จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 603 ลงมือสังหาร
หลี่มู่แข็งแกร่งขึ้นแล้ว
อีกทั้งแข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่แค่เล็กๆ น้อยๆ
“กระบวนท่าเดียวกันใช้กับเซนต์เซย่าเป็นครั้งที่สองไม่ได้หรอก นะ” เขายกมือขยี้ปราณกระบี่จนแหลกอีกครั้ง จ้องเฝิงเจิ้นพลางเอ่ย หัวเราะคิกๆ “เจ้าเป็นดาวนําโชคของข้าจริงๆ นะ”
เฝิงเจิ้นโมโหจนตัวสั่น
อะไรคือเซนต์เซย่าบ้าบอนั่น
ตอนนี้เขารู้เพียงว่า ‘โอสถเซียนมนุษย์’ ที่เขาวาดหวังอย่างอย่าง ลําบากลําบน ตอนนี้เหมือนว่าจะเอากลับมาไม่ได้แล้ว
นี่ทําให้มือเท้าเขาเย็นเฉียบเหมือนกินหนูตายเข้าไปแต่คายออกมา ไม่ได้ ใจแหลกสลาย
“ตายไปซะ”
เฝิงเจิ้นสําแดงปราณกระบี่ ปราณกระบี่รอบกายไหลวน วิชาทั้ง ร่างกระตุ้นจนถึงขีดสูงสุด ยกมือ ปลายนิ้วแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ ประชิดเข้าไปใกล้เบื้องหน้าหลี่มู่ นิ้วแตะไปยังหน้าผากของหลี่มู่
การต่อสู้ที่ตรอกสายฝนก่อนหน้านี้ เขาก็ใช้วิชาต่อสู้นี้โจมตีหลี่มู่ โดยสมบูรณ์ เหมือนกับตบลูกหนังไปมา
“ตาแก่นี่ นิ้วเล็กๆ เที่ยวทิ่มไปทิ่มมา ทิ่มจนมันมือแล้วรึไง?”
เขายืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ รับกับนิ้วนั้น
กร๊อบ!
เสียงกระดูกหัก
ใบหน้าของเฝิงเจิ้นฉายแววตื่นตระหนก
เพราะกระดูกที่หักแหลกไม่ใช่หน้าผากของหลี่มู่ แต่เป็นนิ้วของเขา
กระดูกนิ้วสีขาวโพลนแทงออกมานอกเนื้อ น่าสยดสยองหวาดกลัว ยิ่งนัก
แม้แต่ปราณกระบี่ที่ยืดหดส่องกะพริบก็แหลกไปพร้อมกับนิ้ว
ก่อนที่จะรู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างมหาศาลจากนิ้วที่แหลกราญ ในหัวของเฝิงเจิ้นแตกตื่นงุนงง ความคิดของเขาในเสี้ยวพริบตานี้
ปั่ นป่วนเล็กน้อย เพราะเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดเกิดขึ้นแล้ว ต่อให้ดัชนีนี้ ชี้แตะไปบนอาวุธสมบัติวิญญาณชั้นยอดก็ไม่มีทางที่นิ้วตัวเองจะหัก ตนเป็นฝ่ายที่โจมตีชัดๆ
หลี่มู่ยืนอยู่กับที่ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
เขายืนสบายๆ เหมือนใบไม้ร่วงใส่
รับการโจมตีจากผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบซึ่งหน้า พลังมหาศาลปานใด ต่อให้เป็นขุนเขาสูงสามพันจั้งก็ต้องกระเด็น ภาพเช่นนี้ช่างขัดต่อกฎ แห่งธรรมชาติ
“แม้แต่ผิวหนังของข้ายังฟันไม่เข้า เจ้าอ่อนแอเกินไปแล้ว”
หลี่มู่ฉีกขาออกตั้งท่า เหวี่ยงหมัดเร็วดั่งสายฟ้าโจมตีไปที่ท้องของ เฝิงเจิ้น
เป็นถึงผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบตัวงอเป็นกุ้ง กระเด็นออกไป กระแทก เข้ากับกําแพงห้องหลอมยาอย่างจัง
เพื่อป้องกันตัวเองถูกขัดจังหวะระหว่างการหลอมยา เฝิงเจิ้นไม่ใช่ เพียงออกคําสั่งอย่างเข้มงวดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามไม่ให้ใครเข้า ไปในห้องหลอมยาทั้งสิ้น ทั้งยังลงมือวางค่ายกลและพันธนาการที่ แข็งแกร่งที่สุดเอาไว้ ตอนนี้มันกลับกลายเป็นกรงพันธนการเขา เฝิงเจิ้น
กระแทกไปกับกําแพงจนห้องหลอมยาสั่นสะเทือน เขากระอักเลือด สดๆ ออกมา ร่างไหลครูดลงมา ยืนได้ไม่มั่น
พลังของกายเนื้อเช่นนี้…นี่เป็นพลังของขั้นนักรบ?
