัง ไม่
บังอาจหวังให้ท่านอภัย เพียงขอพื้นที่สักน้อยให้
…ให้ได้ พึ่งพาอาศัย ทั้งยังขอท่าน ขอให้ท่านเมต
…เมต…”
คำว่า ‘ตา’ มาอยู่ที่ริมฝีปากแล้วแท้ ๆ
แต่สุดท้ายไม่ว่าอย่างไรนางก็พูดไม่ออก
เซี่ยเวยออกแรงกดนิ้วที่จับข้อมือนางเพิ่มอีก
ค่อย ๆ ลากเล็บกรีด เป็นรอยเลือดเล็ก ๆ
นางเจ็บจนน้ำตาไหล
เซี่ยเวยแค่นหัวร่อในใจ ไม่รู้เพราะเห็นว่าการ
ที่ฮองเฮาอย่างนางมา เสนอตัวร่วมเตียงเคียง
หมอนนั้นน่าดูแคลนเกินไป หรือคำว่า ‘เมตตา’
ที่ ไม่ว่าอย่างไรนางก็พูดไม่ออกช่างชวน
สะอิดสะเอียน จึงกระชากนางมาตรงหน้าตัวเอง
แล้วพูดคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม “ไม่รู้จักเคารพตนเองปาน
นี้เลยหรือ ฮองเฮาโปรดสำรวมกิริยาด้วย”
นางผวา
อยากดิ้นรน
แต่ก็พยายามสุดกำลังเพื่อควบคุมความ
หวาดกลัวนั้น ไม่ดิ้นหนี เพียงเกร็งไปทั้งร่าง เบิก
ตาจ้องมองเขา
พระสูตรกล่าวว่า เมื่อมารบังเกิดไม่อาจถลำ
ล่วง ไม่อาจยินยอม พร้อมใจ สงบสติอารมณ์ไว้ก็
จะหายไปเอง
เซี่ยเวยจึงเงียบไปครู่หนึ่ง เลื่อนสายตาไป
หยิบพู่กันที่เมื่อสักครู่กลิ้ง หล่นบนโต๊ะ จุ่มหมึก
ชาดจนชุ่ม ก่อนจับนางไว้แล้วค่อย ๆ วาดจาก
ลำคอ ด้านขวาไปตามช่วงคอ ไหปลาร้า ลากผ่าน
ผิวขาวเนียนเป็นประกายเฉียง ลงไปถึงหัวใจทาง
ด้านซ้ายของนาง
ประหนึ่งรอยเลือดไหลรินเป็นสาย
ทั้งคล้ายว่ามีมีดแหลมผ่าร่าง บังเกิดเป็น
ความงามที่ใกล้เคียงความอำมหิต
ชาดขับไล่มาร
นางมองเขาด้วยความตื่นตระหนกระคน
หวาดหวั่น
เซี่ยเวยออกจะชิงชังสีหน้าท่าทางเช่นนี้
ใจเขาผุดความคิดชั่วร้าย นัยน์ตาหลุบลง
อย่างเฉยเมย ริมฝีปาก ชิดใกล้ใบหูนาง ยื่นปลาย
ลิ้นแล้วพูดเสียงแผ่วเบาทว่าฟังชัดเจน “ไสหัว
ไป”
ในที่สุดมารร้ายก็เหมือนจะหวาดกลัวจน
เตลิด
นางคล้ายถูกหยามหยันใหญ่โต ชั่วขณะที่เขา
ปล่อยนางก็ถอยกรูดอย่างหมดสภาพ ลนลาน
หลบหนีจนกระทั่งถ้วยน้ำแกงโสมที่ถือเข้ามาก็ลืม
ยก กลับไป
เซี่ยเวยนั่งลงอีกครั้ง
เขาเอนพิงเก้าอี้ กะพริบตา เมื่อเห็นว่าความ
เงียบสงบหวนคืนยัง หอซีหน่วนอีกครั้ง มือของ
เขาก็ตกลงด้านข้าง พู่กันชุ่มหมึกชาดร่วงจาก นิ้ว
มือที่หลวมคลายร่วงสู่พื้น
ความเวิ้งว่างมหึมาเข้าชำแรก
เซี่ยเวยหลับตาแล้วผล็อยหลับ
ทว่ากระทั่งอาศัยฤทธิ์ของผงห้าศิลาผสม
กำยานก็ยังหลับได้เพียง ตื้น ๆ
พอตื่นมาอีกที กลิ่นกำยานก็หายไปแล้ว
เขามองเอกสารราชการกองพะเนินถึงค่อย
นึกได้ว่ายังมีเรื่องยังไม่ได้จัดการอีกหลายอย่าง
กระทั่งยื่นมือออกไปหยิบพู่กันด้ามใหม่ที่แขวน
บน แท่น สายตากลับแลเห็นถ้วยน้ำแกงโสมเย็น
ชืดซึ่งวางอยู่มุมโต๊ะเงียบ ๆ
เหล่าขันทีเข้าเวรยืนเฝั้าอยู่นอกประตูตำหนัก
ผ่านไปเนิ่นนานพลันได้ยินเสียงเรียกจากด้านใน
“เข้ามานี่”
พวกเขาสะดุ้งโหยง ลนลานเข้าไปฟังคำสั่ง
เซี่ยเวยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเอ่ยถาม “เมื่อคืนมี
ใครเข้ามา”
คนทั้งหลายหันมองหน้ากัน ส่ายหน้างุนงง
เซี่ยเวยหลับตาลงช้า ๆ เปลี่ยนคำถามใหม่
“เมื่อคืนเป็นเวรยามของ ใคร”
ขณะนั้นก็มีขันทีน้อยผู้หนึ่งในกลุ่มเข่าอ่อน
ยวบ ทรุดลงคุกเข่าโขก ศีรษะซ้ำ ๆ ด้วยทราบว่า
ท่าจะไม่ดีแล้วจึงร้องไห้อ้อนวอน “ท่านราชครู
โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด ท่านราชครูโปรดไว้ชีวิตด้วย
เถิด! เป็นเพราะฮองเฮา ทรงร้องขอ บ่าวคล้ายถูก
ภูตผีดลใจไปชั่ววูบถึงตอบรับคำขอของพระองค์
ท่านราชครูโปรดไว้ชีวิตด้วย…”
“…”
เซี่ยเวยกำนิ้วข้างลำตัว คล้ายกับมีความ
เจ็บปวดทื่อ ๆ ซึ่งกรายเข้ามาช้ากว่าที่ควรไปมาก
ไหลผ่านร่าง ทำให้เขาต้องเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นอกประตูเป็นยามสี่ใกล้รุ่งแล้ว
