คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 609 มุ่งหน้าสู่ทางใต้
หลังเทศกาลหยวนเซียว อากาศเริ่มอุ่นขึ้น วันนี้แสงแดดดีมากฮ่องเต้จึงเสด็จไปที่สวนเพื่ออาบแสงแดด
เนื่องจากร่างกายเป็นอัมพาตครึ่งซีกจึงเคลื่อนไหวไม่สะดวก ฮ่องเต้จึงย้ายไปที่ตำหนักไท่หยวนเพื่อพักฟื้น เผยกุ้ยเฟยเองก็ตามมาด้วยตอนนี้นางใช้เวลาในตำหนักไท่หยวนมากกว่าตำหนักเชียนชิวเสียอีก ภายใต้การดูแลอย่างเอาใจใส่ของนาง แม้ว่าอาการของฮ่องเต้ไม่ดีขึ้น แต่ก็ไม่เลวร้ายลง
ดังนั้นนางเลยได้รับการยอมรับจากคนในราชสำนัก การมีอยู่ของเผยกุ้ยเฟยครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดด่างพร้อยของฮ่องเต้ผู้ทรงคุณธรรม นางในฐานะหลานสะใภ้อภิเษกสมรสกับฮ่องเต้ และถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์
โลกนี้โหดร้ายกับสตรีมากกว่า พวกเขาจะไม่โทษที่ฮ่องเต้เหลวไหล แต่จะวิจารณ์เฉพาะชื่อเสียงของเผยกุ้ยเฟยเท่านั้นบอกว่านางทำให้ฮ่องเต้ลุ่มหลง และโลภในชื่อเสียง แต่ตอนนี้เมื่อเห็นนางดูแลฮ่องเต้เช่นนี้แม้จะหยุดงานต่างๆ ภายในวังไปก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนมุมมองใหม่ หรือบางทีอาจเป็นเพราะความรัก
แม้ว่าจะผิดจรรยาบรรณ แต่ตอนที่นางเข้าวังนางก็เป็นหม้ายแล้วการละทิ้งฐานะหลานสะใภ้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร มีเผยกุ้ยเฟยอยู่เคียงข้างอารมณ์ของฮ่องเต้ก็พอจะดีขึ้นบ้าง ด้วยร่างกายของเขาในตอนนี้ไม่สามารถว่าราชกิจได้ เขาฟังเผยกุ้ยเฟยอ่านหนังสือทุกวัน และให้ว่านต้าเป่าเล่าเรื่องใหม่ๆ แก้เบื่อ
ในตอนที่เผยกุ้ยเฟยมาถึงฮ่องเต้ถามนางว่า “ได้ยินว่าอาเหยี่ยนพลิกไปกว่าครึ่งเมืองหลวงเพื่อค้นหาคนงั้นหรือ”
เผยกุ้ยเฟยตกใจ “เหตุใดฝ่าบาทถึงทราบเร็วเพียงนี้เพคะ”
ฮ่องเต้พูด “เมื่อครู่ว่านต้าเป่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา”
เผยกุ้ยเฟยป้อนยาให้เขาแล้วพูดว่า “หม่อมฉันไม่อยากให้ฝ่าบาทเป็นกังวล เด็กคนนี้ไม่ได้ตั้งใจ ความจริงคือ….”
