จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 78 – ความแค้นที่ต้องชำระ
ก่อนที่กู้เฉิงและคนอื่นๆจะสังหารปีศาจซากศพ ซากศพเดินได้ที่
ตีนเขาก็ได้กองท่วมเป็นภูเขาแล้ว
ทหารเกราะนิลไม่ถึงร้อยนายของหน่วยพิทักษ์ราตรียืนหยัดอยู่
แนวหน้าสุด โดยมีกองกำลังประจำการของเมืองเหอหยางนับพันนาย
คอยช่วยป้องกันอยู่ด้านหลัง ในช่วงแรกก็ยังพอต้านทานไหว แต่เมื่อ
เวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มอ่อนล้าลง สถานการณ์จึงเริ่มจะพังทลายลง
หวังฉีฉีกซากศพเดินได้ที่อยู่ตรงหน้าออกเป็นสองท่อนพลาง
ตะโกนอย่างสิ้นหวัง “ท่านผู้บัญชาการใหญ่พวกเขายังไม่จัดการ
เสร็จอีกหรือ ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว ตอนนี้แม้แต่พลังปราณก็ยังระเบิด
ออกมาไม่ได้แล้ว”
เสี่ยวอี่ยิ้มขมขื่น “ยันต์ของข้าก็ใกล้จะหมดแล้ว หากเป็นเช่นนี้
ต่อไป พวกเราอย่างมากก็คงจะทนได้อีกแค่หนึ่งเค่อ”
สีหน้าของจ้าวซิงหมิงพลันมืดลง ชี้ไปข้างหน้าแล้วกล่าว “หนึ่ง
เค่อรึ หากรวมพวกข้างหน้าเข้าไปด้วย เกรงว่าพวกเราจะทนไม่ไหว
แม้แต่หนึ่งเค่อ”
จากบนเขา ซากศพเดินได้อีกกลุ่มหนึ่งก็พุ่งลงมาอย่างบ้าคลั่ง
และไม่รู้ว่าทำไม ซากศพเดินได้กลุ่มนี้ถึงได้ดุร้ายเป็นพิเศษ โจมตี
แนวป้องกัน ทำให้แนวป้องกันทั้งหมดยิ่งถอยร่นไปอีก
ที่ค่ายทหารประจำการเมืองเหอหยาง ผู้ที่ยืนอยู่หลังแนวป้องกัน
และบัญชาการกองกำลังประจำการไม่ใช่ผู้บัญชาการทหารซ่งปิ่งจง
แต่เป็นผู้ตรวจการทหารหง
เพราะว่าซากศพเดินได้ลงมาจากเขาทุกทิศทาง ดังนั้นซ่งปิ่งจง
จึงบัญชาการอยู่อีกด้านหนึ่ง ส่วนด้านนี้ก็มอบให้ผู้ตรวจการทหารหง
จะพูดให้ถูกคือไม่ใช่การมอบให้ แต่เป็นผู้ตรวจการทหารหงที่ขอ
มาเอง
แม้ว่าเขาจะดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการทหารมานาน แต่ก็เคยมี
ประสบการณ์เพียงแค่การปราบปรามโจรป่าเล็กๆน้อยๆที่ใช้คนแค่สิบ
กว่าคนก็จัดการได้
ในที่สุดก็ได้บัญชาการคนนับร้อย เขาก็เกิดความสนใจขึ้นมา
ทันที บังคับขออำนาจบัญชาการมาจากซ่งปิ่งจง
เขามีเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง ซ่งปิ่งจงไม่กล้าล่วงเกิน ก็ได้แต่ต้อง
ยอมมอบให้แต่โดยดี
ตอนแรกผู้ตรวจการทหารหงคนนั้นก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก แต่เมื่อ
เห็นซากศพเดินได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
เขาก็เริ่มจะตื่นตระหนก
โบกแขนอวบอ้วนไปมา ผู้ตรวจการทหารหงตะโกนเสียงดังด้วย