5) นอกประตู
กำแพงวังทั้งสี่ด้านในพระราชวังต้องห้ามที่
ผ่านการเข่นฆ่ามาล้วนแต่เป็นเกราะอาวุธ
ยิ่งเป็นหน้าหนาวเย็นยะเยือก ก็ยิ่งทวีความ
ร้ายกาจ
เหล่านางกำนัลลดจำนวนลงกว่าเดิม ปกติ
ล้วนไม่ออกนอกประตู หรือหากออกก็ไม่กล้าเงย
หน้ามองไปรอบ ๆ เป็นเหตุให้ตามทางเดินร้าง
ผู้คน กระทั่งตำหนักคุนหนิงที่มักอึกทึกคึกคักใน
กาลก่อนก็เสมือนคุกจองจำ ผู้วายชนม์
ยามฟั้าไม่ทันสว่าง เซี่ยเวยก็หยุดฝีเท้าจ้อง
มองนอกประตูตำหนักอยู่เนิ่นนาน
หมึกชาดจากเมื่อคืนที่เปือนร่องนิ้วยังเช็ดไม่
สะอาด
เขาหลุบตามองผาดหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าว
เข้าไป
เมื่อขันทีน้อยที่ยืนเฝั้าทั้งสองด้านเห็นเขาก็
ตกใจ พากันคุกเข่าก้ม ศีรษะคารวะ
เซี่ยเวยทำแค่สะบัดมือเบา ๆ
คำน้อมทักทายที่กำลังจะโพล่งออกปากจึง
กลายเป็นเงียบกริบ ไม่กล้าเงยศีรษะด้วยซ้ำ แม้
กระทั่งเซี่ยเวยเดินเข้าไปแล้วก็ยังไม่กล้าลุกทันที
ต่อให้การตกแต่งไม่เปลี่ยนแปร แต่พอพระ
ตำหนักโอ่อ่าในกาลก่อน ไร้ซึ่งกลิ่นอายผู้คน ก็
ราวกับปกคลุมด้วยความอ้างว้างจากเรื่องราว
ทางโลก ที่ผันแปร
กรอบหน้าต่างงามวิจิตรปิดด้วยกระดาษ
หน้าต่างขาวราวหิมะ
เขาเดินไปยังประตูตำหนักที่ถูกปิดแน่นหนา
ยืนนิ่งสักครู่ค่อยยกมือ ไม่รู้ว่าต้องการเคาะประตู
หรือจะผลักเข้าไปเลย
ทว่าตอนนั้นเอง เสียงพูดคุยแว่ว ๆ ก็ลอด
ออกมาจากภายใน
เป็นสตรีสองนาง
เกรงว่าจะอยู่กันตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ยาม
เขายืนอยู่หน้าประตู ตำหนักมัวใจลอยไปที่อื่นจึง
ไม่ทันสังเกต
“ฮองเฮา…”
“เซี่ยจวีอันเป็นแค่มารร้ายในคราบนักบุญ
เซียวซูตายแล้ว โจวอิ๋นจือ ก็ตายแล้ว เสิ่นเจี้ยเอง
ก็ตายแล้ว ข้าจะทำอย่างไรได้ อยู่ใต้ชายคาบ้าน
คนอื่นจำต้องยอมอ่อนน้อม ลองคิดดูสิ พลีกาย
ให้เยี่ยนหลินก็ใช่ว่าไม่ดี เสียหน่อย ไม่แน่นะข้า
อาจยังเป็นฮองเฮาของราชวงศ์ใหม่ได้”
…
เสียงของนางไร้ซึ่งความลนลานตื่นตระหนก
เช่นคืนวาน
มีเพียงความสงบนิ่งเย็นชา
ถึงขั้นฟังแล้วรู้สึกหนาวเหน็บ
มือซึ่งยังไม่ได้สัมผัสบานประตูของเซี่ยเวยยก
ค้างเนิ่นนาน ท้ายที่สุด ก็ค่อย ๆ หดเกร็งแล้วลด
มือกลับ
ทว่าความหงุดหงิดที่สะกดข่มลงไปได้เมื่อเช้า
กลับทะลักขึ้นมาใหม่
เขาหลุบตาก่อนจะช้อนมองใหม่อย่างไร้
ความผิดปกติ หันกายเดิน ออกประตูตำหนัก
กระทั่งเงาร่างเขาพ้นประตูไปแล้ว เหล่านาง
กำนัล ด้านหลังจึงค่อยกล้ายืดกายขึ้นจากพื้น
ประตูตำหนักซึ่งปิดสนิทไม่เคยถูกเปิด
ในพระราชวังยังคงมีสตรีสองนางกระซิบ
กระซาบกัน
ประธานสมาคมโหยวผู้ทำธุรกิจมาแล้วทั่ว
แผ่นดินทั้งที่เป็นอิสตรี ถอนหายใจเบา ๆ เอ่ยว่า
“เรื่องราวทั้งหลายล้วนมีเหตุผลของมัน ถ้าข้า
เดาไม่ผิด เซี่ยเวยผู้นี้เองก็น่าสงสารนัก…”
6) มีดสั้น
ครั้นเซี่ยเวยกลับมาถึงหอซีหน่วนก็ให้คนนำ
ผงห้าศิลาไปทิ้ง แล้วค่อยนึกถึงหมึกชาดบนนิ้ว
ขึ้นมา จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากด้านข้างมาเช็ดออก
ทีละนิด
ขันทีน้อยคนหนึ่งเข้ามารายงาน “จัดการคน
เมื่อคืนนั้นแล้วขอรับ”
เซี่ยเวยเงียบไปพักหนึ่งก่อนเอ่ย “ไปหามีดมา
ให้ข้าสักเล่ม”
ขันทีน้อยตะลึงพรึงเพริด
แต่ก็ไม่กล้าถามมากความ ค้อมศีรษะรับคำ
ก่อนไปเปิดหาในคลัง สำนักพระราชวัง เพียงแต่
ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีดที่เซี่ยเวยต้องการเป็น
อย่างไรกันแน่ เลยหยิบเอามีดชั้นดีรูปร่าง
ลักษณะต่าง ๆ กันหลายเล่ม ถึงขั้นมี มีดสั้นสอง
เล่มปะปน จึงค่อยนำเสนอด้วยความประหวั่น
สายตาของเซี่ยเวยกวาดมองไปทีละเล่ม
