คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 591 ลงโทษ
แม้อันอ๋องจะเดินทางออกจากวังแล้ว แต่ในหัวเขายังคิดถึงเรื่องนี้อยู่
เรื่องที่พูดในวันนี้เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้กำลังปูทางให้เขาในไม่ช้าเขาจะกลายเป็นรัชทายาทแคว้นฉี
เขาไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งกับบิดามากนัก แต่เป็นความกลัวเกรงมากกว่า แต่ก็เข้าใจว่าสิ่งที่เขาพูดกับตนในวันนี้ล้วนออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ และมันน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามเขารู้ดีว่าตนเองมีคุณธรรมเช่นไร หากไม่มีหยางชูการปราบปรามกบฏขององค์ชายรองคงไม่มีทางผ่านพ้นไปได้ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่อันตรายเช่นนั้น หยางชูหลอกล่อเขาให้เข้าไปในที่ปลอดภัย และเผชิญกับอันตรายเพียงลำพัง อันอ๋องก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่คำพูดเหล่านั้นได้ยืนยันคำเตือนครั้งก่อนของหยางชูว่าฮ่องเต้กลัวเขาจริงๆ…
ซึ่งทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อย ในสายตาของเขาฮ่องเต้เป็นคนที่เก่งกาจ และมีเมตตามาโดยตลอด และไม่มีผู้ใดสามารถแบกรับตำแหน่งฮ่องเต้ผู้ทรงเมตตาได้มากไปกว่าเขาแล้ว แต่ตอนนี้เขาพบว่าบิดาที่รักยิ่งของเขาก็มีความคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สามารถให้ผู้ใดรับรู้ได้…
แม้ว่าจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็มีความรู้สึกที่พังทลายลงเล็กน้อย
อันอ๋องจมอยู่กับความคิดของตนเองเขาเดินเข้าจวนอ๋องไปจนเกือบชนกับม้าเข้า
พอเงยหน้าขึ้น นั่นหยางชูใช่หรือไม่ ทักษะการขี่ม้าของหยางชูนั้นดีเขาดึงบังเหียนเพื่อหันหัวม้าได้ทันเวลา แต่ถนนที่กว้างเช่นนี้ก็ไม่สามารถระงับการปะทะกันได้ทำให้เขาตกลงจากหลังม้า
หยางชูลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีโกรธจัด และเดินมาหาเขาอย่างโกรธเคือง “ท่านเหม่ออะไร โชคดีที่เป็นข้าไม่อย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับท่าน!”
ก่อนที่สติของอันอ๋องจะกลับมาเขาเห็นใบหน้าอีกฝ่ายก็ร้องอาออกมา
“อาอะไร” หยางชูยิ่งโกรธมากขึ้น “ท่าทางเหมือนไก่อ่อนอย่างท่าน ควรหวงแหนชีวิตของตนเองให้ดีไม่ดีกว่าหรือ ข้าโชคร้ายจริงๆ ทั้งๆ ที่วันนี้ควรจะมีความสุขแท้ๆ!”
หยางชูปล่อยคอเสื้อของเขาแล้วพึมพำหาของของตนเองที่ตกไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดอารมณ์สับสนของอันอ๋องถึงได้สงบลง
นี่เขาสับสนอะไรอยู่เสด็จพ่อพูดเช่นนั้นไม่ใช่เพราะว่ากลัวเด็กคนนี้แย่งตำแหน่งไปหรือไร อย่างไรเสียตนก็ไม่ได้อยากได้ตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว เหตุใดต้องกังวลเรื่องนี้ด้วย นอกจากนี้ไม่ว่าก่อนหน้านี้สถานะของเขาจะตกต่ำ หรือตอนนี้จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทัศนคติของเขาไม่เคยเปลี่ยนแล้วเหตุใดตนต้องมาสงสัยเขาด้วยเสด็จพ่อมีประสบการณ์ก็จริง แต่เขาก็มีวิจารณญาณของตัวเองด้วย!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นอันอ๋องก็ยิ้มแล้วเดินไปช่วยเขาหยิบของ “เห็นสีหน้าแจ่มใสของเจ้าแล้ว เมื่อครู่ไปหาหลานสะใภ้มาใช่หรือไม่ ช่างน่าสงสารจริงๆ ปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้วให้เปิ่นหวางไปพูดกับเสด็จพ่อให้ดีหรือไม่”
“ไปให้พ้น!” ดันมาพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดอีก!