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ถอย ทั้งหมดคุ้มกันข้าถอย
พวกภูตผีปีศาจนั่นใกล้จะมาถึงแล้ว”
นายกองใต้บังคับบัญชาของเขาก็ถือว่ามีประสบการณ์
พอสมควร มองดูสถานการณ์ในสนามรบแล้วก็รีบกล่าว “ท่าน
ผู้ตรวจการทหารโปรดอย่าตื่นตระหนก มีผู้ฝึกตนของหน่วยพิทักษ์
ราตรีสกัดกั้นซากศพเดินได้ที่แข็งแกร่งที่สุดไว้ พวกเราต้านทานอีก
ครึ่งเค่อก็ยังได้”
“เพียะ”
นายกองคนนั้นเพิ่งจะพูดจบ ก็ถูกตบหน้าอย่างแรง
“ข้าสั่งให้เจ้าสั่งการให้คุ้มกันข้าถอย เจ้าไม่ได้ยินรึไง”
ผู้ตรวจการทหารหงพูดอย่างดุร้าย
นายกองคนนั้นกุมใบหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัด ได้แต่
กล่าวว่า “ท่านผู้ใหญ่โปรดรอสักครู่ ข้าจะแจ้งคนของหน่วยพิทักษ์
ราตรีก่อน แล้วจะรีบสั่งการถอยทัพทันที”
ผู้ตรวจการทหารหงใช้นิ้วจิ้มหัวนายกองคนนั้นอย่างแรง น ้าลาย
กระเด็นเต็มหน้าอีกฝ่าย “ไอ้โง่ เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง ข้าสั่งให้
เจ้ารีบคุ้มกันข้าถอย รีบเลย”
การถอยทัพอย่างเร่งรีบ ไม่เพียงแต่จะเป็นการทิ้งคนของหน่วย
พิทักษ์ราตรี แต่ยังจะทำให้กองกำลังประจำการของพวกเขาเกิด
ความโกลาหล เกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
แต่ตอนนี้เมื่อดูท่าทีของผู้ตรวจการทหารหงคนนี้แล้ว นายกอง
คนนั้นก็ได้แต่ต้องยอมสั่งการอย่างอึดอัด ตีกลองศึกถอยทัพ
อีกฝ่ายแม้จะเป็นเพียงผู้ตรวจการทหาร แต่ขนาดผู้บัญชาการ
ทหารของเขาก็ยังไม่กล้าล่วงเกิน
เมื่อได้ยินเสียงกลองศึกดังขึ้น คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีใน
ช่วงแรกยังไม่ทันได้ตอบสนอง ทหารเกราะนิลคนหนึ่งที่เคยอยู่ใน
กองทัพก็ตะโกนขึ้นมาว่า “แย่แล้ว ไอ้พวกสารเลวนั่นมันถอยทัพ
แล้ว”
กองกำลังประจำการถอยทัพอย่างโกลาหล ปีกทั้งสองข้างเกิด
ช่องว่างขึ้นมาทันที ทำให้คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีที่อยู่แนวหน้าสุด
ถูกทิ้งไว้ข้างใน ถูกฝูงซากศพเดินได้ล้อมไว้หมด
หวังฉีสบถด่า “ไอ้พวกชาติชั่วนั่นมันทำบ้าอะไรกัน ถึงจะถอยทัพ
ทำไมไม่บอกพวกเราสักคำ”
จ้าวซิงหมิงยิ้มอย่างน่าสมเพช “จบสิ้นแล้ว วันนี้พี่น้องพวกเราคง
จะต้องมาตายที่นี่แล้ว
ไม่นึกเลยว่าพวกเราไม่ได้ตายด้วยน ้ามือของภูตผีปีศาจ แต่กลับ
ต้องมาตายด้วยน ้ามือของคนกันเอง
ไม่สิ ไอ้พวกชาติชั่วนั่นมันไม่นับว่าเป็นคนกันเอง”
เมื่อถูกฝูงซากศพเดินได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดล้อมไว้ พลังของคนของ