ปราณดาบหุ้มล้อมทั่วร่างเฝิงเจิ้นก่อเป็นคลื่นวนพลังที่เห็นได้ด้วย ตาเปล่า ทุกกลุ่มคลื่นวนพลังล้วนก่อขึ้นจากแสงกระบี่ที่หมุนวน ถี่ ละเอียดทับซ้อนเป็นชั้นๆ คุ้มกายเขาเอาไว้ “เจ้าก้าวสู่ขั้นนักรบแล้ว? ก้าวข้ามมาถึงสองขั้นใหญ่ๆ เชียวรึ?”
หลี่มู่ก้าวประชิดไปทีละก้าวๆ พร้อมด้วยแรงกดดันไร้เทียมเทียบ
“ขั้นนักรบ? ยังไม่ใช่ แต่จัดการกับเจ้าก็เพียงพอแล้ว”
หลี่มู่พูดแล้วก็ซัดออกไปหมัดหนึ่ง
“กําเริบเสิบสานนัก” เฝิงเจิ้นหัวเราะเสียงเย็น “พลังที่แท้จริงของ ขั้นนักรบจะเป็นพลังที่เจ้าคิดจินตนาการไปได้อย่างไร อย่าคิดว่าเจ้า เพิ่งยกระดับแล้วจะฆ่าข้าได้”
ในมือของเขามีกระบี่ยาวหยกขาวปรากฏขึ้น มันส่องประกายคลื่น พลังน่าหวาดกลัว ปราณกระบี่และแสงกระบี่บนตัวกระบี่เปล่งประกาย ออกมาไม่หยุด เหมือนมังกรเงินพ่นมาลี กลิ่นอายอันตรายเป็นอย่างยิ่ง แผ่ตลบมา กระบี่หนึ่งแหวกท้องฟ้าฟันมายังหมัดของหลี่มู่
“ข้าจะให้เจ้าได้รู้ถึงอาวุธสมบัติวิญญาณที่แท้จริง”
พูดยังไม่ทันจบ
แคร่ก
กระบี่ยาวหยกขาวร้าว แตกออกเป็นชุ่นๆ
พลังหมัดไม่ลดลงเลย เฝิงเจิ้นกระอักเลือด กระเด็นออกไป กระแทกเข้ากับกําแพงหินอย่างรุนแรงอีกครั้ง
“เป็นไปไม่ได้…” เขาไม่อาจเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น
ทําไมอาวุธเทพระดับสมบัติวิญญาณฟันหมัดของหลี่มู่ไม่ขาด กาย เนื้อของเขาแข็งกว่าอาวุธสมบัติเต๋าอีกหรือ?
