คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 638 คืนนั้น
งานแต่งงานของถังซีมาถึงตามกำหนด ฝ่ายหญิงผู้นั้นกลับมาที่จวนว่าที่สามีในตอนพระอาทิตย์ตกดิน
ยามพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงเวลามืดค่ำจวนตระกูลถังสว่างไสวดนตรีก็รื่นเริง มีแขกมามากมายทุกคนในจวนตั้งแต่ผู้เป็นนายไปจนถึงบ่าวรับใช้ยุ่งจนไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้
ฮูหยินผู้เฒ่าถังนั่งอยู่ในห้องโถงชั้นใน ยิ้มและพูดคุยกับแขกที่เป็นหญิง
หลังจากขับไล่ฝันร้ายออกไปหมอชื่อดังที่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลถังได้สั่งยาบำรุงร่างกายให้ฮูหยินผู้เฒ่ามากมายทำให้ในตอนนี้นางมีท่าทางกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวามาก หลายคนรู้ปัญหาของฮูหยินผู้เฒ่าถังจึงมีคนถามถึงเรื่องนี้
เรื่องกลายเป็นว่าฮูหยินผู้เฒ่ามีจิตใจดีงามระหว่างทางได้ช่วยชีวิตผู้ที่กำลังเดือดร้อนเอาไว้ ผลกลายเป็นว่าอีกฝ่ายมีความชำนาญด้านการแพทย์สูง และได้รักษาอาการป่วยเรื้อรังหลายปีของฮูหยินผู้เฒ่าได้ ญาติที่เป็นสตรีทุกคนต่างชื่นชมยินดีบอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าทำดีจึงได้ดี
เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าต้องการเรียกหมิงเวยออกมาพบแขก แต่เหล่าสาวใช้บอกว่าหาหมิงเวยไม่พบก็เลยช่างมันไป ฮูหยินผู้เฒ่าถังบ่นในใจว่าหรือว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้จะมีความคิดนั้นขึ้นมาจริงๆ ถึงได้ซ่อนตัวด้วยความชอกช้ำใจ
นางชอบหมิงเวยมากรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าสงสารที่สตรีผู้นี้มาตกที่นั่งลำบากในแคว้นฉู่ แต่จะให้บุตรชายของตนแต่งงานกับนางถึงรับเป็นแค่อนุนางก็ไม่รู้สึกยินดีเท่าไรนัก
ที่มาของชาติกำเนิดนั้นน่าอึดอัดเกินไป ตระกูลถังรับไม่ได้
อีกอย่างนางต้องการเก็บหมิงเวยเอาไว้อีกฝ่ายเป็นผู้ที่นางโปรดปราน หากหมิงเวยมีความคิดนั้นจริงๆ ถือว่าทำลายความประทับใจของนางอย่างมาก
วันนี้ที่อยากเรียกหานางเพราะอยากแนะนำให้นางรู้จักกับสตรีชั้นสูงจากตระกูลต่างๆ ในหมู่พวกนางบางคนมีลูกมีหลาน อาจมีภูมิหลังที่ด้อยกว่าเล็กน้อยหรือมีข้อบกพร่องบางประการ ยากที่จะพูดว่าจะต้องตาของสตรีทุกคน…สถานะของหมิงเวยนั้นดีมาก มาอยู่แคว้นฉู่ชาติกำเนิดอาจดูด้อยไปหน่อย แต่ไม่แน่ว่าอาจมีผู้ที่ต้องตาต้องใจนาง วิธีนี้ไม่เพียงแต่ตอบแทนที่ช่วยรักษานางเท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ปัญหาของฉือเอ๋อร์อีกด้วย
ช่างเถอะ หาไม่เจอไว้รองานแต่งงานจบลงแล้วค่อยว่ากัน
หมิงเวยในตอนนี้อยู่ที่ชั้นบนของห้องหนังสือ ตำแหน่งห้องหนังสือตระกูลถังนั้นดีมาก ตั้งอยู่ระหว่างเรือนด้านใน และด้านนอก เป็นอาคารที่สูงที่สุดยืนอยู่บนนี้สามารถมองเห็นตระกูลถังได้ทั้งหมดไม่มีสิ่งกีดขวาง นางมีคนอยู่เป็นเพื่อนหลายคน
จี้เสียวอู่ เวินซิ่วอี๋ แล้วก็ไห่เอี้ยน
เสวี่ยอิงไม่เป็นวรยุทธ์ หากให้อยู่ข้างกายนั้นเสี่ยงเกินไปจึงถูกส่งออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ลานหน้าจวนเต็มไปด้วยเสียงของผู้คน แต่เพราะอยู่ห่างไกลจากที่นี่ไปหน่อยเลยฟังดูบิดเบี้ยวเป็นพิเศษทำให้ที่นี่จะดูเงียบสงบกว่ามาก
