คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 637 ซ่อนยา
เมื่องานแต่งงานของนายท่านสิบใกล้เข้ามา แขกที่มาจากแดนไกลก็มามากขึ้นเรื่อยๆ ตระกูลถังมีอำนาจมาก แม้ว่างานแต่งงานจะจัดขึ้นที่ภูมิลำเนาเดิม แต่ก็ยังมีชีวิตชีวามาก ตระกูลขุนนาง และเศรษฐีทั้งที่สนิท และไม่สนิทต่างส่งคนมาแสดงความยินดีกับพวกเขา
ในจวนตระกูลถังมีผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลากหลายสำเนียงต่างๆ ปะปนกันไป นอกจากนี้มีแขกต้องการเข้าพบฮูหยินผู้เฒ่าถังมากขึ้น หมิงเวยจึงไม่ได้ไปที่นั่นบ่อยนัก
นางขอกุญแจห้องหนังสือของถังซี หากไม่มีอะไรทำก็จะไปชมทิวทัศน์ที่ชั้นบน และพูดคุยเล่นกับสาวใช้ทั้งสอง
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จับโจร ไห่เอี้ยนก็มองนางด้วยสายตาแปลกไปเล็กน้อย
หมิงเวยเดาว่าอาจเป็นคืนนั้นนางมองเห็นงูขาว ในตอนนั้นงูขาวตัวเล็กกำลังต่อสู้ พลังได้รั่วไหลออกมาทำให้ไห่เอี้ยนเห็นร่างที่แท้จริงของมัน
ไม่กี่วันมานี้ไห่เอี้ยนแอบสังเกตนาง แต่น่าเสียดายที่มองไม่เห็นงูขาวอีก
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ! ชิ้นนี้ทานได้!”
เสียงของเสวี่ยอิงเรียกสติของไห่เอี้ยนกลับคืนมา นางก้มหน้ามองเห็นลวดตาข่ายลวดเล็กๆ วางอยู่บนเตาขนาดเล็กสำหรับต้มน้ำ และมีเนื้อหั่นบางๆ สองสามชิ้นดูชุ่มฉ่ำวางอยู่บนนั้น ยิ่งนางคุ้นเคยกันมากเท่าไรยิ่งรู้สึกว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้ไม่เหมือนสตรีธรรมดาทั่วไปจริงๆ
คุณหนูจากตระกูลอื่นมาอ่านหนังสือพวกนางจะอ่านอย่างจริงจัง แต่หมิงเวยไม่เป็นเช่นนั้น นางซื่อตรงเพียงวันเดียว วันต่อมาก็ให้เสวี่ยอิงติดสินบนห้องครัวเพื่อให้ได้วัตถุดิบสำหรับทำเนื้อย่างมา
ห้ามจุดไฟในห้องหนังสือ มีเพียงทางเดินด้านนอกชั้นสองเท่านั้น ซึ่งที่ระเบียงสำหรับชมทิวทัศน์มีเตาขนาดเล็กสำหรับต้มน้ำอยู่ เปิดฝากาต้มน้ำ วางตะแกรงลวด เท่านี้ก็พร้อมย่างแล้ว…
ไห่เอี้ยนไม่ค่อยเข้าใจ อยากทานเนื้อย่าง ย่างที่เรือนไม่ได้หรือ เหตุใดต้องมาย่างที่ห้องหนังสือด้วย
ด้วยเหตุนี้หมิงเวยจึงตอบนางไปว่า “ย่างเนื้อในเรือนมันจะไปสนุกอะไร การย่างเนื้อในที่ที่ไม่สามารถย่างได้นั้นน่าตื่นเต้นมากกว่า”
อืม…หลังจากที่ไห่เอี้ยนลองนึกดูก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล…
อย่างเช่นตอนนี้ทุกครั้งที่ย่างเนื้อทั้งสามคนทำตัวเหมือนแอบกินเนื้อถูกแจกจ่ายอย่างรวดเร็ว…รสชาติไม่จำเป็นต้องดีไปกว่าที่ในครัวทำ แต่มันอร่อยอย่างอธิบายไม่ถูก