ถึงแม้กระบี่ยาวหยกขาวเล่มนี้จะบิ่นร้าวเล็กๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่อาวุธ สมบัติวิญญาณที่สมบูรณ์ แต่นี่ก็ไม่ควรที่กายเนื้อของมนุษย์จะขยี้มันได้ สิ
“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้”
หลี่มู่มองบนหมัดของตัวเอง แม้แต่รอยขีดขาวๆ เล็กๆ ก็ยังไม่มี ใน ใจยิ่งรู้สึกโล่ง
ผ่านการหลอมยาครั้งนี้ ตัวเองกลายเป็นสมบัติเวทร่างมนุษย์ไป แล้วจริงๆ ฟันแทงไม่เข้าสี่คํานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นขําๆ แล้ว
กายเนื้อไม่บาดเจ็บเสียหาย ยามเผชิญหน้ากับคู่มือใดๆ ก็ตามก็จะ อยู่ในสถานะไม่แพ้
หลี่มู่รู้สึกว่า ตนเสี่ยงอยู่ถูกหลอมยาครั้งนี้ เป็นผลเก็บเกี่ยวการ ตอบแทนอย่างมหาศาลจริงๆ
ดีที่ขั้นตอนทั้งหมดอันตรายแต่ไร้เคราะห์
หากไม่มี ‘วิชาก่อนกําเนิด’ และ ‘หมัดยุทธ์แท้’ เปลี่ยนเป็นคนอื่น เกรงว่าคงถูก ‘กระบี่ไร้เลือด’ เฝิงเจิ้นหลอมเป็น ‘โอสถเซียนมนุษย์’ จริงๆ แล้ว
ในดวงตาของเฝิงเจิ้นฉายประกายบ้าคลั่ง ร่างของเขามีเกราะเกล็ด มังกรสีดําปรากฏขึ้น เกล็ดทับซ้อนเป็นชั้นๆ ปกคลุมทั่วร่าง โซ่อักขระสี ดําทมิฬวนล้อมรอบร่าง นี่คือเกราะวิเศษที่เขาเก็บรักษาเอาไว้ เป็น ระดับครึ่งก้าวสมบัติวิญญาณ เป็นเกราะคุ้มกันกายที่เขาทุ่มเทไปไม่ น้อย รวบรวมซื้อมันมาจากเครือข่ายเซียน เสียทรัพย์ไปมหาศาล เพื่อที่ ยามสู้กับผู้แข็งแกร่งในระดับเดียวกันเมื่อถึงเวลาสําคัญก็จะเอามัน ออกมาใช้คุ้มกันกาย เอาไว้รักษาชีวิต แต่ตอนนี้เขาจําเป็นต้องเอามัน ออกมาแล้ว
ในขณะเดียวกันในมือของเขาก็มีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น ตัว กระบี่เหมือนมังกรดํา เป็น ‘กระบี่ราชามังกรดํา’ ระดับสมบัติวิญญาณ นั่นเอง
นี่คืออาวุธสังหารก้นหีบแล้ว
ในฐานะที่เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบสํานักใหญ่ ไพ่ตายรักษาชีวิต ของเขามีไม่น้อยอย่างแน่นอน
“เดิมไม่อยากจะเผยความลับพวกนี้ นี่เป็นเจ้าที่บีบข้า…” เฝิงเจิ้น หัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม กวัดแกว่งดาบพุ่งมา
หลี่มู่รับหน้าไปอย่างรวดเร็ว “บีบเจ้าแล้วจะทําไม?”
ตูม!
หมัดและกระบี่ปะทะกัน เสียงโจมตีราวโลหะและทองสอดเสียง ประสาน
วิ้ง วิ้ง!
‘กระบี่ราชามังกรทมิฬ’ สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เฝิงเจิ้นรู้สึกว่า พลังประหลาดชนิดหนึ่งทะลักมา จับด้ามกระบี่ไม่ไหวอีกต่อไป กระบี่ ยาวกระเด็นหลุดจากมือ ส่วนตัวเขาก็ถูกพลังประหลาดกลุ่มนี้สะเทือน
จนลอยออกไปเป็นครั้งที่สาม กระแทกไปกับกําแพงหินห้องหลอมยา เต็มแรง กระอักเลือดออกมาอีก
หากไม่มีเกราะวิเศษสีดําคุ้มกาย เกรงว่าคงกระดูกหักเอ็นขาดไป แล้ว
นี่เป็นการโจมตีอย่างบดขยี้ชนิดหนึ่งโดยสมบูรณ์ หลี่มู่ยื่นมือออกไป รับ ‘กระบี่ราชามังกรทมิฬ’ ไว้ในมือ เพียงสะบัดไปตามมือ
ฟิ้ ว!
ก็เป็นปราณกระบี่อากาศทางหนึ่ง นี่เป็นพลังกายเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวกระตุ้นออกมาล้วนๆ “คืนกระบี่เทพของข้ามา…” เฝิงเจิ้นร้อนรน กระบี่นี้กลั่นมาจากเลือดเขาเชียวนะ “ได้” หลี่มู่ยกมือโยนออกไป ก่อนเอ่ย “คืนให้เจ้า” ฟุ่บ!
‘กระบี่ราชามังกรทมิฬ’ แปรเปลี่ยนเป็นลําแสงสีชาดทางหนึ่งพุ่ง ไปหาเฝิงเจิ้น
เฝิงเจิ้นยื่นมือออกไปรับ
บึ้ม!