สุดท้ายก็หยุดนิ้วที่มีดสั้นเล่มหนึ่ง
เป็นมีดสั้นอันงดงามนัก
ฝักเงินฝังอัญมณีวาววับเรียงรายประหนึ่งของ
เล่น
พอชักออกจากฝัก คมมีดก็ส่องประกายเย็น
ซ่าน
แค่หัวแม่มือสัมผัสเบา ๆ ก็ได้เลือด คมกริบ
เป็นอย่างยิ่ง
หลังเก็บเข้าฝักก็โยนกลับลงไปในถาดเคลือบ
เขากล่าวว่า “มีดสั้นเล่มนี้ จงส่งไปให้
ฮองเฮา”
ขันทีน้อยก้าวเข้ามารอครู่หนึ่ง แต่ได้สติก่อน
จะทันเอ่ยปากอะไร ยกถาดเคลือบวางมีดสั้น
ส่งไปยังตำหนักคุนหนิงทันที
ตอนพิเศษ เมื่อชาติที่แล้ว หิมะจางหายผู้คนลา
จาก (3)
7) บีบให้ตาย
ผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน…
กระทั่งผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน สองเดือน…
ก็ไม่เกิดเรื่องใดขึ้นทั้งนั้น
เยี่ยนหลินยังคงเข้าออกตำหนักคุนหนิงยาม
วิกาลอีกหลายครั้ง สุดท้ายคำเล่าลือในวังก็แพร่
ไปทั้งในและนอกราชสำนัก
ใครจะทนได้ที่ฮองเฮาของราชวงศ์ก่อนเป็น
หญิงสำส่อนพรรค์นี้
หนังสือคัดค้านปลิวว่อนดุจหิมะ หลายคน
ต้องการให้นางฝังร่วมไปกับเสิ่นเจี้ย เพื่อธำรง
หลักการที่ว่าสามีภรรยาทั่วใต้หล้าล้วนร่วมเป็น
ร่วมตาย ขณะเดียวกันขุมกำลังของราชวงศ์เก่าก็
ปะทุ หยิบยกพระราชโองการสั่งเสียของเสิ่นเจี้ย
มาอ้างว่า ต้องการให้พาตัวเด็กในราชสกุลที่เจียง
เสวี่ยหนิง เลือกเข้าสู่เมืองหลวงในฐานะรัช
ทายาท
เวลานั้นใกล้สิ้นเหมันตฤดูแล้ว แม้เซี่ยเวยจะ
เลิกรับประทานผงห้าศิลาแต่ก็ยังไม่ยอมออกนอก
ประตูเช่นเคย เพียงยืนอยู่ข้างหน้าต่างที่ปิดม่าน
ดำพลางถามหลี่ว์เสี่ยนว่า “เด็กนั่นอายุเท่าไหร่”
หลี่ว์เสี่ยนตอบ “เจ็ดแปดขวบ”
เซี่ยเวยจึงกล่าว “ยังเยาว์นัก”
ทุ่มเทแรงกายแรงใจก่อกบฏ สังหารเชื้อพระ
วงศ์จนสิ้น ตระกูลเซียว ถูกล้างบาง ผู้ใดจะไม่คิด
บ้างเล่าว่าต่อไปไม่เซี่ยเวยก็เยี่ยนหลินต้องขึ้น
ครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้
หลี่ว์เสี่ยนหวังให้เป็นเซี่ยเวย
แต่หากเป็นเยี่ยนหลินก็ไม่เป็นไร
ทว่าฟังจากน้ำเสียงของเซี่ยเวยเมื่อครู่แล้ว ใน
ใจเขาก็บังเกิดลางสังหรณ์ โพล่งถามทันทีว่า
“หรือเจ้าคิดแต่งตั้งเด็กคนนั้นเป็นรัชทายาท”
เซี่ยเวยไม่ตอบ
แม้กลุ่มการเมืองฝั่ายเก่าต้องการสนับสนุนให้
เด็กในราชสกุลคนนั้น มาเมืองหลวง เขาก็ไม่ได้
ลงมือทำอะไร
เพียงแต่ก่อนสิ้นหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิ ก็มีข่าว
แพร่จากภายนอกว่า เด็กน้อยเสียชีวิตอนาถ
ระหว่างทาง เยี่ยนหลินเป็นผู้ออกคำสั่งให้ลงมือ
เขาเรียกตัวเยี่ยนหลินมาสอบถาม
เยี่ยนหลินกลับคล้ายถูกกระตุ้นให้เดือดดาล
พูดเสียงเย็นเยียบ “คนมากมายนับไม่ถ้วนยัง
สังหารมาแล้ว เด็กคนเดียวทำไมจะฆ่าไม่ได้ ใต้
หล้านี้ท่านกับข้าตีชิงมา หรือจะให้เด็กที่เขียน
หนังสือได้ไม่กี่ตัวด้วยซ้ำมาเป็น ฮ่องเต้?!”
เซี่ยเวยมองเขานิ่ง ๆ “เจ้าอยากเป็นฮ่องเต้
หรือ”
เยี่ยนหลินกล่าว “ทำไมข้าจะอยากไม่ได้ ถ้า
ให้ไอ้เด็กนั่นขึ้นครองราชย์ นางก็ต้องเป็นไท
เฮาน่ะสิ นางจะเป็นไทเฮาได้อย่างไร! นางต้อง
เป็นฮองเฮาของข้าต่างหาก!”
เพียะ!
เซี่ยเวยเห็นเขาทำตัวงี่เง่า ในที่สุดก็อดไม่ไหว
ตบไปฉาดหนึ่ง
เยี่ยนหลินถูกตบจนหน้าหัน
ชั่วขณะนั้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นหลายเดือนก่อน
พลันกลายเป็นรอยแตก เป็นผลให้เขาฉีกกระชาก
ความสงบแต่เปลือกทิ้งแล้วคำรามใส่ “ท่านมันไม่
ชอบนางมาแต่ไหนแต่ไร ถึงกับปล่อยให้ขุนนาง
ราชสำนักพวกนั้นเสนอให้ นางตกตาย! แต่ข้าน่ะ
ชอบนาง! ถ้าผู้ใดจะทำร้ายนาง ให้นางร่วมกลบ
ฝัง ข้าจะฆ่าพวกมันทิ้งทีละคนเลย! ดูสิว่าพวกมัน
ยังจะกล้าพูดอะไรอีก หรือไม่!”