เมื่อทานอิ่มแล้วพวกนางก็พูดคุยกัน คุณหนูเจ็ดไม่ค่อยรู้เรื่องของแคว้นฉู่สักเท่าไรนัก ไม่ว่าพวกนางจะพูดอะไรก็จะฟังอย่างเพลิดเพลิน แม้แต่เรื่องทะเลาะของเหล่าสาวใช้ฟังแล้วยังรู้สึกตื่นเต้นเลย
“พวกเจ้าเป็นสาวใช้ที่ปรนนิบัติข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าย่อมไม่มีผู้ใดกล้ารังแกเจ้าใช่หรือไม่”
“แน่นอนเจ้าค่ะ” เสวี่ยอิงพูด “ปกติพวกเราไม่สร้างปัญหากับพวกนางมันดูลดค่าตนเองไป”
นี่คือความภูมิใจที่ได้เป็นสาวใช้ส่วนตัวของฮูหยินผู้เฒ่า! “เช่นนั้นในฐานะที่พวกเจ้าเป็นสาวใช้ ที่ที่ดีที่สุดคือข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า รองจากนั้นคือเหล่าฮูหยินใช่หรือไม่ แล้วเหล่าคุณหนูคุณชายล่ะ”
“รับใช้ฮูหยินที่มีอำนาจนั้นก็ดีเจ้าค่ะ อย่างเช่นฮูหยินใหญ่ที่ดูแลจวน สาวใช้ข้างกายนางไม่ว่าจะไปที่ไหนล้วนเตะตา เหล่าคุณหนูก็ไม่เลวเพราะมีความเป็นไปได้ที่จะติดตามยามคุณหนูออกเรือน ส่วนคุณชาย…ก็ดีสำหรับบางคน แต่ไม่ดีสำหรับผู้อื่น”
“ทำไมล่ะ”
เสวี่ยอิงกระตุกยิ้ม “มีผู้ที่กระตือรือร้นอยากใฝ่สูงเจ้าค่ะ” หมิงเวยตระหนักได้ในทันใด กระตือรือร้นหมายถึงเป็นอนุใช่หรือไม่
ในฐานะสาวใช้นี่เป็นวิธีที่ดีในการกำจัดชะตากรรมของการเป็นทาส
“คุณชายตระกูลถังของพวกเจ้ารับอนุกันหมดแล้วหรือ”
“เรื่องนี้แต่ละคนไม่เหมือนกันเจ้าค่ะ อย่างคุณชายใหญ่รับมาแล้วไม่รู้กี่คน ส่วนคุณชายรองไม่ชอบเจ้าค่ะไม่ต้องการสาวใช้เลยด้วยซ้ำ”
พูดถึงเรื่องนี้หมิงเวยแสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็น และลดเสียงลง “จริงสิ ข้ามีเรื่องอยากถามพวกเจ้ามานานแล้ว ข้าเห็นแม่นางซิ่วอี๋พูดถึงคุณชายรองต่างออกไป หรือว่านางชอบคุณชายรองหรือ”
เรื่องแบบนี้เหล่าสาวใช้ชอบพูดคุยกันมาก “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่จวนกั๋วกงที่จิงตูจนถึงจวนเก่าไม่มีผู้ใดไม่รู้เรื่องนี้” ไห่เอี้ยนพยักหน้าเช่นกัน
หมิงเวยไม่เข้าใจ “ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคืออะไร ดูเหมือนแม่นางซิ่วอี๋จะเรียกคุณชายรองว่าศิษย์พี่ หรือว่าคุณชายรองเคยฝากตัวเข้าสำนักหมอผีด้วย”
เสวี่ยอิงทำหน้ามุ่ย “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ที่จริงแล้วตอนที่คุณชายรองยังเด็ก ท่านอยู่ที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ และได้รับการช่วยเหลือจากเหล่าผู้อาวุโสในสำนักหมอผี ตอนนั้นพวกเขายังเด็กอยู่แม่นางซิ่วอี๋เลยเรียกคุณชายรองว่าศิษย์พี่ ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดคัดค้านนางเลยเรียกมาจนถึงตอนนี้!”
“ที่แท้ตระกูลถังกับสำนักหมอผีมีความสัมพันธ์เช่นนี้นี่เอง!”