หน่วยพิทักษ์ราตรีก็หมดลงแล้ว ในตอนนี้ยิ่งต้านทานไม่ไหว
ในฝูงชน เสี่ยวอี่ที่เงียบมาตลอดก็หยิบกล่องใบหนึ่งออกมา แล้ว
หยิบยันต์สีแดงฉานออกมาแผ่นหนึ่งแล้วกล่าว “เดี๋ยวข้าจะใช้ยันต์
อัคคีสวรรค์พิฆาตมารแผ่นนี้ ทุกคนอาศัยจังหวะนี้ หนีออกจาก
ช่องว่างที่ข้าระเบิดออกไป”
คนอื่นๆตะลึง ฟางผิงที่เป็นผู้บำเพ็ญปราณเช่นกันตะโกนลั่น
“เจ้าบ้าไปแล้วรึ ยันต์แผ่นนี้คือแผ่นที่เจ้าสละยาเม็ดแล้วเอามาจาก
ลัทธิเต๋าเร้นลับครั้งที่แล้วใช่ไหม
นี่คือยันต์ที่ผู้แข็งแกร่งระดับห้าขั้นหยวนชี่ทิ้งไว้ ถึงเจ้าจะอยู่ใน
สภาพสมบูรณ์ที่สุดการใช้มันก็จะทำให้เจ้าสิ้นเปลืองพลังทั้งหมด
ตอนนี้เจ้าใช้มันก็เท่ากับหาที่ตาย”
ครั้งที่แล้วตอนที่ทำลายลัทธิเต๋าเร้นลับ กู้เฉิงให้พวกเขาเอายา
เม็ด แต่เสี่ยวอี่กลับไม่ได้เลือกยาเม็ด แต่กลับเลือกยันต์แผ่นนี้
คนอื่นๆต่างคิดว่านี่คือไพ่ตายของเสี่ยวอี่ แต่ไพ่ตายแผ่นนี้กลับ
สามารถคร่าชีวิตเขาได้
เสี่ยวอี่ส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่ได้บ้า ใช้มันข้าจะตาย แต่ทุกคนจะ
รอด
ยันต์อัคคีสวรรค์พิฆาตมารมีเพียงผู้บำเพ็ญปราณสายตรง
เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ และอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นระดับบำรุง
วิญญาณ ดังนั้นที่นี่มีเพียงข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ที่จะเสี่ยงชีวิต
ข้าเสี่ยงชีวิต ทุกคนยังรอดได้ ข้าไม่เสี่ยงชีวิต ทุกคนก็ต้องตาย
ที่นี่ด้วยกัน”
หวังฉีกัดฟันตะโกน “อย่าหุนหัน ยังมีวิธีอื่นอีก”
เสี่ยวอี่ยังคงส่ายหน้า “ข้ารู้ฝีมือของทุกคนดี ไม่มีวิธีอื่นแล้ว
จริงๆแล้วข้าก็ไม่อยากตาย ข้าก็อยากมีชีวิตอยู่
แต่ตายหนึ่งคน สามารถช่วยทุกคนได้ นี่คือสิ่งที่คุ้มค่า อาจารย์
ของข้าในตอนนั้นก็ทำเช่นนี้
ในอดีตอาจารย์ของข้าสละกายเลี้ยงภูต ถ่วงเวลาจนกระทั่งท่าน
ผู้บัญชาการใหญ่มาถึง เขาคือผู้ที่ช่วยข้าและบรรดาผู้มาสักการะไว้
นี่คือสิ่งที่อาจารย์ของข้าสอนข้าไว้ ตอนนี้ก็ถึงตาข้าที่จะต้อง
เลือกเช่นนี้แล้ว
ช่วยฝากคำพูดถึงท่านผู้บัญชาการใหญ่และพี่กู้ด้วย ขอบคุณที่
พวกเขาคอยดูแล
ยังมีท่านเมิ่งหานถังที่อยู่ในเมืองหลวงอีก แม้ว่าเขาจะดูเย็นชา
แต่กลับใจร้อน”
พูดจบ เสี่ยวอี่ก็ยิ้มอย่างสดใสให้ทุกคน “ทุกท่าน ลาก่อน”
สิ้นเสียง เสี่ยวอี่ก็พุ่งเข้าไปในฝูงศพทันที รวบรวมพลังทั้งหมด
ใช้เลือดเนื้อและชีวิตของตนเองจุดยันต์อัคคีสวรรค์พิฆาตมารแผ่น
นั้น
ในชั่วพริบตา อัคคีสวรรค์ที่ร้อนระอุก็ปรากฏขึ้นมาทันที พื้นดิน