หมิงเวยพิงราวบันไดมองดูโคมไฟที่มีชีวิตชีวา และแสงไฟหลากสีสันแล้วถอนหายใจ “แม้รู้ดีว่าคะนึงถึงตลอดเวลานั้นไร้ประโยชน์ แต่ยังคงหลงใหลราวกับคนบ้า…”
สถานการณ์ในตอนนี้กลอนบทนี้ดูจะเข้ามากสุด เพียงแต่การที่นางเป็นคนท่องนั้น…
เวินซิ่วอี๋แค่นหัวเราะแล้วพูดจาเย้ยหยัน “อย่าบอกนะว่าข่าวลือในจวนช่วงนี้เป็นเรื่องจริง ท่านรักกับเยวี่ยอ๋องอย่างสุดซึ้งไม่ใช่หรือ เหตุใดเปลี่ยนใจง่ายจริง”
หมิงเวยพูดเสียงเบา “เป่ยฉีก็คือเป่ยฉี แคว้นฉู่ก็คือแคว้นฉู่ จะเหมือนกันได้อย่างไร คุณหนูเวินดูจากสถานะตกต่ำของข้าในตอนนี้แล้ว ช่วยคืนขลุ่ยให้ข้าได้หรือไม่ ในช่วงเวลาเศร้าๆ เช่นนี้น่าจะมีเพลงบรรเลงบ้างคิดเช่นเดียวกันหรือไม่”
“…”
เหตุใดนางถึงจิตใจไม่มั่นคงได้ใหม่ก็ลืมเก่าเช่นนี้ ช่างหน้าหนาราวกับกำแพงเมือง! แล้วยังต้องการเพลงบรรเลงประกอบอีก เจ้าเล่ห์จริง!
เวินซิ่วอี๋รู้สึกไม่ยินดีนัก แต่ก็หยิบขลุ่ยส่งให้นาง
คืนนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงสตรีผู้นี้ถือเป็นสหายชั่วคราว มีขลุ่ยอยู่ในมือบางทีนางอาจช่วยได้นิดหน่อย หมิงเวยรับมันมาลูบไล้ด้วยความรัก
เวินซิ่วอี๋เห็นนางเป็นเช่นนี้ก็อารมณ์เสียนัก “หากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ยังไม่กลับมา มีหรือจะต้องการท่าน!”
“คุณหนูเวินหมายถึงคุณชายรองหรือ” เวินซิ่วอี๋แค่นหัวเราะ
หมิงเวยถามนางด้วยรอยยิ้ม “คุณชายรองที่คุณหนูเวินพูดถึงช่างน่าทึ่งนัก! ข้าขอถามหน่อยว่าพวกท่านไปแคว้นฉีเพื่อยั่วยุให้องค์ชายรองก่อกบฏนั้นเป็นแผนของคุณชายรองใช่หรือไม่”
เวินซิ่วอี๋มองนางแล้วยิ้มเยาะ “ทำไมหรือ ท่านยังต้องการแก้แค้นอยู่หรือ”
“คุณหนูเวินพูดอะไรน่ะ” หมิงเวยทำหน้าไร้เดียงสา “การต่อสู้ระหว่างแคว้นจะมาพูดเรื่องแก้แค้นไม่แก้แค้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นพวกท่านเริ่มต้นจากตระกูลเวิน ใช้ประโยชน์จากองค์ชายที่ถูกปลดอย่างเต็มที่ยังไม่สายเกินไปที่จะชื่นชมอุบายนี้! หากไม่ใช่เพราะพวกเราเห็นความผิดปกติเกรงว่าพวกท่านคงทำให้แคว้นฉีเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ได้”
“ฮึ!” เวินซิ่วอี๋ได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ
แต่ภูมิใจได้ไม่เท่าไร จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าในเมื่อแผนนั้นสมบูรณ์แบบมาก แต่ยังถูกพวกเขาทำลายได้ ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาเก่งกาจกว่าหรือนี่อีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนวิธีชมตัวเองหรืออย่างไร
พอเห็นสีหน้าของเวินซิ่วอี๋ที่ดูมืดมนจี้เสียวอู่ก็พูดขึ้นว่า “สตรีอย่างเจ้านี่เปลี่ยนสีไปมาเป็นกิ้งก่าหรืออย่างไร”
กลายเป็นว่าไปจุดอารมณ์ของเวินซิ่วอี๋ให้ระเบิดออก “เกี่ยวอะไรกับท่านด้วย วันๆ เอาแต่ตามหลังสตรีผู้นี้ ถูกนางกลั่นแกล้งเป็นสุนัขหรืออย่างไร”
จี้เสียวอู่ประหลาดใจ “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นสุนัข ข้าเคยพูดอย่างนั้นหรือ”
“…” เวินซิ่วอี๋ชะงักทันที
นางมองหมิงเวย และจี้เสียวอู่แล้วพูดด้วยความโกรธเคือง “ข้าขี้เกียจจะสนใจพวกเจ้าแล้ว!”