เซี่ยเวยสีหน้าโกรธขึ้ง “ผู้ใดจะทำร้ายนาง
ผู้ใดอยากให้นางร่วม กลบฝัง เจ้าจะฆ่าคนผู้นั้นใช่
หรือไม่”
เขาเรียกเตาฉินเจี้ยนซูเข้ามา
ยังไม่ทันเข้าประชิดกาย เยี่ยนหลินก็เริ่มลง
มือ
ทว่าสองหมัดยากจะต่อกรสี่มือ สุดท้าย
เยี่ยนหลินก็ถูกกดติดพื้นอย่างดุดัน ครั้นสังเกต
ลมฝนพายุกระหน่ำในน้ำเสียงของเขาก็เบิกตา
กว้างแทบ ถลน “ท่านคิดจะทำอะไร?!”
เซี่ยเวยหยิบกระบี่ยาวที่ร่วงตกบนพื้นขึ้นมา
กล่าวแค่ว่า “ข้าจะ สังหารให้เจ้าดู”
พูดจบก็ออกนอกประตูแล้วสั่งการ “สั่งกอง
ทหารรักษาพระราชวัง ล้อมตำหนักคุนหนิง”
จากนั้นก็สั่งคนอุดปากเยี่ยนหลิน มัดเขาไว้
แล้วลากตัวตามไป
กองทหารรักษาพระราชวังสวมเกราะหนัก
ยามเคลื่อนไหวบังเกิด เสียงเป็นระเบียบ พอล้อม
ตำหนักแห่งนี้ ขันทีและนางกำนัลซึ่งเดิมเหลืออยู่
ไม่มากนักก็กรีดร้องหลบหนีกันอลหม่าน
ทหารรักษาพระราชวังยกมือสะบั้นดาบ
สังหารอย่างหมดจด
เยี่ยนหลินขอบตาแดงก่ำ ดิ้นรนสุดแรง แทบ
จะใช้สายตาขอความ เวทนามองเขา
ทว่าเซี่ยเวยเพียงยืนตระหง่านถือกระบี่อยู่
หน้าประตูตำหนัก ชุดคลุมนักพรตขาวหิมะไม่
แปดเปือนธุลี ยิ่งเพิ่มความอำมหิตอันเย็นเยียบ
ประการหนึ่ง ก่อนจะบอกกับข้างในตำหนักว่า
“ฮองเฮา ทุกคนตายกันหมดสิ้น ออกมาได้แล้ว”
ภายในคล้ายแว่วเสียงสนทนา
ก่อนจะเงียบลงอีกครา
ผ่านไปเนิ่นนาน พลันได้ยินเสียงตะโกนจาก
ด้านใน “ใต้เท้าเซี่ย!”
เซี่ยเวยไม่ตอบ
น้ำเสียงของนางกลับสงบนิ่งลงแล้ว คล้าย
หิมะเต็มพื้นที่กดทับแน่นหนาจนเย็นสบายชวน
ให้สดชื่น “ท่านสังหารเชื้อพระวงศ์ ฆ่าล้าง
ตระกูลเซียว กำจัดนิกายสวรรค์ เป็นผู้กุมทั้ง
อำนาจและชะตาชีวิตของข้าไว้ในมือ หากว่ากัน
ตามเหตุผลแล้ว ข้าไม่มีคุณสมบัติจะเจรจา
ต่อรองกับท่าน ชีวิตข้าหลอกใช้ประโยชน์จาก
ผู้คนมามากมาย เพียงแต่เมื่อพิจารณาอย่างถ้วน
ถี่ ข้าผิด ต่อเยี่ยนหลินและเขาก็ได้เอาคืนข้าแล้ว
ข้าหลอกใช้เซียวติ้งเฟย โจวอิ๋นจือ ทว่าพวกเขาก็
อาศัยข้าขึ้นครองตำแหน่ง ข้าวางแผนให้เสิ่นเจี้ย
ตกหลุมพราง บัดนี้ก็ต้องถูกฝังไปพร้อมกัน ร่วม
เดินทางไปสู่ปรโลกร่วมกับเขา ข้าไม่ได้ ติดค้าง
พวกเขาเลย…”
เยี่ยนหลินที่อยู่ด้านหลังคล้ายสะอื้นไห้
เสียงของเจียงเสวี่ยหนิงหยุดไปครู่หนึ่งก่อน
จะสั่นเครือเล็กน้อย “ทว่ามีเพียงผู้เดียวที่ใส
สะอาด ซื่อสัตย์และเที่ยงตรงมาทั้งชีวิต เป็นข้า
เองที่ บังคับขู่เข็ญ ทำให้เขาเดินทางผิดและยังทำ
ให้ชื่อเสียงเขาแปดเปือนมาครึ่งชีวิต เขาเป็นขุน
นางที่ดี หวังว่าใต้เท้าเซี่ยจะเห็นแก่บุญคุณที่เสวี่ย
หนิงเคยปั้อนโลหิตให้ท่านระหว่างทางมาเมือง
หลวงในสมัยนั้น ใช้ชีวิตข้าแลกกับ ชีวิตเขา มอบ
หนทางรอดให้เขาด้วย…”
พริบตานั้นเซี่ยเวยตะลึงงันไปชั่วขณะ
รอจนสิ้นเสียงของนาง ชื่อนั้นก็ผุดขึ้นมาในใจ
…
จางเจอ
บุรุษผู้เงียบขรึม ไม่มีอะไรน่าสนใจในราช
สำนัก…
เขายกมุมปากขึ้นเงียบ ๆ ก่อนจะพลันยิ้ม
เยาะ
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงมองไม่เห็น
ในใจคล้ายมีไฟกองหนึ่งเผาไหม้สุมทรวง แต่
น้ำเสียงเรียบเฉยของเขา ก็ยังคงไม่ยี่หระและ
อำมหิตดังเคย “ได้”
ชั่วขณะนั้นยาวนานดุจอสงไขย
แต่ก็สั้นแค่กะพริบตา
หลังประตูตำหนักแปรเปลี่ยนเป็นไร้สุ้มเสียง
ตามด้วยได้ยินเสียง ‘เคร้ง’ ดังกังวาน คล้ายมีด
คมกริบซึ่งเจอะเลือดสะบั้นหลอดลมได้ร่วงจาก
มือตกกระทบพื้น
เยี่ยนหลินคล้ายตกอยู่ในความฝัน เนิ่นนาน
ถึงค่อยได้สติ
กระทั่งเตาฉินกับเจี้ยนซูยังตกตะลึง
สองตาเยี่ยนหลินแดงก่ำปานสัตว์ติดกับดัก
ร่างกายพลันปะทุเรี่ยวแรงที่ไม่มีใครต้านทานได้
ถึงกับดิ้นหลุดจากพันธนาการแล้วโซซัดโซเซไป
ทางตำหนัก ร้องเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า “หนิงหนิง
หนิงหนิง…”
โลหิตไหลรินออกมาจากตำหนัก
หญิงสาวที่กลัวความเจ็บ กลัวคนตาย และ
ขลาดเขลามาตลอดชีวิต กลับนอนจมกองเลือด
อย่างเงียบงันและเด็ดเดี่ยว
ปินทองร่วงหล่น พวงระย้ากระทบพื้น
เยี่ยนหลินพุ่งตรงเข้าไปกอดนางไว้ แม่ทัพ
ใหญ่ผู้คุมสามทัพ เคยบุก โจมตีต๋าต๋า บัดนี้กลับ