……………
ฮ่องเต้อาศัยช่วงที่ตนเองอาการดีขึ้นเรียกขุนนางมาเข้าเฝ้า เจี่ยงเหวินเฟิง กัวสวี่ แล้วยังมีตี๋ฝาน และคนอื่นๆ เพื่อถามถึงสถานการณ์ในตอนนั้น และให้กำลังใจพวกเขา ส่วนคนสุดท้ายก็คือซื่อเซียงจางถาน
อาการของฮ่องเต้แย่ลงเล็กน้อยเขาจึงเอนตัวพิงหัวเตียง และหลับตาลง
เมื่อจางถานเข้ามาหลังจากทำความเคารพเสร็จก็ยืนเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้รู้สึกตัว เมื่อพบว่าเขามาถึงแล้วจึงฝืนกายลุกขึ้น
“เจ้ามาแล้วเหตุใดไม่เรียกข้ากัน มายืนบื้อทำไมตั้งนาน”
จางถานก้าวเข้ามาเพื่อช่วยประคอง สองคนขุนนางและฮ่องเต้สนิทสนมกันมากกว่าแต่ก่อนมาก เขาจึงตอบกลับไปว่า “ฝ่าบาทดูแลพระวรกายดีๆ กระหม่อมน้อมรับด้วยความยินดีหากต้องยืนนานอีกสักหน่อยไม่มีเรื่องอะไรเร่งด่วนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยิ้มแล้วเหยียดนิ้วออกให้เขานำเก้าอี้ย้ายมานั่งที่หน้าเตียงด้วยตัวเอง
จางถานไม่ได้ดื้อรั้นจึงทำตามที่เขาต้องการ
“เจิ้นเพิ่งได้พบเจี่ยงชิง และคนอื่นๆ” ฮ่องเต้พยายามทำตัวให้สดชื่นแล้วพูดว่า “เรื่องนี้เจ้าคิดว่าอย่างไร”
จางถานก้มศีรษะ “กระหม่อมละอายใจที่ไม่พบเจตนาขององค์ชายรอง หากไม่ใช่เพราะความเด็ดขาดของอันอ๋อง และความระมัดระวังของของใต้เท้าเจี่ยง เกรงว่าคงเกิดหายนะครั้งใหญ่”
ฮ่องเต้พูด “ข้าไม่แปลกใจ เจ้าไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับฝั่งกองทหารรักษาพระองค์ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วมีเพียงเจี่ยงเหวินเฟิงเท่านั้นที่สามารถตรวจจับความผิดปกติจากกิจวัตรประจำวันได้”
หลังจากพูดปลอบโยนฮ่องเต้ก็พูดเข้าประเด็น “เจ้าคิดว่าเจี่ยงเหวินเฟิงน่าเชื่อถือหรือไม่ เจิ้นอยากให้เขาอยู่ข้างกายลูกสามเจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร”
จางถานคิดแล้วตอบกลับว่า “ใต้เท้าเจี่ยงอายุยังน้อยอีกทั้งยังฉลาดเป็นพรสวรรค์ที่หายาก เพียงแต่ว่า…”
“แต่อะไร”
“เหตุการณ์นี้บังเอิญเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” จางถานพูดอย่างตรงไปตรงมา “ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น แต่เขาทำหลายสิ่งหลายอย่าง นอกจากนี้เขายังระดมกำลังคนหลายฝ่าย ทั้งกองทหารรักษาพระองค์อีกทั้งยังโน้มน้าวพวกเขาให้เห็นด้วยได้ แม้แต่กองทัพซิ่งโจวยังไว้หน้าเขา ฝ่าบาท…ตอนแรกกระหม่อมรู้สึกโชคดี แต่พอยิ่งคิดก็ยิ่งน่ากลัว อันอ๋องไม่มีรากฐานในราชสำนัก เจี่ยงเหวินเฟิงเป็นผู้ทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดหากจิตใจของเขาถูกนำไปใช้ในอีกทางหนึ่ง…”
“เขาไม่ใช่ว่าดีหรือ” ฮ่องเต้พูดตัดบทเขา “คนผู้นี้เจิ้นรู้จักเขาอยู่บ้าง ภรรยาเสียชีวิตเขายังคงครองตัวอยู่ผู้เดียวมาสิบปี หากไม่ได้มีจิตใจบริสุทธิ์คงไม่สามารถทำได้ เป็นเวลาหลายปีที่เขาจดจ่ออยู่กับการพิจารณาคดี และเมื่อเขากลายเป็นจิงจ้าวอิ่นก็ยังคงประพฤติตัวเหมาะสม สงบเสงี่ยมเจียมตัว หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นคงทำไม่ได้”
