คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 608
“ฉือชิ่ง” เขาพูดออกมาสองคำ
“อ้อ คุณชายฉือ! เชิญนั่งพวกเราค่อยๆ คุยกันเถอะ” ฉือชิ่งจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุดก็ดึงเก้าอี้ขึ้นมานั่งลง เก้าอี้เล็กที่เรือใช้ไม่สูงเท่าไรนัก การสนทนาจึงค่อนข้างส สบาย
หมิงเวยถาม “คุณชายฉืออยากรู้อะไรหรือ”
“ที่มา การสืบทอดของท่าน ท่านรู้เกี่ยวกับสำนักหมอผีมากน้อยเพียงใด” ฉือชิ่งถามคำถามติดกันสามข้ออย่างไม่เกรงใจ
หมิงเวยพูด “ที่มาของข้าค่อนข้างลึกลับ และยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ สรุปได้ว่าสำนักของข้าเป็นสำนักซ่อนเร้นซึ่งสืบทอดมาหลายปีจะเรียกว่าหลายร้อยปีเลยย่อมได้ แน่นอนว่าคง ไม่นานเท่าสำนักหมอผีของพวกท่าน แต่พวกเราไม่เหมือนพวกท่านที่แม้จะสืบทอดมานับพันปี แต่ก็กบดานอยู่ทางใต้หลายพันปีเช่นกัน สำนักท่านอยู่โดดเดี่ยวมาโดยตลอดไม่เพียงแต่ไม่ก้าวหน้า เท่านั้น แต่ยังสูญเสียมรดกไปเล็กน้อยเนื่องจากสงคราม”
สีหน้าของฉือชิ่งมืดครึ้ม “ข้าไม่ได้มาเพื่อฟังท่านวิจารณ์สำนักหมอผีของพวกเรา!”
หมิงเวยยอมคล้อยตาม “ได้ งั้นมาพูดถึงสำนักของข้าต่อ ในช่วงสองสามร้อยปีที่ผ่านมา เหล่าบรรพจารย์ของข้าทุกคนได้ลองเดินทางไปทั่วหล้า ศึกษาเรียนรู้จากสำนักต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวบรวมเคล็ดวิชาใหม่ๆ เสริมทีละเล็กละน้อย ส่วนวิชาหมอผี…อันที่จริงมีแพร่หลายอย่างมากระหว่างต่างเผ่า แม้ว่าบางส่วนจะรู้เพียงผิวเผินบางส่วนได้เปลี่ยนรูปร่างไปแล้ว แต่ก็สามารถส สืบย้อนไปถึงเมื่อหลายพันปีก่อนได้ สิ่งที่ข้าทำในวันนั้นไม่ใช่ระบำพิชิตมารแบบมาตรฐาน แต่การสื่อสารระหว่างหยินหยางก็เหมือนกับวิชาหมอผีโบราณ”
นางเหลือบมองฉือชิ่ง และเห็นแววตาที่สั่นไหวของเขานางจึงพูดต่อไปว่า
“สำนักหมอผีของพวกท่านคงถ่ายทอดบันทึกโบราณมาบางส่วนแล้ว รากฐานหยินหยางของท่านแข็งแกร่งที่สุดที่ข้าเคยพบ แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกมรดกสืบทอดในอดีตกลับคืนมา แต่ถ้าสามาร รถสืบหาหลักการของมัน และตามเบาะแสที่บรรพจารย์ทิ้งไว้ก็จะสามารถสร้างวิชาลับใหม่ๆ และไม่เป็นแค่ความคิดลมๆ แล้งๆ อีก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็ได้นำเบี้ยของตนเองออกมาแล้ว
ฉือชิ่งมองนางด้วยสายตาค้นหา “ท่านต้องการอะไร”
หมิงเวยก้มหน้ายิ้มด้วยความเขินอายเล็กน้อย และเอื้อมมือไปจัดการผมที่ยุ่งเหยิงของตนเอง ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาทั้งถูกลอบทำร้าย จากนั้นก็ซ่อนตัวอยู่ในหลุมเป็นเวลานานสุดท้ายก็ถู กโยนลงเรือพลิกคว่ำไปมา เสื้อผ้าหน้าผมเลอะเทอะไปหมด
“ข้าต้องการอะไร คุณชายฉือยังไม่รู้อีกหรือ ด้วยสถานะในตอนนี้ข้าจะกล้าร้องขออะไรได้แค่เพียงอยากขอร้องให้ไว้ชีวิตก็เท่านั้น”
“ได้” ฉือชิ่งหรี่ตาลง “ข้ารับปากท่านได้พวกท่านจะไม่ตายในตอนนี้”
หมิงเวยมองเขา “แค่ไม่ตายเองหรือ”