เมื่อเห็นนางเลิกคิ้วฮ่องเต้จึงถามว่า “มีข่าวลือว่าอาเหยี่ยนเป็นเช่นนี้เพราะมีคนลักพาตัวสาวใช้ของเขาไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เผยกุ้ยเฟยวางถ้วยยาลงเช็ดมุมปากให้เขาแล้วพูดว่า “มีคนหายตัวไป แต่เขาไม่กล้าปล่อยข่าวออกไปเพคะ”
“ผู้ใดกัน”
เผยกุ้ยเฟยถอนหายใจ และตอบไปว่า “เป็นคุณหนูหมิงเพคะ”
ฮ่องเต้ตกใจ “เป็นนางงั้นหรือ ตอนนี้ยังหาไม่พบหรือ”
“เพคะ” เผยกุ้ยเฟยก้มหน้าลง “อาเหยี่ยนไปขอความช่วยเหลือจากอันอ๋อง ให้ช่วยเชิญท่านราชครูมาทำนายทิศทาง และไล่ตามไปทางใต้ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวเพคะ”
ฮ่องเต้ครุ่นคิด “เรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะให้ผู้ใดรู้จริงๆ ใครเป็นคนลักพาตัวคุณหนูหมิงกัน”
“เป็น…กบฏที่เหลืออยู่ขององค์ชายรองเพคะ” เผยกุ้ยเฟยพูด “เป็นคุณหนูเวินผู้นั้น”
“นางกล้าดีอย่างไรถึงมาปรากฏตัว” เพียงแค่ได้ยินฮ่องเต้ก็พิโรธเป็นอย่างมาก
เผยกุ้ยเฟยลูบหลังเขา “ฝ่าบาทอย่าได้พิโรธไปเลยเพคะ ตอนนี้ดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่วนเรื่องนี้ให้อันอ๋องเป็นคนจัดการเถิดเพคะ ตอนนี้ท่านอ๋องได้ส่งคนไล่ตามจับกบฏที่เหลืออยู่เพื่อกลับมารับโทษแล้ว”
“เรื่องนี้ให้ลูกสามทำก็ดี”
เผยกุ้ยเฟยตอบกลับเขาด้วยรอยยิ้ม แต่ก็ไม่สามารถซ่อนความกังวลบนใบหน้าของนางได้
ฮ่องเต้ครุ่นคิด “ถึงแม้คุณหนูหมิงจะติดร่างแหไปกับเรื่องนี้ นางเป็นเช่นนี้ไปแล้วถึงแม้จะสามารถช่วยกลับมาได้ แต่ก็ไม่เหมาะสมที่จะแต่งเข้าราชวงศ์”
“ฝ่าบาทเพคะ!” เผยกุ้ยเฟยตกใจ “ได้โปรดทรงเมตตาด้วย อาเหยี่ยนรักนางมาก หากยกเลิกการหมั้นหมายนี้เกรงว่าเขา…”
ฮ่องเต้ไม่เห็นด้วย “บุรุษที่ดีไม่ต้องกังวลว่าจะไร้ภรรยา หากเขาลุ่มหลงในความรักเช่นนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร เขาโตถึงเพียงนี้แล้วควรรู้ความ หากข่าวนี้แพร่ออกไปชื่อเสียงของราชวงศ์จะเป็นอย่างไร”
“ฝ่าบาท…” เผยกุ้ยเฟยอ้อนวอน “เขาเป็นแค่เสียนอ๋องไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จ เด็กคนนี้เกิดมาไร้สิ้นบิดามารดาก็น่าสงสารพออยู่แล้ว ฝ่าบาทช่วยเมตตาให้เขามีความสุขสักหน่อยเถอะเพคะ”
เมื่อเห็นน้ำตาของเผยกุ้ยเฟยฮ่องเต้ก็ลดเสียงลง “เจิ้นพูดเช่นนั้นเหตุใดเจ้าต้องเศร้าเพียงนี้ด้วย ได้ๆๆ หากเขาไม่พูดเจิ้นจะปล่อยเขาไปดีหรือไม่”
เผยกุ้ยเฟยยิ้มออก “ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
“เจ้าสบายใจเถอะ” ฮ่องเต้ปลอบโยนนาง “คุณหนูหมิงมีทักษะที่แปลกไม่แน่นางอาจกลับมาได้ด้วยตนเอง”
“เพคะ”
วันนี้ฮ่องเต้อารมณ์ดีหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเขาก็ให้เผยกุ้ยเฟยกลับไปพักผ่อน และส่งคนไปเรียกอันอ๋อง
อันอ๋องก็เดินทางมาอย่างเชื่อฟัง ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ไม่ชอบที่เขาเป็นคนว่าง่าย แต่ตอนนี้เห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็อารมณ์ดี แม้แต่การที่เขาเริ่มงานราชการช้าเกินไปก็กลายเป็นข้อได้เปรียบ ลูกรองมีความสามารถ แต่มีความคิดที่มากเกินไปถึงได้ทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นขึ้น
ลูกสามโง่แล้วอย่างไรค่อยๆ สอนไปก็ได้ ความสามารถนั้นสามารถสอนได้ แต่นิสัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากเปลี่ยนเป็นลูกใหญ่หรือลูกรองเห็นเขาเป็นอัมพาตเช่นนี้คงรีบยกตัวเองให้สูงขึ้นแล้ว