ราวกับทะเลเพลิงที่เดือดพล่านลุกไหม้ ทุกที่ที่ผ่านไป ซากศพเดินได้
ทั้งหมดก็ถูกจุดไฟเผาจนกลายเป็นเถ้ากระดูก
หวังฉีและคนอื่นๆเบิกตากว้างจนแทบจะปริแตก อดทนต่อความ
เจ็บปวดในใจอย่างสุดกำลัง หนีออกจากช่องทางที่ถูกเปลวไฟระเบิด
ออกไป
การเสียสละเป็นเรื่องปกติสำหรับหน่วยพิทักษ์ราตรี แต่ครั้งนี้
พวกเขากลับทนไม่ได้ที่สุด
เสี่ยวอี่เป็นคนที่อัธยาศัยดีที่สุดในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัว
เพราะทุกคนรู้ว่า เสี่ยวอี่จะไม่เล่นเล่ห์เหลี่ยมกับใคร หนุ่มน้อยคนนี้จะ
ช่วยเหลือเจ้าโดยไม่หวังผลตอบแทน
ผลคือวันนี้ กลับเป็นเสี่ยวอี่ที่ต้องสละชีวิตเพื่อช่วยให้พวกเขาหนี
รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาถูกคนกันเองหักหลัง นี่จึงยิ่งทำ
ให้พวกเขาเศร้าโศกและโกรธแค้นอย่างยิ่ง
ใจกลางฝูงศพ ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชน ร่างของเสี่ยวอี่
หายไปแล้ว เหลือเพียงหุ่นฟางที่น่าเกลียดตัวหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่
ถูกเผาไหม้ในเปลวไฟ แต่กลับส่องประกายแสงสีเลือดจางๆ
กู้เฉิงและชุยจื่อเจี๋ยลงมาจากเขาอีกทางหนึ่ง
หลังจากที่ปีศาจซากศพตายแล้ว ซากศพเดินได้เหล่านั้นก็ไม่
ต้องไปสนใจแล้ว ไอเย็นสลายไป พวกมันก็กลายเป็นเพียงศพ
ธรรมดาแล้ว รอจนถึงรุ่งเช้าค่อยจัดการเผารวมกันก็พอแล้ว
เมื่อกลับมาถึงหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง จัดการให้ชุยจื่อ
เจี๋ยไปพักรักษาตัวแล้ว จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีที่
ดูไม่ได้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและโกรธแค้น
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของพวกเขา ในใจของกู้เฉิงก็จมลง แล้ว
กล่าว “เกิดอะไรขึ้น”
หวังฉีกล่าวอย่างเศร้าโศก “ท่านผู้ตรวจการ เสี่ยวอี่เขาตายแล้ว”
จ้าวซิงหมิงกล่าวอย่างเคียดแค้น “จะพูดให้ถูกคือ ถูกคนฆ่าตาย
เดิมทีเสี่ยวอี่ไม่จำเป็นต้องตาย”
หลังจากที่จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กู้เฉิงฟัง
แล้ว สีหน้าของกู้เฉิงก็สงบนิ่งอย่างยิ่ง แต่ในดวงตากลับส่องประกาย
ฆ่าฟันที่เย็นยะเยือก
สำหรับกู้เฉิงแล้ว เสี่ยวอี่เป็นคนพิเศษ อาจจะนับได้ว่าเป็นเพื่อน
ของเขา
ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ เพื่อนของกู้เฉิงมีน้อยมาก
ชาติที่แล้วเพื่อหาเลี้ยงชีพ ต้องดิ้นรนวางแผนยุ่งวุ่นวาย ส่วน