ข้อมือกระดูกหักทันที
‘กระบี่ราชามังกรทมิฬ’ เร็วเป็นอย่างยิ่ง พลังมหาศาล เกินกว่าที่ มือของเขาจะรับเอาไว้ได้ แทงทะลุหน้าอก ทําลายเกราะเกล็ดสีดํา ตรึง เขาเอาไว้บนกําแพงหิน…
นี่ไม่ใช่การบดขยี้จากขอบเขตพลังฝึกตนเคล็ดวิชาอะไรแล้ว แต่ เป็นจากพลัง——เป็นการบดขยี้จากพลังล้วนๆ
“อ่อนแอสุดๆ ไปเลย”
หลี่มู่ส่ายหน้า
ปราณแท้ในกายเขาทะลักถาโถมโหมบ่า ในทะเลความรู้สึก สะพานเทพก่อตัวขั้นต้น
คนอื่นสร้างสะพานเทพล้วนเริ่มจากคอสะพาน ตอม่อสะพาน ตัว สะพาน ทีละก้าวๆ นี่เป็นสัญลักษณ์ในการแบ่งขอบเขตต�า กลาง สูง
และบริบูรณ์ของผู้ฝึกฝนขั้นสะพานเทพสามัญ สะพานเทพสร้างได้ บริบูรณ์ถึงจะเป็นขั้นสามัญบริบูรณ์
แต่หลี่มู่กลับสร้างสะพานเทพในทะเลความรู้สึกเสร็จในครั้งเดียว สําเร็จขอบเขตของขั้นสามัญบริบูรณ์ในชั่วพริบตา
นอกจากการสะสมของเขาในยามปกติแล้ว ที่สําคัญที่สุดคือ ‘กระบี่ไร้เลือด’ เฝิงเจิ้นช่างสุดยอดจริงๆ สมุนไพร ของล�าค่าต่างๆ โยน ลงมา ที่โยนลงมาเกรงว่าจะไม่ใช่แค่ราคามหาศาลพันผลึกเซียนสีทอง แต่พูดได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัติที่เขาสะสมมาตลอดชีวิต ก็โยนลงมา พลัง ในเตาหลอมรุนแรงนัก เพียงชั่วพริบตาหลี่มู่ก็จัดการ ‘บ่มให้สุก’ ก่อน ล่วงหน้า
สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ กายเนื้อของหลี่มู่ถูกไฟโอสถหลอมฝึกฝน จน เหมือนถูกหลอมเป็นยาจริงๆ จนกลายเป็นของวิเศษร่างมนุษย์
กายเนื้อแข็งแกร่งไร้เทียมทาน
ก่อนหน้าช่วงเวลาสี่สิบเก้าวัน หลี่มู่รู้สึกว่า ความกดดันที่ผู้ แข็งแกร่งอย่าง ‘กระบี่ไร้เลือด’ เฝิงเจิ้นนํามาช่างน่ากลัวจนถึงขีดสุด และก็เป็นพลังที่เขาไม่อาจเอาชนะได้ แต่ตอนนี้ หลังจากสี่สิบเก้าวัน ยามหลี่มู่เผชิญหน้ากับเฝิงเจิ้นอีกครั้งก็รู้สึกแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่ใช่แค่ไม่รู้สึกถึงความกดดันแม้แต่น้อย กลับรู้สึกว่าสามารถเอาชนะ เฝิงเจิ้นได้ง่ายๆ
เขาบอกว่าเฝิงเจิ้นอ่อนแอเหเลือเกินคือรู้สึกว่าอ่อนแอเหลือเกิน จริงๆ ไม่ใช่ว่าจงใจวางท่ายั่วคู่ต่อสู้
เฝิงเจิ้นตอนนี้ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า ตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลี่มู่ แล้วโดยสิ้นเชิง
ถึงแม้เขาจะไม่อยากยอมรับ แต่ความกดดันและอันตรายมหาศาล ที่ปะทะหน้ามา ทําให้เขาสูญเสียความกล้าที่จะสู้ต่อไป