อยู่ในสภาพลนลานจนมือเท้าปันปั่วน ร้องไห้ราว
กับ ยังเป็นเด็กหนุ่ม ตะโกนกู่ก้องอย่างสิ้นหวัง
“หมอ หมอ! เรียกหมอหลวง มา…”
มือเขาโชกเลือด
หมดสิ้นหนทาง
ไม่รู้กระบี่ตกพื้นไปตอนไหน เซี่ยเวยยืนมอง
โดยไม่ขยับเขยื้อนอยู่ ด้านนอกเนิ่นนาน ไม่เข้าไป
ข้างในเลยสักก้าว
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็ตาย
8) เหมยเขียว
วิญญาณของเยี่ยนหลินคล้ายติดตามนางไป
ด้วย
พระศพถูกเก็บรักษาไว้ในตำหนักคุนหนิง
ทว่าเหล่าข้าราชสำนักต่าง ไม่มาเคารพ หากไม่ใช่
ว่าไม่กล้าพอก็อาจเพราะรังเกียจเดียดฉันท์
มีแต่เขาที่นั่งร่ำสุราอยู่หน้าโลงทั้งวัน
ครั้นเมาหนักก็สารภาพบาปกับนาง บางครา
สติแจ่มใสก็พร่ำบ่นนาง ชิงชังนาง กล่าวโทษนาง
ซ้ำ ๆ ประหนึ่งว่านางยังอยู่บนโลกนี้…
ไม่รู้ใครอยู่ดี ๆ ก็เอ่ยปากถึงใต้เท้าจางกรม
อาญาท่านนั้น บอกว่า อีกฝั่ายเขียนหนังสือ
พิพากษ์ความผิดตนเองยาวเหยียดเต็ม
หน้ากระดาษ ขุนนางมากมายจากสามตุลาการ
ล้วนไม่มีใครทำใจตัดสินลง
ด้วยเหตุนี้เยี่ยนหลินจึงพลันเสียสติ
ถือกระบี่จะบุกเข้าคุกกรมอาญา หมาย
สังหารจางเจอทิ้ง
พอคนมารายงาน เซี่ยเวยจึงนึกออกว่าจาง
เจอถูกคุมขังไว้ในคุก กรมอาญานานแล้ว
แน่นอนว่าเยี่ยนหลินถูกขวางเอาไว้
เซี่ยเวยขบคิดครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “นำกระบี่
เล่มนั้นในจวนตระกูลเจียง คราวถูกยึดทรัพย์ไป
มอบให้เขา”
นั่นเป็นของจากอดีตเมื่อนานมาแล้ว เจียงปั๋อ
โหยวโดนปลดพ้น ตำแหน่ง จวนตระกูลเจียงถูก
ยึดทรัพย์ จึงค่อยพบมันจากห้องเก็บของฝุั่น
เขรอะ
ยามเปิดหีบกระบี่ ภายในยังสะอาดเหมือน
ใหม่
เป็นกระบี่ดี ตีขึ้นอย่างประณีต
ในหีบกระบี่สลักถ้อยคำอวยพรวันเกิดเอาไว้
ด้วย เส้นลายดูงุ่มง่ามไปบ้างแต่ก็สลักเอาไว้ลึก
ผ่านมาหลายปีแล้วยังปรากฏอยู่
ผู้นำกระบี่ไปส่งกลับมารายงานว่าพอแม่
ทัพเยี่ยนเห็นก็ไม่ดื่มสุรา อีกแม้แต่อึกเดียว นั่ง
เหม่อหน้าตำหนักคุนหนิงทั้งคืน
เซี่ยเวยคร้านจะสนใจเขา
เพียงแต่ระหว่างอ่านตำราตอนกลางคืน ก็
พบว่าหน้าหนึ่งของ ‘อักษรานุกรม’ เขียนคำว่า
‘ริษยา’ เอาไว้พร้อมคำอธิบายต่อท้ายว่า ‘เป็น
ภัย’
เขาโยนตำราเล่มนั้นลงเตาไฟ
รุ่งเช้าวันต่อมาหิมะละลายแล้ว เขานึกถึงจาง
เจอผู้สั่งประหารตนเองหลังสิ้นฤดูสารท จึงไป
เยือนคุกกรมอาญาสักเที่ยว
เพียงแต่คำที่เอ่ยออกมากลับเป็น หนิงรอง
สิ้นชีวิตแล้ว
จากนั้นจึงค่อยเสริมว่า ฮองเฮาของเจ้าสิ้น
แล้ว
ชั่วขณะนั้นเซี่ยเวยรู้สึกได้ถึงความเยาะหยัน
อันไร้ที่มา เสมือนว่าใน ความมืดมิดว่างเปล่ามี
คนกำลังมองตนประหนึ่งชมเรื่องตลกขบขัน
เขาพูดอะไรไปอีกบ้าง ตนเองก็จำไม่ได้
พอออกจากคุกกรมอาญามา ขณะจวนจะ
จากไปก็เห็นคนผู้หนึ่งกำลังยืนถกเถียงกับทหาร
ยามอยู่นอกประตูไม่หยุด
ร่างนั้นสวมชุดขุนนางเช่นกัน
แต่ดูแล้วไม่คุ้นหน้า ในมือยังถือเหมยเขียวที่
บานช้าอยู่กิ่งหนึ่ง กลีบ ดอกเขียวแบ่งบานบนกิ่ง
แห้งเหี่ยว น่าจะเป็นพืชพรรณประหลาดใน วัง
ต้นนั้น
เซี่ยเวยคิดอยู่ครู่หนึ่งค่อยนึกออก “เว่ยเหลี
ยงรึ”
เตาฉินข้างกายกล่าว “ขอรับ”
เซี่ยเวยถาม “เขามาทำอะไร”
เจี้ยนซูจึงเดินเข้าไปหา ไม่นานก็กลับมา
รายงานเสียงเบา “เหมือนว่าระหว่างฮองเฮายังมี
พระชนม์ชีพอยู่จะเคยมีรับสั่งให้เขาหักดอกเหมย
กิ่งหนึ่งมามอบให้ใต้เท้าจางขอรับ”
เซี่ยเวยนิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะบอกว่า “ให้
เขาเข้าไป”
เจี้ยนซูค่อยย่างเท้าอีกครั้ง
คนเหล่านั้นจึงปล่อยเว่ยเหลียงไป
เว่ยเหลียงเองก็เห็นเซี่ยเวยมาแต่ไกล ทว่าสี
หน้าไม่ยินดีนัก นอกจาก ไม่ก้าวเข้ามาหาแล้วยัง
ถึงขั้นไม่แสดงความขอบคุณแก่เซี่ยเวยสักนิด
กลับ ตรงดิ่งเข้าไปในคุกทันที
เซี่ยเวยยืนนิ่งอยู่กับที่
พริบตาเดียวก็มองไม่เห็นเว่ยเหลียงอีก
เตาฉินกับเจี้ยนซูนึกว่ากำลังจะไปกันแล้ว
ทว่าชั่วขณะนั้นสายตาเขาพลันเย็นยะเยือก
ไม่รู้แตะโดนเกล็ดย้อน ที่ใดเข้า สั่งการทันทีว่า
“ไปจับตัวมา ดอกเหมยกิ่งนั้นก็ไม่ต้องนำไปให้!”