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสตรีผู้นี้ไม่มีผู้ใดปกติเลยสักคน!
จี้เสียวอู่มองดูนางวิ่งลงไปข้างล่าง และตะโกนว่า “เดี๋ยว ท่านจะไปไหนน่ะ ไม่สอดแนมพวกเราแล้วหรือ”
เสียงของเวินซิ่วอี๋ดังขึ้น “ไม่เกี่ยวกับท่าน ไห่เอี้ยน เจ้าดูพวกเขาแทนแล้วกัน!” ไห่เอี้ยนหันมามองแล้วไม่พูดอะไร
นางเป็นสาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าเชื่อฟังแต่ฮูหยินผู้เฒ่า และนายท่านสิบเท่านั้น
เวินซิ่วอี๋ที่ไม่ได้รับคำตอบก็อยากจะโกรธไห่เอี้ยน แต่นางไม่สามารถพูดอะไรได้เลยได้แต่กระทืบเท้าวิ่งหนีไป!
จี้เสียวอู่ที่อยู่ชั้นบนเบะปาก และพูดอย่างดูถูก “วรยุทธ์แค่นี้ยังจะก่อเรื่องอีก”
หมิงเวยปรบมือให้เขา “พี่ห้าจิตใจนิ่งมาก”
จี้เสียวอู่กลอกตา “เจ้าอย่ามาชมเลย เจ้าชื่นชมผู้ใดผู้นั้นโชคร้ายทันที ข้าไม่อยากโชคร้ายหรอกนะ”
หมิงเวยหัวเราะเบาๆ แล้วหยุดล้อเลียนเขา นางเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า “พระจันทร์ลอยเด่นเหนือทะเลที่อยู่บนเส้นขอบฟ้าเดียวกัน คนรักยังทะเลาะกันตลอดคืน สิ้นสุดคืนก็กลับมารักกัน”
จี้เสียวอู่ยิ้มเยาะ “เจ้าเสพติดการท่องกวีแล้ว”
หมิงเวยเหลือบมองเขา และท่องต่อ “ได้ยินว่าเหนือทะเลมีเขาเซียนชาน แต่สำหรับข้าช่างยากจะไขว่คว้า มีแต่ความว่างเปล่าที่คลุมเครือ”
หืม…
“วันเวลาที่ดีเช่นนี้ ค่ำคืนเช่นนี้ รอ…”
“หมิงเสี่ยวชี!” ยังไม่ทันท่องจบก็ถูกขัดเสียก่อน “อย่าเรียนรู้จากข้า!”
บทกวีสองสามบทนี้ไม่ใช่คืนที่หมิงเวยมาถึงจวนตระกูลจี้เป็นครั้งแรก และเขาได้ท่องมันตอนปีนกำแพงกลับจวนไม่ใช่หรือ
“โอ้ พี่ห้าจำได้ด้วย!” หมิงเวยยิ้มตาหยี “ข้ารู้ว่าพี่ห้าจำเรื่องนี้ได้ไม่ลืม ผ่านมาหลายปีแล้วยังจำวันที่พวกเราพบกันเป็นครั้งแรกได้ชัดเจน”
“…หมิงเสี่ยวชี เจ้าช่วยเลิกทำตัวไร้ยางอายหน่อยจะได้หรือไม่”
“พี่ห้าอย่าพูดเหลวไหลสิ ข้างดงามเช่นนี้จะไม่ต้องการได้อย่างไร”
“เช่นนั้นเจ้าก็ใจโลเล!”
“พูดแค่นี้เอง พี่ห้าดูจิตใจไม่สงบเช่นนี้ หรือว่าข้าพูดแทงใจกันเจ้าคะ”
“เฮ้อ! หมิงเสี่ยวชี เจ้าหน้าหนาเกินไปแล้ว!”
ขณะที่สองพี่น้องกำลังทะเลาะกัน อีกด้านหนึ่งมีคนเดินทางในตอนกลางคืนเข้าสู่อี๋ตูผ่านทางน้ำที่ดูซับซ้อน
เรือน้อยแล่นบนน้ำอย่างสบายๆ สะท้อนแสงจันทร์ที่ลอยบนผิวน้ำเป็นทิวทัศน์ที่งดงามราวภาพวาด มีคนออกมาจากเรือเขายืนบนหัวเรือแล้วถอนหายใจ
“เมืองน้ำอี๋ตูช่างสมคำร่ำลือ! พี่ถัง บ้านเกิดของท่านงดงามมากสองสามปีนี้ท่านไม่อยากกลับมาเลยหรือ”
ภายในห้องโดยสารมีเสียงดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบา “ไม่มีสิ่งใดให้คะนึงถึง ย่อมไม่มีความรู้สึกอยากกลับมา”
…………….