ฉือชิ่งพูด “แล้วท่านต้องการอะไรอีกให้ปล่อยท่านไปหรือ อย่าฝันเลย”
หมิงเวยถอนหายใจ “ก็จริง…ระหว่างท่านกับคุณหนูเวิน ลำดับความสำคัญนั้นชัดเจนอยู่แล้วนางไม่มีทางปล่อยข้าไปแน่ท่านเองแน่นอนว่าไม่มีทางเลือกเช่นกัน”
“ท่านไม่ต้องยุยง” ฉือชิ่งพูด “ตอนนี้ท่านเป็นนักโทษไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเสนอเงื่อนไขใด ข้าแค่รับปากไว้ชีวิตท่านจะมีชีวิตอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของท่านแล้ว”
หมิงเวยเลิกคิ้ว หมายความว่าต้องการให้นางเอาของอย่างหนึ่งมาแลกเป็นค่าตอบแทนงั้นหรือ คุณชายฉือผู้นี้ไม่ได้ดูโง่เขลายังไงเสียตัวนางเองก็เปรียบเหมือนนักโทษที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับ บความเป็นธรรม
นางพยักหน้า “ตอนนี้ข้านึกออกอยู่คาถาหนึ่ง คุณชายฉือลองดูก็ได้อาจพบความแตกต่างในนั้น”
ฉือชิ่งนั่งตัวตรง
แต่หมิงเวยลูบผมตนเองแล้วพูดว่า “เมื่อวานเกิดเรื่องวุ่นวายเหลือเกิน ตอนนี้ร่างกายสกปรกมาก แม้แต่เสื้อผ้าสะอาดยังไม่มีให้เปลี่ยนทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเลยจริงๆ”
ฉือชิ่งแค่นหัวเราะ “ท่านบอกมาก่อนถึงจะได้ไม่อย่างนั้นก็นอนไปทั้งอย่างนั้นแหละ!”
หมิงเวยยิ้ม และไม่รอช้าอีกต่อไป นางทวนคาถาออกไปสิบคำหนึ่งรอบ พูดทุกคำอย่างชัดเจนแม้แต่วิธีเขียนก็บอกไปด้วยความจริงใจ ฉือชิ่งท่องในใจสองสามรอบเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจำมันไ ได้จากนั้นก็ผลักประตูเดินออกไป
“เขาจะรักษาสัญญาจริงๆ หรือ”
“หลังจากนี้ไม่รู้ แต่ตอนนี้เขารักษาสัญญาแน่” หมิงเวยพูด
อย่างไรนางก็มีแผนในใจมากมาย อย่างน้อยก็รอจนถูกบีบคั้นก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนใจก็ได้ไม่ใช่หรือ ผ่านไปสักพักก็มีคนเปิดประตูเข้ามา
ทั้งสองเงยหน้าขึ้น และเห็นว่าเป็นคนพายเรือหญิงผิวเข้มดูแข็งแรง นางไม่พูดคุยอะไรกับพวกเขาเลย ตอนแรกยกถังน้ำร้อนมาให้จากนั้นก็นำเสื้อผ้าเข้ามา
หมิงเวยรั้งนางไว้ “มีถังเดียวหรือ”
คนพายเรือหญิงโบกมือชี้ไปที่ปากของตนเองแล้วเดินออกไป
“พี่ห้า” หมิงเวยถาม
จี้เสียวอู่เม้มปาก “คิดว่าข้าไม่ให้เจ้าอาบหรืออย่างไร เจ้าอาบไปเถอะข้าแค่ล้างมือล้างเท้าก็พอแล้ว”
หมิงเวยยิ้ม “ไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอก พวกเราแบ่งกันใช้น้ำน้อยหน่อยแค่เช็ดตัวก็พอแล้ว”
แน่นอนว่าจี้เสียวอู่ไม่คัดค้าน หมิงเวยเคาะประตูห้อง และขอให้คนพายเรือหญิงเอาอ่างอีกใบมาให้
โชคดีที่คนพายเรือหญิงไม่ปฏิเสธ ในยามฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องสนใจความแตกต่างระหว่างชายหญิง ทั้งสองแบ่งน้ำ และหันหลังให้กันเพื่อเช็ดตัว
เสื้อผ้าที่ได้มาเป็นเสื้อผ้าเนื้อหยาบเหมือนกัน
หมิงเวยเห็นว่ามันค่อนข้างบางนางจึงรื้อเสื้อผ้าเดิมของตนออกแล้วตัดเอาซับในรักษาความอบอุ่นใส่เข้าไปด้านใน
จี้เสียวอู่แปลกใจเล็กน้อย “เจ้าทำแบบนี้ได้ด้วยหรือข้านึกว่าเจ้าไม่รู้จักการเย็บผ้า!”