ใหญ่ก็เป็นเพียงเพื่อนกินดื่ม บนโต๊ะสุราเรียกพี่เรียกน้อง ลับหลังกลับ
คอยคิดร้ายต่อกัน
คนที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องอย่างแท้จริง มีไม่
เกินห้านิ้ว
ส่วนหลังจากที่ข้ามภพมาแล้ว กู้เฉิงเห็นอะไรบ้าง
คือการวางแผนอย่างโหดเหี้ยม คือภูตผีปีศาจที่ดุร้าย คือยุทธ
ภพที่เต็มไปด้วยการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ คนเดียวที่กู้เฉิงคิดว่า
เป็นเพื่อนได้ ก็มีเพียงเสี่ยวอี่
จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆนับได้ว่าเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาและ
เพื่อนร่วมงาน โจวเจี้ยนซิงนับว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี ชุยจื่อเจี๋ยและเมิ่ง
หานถังถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ
มีเพียงสองคนที่จริงใจต่อกู้เฉิง ไม่หวังผลตอบแทนแม้แต่น้อย
คนหนึ่งคือย่าของเขา กู้เหล่าไท่จวิน อีกคนหนึ่งก็คือเสี่ยวอี่ คู่หู
คนแรกของเขาเมื่อมาถึงหน่วยพิทักษ์ราตรี
กู้เฉิงไม่นับว่าเป็นคนดี แม้ว่าเขาจะเคยช่วยคน แต่คนที่เขาฆ่า
กลับมีมากกว่า ในใจของเขาส่วนใหญ่เต็มไปด้วยการคำนวณ
ผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นเขาจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะหน้าด้านบอกว่า
ตัวเองเป็นคนดี
แต่เสี่ยวอี่กลับเป็นคนส่วนน้อย อย่างน้อยก็ในบรรดาคนที่กู้เฉิง
เคยพบเจอ เป็นคนที่ไม่เคยคิดคำนวณอะไรในใจ คิดถึงแต่ผู้อื่นเสมอ
คนที่ควรตายกลับไม่ตาย คนที่ไม่ควรตายกลับต้องตาย
เห็นทีว่าคนดีไม่มีที่อยู่จริงๆ
กู้เฉิงเงยหน้ามองขึ้นไป โบกมือ แล้วกล่าว “กลับอำเภอหลัว”
จ้าวซิงหมิงและหวังฉีต่างมองกู้เฉิงด้วยสายตาที่ไม่เชื่อ
จากที่พวกเขารู้จักกู้เฉิง คนที่ตายยังเป็นคู่หูของกู้เฉิงอย่างเสี่ยว
อี่ จะยอมปล่อยไปง่ายๆได้อย่างไร
เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ตรวจการทหารของราชสำนัก อีกฝ่ายมี
เบื้องหลัง ก็จะต้องยอมทนกล ้ากลืนฝืนทนอย่างนั้นหรือ
แม้แต่หวังฉีก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาพูดว่า ตอนที่ท่านถูกขังอยู่
ในสุสานใต้ดินภูเขาแม่ทัพ เสี่ยวอี่ก็ไม่ชำเลืองทุกอย่างที่จะลงไปช่วย
ท่าน
กู้เฉิงหันกลับมา กล่าวเรียบๆ “ข้ามีอาการบาดเจ็บยังไม่หาย
หากไม่ฟื้นฟูถึงขีดสุด จะไปฆ่าคนได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินไอสังหารที่เย็นยะเยือกในคำพูดของกู้เฉิง พวกเขาก็
เข้าใจได้ทันทีว่า กู้เฉิง ยังคงเป็นกู้เฉิงคนเดิม