เสวี่ยอิงยิ้ม และไม่พูดอะไรอีก
แม้ว่าตอนนี้นางกำลังรับใช้คุณหนูเจ็ด แต่นางก็ยังคงเป็นสาวใช้ของตระกูลถัง และมีบางสิ่งที่ไม่สามารถพูดได้
“เฮ้อ งานแต่งใกล้จะถึงแล้วเหลืออีกไม่กี่วัน เหตุใดคุณชายรองของเจ้ายังไม่กลับมาอีก”
“ไม่ทราบเช่นกันเจ้าค่ะ!” เสวี่ยอิงลังเล แต่สุดท้ายก็คงทนไม่ไหว “คิดว่าคุณชายรองคงไม่อยากกลับมาเจ้าค่ะ”
“ทำไมล่ะ”
เสวี่ยอิงมองไปรอบๆ และลดเสียงลง “ฮูหยินใหญ่ไม่ชอบคุณชายรองเจ้าค่ะ หากแม่ลูกอยู่ด้วยกันมักจะเกิดปัญหา ดังนั้นเมื่อคุณชายรองอายุได้สิบปีกว่าไม่ค่อยอยู่ในจวนเท่าไรนัก แต่จะออกไปศึกษาเล่าเรียนข้างนอก”
หมิงเวยประหลาดใจ “คุณชายรองเป็นผู้มีความสามารถไม่ใช่หรือ เหตุใดฮูหยินใหญ่ถึงไม่ชอบเขาล่ะ”
“ดูเหมือนฮูหยินใหญ่รู้สึกว่าคุณชายรองมีอารมณ์เย็นชา และไม่เคารพพ่อแม่ และพี่น้องของเขา…”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้จู่ๆ นางก็ถูกไห่เอี้ยนชนเข้าเสวี่ยอิงจึงตระหนักได้ว่านางพูดมากเกินไปจึงยิ้มกลบเกลื่อน “พ่อแม่มักรักลูกคนแรกมากกว่า เหมือนกับครอบครัวของข้าน้อยที่พ่อแม่ชื่นชอบพี่สาวมากกว่าเจ้าค่ะ ไม่มีอะไร…”
พอพูดถึงเรื่องนี้เสวี่ยอิงก็เงียบปาก หมิงเวยเองก็ไม่ได้ถามอะไรมาก แต่กลับพูดเรื่องอาหารราวกับว่าเรื่องเมื่อครู่แค่ถามไปอย่างนั้น
ตกเย็นหมิงเวยไปหาเวินซิ่วอี๋เพื่อปรุงยา
ตระกูลถังร่ำรวยมาก ดอกบัวหิมะเทียนซาน และเห็ดหลินจือพันปีซึ่งยากสำหรับบุคคลภายนอกที่จะเห็นกองรวมกันอยู่ในห้องราวกับว่าพวกเขาไม่ต้องการเงิน
หมิงเวยกวาดตามอง บางครั้งรู้สึกอยากเด็ดรากออกเพื่อลิ้มรส
เวินซิ่วอี๋จ้องมองนางราวกับป้องกันการถูกขโมย “อย่าคิดใช้โอกาสนี้ปรุงยาเพื่อรักษาตนเองล่ะ”
หมิงเวยมองดูนางอย่างไร้ทางเลือก “พี่สาว! ถ้าแค่ชิมก็สามารถปรุงยาเทวดารักษาได้ ข้าจะไม่ใช่หมอเทวดาอันดับหนึ่งในใต้หล้าหรอกหรือ? จะยังเป็นหมอเถื่อนอะไรนี่อยู่หรือ!”
“…”
หมิงเวยไม่สนใจนางแล้วหยิบยาที่ตนเองต้องการมาอังไฟ ต้ม บดผง…
นางปรุงยา เวินซิ่วอี๋เองก็ปรุงยาด้วย ทั้งสองคนหันหน้าเข้าหากันทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถใช้อุบายอะไรได้ เวินซิ่วอี๋ไม่สนใจนางอีก ยาลับของสำนักหมอผีไม่ได้ง่ายไปกว่าของนางต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และป้องกันไม่ให้หมิงเวยขโมยสูตรยาของนางไป
เมื่อใดก็ตามที่เวินซิ่วอี๋หันหลังให้นาง แขนเสื้อของหมิงเวยก็ขยับงูขาวโผล่หัวออกมา และกลืนยาที่หมิงเวยป้อนให้ลงไป
ไม่กี่วันต่อมาสมุนไพรก็ถูกใช้หมดอย่างรวดเร็ว “ท่านคงไม่ได้ขโมยไปซ่อนหรอกนะ” นางจ้องหมิงเวยอย่างระมัดระวัง
หมิงเวยไหวไหล่ “อย่ามาใส่ร้ายข้าสิ! ทุกครั้งก่อนออกไปต้องค้นร่างกาย จะซ่อนยาที่ไหนได้ ทานลงท้องหรือ ยาสุกๆ ดิบๆ ทานเข้าไปไม่กลัวตายหรืออย่างไร”
เวินซิ่วอี๋ยังคงสงสัย แต่นางก็ไม่พบหลักฐานใดๆ
หมิงเวยพูดอย่างขมขื่น “ท่านคิดว่าทุกคนเป็นเหมือนท่านหรือ ปรุงยาก็ต้องมีล้มเหลวบ้างไม่ได้หรือ ข้าไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้ทำได้ก็ไม่เลวแล้ว อย่ามาดูถูกข้าเช่นนั้น”
เวินซิ่วอี๋คิดตาม…ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง
…………..