หมิงเวยพูด “ข้าไม่รู้วิธีเย็บปักถักร้อย แต่ในชีวิตประจำวันจำเป็นต้องเย็บซ่อมแซมอยู่เสมอเจ้าค่ะ”
นางเคยติดตามอาจารย์เดินทางไปทั่วหล้าผ่านความยากลำบากทุกรูปแบบ ถ้าเสื้อผ้าขาดก็ต้องซ่อม ไม่ทำเองแล้วผู้ใดจะทำสิ่งที่นางรู้คือทักษะการเอาตัวรอด ไม่ใช่ทักษะการปัก ดังนั้นในสา ายตาของคนทั่วไปที่ใส่ใจงานปักนางดูไม่เข้าใจงานปักจริงๆ
“พี่ห้า ส่งเสื้อของท่านมา”
“อ้อ” จี้เสียวอู่ส่งให้อย่างเชื่อฟัง
หมิงเวยทำแบบเดียวกันเสร็จแล้วก็ส่งกลับคืน “ท่านลองสวมดูอุ่นหรือไม่”
จี้เสียวอู่สวมผ้าหยาบขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยแล้วผูกเอว “สัมผัสไม่หนา แต่ค่อนข้างอุ่น”
หมิงเวยยิ้มแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยจากนั้นถอดเครื่องประดับบนศีรษะรวบผมแล้วมัดไว้
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จเหงื่อก็ผุดขึ้นที่หน้าผากนางเล็กน้อย อาการบาดเจ็บภายในนั้นรุนแรงเกินไป เวินซิ่วอี๋ไม่มีเจตนาที่จะรักษาพวกเขาเลย
โชคดีที่อาหว่านได้ให้ยาแก่พวกเขามาก่อนซึ่งปกป้องชีพจรของพวกเขาไว้ ตอนนี้เลยสามารถกระโดดโลดเต้นได้อยู่
“พี่ห้า ท่านใช้กำลังภายในรักษาตัวเองหรือเจ้าคะ”
จี้เสียวอู่กลอกตา “ข้าดูโง่เพียงนั้นเลยหรือ” เขาศึกษามานานกว่าสามปีแล้ว
หมิงเวยพูด “พวกเขาไม่รักษาพวกเรา พวกเราจำเป็นต้องพึ่งตนเองเจ้าค่ะ”
“รู้แล้ว” ตัวเรือแกว่งไปมาเบาๆ พวกเขาอยู่ไกลจากหยุนจิง และห่างไกลจากแคว้นฉี
หมิงเวยพูดเสียงเบา “ไม่คิดเลยว่าข้าจะมาแคว้นฉู่ด้วยวิธีนี้”
ตอนนี้นางมีปริศนาที่สงสัยมากมายในใจตำหนักดวงดาวเป็นองค์กรแบบใด และมีความลับอะไรซ่อนอยู่บนแผนที่นั้น
นอกจากนี้ ‘อาจารย์’ ที่นางเห็นเมื่อคืนคืออะไรกันแน่ คนที่ชื่อหมิงเซียวเรียกตนเองว่าปรมาจารย์แห่งชีวิตมีความสัมพันธ์อะไรกับท่านอาจารย์
ความลับเหล่านี้นางต้องการค้นหาคำตอบทีละอย่าง บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าเหตุใดนางถึงกลับมาในยุคสมัยนี้