จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 19 – สมาคม
อำเภอหลัวซึ่งเป็นเมืองใหญ่เช่นนี้มีประชากรนับแสนคน แล้ว
หน่วยพิทักษ์ราตรีล่ะ มีคนอยู่ยี่สิบกว่าคน
อีกทั้งอำเภอหลัวยังตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญของเมือง
ใหญ่ ทุกวันมีคนเดินทางเข้าออกนับหมื่นคน การจะหาผู้ฝึกตนที่
ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางคนนับแสนคนนี้ จะง่ายดายได้อย่างไร
เสี่ยวอี่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ให้ทางอำเภอช่วยหน่อยดี
หรือไม่”
ยังไม่ทันที่เมิ่งหานถังจะพูด จ้าวซิงหมิงก็ส่ายหน้า “ไม่ได้ผล ทาง
อำเภอแม้จะมีคนมากกว่าพวกเรา แต่ถ้ารวมนักโทษเข้าไปด้วยก็มี
คนอยู่แค่ร้อยกว่าคน เหมือนน ้าน้อยดับไฟกองใหญ่”
ชายคนหนึ่งหน้าดำเหมือนถ่านกล่าว “เช่นนั้นก็ให้ทางอำเภอ
ระดมชาวบ้านทั้งเมือง ติดประกาศ ข้าไม่เชื่อว่าคนตัวเป็นๆ จะหายตัว
ได้”
จ้าวซิงหมิงหัวเราะอย่างเย็นชา “เฉินไป๋ เจ้าทำงานจะใช้สมอง
หน่อยได้หรือไม่ เจ้าคิดว่าคนทรยศของลัทธิหลัวนั่นตาบอดรึไง ทำ
เรื่องใหญ่โตขนาดนั้น คนก็รู้ตัวไปนานแล้ว
อีกอย่างทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เจ้าคิดว่าท่านผู้บัญชาการใหญ่
ตาบอดรึไง
อันที่จริงพวกเราก็ถือว่ารู้เห็นเป็นใจแล้ว หากจับคนได้ภายในห้า
วัน ทุกอย่างก็ยังพอพูดคุยกันได้
ทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้แล้วคนยังหนีไปได้อีก ทำให้เรื่องล่าช้า
ออกไป ความรับผิดชอบนี้เจ้าจะรับรึ”
เฉินไป๋แค่นเสียงเย็นชา “คนอื่นพูดอะไรเจ้าก็สาดน ้าเย็นใส่ มี
ปัญญาเจ้าก็คิดวิธีออกมาเองสิ”
เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองกำลังจะทะเลาะกัน กู้เฉิงก็กระแอมขึ้นมา
หนึ่งครั้ง “ท่านใต้เท้า ข้าน้อยมีความคิดอยู่บ้าง”
“ว่ามา”
คนอื่นๆ ก็หันไปมองกู้เฉิง
หน่วยพิทักษ์ราตรีทุกปีจะมีคนใหม่เข้ามา แต่ทว่าคนที่เหมือนกู้
เฉิงที่เพิ่งจะมาอยู่หน่วยพิทักษ์ราตรีได้ไม่กี่วันก็เข้าร่วมภารกิจ และ
ยังทำผลงานได้โดดเด่นนั้นมีไม่กี่คน
ภารกิจภูตอดอยากครั้งก่อนแม้ว่าคนอื่นๆ จะไม่ได้เข้าร่วม แต่
พวกเขาก็เคยได้ยินรายละเอียดมาบ้าง กู้เฉิงถือเป็นคนที่ทำผลงาน
ได้โดดเด่นที่สุดอย่างแน่นอน
“หากคนทรยศของลัทธิหลัวนั่นซ่อนตัวอยู่ในอำเภอหลัวจริงๆ
อีกฝ่ายย่อมไม่รอให้พวกเรามาตรวจสอบอยู่บนดินอย่างแน่นอน
พูดตามตรง แม้จะระดมกำลังจากทางการหรือชาวบ้าน ก็อาจจะ
หาอีกฝ่ายไม่พบ อีกฝ่ายขอเพียงรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวเพียง
เล็กน้อยก็จะเปลี่ยนที่ซ่อนทันที
เรื่องที่อยู่ใต้ดินก็ควรจะให้คนที่อยู่ใต้ดินทำ ในอำเภอหลัว