“พ่ะย่ะค่ะ” จางถานพูดต่อจากเขา “กระหม่อมไม่ได้สงสัยในความภักดีของใต้เท้าเจี่ยง เพียงแต่เกรงว่าอันอ๋องจะควบคุมเขาไม่อยู่”
ฮ่องเต้ยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นลองคิดดูเด็กคนนั้นจะควบคุมผู้ใดได้ เขาไม่มีความรู้ทักษะใดๆ มายี่สิบปี จะกลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างหาที่เปรียบมิได้ในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร ต้องคอยสอนเขาอย่างช้าๆ เจิ้นแค่อยากจะมอบเขาให้เจ้าดูแลให้เจ้าดูแลเขาสองสามปี หากเป็นเช่นนี้เมื่อเจิ้นจากไปก็วางใจได้แล้ว”
“ฝ่าบาท!” เมื่อได้ยินน้ำเสียงเศร้าสร้อยของเขาจางถานอยากจะคุกเข่าลง
ฮ่องเต้เข้าไปประคอง “ไม่ต้องพูดเท็จแล้วบอกความจริงกับเจิ้นมาเถิด คิดว่าเจิ้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือเพียงแต่เวลาใกล้เข้ามาแล้ว…”
จางถานพูดอย่างหนักแน่น “กระหม่อมจะรีบตามหาตัวหมอเทวดาจงให้พบพ่ะย่ะค่ะ!”
“เฮ้อ นานเพียงนี้แล้วยังหาไม่เจอ บางทีนี่อาจเป็นโชคชะตาของเจิ้น” ฮ่องเต้ไม่ได้พูดจากใจจริงเขาพูดประเด็นเมื่อครู่ต่อ “ในเมื่อเจ้าคิดว่าความภักดีของเจี่ยงเหวินเฟิงไม่มีปัญหาเช่นนั้นตำแหน่งว่างในราชสำนักก็มอบให้เขาชั่วคราว”
อันที่จริงจางถานอยากจะคัดค้าน แต่เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วไม่พูดอะไร
หลู่เซียงเกษียณ ตนได้กลายเป็นโส่วเซี่ยง และเจี่ยงเหวินเฟิงที่มีส่วนสนับสนุนอย่างมากในเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ต้องการให้เขาอยู่ข้างกายอันอ๋อง หากตนคัดค้านไปก็ดูเหมือนคนขี้อิจฉาไปหน่อย
“พ่ะย่ะค่ะ” ในที่สุดเขาก็พูดออกมา
ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างพอใจ “เช่นนั้นเจ้าเขียนพระราชโองการละกัน!”
จางถานฝนหมึกด้วยตนเองจากนั้นก็เขียนเรื่องการก่อกบฏตามคำพูดของฮ่องเต้ทีละเรื่อง
หลังจากเขียนเสร็จสีหน้าของฮ่องเต้แย่ลงทันใด
“ตอนแรกเจิ้นอยากพบลูกรอง อยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไร แต่พอคิดดูอีกทีพบแล้วจะได้อะไรกัน เรื่องนี้ลูกรองทำลงไปแล้ว เจิ้นไม่สามารถละเว้นเขาได้มีแต่เสียใจเพิ่มเท่านั้น เฮ้อ! เจิ้นรู้สึกล้มเหลวจริงๆ ลูกใหญ่สอนเขาจนกลายเป็นเช่นนั้น ส่วนลูกรองก็…”
จางถานปลอบใจ “ฝ่าบาทยังมีอันอ๋องอยู่พ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ท่านอ๋องทำได้ดี ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องเสียใจกับองค์ชายรอง”
ฮ่องเต้พยักหน้าฝืนทำตัวให้สดชื่น “เอาล่ะ เจ้าออกไปเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ในตอนที่จางถานเดินออกไปเขาเห็นเงาของเผยกุ้ยเฟยก็เลิกคิ้ว แต่ทำได้เพียงคำนับแล้วถอยออกไป
……………