เมื่อได้ยินคำถามจากฮ่องเต้อันอ๋องก็ตอบอย่างเชื่อฟัง “เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับกบฏที่เหลืออยู่ ลูกจึงได้ให้ใต้เท้าเจี่ยงส่งกำลังทั้งหมดออกไล่ล่า วัดฉางเซิงกลายเป็นถ้ำโจรเพียงแค่ลูกคิดก็รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันที ตอนนี้นางโผล่หัวออกมาแล้วจะต้องไม่พลาดโอกาสนี้แน่ สตรีร้ายกาจผู้นี้คือหัวหน้าที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
เขาไม่ได้พูดถึงการหายตัวไปของหมิงเวยแม้แต่ประโยคเดียว แต่พูดถึงการไล่ล่าผู้สมรู้ร่วมคิดเท่านั้น ฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้นก็อารมณ์ดี และพูดว่า
“เจ้ามีความคิดเช่นนี้ก็ดีแล้ว เจี่ยงเหวินเฟิงเป็นคนมีศักยภาพมอบเรื่องนี้ให้เขา เขาต้องเข้าใจได้อย่างชัดเจนแน่ ส่วนทางด้านอาเหยี่ยนเจ้าเกลี้ยกล่อมเขาด้วย เขาเป็นถึงเสียนอ๋องจะให้วิ่งตามหาสตรีผู้หนึ่งไปทั่วใช้ได้ที่ไหนกัน”
อันอ๋องพูด “เสด็จพ่อคงไม่ทราบ ผู้ที่หายตัวไปยังมีสาวใช้นามว่าอาหว่านอีกคน พวกเขาสองคนผูกพันกันมากเขาจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อตามหาอาหว่านแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ…”
ฮ่องเต้ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก เขารู้สถานะของอาหว่านถึงแม้ตอนนี้นางเป็นนักโทษที่เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามไม่ให้ผู้อื่นรู้ แต่อย่างไรนางก็มีสายเลือดราชวงศ์ มันคงไม่ดีจริงๆ หากนางตกไปอยู่ในมือของพวกโจร
“อย่างไรก็เถอะเจ้าอย่าให้เขาก่อเรื่อง เรื่องตามหาคนเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่แล้วไม่จำเป็นที่เขาต้องออกโรงเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อันอ๋องตอบรับอย่างเชื่อฟัง และเมื่อเขากลับไปที่ท้องพระโรง หยางชูก็กลับมาแล้ว ดวงตาของเขาแดงก่ำ ร่างกายของเขาดูทรุดโทรมอย่างหนัก แค่มองก็รู้ว่าไม่ได้นอนมาหลายวัน
แม้แต่ตอนที่เขาเข้าวังเขาไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นอันอ๋องเขาก็เปิดปากถามว่า “ข้าต้องการไปแคว้นฉู่ ท่านช่วยทูลขอฝ่าบาทให้ข้าหน้อย”
อันอ๋องที่กำลังภูมิใจในไหวพริบของตนเองยังไม่ทันได้พูดโอ้อวดก็ถูกอีกฝ่ายตบหน้าด้วยประโยคเมื่อครู่
“ไปแคว้นฉู่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ” อันอ๋องไม่อยากจะเชื่อ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นผู้ใด หลานชายคนโตรุ่นที่สี่ของตระกูลเจียง เยวี่ยอ๋องแห่งแคว้นต้าฉีเจ้าไปแคว้นฉู่เพื่อรนหาที่ตายงั้นหรือ”
หยางชูพูด “ข้าแน่ใจว่าพวกเขาถูกพาตัวไปแคว้นฉู่ข้าต้องไปช่วยพวกเขา!”
อันอ๋องหัวร้อน ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้บอกให้เขาห้ามหยางชูผลกลายเป็นว่าทันทีที่เด็กคนนี้กลับมาก็โยนปัญหาที่ยากนั้นให้เขา
“ข้าบอกว่า…”
“ไม่ว่าท่านจะตอบรับหรือไม่ ข้าก็จะไป” หยางชูพูดตัดบท “ดังนั้นท่านช่วยข้าทูลขอพระบรมราชานุญาตจะเป็นการดีที่สุด”
“…” อันอ๋องอยากจะสาดหมึกใส่หน้าเขา คนอะไร! ขอให้ผู้อื่นช่วยด้วยวิธีนี้
“ขอร้องล่ะ” เสียงของหยางชูอ่อนลง “พอหาพวกนางไม่เจอข้านอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ”
อันอ๋อง…ใจอ่อน
“ได้ ข้าจะลองไปพูดกับเสด็จพ่อดู”
หยางชูรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย และแนะนำเขาไปว่า “ท่านไปบอกเช่นนี้…”
………………