สมาคมนักเลง อิทธิพลใต้ดิน คนแบบนี้น่าจะมีอยู่ใช่ไหม
ระดมพวกเขาไปหา ด้วยจำนวนคนและประสบการณ์ของพวก
เขา โอกาสที่จะหาคนทรยศของลัทธิหลัวนั่นพบ อันที่จริงแล้วมี
มากกว่าพวกเรามาก”
สายตาของทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็สว่างวาบขึ้น พวกเขากลับ
ไม่ได้คิดถึงจุดนี้เลยจริงๆ
กลุ่มคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีแม้จะอยู่ที่อำเภอหลัวมานานไม่
น้อยแล้ว แต่จำนวนครั้งที่พวกเขาต้องรับมือกับภูตผีปีศาจนั้นมี
มากกว่าจำนวนครั้งที่ต้องรับมือกับคนมากนัก ในชั่วขณะหนึ่งกลับ
มองข้ามพวกเขาไป
เมิ่งหานถังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับหวังฉี “เจ้าดูเหมือนจะ
เคยติดต่อกับพวกเขา เรื่องนี้ เจ้าไปทำกับกู้เฉิง คนอื่นๆ คอยให้
ความร่วมมือ”
ออกจากห้องโถงใหญ่ กู้เฉิงถามหวังฉี “พี่หวังสนิทกับพวก
สมาคมนักเลงของอำเภอหลัวมากรึ”
หวังฉีส่ายหน้า “อันที่จริงก็ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ หน่วยพิทักษ์
ราตรีจัดการกับผู้ฝึกตนและภูตผีปีศาจ ในสมาคมเหล่านั้นมีผู้ฝึกตน
อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มาก ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน
เท่าไหร่
ข้ากับพวกเขารู้จักกันเพราะข้าชอบเล่นพนันอยู่บ้าง และบ่อน
พนันหลายแห่งในอำเภอหลัวก็เป็นของสมาคมซานเหอ ดังนั้นจึงเคย
ติดต่อกันอยู่หลายครั้ง”
“แล้วสมาคมนักเลงทั้งหมดในอำเภอหลัวมีกี่แห่ง”
หวังฉีคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อำเภอหลัวตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่
สำคัญของเมืองใหญ่ ดังนั้นจึงค่อนข้างคึกคัก สมาคมนักเลงแบบนี้มี
ไม่น้อยเลยทีเดียว เจ็ดแปดแห่งน่าจะมี
แต่ทว่าที่พอจะนับหน้าถือตาได้ มีสมาชิกเกินพันคน และยังมีผู้
ฝึกตนอยู่ด้วยก็มีเพียงสามแห่งเท่านั้น
แห่งหนึ่งก็คือสมาคมซานเหอที่ข้าพูดถึง หัวหน้าสมาคม ‘เสือ
ดาวตาเดียว’ ตู้ซินอู่ คนเรียกว่าอู่เย่ ระดับแปดฝึกภายในขั้นสูงสุด
เขาเป็นคนนอก เพิ่งจะมาอยู่ที่อำเภอหลัวเมื่อไม่กี่ปีก่อน ว่ากันว่า
ก่อนหน้านี้เคยเป็นโจรสลัดอยู่ทางใต้ แต่เพราะไปล่วงเกินสำนักใหญ่
ในยุทธภพ ถูกคนแทงตาบอดไปข้างหนึ่ง หนีมาอยู่ที่อำเภอหลัวอย่าง
ทุลักทุเล
แต่ทว่าเขาเป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิต ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีก็สร้าง
รากฐานของสมาคมซานเหอขึ้นมาได้
อีกแห่งหนึ่งคือสำนักชิงฮวา ทำธุรกิจหอนางโลมโดยเฉพาะ เจ้า
สำนัก ‘ดาบราตรี’ ฮวาชิงก็เป็นคนนอก นิสัยค่อนข้างแปลก ว่ากันว่า