อำมหิตโดยแท้
ระยะนี้เตาฉินกับเจี้ยนซูมองอารมณ์ยินดียิน
ร้ายของเขาไม่ออก มากขึ้นทุกที จึงได้แต่ไปจับ
ตัวเว่ยเหลียงที่เข้าไปแล้วออกมาอีกรอบ ทั้งยัง
นำกิ่งเหมยฤดูหนาวสีเขียวที่เขาเพิ่งนำเข้าไปกลับ
ออกมามอบแก่เซี่ยเวย
นิ้วเรียวยาวของเซี่ยเวยถือมันไว้ มองดูชั่วครู่
ก็ปาทิ้งลงพื้น ค่อย ๆ เหยียบขยี้ช้า ๆ
ตอนพิเศษ เมื่อชาติที่แล้ว หิมะจางหายผู้คนลา
จาก (4)
9) ตัดสัมพันธ์
ตอนขากลับ ย่านถนนการค้าค่อย ๆ ฟืนฟู
ความคึกคักคล้ายลืม เหตุการณ์ใหญ่ไม่กี่เดือน
ก่อนไปสิ้น
ขณะเดียวกันก็มีราษฎรพลัดที่นาคาที่อยู่มา
ขอทานตามท้องถนน
ขอทานน้อยเท้าเปล่าผู้หนึ่งทะเลาะกับคนอื่น
อุตลุดจนขวางทางไปต่อ
เซี่ยเวยนั่งอยู่ในรถม้าโดยไม่ถามไถ่
เจี้ยนซูเข้ามารายงาน “ขอทานน้อยกลุ่มหนึ่ง
ต่อยตีกันด้านหน้า เชิญออกไปแล้วขอรับ”
เซี่ยเวยเลิกมุมม่านหน้าต่างขึ้นมอง
ขอทานน้อยเห็นว่าบนศีรษะมีเลือดก็ร้องไห้
จ้า ทว่าสองตากลับถลึง จ้องผู้ใหญ่ที่เพิ่งต่อยตี
กับตนด้วยสายตาดุดัน กัดฟันกรอดไม่กล่าววาจา
สายตาประหนึ่งลูกหมาปั่า
แฝงชีวิตชีวาคล่องแคล่วปราดเปรียว
ทั้งยังกอปรด้วยความไม่ยินยอม ไม่อ่อนข้อ
ไม่ยอมแพ้อยู่เต็มทรวง…
ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้น “พาตัวมา”
เตาฉินนำเด็กคนนั้นมาหน้ารถม้า
ขอทานน้อยไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ยิ่งไม่รู้เลยว่า
เขาเป็นใคร
เซี่ยเวยถาม “อายุเท่าไหร่”
ขอทานน้อยปาดเลือดบนศีรษะ “เจ็ดขวบ”
เซี่ยเวยถามต่อ “มีชื่อหรือไม่”
ขอทานน้อยตอบ “ไม่มี”
เซี่ยเวยจึงค่อย ๆ ปล่อยม่านรถม้า บอกเจี้ยน
ซูว่า “พาตัวกลับไป”
แต่ไม่ได้ไปที่วัง
เป็นจวนตระกูลเซี่ย
ทว่าครั้นเซี่ยเวยเดินเข้าห้องอักษร ก็มีเงาร่าง
หนึ่งยืนเบื้องหน้าผนัง ว่างโล่งอยู่ก่อนแล้ว
เยี่ยนหลินนั่นเอง
ชุดเข้ารูปสีดำทำให้เขาดูสูงชะลูด
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแล้วหันร่างมา สิ่งที่
เต็มเปียมในสองตากลับ เป็นเถ้าถ่านซึ่งมอดดับ
อย่างเงียบงัน ทั้งยังเจือความเหยียดหยันคม
ปลาบ
มีดสั้นงดงามฝังอัญมณีถูกดึงออกจากแขน
เสื้อแล้วโยนลงบนโต๊ะ
เยี่ยนหลินถาม “ท่านให้คนมอบมีดนี้แก่นาง
หรือ”
เซี่ยเวยไม่ปฏิเสธ “แล้ว?”
ชั่วพริบตานั้นเยี่ยนหลินแทบบังเกิดจิตสังหาร
พวยพุ่ง ชักกระบี่ออก จากฝักข้างเอวมาพาด
ลำคออีกฝั่าย!
เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าคนผู้นี้ทำอะไรลง
ไป!
แต่ไหนแต่ไรตนไม่เคยกล้าทิ้งวัตถุมีคมไว้ใน
ตำหนักคุนหนิง กระทั่ง ปินทองคำยังให้คนฝน
ปลายจนทู่
แต่คนผู้นี้กลับส่งมีดสั้นเข้าไป!
คมกระบี่แนบลำคอของเซี่ยเวย โลหิตเริ่ม
หลั่งริน
เยี่ยนหลินกัดฟันตั้งคำถาม “ท่านกล้าดี
อย่างไร ท่านกล้าดีอย่างไรถึงทำเรื่องแบบนี้! การ
มีชีวิตอยู่ของนางมันกีดขวางใต้หล้าตรงไหนหรือ
นาง ไม่เคยทำร้ายท่าน แล้วท่านมีสิทธิ์อะไรมา
บีบคั้นนางจนตาย!”