เขาก็เป็นบุคคลที่ใจเด็ดเช่นกัน เขาพลันพุ่งตัวออกไปจาก ‘กระบี่ ราชามังกรทมิฬ’ ที่หน้าอกซ้ายมีรูใหญ่ขนาดชามใบหนึ่งทะลุหน้าหลัง ‘กระบี่ราชามังกรทมิฬ’ ยังปักคาอยู่ที่กําแพง
เลือดทะลักปานน�าพุ
เฝิงเจิ้นแม้แต่ ‘กระบี่ราชามังกรทมิฬ’ ยังไม่สนที่จะชักออก หมุน ตัวหนีออกไปยังประตูห้องหลอมยาทันที
แต่หลี่มู่เร็วยิ่งกว่า
ยามที่เขาพุ่งมาถึงหน้าประตู หลี่มู่ก็มาถึงหน้าประตูแล้ว ยื่นมือ ยกขึ้นก็บีบคอของผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบผู้สูงส่งในอดีตคนนี้เอาไว้
หลี่มู่ขั้นสามัญสําแดง ‘ขี่เมฆาเหินฟ้า’ ความเร็วเร็วกว่าเมื่อก่อน หลายเท่า ไม่ใช่ความเร็วที่ขั้นนักรบทั่วไปจะตามทันแล้ว
ตอนนี้เขาพูดได้ว่าในด้านพลังนั้นบดขยี้เฝิงเจิ้นในทุกด้าน
หรือจะเปลี่ยนอีกประโยคหนึ่งก็คือ หลี่มู่ขั้นสามัญในด้านกําลังรบ นั้นสามารถบดขยี้ขั้นนักรบทั่วไปได้โดยสิ้นเชิงแล้ว
เจ้าลัทธิภูเขาสู่ในตอนนี้เป็นตัวประหลาดโดยแท้จริง
เฝิงเจิ้นดิ้นรนไม่ได้ เขามองหลี่มู่ด้วยสีหน้าหวาดกลัวและเคียด แค้น
หลี่มู่พูดกับเขา “อย่าโทษข้า ทุกสิ่งนี้คือชะตาของเจ้า เจ้าเป็นดาว นําโชคของข้า ขอบใจที่มอบสมุนไพรของล�าค่ามากมายขนาดนี้ให้ข้า ช่วยให้ข้าทะลวงขั้น เจ้าเป็นคนดี”
เฝิงเจิ้นโมโหแทบบ้า อัดอั้นแทบตาย
โลกนี้ยังจะมีเรื่องอะไรที่น่าเศร้ากว่านี้อีกไหม?
สิ่งสะสมที่เขาค่อยๆ สะสมทีละเล็กทีละน้อยตลอดชีวิตนี้ ลงแรง ทุ่มเทกายใจหลอมยา กระทั่งว่ายังหยิบยืมหนี้สินจากข้างนอกเพิ่มมา ด้วย ถึงจะรวบรวมวัตถุดิบบนตํารับยาโบราณได้ สุดท้ายกลับฝึกดาว มฤตยูออกมา ขาดทุนซ�ายังต้องชดใช้ด้วยชีวิต ตัดชุดแต่งงานให้หลี่มู่
หากคนอื่นรู้เข้า คงจะกลายเป็นเรื่องตลกที่สุดในหลายหมื่นปีที่ผ่านมา ของเขตดาราเทพวีรชนกระมัง?
แต่เขากลับจนปัญญา
“อย่าคิดว่าเจ้าฆ่าข้าแล้วจะหัวเราะได้จนถึงสุดท้าย ฮ่าๆ เจ้ายังไม่ รู้กระมังว่าเจ้า…” เฝิงเจิ้นหัวเราะอย่างชั่วร้าย
ยังพูดไม่ทันจบ
กร๊อบ
หลี่มู่หักคอเฝิงเจิ้นในทันที
จิตดาบฝนพรําหมุนวนแทรกซึมเข้าไปในร่างของเขาเพียงชั่ว พริบตา จากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็นสายฝนชะโลมไปในห้องหลอม ยา
ครั้งนี้ หลี่มู่ก้าวเข้าสู่ขั้นสามัญ เริ่มลงมือสังหาร
ผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบ ‘กระบี่ไร้เลือด’ เฝิงเจิ้นแกว่งเท้าหาเสี้ยนหา เรื่องใส่ตัว ตัดชุดแต่งงานให้คนอื่น แตกดับไปอย่างเงียบงันในห้อง หลอมยาของตัวเอง
……………………………………………………