เรื่องนั้นไม่ค่อยสู้ดี
ตำนานเล่าว่าเขาเคยเป็นโจรป่าหมาป่าแห่งทะเลทรายเหนือมา
ก่อน ต่อมาถูกทำร้ายที่ช่วงล่าง จึงได้นำเงินเก็บมาตั้งรกรากอยู่ที่
อำเภอหลัว
แห่งสุดท้ายคือหัวหน้าสมาคมหลัวเฟิง เหลยเผิง เขาเป็นคน
ท้องถิ่นของอำเภอหลัว ไปร ่าเรียนวิทยายุทธ์มาจากข้างนอก กลับมา
ที่อำเภอหลัวแล้วก็ตั้งสมาคมหลัวเฟิงขึ้นมา ทำหน้าที่คุ้มกันขบวน
พ่อค้าเดินทางระยะสั้นโดยเฉพาะ เทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของสำนักคุ้ม
ภัยและครึ่งหนึ่งของการเก็บค่าคุ้มครอง ความแข็งแกร่งอ่อนแอที่สุด
ในสามสมาคม”
กู้เฉิงพยักหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้พี่หวังช่วยข้านัดพบ
พวกเขาทั้งสามคนหน่อย ต้องเร็วที่สุด ควรจะเป็นคืนนี้เลย”
หวังฉีพยักหน้า
ครั้งก่อนที่ร่วมมือกับกู้เฉิงเป็นไปอย่างราบรื่น หวังฉีรู้ว่าตนเองไม่
ถนัดใช้สมอง ก็ให้คนที่ถนัดใช้สมองมาทำเรื่องเหล่านี้ เขาใช้หมัดก็
พอแล้ว
เมื่อตกกลางคืน หวังฉีก็ได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นัดพบ
กันที่หอสุขสำราญ
หอสุขสำราญเป็นของที่สมาคมซานเหอและสำนักชิงฮวาร่วมกัน
สร้างขึ้น เป็นทั้งบ่อนพนันและหอนางโลม แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็สูง
มากเช่นกัน สร้างขึ้นเพื่อพ่อค้าวาณิชที่เดินทางไปมาและมีฐานะ
ร ่ารวยโดยเฉพาะ
กู้เฉิงกับหวังฉีและเสี่ยวอี่สามคนเดินเข้าไปในหอสุขสำราญ
เดิมทีมีเพียงกู้เฉิงและหวังฉีมา แต่เสี่ยวอี่ไม่เคยมาที่แบบนี้มา
ก่อน รู้สึกสงสัยจึงตามมาด้วย
เมื่อก้าวเข้าสู่หอสุขสำราญ เสียงอึกทึกและกลิ่นฉุนก็โอบล้อมทั้ง
สามคนทันที
เสียงตะโกนด่าทอของนักพนัน เสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาว
ในหอนางโลม กลิ่นเหงื่อที่เหม็นอับและกลิ่นเครื่องสำอางค์ผสมปนเป
กันไป ทำให้กู้เฉิงขมวดคิ้ว
เสี่ยวอี่มองดูอย่างตื่นตาตื่นใจ กู้เฉิงกลับมีสีหน้าเรียบเฉย
ชาติก่อนดูหนังมาตั้งมากมาย ฉากแบบนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย
เท่านั้น
ทันใดนั้นชายสองคนสวมชุดสั้นสีเทาอมเขียวก็เดินเข้ามา “ท่าน
ใต้เท้าทั้งสาม หัวหน้าสมาคมรอพวกท่านอยู่ที่ห้องโถงด้านในแล้ว”
เดินตามชายสองคนเข้าไปในห้องโถงด้านใน ในห้องโถงใหญ่นั่ง
อยู่สามคน
ที่นั่งบนสุดคือชายวัยกลางคนตาเดียวอายุสี่สิบกว่าปี รูปร่างสูง
ใหญ่ แผ่กลิ่นอายอำมหิตออกมา เขาคือ ‘เสือดาวตาเดียว’ ตู้ซินอู่
ข้างๆ เขายังนั่งอยู่สองคน คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มอายุสามสิบกว่า
ปี หน้าตาหล่อเหลา แต่กลับดูอ่อนแอไปหน่อย สวมชุดคลุมสีเขียว