เซี่ยเวยเอ่ย “เจ้ารู้ได้อย่างไรเล่าว่าข้ามอบมีด
เพราะจะให้นาง ฆ่าตัวตาย”
เยี่ยนหลินตะลึง
สายตาสงบนิ่งที่เซี่ยเวยใช้จับจ้องเขาอ่อนโยน
ไม่วูบไหวแท้ ๆ แต่กลับรู้สึกได้ราง ๆ ถึงความบ้า
คลั่งซึ่งแอบซ่อน กระทั่งว่าทำให้หนาวสะท้านไป
ทั้งกาย “ในเมื่อเป็นมีด ล้วนใช้สังหารใครก็ได้”
เยี่ยนหลินรู้สึกว่าเขาบ้าไปแล้ว
เซี่ยเวยหัวเราะขึ้นมา “เสียดายที่นางเป็นคน
ขลาดไม่กล้าสังหารเจ้า ได้แต่กล้าหันคมมีดเข้า
หาตัวเอง! คนแบบนี้ถึงตายไปพันครั้งหมื่นครั้งมี
อะไรให้ต้องเสียดาย!”
นี่คือพี่ชายเขา
และเป็นอาจารย์ที่เขารู้จักมาเกือบสิบปี ทั้ง
ยังร่วมงานกันมาห้าปีแล้ว!
เหตุที่ส่งมีดให้เจียงเสวี่ยหนิง ที่แท้ก็คิดให้
นางสังหารเขา!
เยี่ยนหลินในตอนนั้นรู้สึกแค่ว่าเหลวไหลบ้า
บอสิ้นดี แทบจะฆ่า อีกฝั่ายทิ้งเสียตรงนี้ในดาบ
เดียว!
แต่แล้วคำฝากฝังก่อนตายของเยี่ยนมู่ก็ผุด
ขึ้นมา
ปลายกระบี่หันเห สุดท้ายก็วาดผ่านข้างลำตัว
ไปฟาดใส่โต๊ะหนังสือ จนแยกเป็นสองซีก “ท่าน
กับข้านับแต่นี้ให้เป็นเหมือนโต๊ะตัวนี้ เป็นข้าเอง
ที่ไม่เคยมองท่านให้กระจ่าง ท่านมันคนบ้าสติ
วิปลาส!”
เยี่ยนหลินจากไปแล้ว
เซี่ยเวยคล้ายไม่แยแสใด ๆ
10) ใต้หล้า
ขอทานน้อยผู้นั้นถูกเตาฉินเจี้ยนซูพากลับมา
อาบน้ำล้างตัวจนสะอาด บาดแผลบนศีรษะได้รับ
การดูแล เปลี่ยนเป็นชุดใหม่ที่สมสัดส่วน แต่
กระนั้นเขากลับดูอึดอัดเป็นกังวล
สายตายามมองผู้คนก็เปียมความระแวดระวัง
ราวกับพร้อมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วหนีเอา
ตัวรอดได้ทุกขณะ
เซี่ยเวยถาม “เจ้าอยากเป็นฮ่องเต้ไหม”
เด็กชายเหมือนจะรู้ฐานะของเขาแล้วถึงแล
หวาดกลัวหน่อย ๆ ทว่า ก็ยังตอบตามตรงโดยไม่
ปิดบัง เสมือนมีความคาดหวังอันยากจะอธิบาย
“อยาก!”
เซี่ยเวยพลันหัวเราะ
เขาจูงอีกฝั่ายขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์สูง
เด็กชายผู้นั้นถาม “ข้าต้องมีชื่อหรือไม่”
เซี่ยเวย “ต่อไปเจ้าก็ตั้งชื่อให้ตัวเองได้”
เด็กน้อยเอ่ย “อยากชื่ออะไรก็ชื่อนั้นเลย
หรือ”
เซี่ยเวย “อยากมีชื่อว่าอะไรก็ตั้งไปตามนั้น
แหละ”
ผืนนภายามโพล้เพล้มืดสลัวเลือนราง
ต้นหญ้าเหี่ยวเฉาไร้สีเขียว ทุ่งรกร้างนอกตัวเมือง
ทอดไกลถึงขอบฟั้า
เซี่ยเวยยืนอยู่บนที่สูง
เด็กน้อยยืนดึงชายเสื้อเขาอยู่ข้างกาย
ทอดสายตามองเบื้องล่าง เช่นกัน
เซี่ยเวยถาม “เจ้ามองเห็นสิ่งใด”
เด็กคนนั้นตอบ “ที่รกร้าง”
เซี่ยเวย “เป็นใต้หล้า”
เขาจึงพูดขึ้นมาอย่างยินดี “เมื่อข้าเป็นฮ่องเต้
ใต้หล้านี้ก็จะเป็นของ ข้า!”
เซี่ยเวยกลับส่ายหน้า “เปล่าเลย ใต้หล้าไม่ใช่
ของเจ้าหรอก”
เด็กน้อยงุนงง
เซี่ยเวยยกมือชี้เบื้องล่าง “เจ้าดูสิ ขุนเขาลำ
น้ำทอดยาวหมื่นลี้ไร้สิ้นสุด ใต้หล้าไม่มีใครเป็น
เจ้าของมันได้อย่างแท้จริง แม้เจ้าครองยศเป็น
ฮ่องเต้ ก็ทำได้เพียงสั่งให้ผู้คนนับล้านในใต้หล้า
มาคลานแทบเท้า แต่ไม่อาจสั่งให้ ฟั้าดินนี้เปลี่ยน
แปรสีสันเพื่อเจ้า กระทั่งคนนับล้านที่คุกเข่าก้ม
หัวแทบเท้าก็ไม่เคยต่ำต้อยกว่าเจ้าเลย เจ้าเป็น
ขอทานยังอาจกลายเป็นฮ่องเต้ได้ วันใดที่เจ้าไม่
คู่ควรกับมัน ในประดาผู้คนนับล้านนั้นย่อมมีคน
ยืนหยัดขึ้นมา ถึง ตายก็ต้องลากเจ้าลงจาก
บัลลังก์มังกรให้จงได้ แล้วบอกกล่าวเหตุผลที่ ไม่
แน่ว่าพวกมันใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจเข้าใจแก่โลก
หล้าอันงมงายนี้”
เหตุผลดังกล่าวแท้จริงคืออะไรนั้น
หลายปีให้หลัง แม้เขาจะกลายเป็นฮ่องเต้ผู้
ปราดเปรื่องแล้วก็ยังสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายเป็นครั้ง
คราว หวนนึกถึงคำพูดปริศนาที่คนประหลาดผู้
นั้น ทิ้งเอาไว้
ทว่าตอนนั้นตนลืมซักถามต่อ
ขากลับเขาอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง “เช่นนั้น
ต่อไปเมื่อข้ามีคนที่ชอบ ก็จะแต่งตั้งนางเป็น
ฮองเฮาได้ ถ้ามีอีกก็แต่งตั้งเป็นนางสนมได้”
เซี่ยเวยนิ่งเงียบไม่ตอบคำ
เขามองอีกฝั่ายอย่างงุนงง “เซียนเซิงไม่มีคน
ที่ชอบหรือ”
ลูกกระเดือกของเซี่ยเวยขยับขึ้นลง เหมือน
กำลังสะกดบางสิ่ง บางอย่างไว้ ท้ายที่สุดก็ไม่ได้
พูดอะไรออกมา
นาน ๆ ทีฮ่องเต้ผู้ปรีชาจะหวนนึกถึงภาพ
ฉากนี้ซ้ำภายหลัง แต่ก็ยัง รู้สึกเหมือนตกอยู่ใน
ม่านหมอก ทำสีหน้าแบบนี้ไม่มีคนที่ชอบเลยจริง
น่ะหรือ บางทีอาจเคยมีคนพิเศษสุดสักคนที่ทิ้ง
ร่องรอยลึกล้ำแก่เขากระมัง
11) สิ้นหิมะ
หลายวันที่ผ่านมาเซี่ยเวยไม่ได้อยู่วังหลวง ทั้ง
ยังไม่อยู่ในจวนตระกูลเซี่ย
เขาไปอยู่วัดไปั๋ถ่า
ส่วนเจ้าอาวาสปฏิบัติธรรมในขุนเขาใกล้ ๆ
ก่อนฤดูใบไม้ผลิมาเยือนหนึ่งวัน เซี่ยเวยก็ขึ้น
เขาไปเยี่ยมเยียน
ฤดูใบไม้ผลิกลางขุนเขามาเยือนช้า ยิ่งสูงยิ่ง
เหน็บหนาว บริเวณ กระท่อมมีหิมะโปรยปราย
เจ้าอาวาสวั่งเฉินกำลังชงชา
เขานั่งลงดื่มชาหลายถ้วย มองหิมะที่ตกตรง
ลานปกคลุมเหยือกน้ำ เล็ก ๆ ใบหนึ่งใต้ชายคา
เจ้าอาวาสวั่งเฉินกล่าว “เรื่องราวในโลกหล้า
บางครั้งมองไม่ทะลุเสียก็ดี หลาย ๆ คนบนโลก
มนุษย์ใช้ทั้งชีวิตผ่านไปอย่างเรียบง่าย”
เซี่ยเวยกลับถาม “เช่นนั้นยังมีความหมาย
อะไร”
เจ้าอาวาสวั่งเฉินถอนหายใจเบา ๆ แล้ว
ภาวนานามแห่งพุทธะ “ประสกเป็นทุกข์อะไรอีก
แล้วหรือ”
เซี่ยเวยนั่งนิ่งอยู่นานก่อนหลุบตากล่าว
“เหนื่อยแล้ว”
ชีวิตคนเราในโลกมนุษย์ ล้วนแต่มีทุกข์ของ
ใครของมัน
จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำอีก
ดื่มชาถ้วยนี้เสร็จเขาก็บอกลา
ขณะกำลังจะจาก ก็เห็นเหยือกซึ่งถูกหิมะ
คลุมใต้ชายคานั้นอีกครั้ง จึงหันไปขอจากเจ้า
อาวาสวั่งเฉินแล้วนำลงเขาไปด้วย
เจ้าอาวาสวั่งเฉินกล่าว “หิมะเมื่อลงจากเขาก็
ละลายแล้ว”
เซี่ยเวยไม่ได้ตอบกลับ
ครั้นมาถึงเชิงเขา เขาก็วางเหยือกลงบนโต๊ะ
กำยานในศาลาเฉาอิน หิมะภายในเริ่มละลาย
คัมภีร์สามนิกายทั้งพุทธเต๋าและขงจื่อล้วนถูก
เขาวางกองไว้ในศาลา
เพียงจุดไฟวาบก็เผาไหม้หมดจด
ติดหนี้ชีวิต ย่อมต้องจ่ายคืน
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิหน้าโต๊ะกำยาน มอง
เหยือกหิมะค่อย ๆ ละลาย พลางรอให้คัมภีร์
เหล่านั้นมอดไหม้จนสิ้น ปินระย้าทองที่ไม่อาจ
เช็ด คราบเลือดออกหมดวางอยู่ตรงกลาง ข้าง ๆ
เป็นผ้าเช็ดหน้าสะอาดผืนหนึ่ง
เขาหลุบตาปลดมีดตรงข้อมือ
ใบมีดบางสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายตก
กระทบเข้าครรลองจักษุ แต่ไม่อาจทำให้ฝุั่น
ละอองรอบข้างใด ๆ เคลื่อนขยับ
ตกบ่าย หลวงจีนน้อยซึ่งรับหน้าที่จุดกำยาน
บูชาปั้ายหลุมศพก็เดิน เข้ามา ท่ามกลางแผ่น
ปั้ายวิญญาณของเด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคน
ไม่รู้ มีหลุมใหม่ถูกขุดตั้งแต่เมื่อใดด้านหลังแผ่น
หินที่สลักชื่อแซ่ให้ผู้ตาย
ครั้นมาถึงหน้าศาลาเฉาอิน ก็แลเห็นโลหิต
จำนวนมากไหลคดเคี้ยว จากข้างบนลงมาตาม
ขั้นบันได
เสื้อคลุมนักพรตขาวราวหิมะย้อมแดงฉานไป
ครึ่งตัว
หลังใช้มีดสั้นเล่มบางบนโต๊ะกำยานเสร็จก็
เช็ดจนสะอาด วางเคียงคู่ ปินระย้าสีทอง
ในเหยือกไม่เหลือหิมะอีกต่อไป มีแต่น้ำใสอยู่
ครึ่งหนึ่ง
และแล้วชายผู้เคยเป็นดั่งเงาทะมึนปกคลุม
ฟั้าเหนือราชวงศ์ใหม่ ก็จากไปอย่างประหลาด
และสงบโดยไม่ทิ้งคำพูดใด ๆ ไว้แก่โลกหล้า ณ
บ่ายวันที่หิมะหยุดตกก่อนฤดูใบไม้ผลิจะมาเยือน