เล็บก็ทาเป็นสีเขียว
อีกคนหนึ่งคือชายวัยกลางคนอายุเกือบห้าสิบปี หน้าตาดูซื่อๆ
ไม่เหมือนหัวหน้าสมาคม กลับเหมือนพ่อค้ามากกว่า
สองคนนี้คือ ‘ดาบราตรี’ ฮวาชิง และหัวหน้าสมาคมหลัวเฟิง
เหลยเผิง
ตู้ซินอู่ลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกแล้วหัวเราะลั่น “ท่านใต้เท้าหวังไม่
ได้มานานแล้วนะ วันนี้เรียกพวกเรามา มีเรื่องอะไรหรือ”
หวังฉีกล่าว “วันนี้ข้ามาเพื่อเรื่องบางอย่างของหน่วยพิทักษ์ราตรี
ท่านผู้นี้คือกู้เฉิง เป็นทหารเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีเช่นกัน
วันนี้เรื่องนี้ เขาจะเป็นคนพูดคุยกับทุกท่าน”
“ที่แท้ก็คือท่านใต้เท้ากู้ พบกันก็ถือว่าเป็นเพื่อนแล้ว วันหลังพวก
เราสามคนเป็นเจ้าภาพ เชิญท่านใต้เท้ากู้มาสนุกที่หอสุขสำราญนี้ให้
เต็มที่”
ตู้ซินอู่พูดอย่างกระตือรือร้น แต่ในความเป็นจริงแล้วท่าที
ค่อนข้างดูถูก
เขาก็ถือว่าเป็นคนที่เคยเห็นโลกภายนอกมาบ้าง หน่วยพิทักษ์
ราตรีแม้จะน่าเกรงขาม แต่ในอำเภอหลัวทั้งหมด คนที่เขายอมให้
ความสำคัญก็มีเพียงเมิ่งหานถังผู้ตรวจการณ์ราตรีคนนี้คนเดียว
เท่านั้น
ทหารเกราะนิลธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขาทำได้เพียงไม่ล่วงเกิน แต่ก็
ไม่ถึงกับต้องนอบน้อมประจบประแจง
กู้เฉิงก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาเพียงแต่ยิ้มแล้วกล่าว “ขอบคุณหัวหน้า
สมาคมทั้งสามท่าน วันนี้ข้ามา อันที่จริงคือมาในนามของหน่วย
พิทักษ์ราตรีอำเภอหลัว ต้องการจะขอความช่วยเหลือจากทั้งสาม
ท่าน”
“โอ้ เรื่องอะไรหรือ”
กู้เฉิงกล่าวเสียงขรึม “เมื่อเร็วๆ นี้หน่วยพิทักษ์ราตรีของเราพบว่า
มีคนชั่วของลัทธิหลัวแฝงตัวเข้ามาในเมือง
อู่เย่เคยท่องยุทธภพมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าคนชั่วของลัทธิหลัวนั่น
เป็นคนประเภทไหน
หน่วยพิทักษ์ราตรีของเราเพื่อรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง
เรียกได้ว่าทุ่มเทสุดกำลัง แต่ทว่ากำลังคนก็ยังไม่เพียงพอ
ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอให้หัวหน้าสมาคมทั้งสามท่านระดมกำลัง
ในสังกัด แอบสืบหาที่อยู่ของคนชั่วของลัทธิหลัวนั่น แล้วพวกเราจะ
ลงมือจับกุมเอง
หากเรื่องนี้สำเร็จ หน่วยพิทักษ์ราตรีของเราจะจดจำบุญคุณของ
ทั้งสามท่านไว้”
เมื่อสิ้นคำพูดนี้ สีหน้าของตู้ซินอู่และฮวาชิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ส่วนเหลยเผิงก็หันไปมองตู้ซินอู่ เห็นได้ชัดว่าเขาถือคนผู้นี้เป็น
ผู้นำ
ตู้ซินอู่ส่ายหน้าโดยตรง “ท่านใต้เท้ากู้ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะ
ช่วยหน่วยพิทักษ์ราตรีของท่าน แต่สมาคมทั้งสามของเรากำลังคนไม่
เพียงพอจริงๆ ธุรกิจของตัวเองยังดูแลไม่ทั่วถึง จะมีเวลาไปยุ่งเรื่องอื่น
ได้อย่างไร
หากท่านใต้เท้ากู้ต้องการจะหาหญิงสาวสักสองสามคน เล่น
พนันสักสองสามตา พวกเรายังพอจะสนองได้ แต่เรื่องไล่ล่าคนชั่ว
ของลัทธิหลัวนี้ คงต้องรบกวนท่านใต้เท้ากู้ไปหาที่อื่นแล้ว”
เมื่อเห็นว่าตู้ซินอู่ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ หวังฉีก็รู้สึกเสียหน้า
อยู่บ้าง เขาแค่นเสียงเบาๆ “พวกเจ้าสามสมาคมรวมกันมีคนเป็นพัน
คน แม้แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังหามาไม่ได้รึ”
ฮวาชิงหัวเราะอย่างอ่อนหวาน เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ กลับหัวเราะ
ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์
“ท่านใต้เท้าหวังพูดจาน่าสนใจ หากสามารถหาคนมาได้
ครึ่งหนึ่ง พวกเราจะยังเลี้ยงดูคนว่างงานอีกครึ่งหนึ่งไว้ทำไม”
หวังฉีกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกกู้เฉิงยกมือห้ามไว้
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้เฉิงค่อยๆ หายไป เขาดูเหมือนจะประเมิน
อิทธิพลของหน่วยพิทักษ์ราตรีในอำเภอหลัวสูงเกินไป
“ทั้งสามท่านไม่คิดจะไว้หน้าหน่วยพิทักษ์ราตรีของเรา ช่วยเหลือ
เรื่องเล็กน้อยนี้จริงๆ รึ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของตู้ซินอู่ก็เย็นลง กล่าวอย่างเรียบเฉย
“หน้าตาเป็นของที่ต้องสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่คนอื่นให้
อีกอย่างพูดจาไม่น่าฟังหน่อย วันนี้หากเป็นท่านใต้เท้าเมิ่งหาน
ถังอยู่ที่นี่ ยังพอจะถือเป็นตัวแทนของหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัว
ได้ แต่พวกท่านไม่กี่คน เกรงว่าจะยังไม่พอ”
เสี่ยวอี่โกรธจนหน้าแดงก ่า หวังฉีถึงกับตบโต๊ะลุกขึ้นยืน แต่กลับ
ถูกกู้เฉิงรั้งไว้
หรี่ตามองดูตู้ซินอู่ กู้เฉิงกล่าวอย่างเรียบเฉย “อู่เย่พูดถูก หน้าตา
เป็นของที่ต้องสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่คนอื่นให้
แต่หน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวของเราตลอดหลายปีมานี้คอย
ปกป้องอำเภอหลัว ไม่ให้ถูกภูตผีปีศาจมารบกวน ทั้งสามท่านก็เป็น
คนของอำเภอหลัว หน้าตาไม่ให้ บุญคุณก็ไม่นับรึ”
ตู้ซินอู่กล่าวอย่างเรียบเฉย “นั่นเป็นหน้าที่ของหน่วยพิทักษ์ราตรี
ไม่ใช่หน้าที่ของพวกข้า”
กู้เฉิงลุกขึ้นยืน หัวเราะลั่น ประสานมือคำนับตู้ซินอู่ “ดี ข้าน้อย
ได้รับคำสอนแล้ว วันนี้รบกวนแล้ว วันหน้าค่อยพบกันใหม่”
พูดจบ กู้เฉิงก็ลุกขึ้นยืนโดยตรง ดึงหวังฉีและเสี่ยวอี่แล้วเดินจาก
ไปทันที