จักรพรรดิมังกรทมิฬ - ตอนที่ 36 คานบนไม่ตรง คานล่างย่อมคด
คนทั้งสองนั้นคือ ซูหมิงเซวียน และ ซูหมิงฮุย!
แต่ยามนี้ทั้งคู่กลับประหนึ่งสุนัขสองตัวที่ยืนประจบอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหรา
ชายหนุ่มผู้นั้นยืนเชิดหน้าอกตั้งตรง ท่าทางสูงส่งราวบุตรสวรรค์
ส่วนพวกเขากลับก้มหน้าก้มตา โค้งคำนับ เอาใจทุกถ้อยคำ
ราวกับกลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจแม้แต่น้อย
ดูเหมือนจะรับรู้ถึงสายตาของซูหาน ทั้งสองจึงเงยหน้าขึ้นมา
ทันทีที่เห็นซูหานกำลังเดินลงบันไดทีละก้าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แววตาทั้งคู่พลันฉายแววเยาะเย้ย
“โอ้ นี่ไม่ใช่อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลซูของพวกเราหรือ?” ซูหมิงเซวียนตะโกนเสียงดังตั้งแต่ยังไม่ทันที่ซูหานจะเดินพ้นบันได
ซูหมิงฮุยรีบเสริมอย่างประหลาดใจจอมปลอม “อัจฉริยะตระกูลซู? เขาไม่ใช่คนของตระกูลซูอีกต่อไปแล้วไม่ใช่หรือ? ได้ยินมาว่าบัดนี้ต้องอาศัยชายคาตระกูลเซียว เดินไปไหนก็ถูกกดหัว ดูท่าชีวิตจะไม่ราบรื่นนักนะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ ยังคิดว่าตนเองอยู่ในตระกูลซูหรืออย่างไร? ก็แค่ลูกเขยเข้าบ้าน จะมีใครในตระกูลเซียวยกย่องจริง ๆ กันเล่า?”
“ถูกต้อง หากไม่ใช่เพราะคุณหนูรองตระกูลเซียวยืนกรานจะแต่งกับเขา ข้ากลัวว่าป่านนี้เขาคงถูกหลินเฉิงซงสังหารไปแล้ว หญ้าหน้าหลุมศพคงสูงท่วมหัว!”
สองพี่น้องผลัดกันพูด ผลัดกันหัวเราะ คำพูดเต็มไปด้วยการเสียดสีและดูแคลน
พวกเขารู้ดีว่าซูหานในวันนี้ไม่ใช่ ‘ขยะ’ เหมือนเมื่อก่อน
แต่จะอย่างไรเสีย การได้ระบายความอัดอั้นด้วยวาจาก็ยังทำให้รู้สึกสะใจ
ส่วนซูหานจะกล้าลงมือหรือ?
เมื่อมีชายหนุ่มผู้นี้หนุนหลัง จะต้องกลัวสิ่งใดอีก!
เสียงของทั้งสองดังลั่นทั่วโถง ทำให้ผู้คนรอบข้างหันมามอง
เรื่องที่ซูหานสังหารบุตรชายตระกูลหลิน บังคับให้บุตรชายตระกูลเฉินคุกเข่า เกือบทำให้สองตระกูลร่วมมือกันทำลายตระกูลซู สุดท้ายถูกขับออกจากตระกูล ก่อนที่ตระกูลเซียวจะยื่นมือช่วยเหลือจนรอดพ้นหายนะนั้น
ในเมืองหยวนซาน ใครเล่าไม่รู้เรื่องนี้
มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลังอาหารของผู้คนไปแล้ว
“เขาคือซูหานหรือ?”
“ดูท่าทางก็น่าสนใจ แต่ก็แค่ขอบเขตเส้นชีพจรมังกรไม่ใช่หรือ? ได้ยินว่าชนะขอบเขตโลหิตมังกรได้?”
“ชนะ? เจ้าคงได้ข่าวไม่ครบ เขาฆ่าผู้ฝึกขอบเขตโลหิตมังกรระดับกลางด้วยซ้ำ!”
บางคนจากเมืองอื่นก็เริ่มซุบซิบ มองซูหานด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน ซูหานยังคงสีหน้าเรียบเฉย
ฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า ก้าวออกจากโถงใหญ่ราวกับเสียงรอบข้างเป็นเพียงสายลมผ่านหู
สำหรับซูหมิงฮุยและซูหมิงเซวียน เขาไม่แม้แต่จะชายตามอง ราวกับทั้งสองเป็นเพียงอากาศธาตุ
ภาพนั้นทำให้ซูหมิงเซวียนแววตาเย็นวาบ
เขารีบกระซิบข้างหูชายหนุ่มในชุดหรู “เหลียงเส้า ผู้นั้นคือซูหานที่ข้ากล่าวถึง คนที่ครอบครองหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยวนซาน!”
“ใช่แล้ว” ซูหมิงฮุยรีบประจบ “ข้าไม่เข้าใจเลย เขามีคุณสมบัติอะไรถึงทำให้คุณหนูรองตระกูลเซียวหลงใหล? ในความเห็นของข้า เขาเทียบเหลียงเส้าไม่ได้แม้แต่น้อย! หากจะมีผู้ใดคู่ควรกับคุณหนูรอง ก็คงมีเพียงท่านเท่านั้น!”
คำพูดของทั้งสองเต็มไปด้วยการยกยอ
หลังคลุกคลีอยู่หลายวัน พวกเขารู้ดีว่างานอดิเรกใหญ่ที่สุดของชายหนุ่มผู้นี้คือสตรี
หากไร้ข้ออ้างอื่นจะยืมมืออีกฝ่ายจัดการซูหาน ก็ต้องใช้เรื่องเซียวอวี่หรานเป็นเหยื่อล่อ
และแน่นอน…
ทันทีที่ได้ยินชื่อเซียวอวี่หราน ดวงตาของเหลียงเส้าฮุยพลันเป็นประกาย
“หญิงที่พวกเจ้าว่า งดงามถึงเพียงนั้นจริงหรือ?”
“แน่นอน!”
ซูหมิงเซวียนตบต้นขา สีหน้าหลงใหล “เหลียงเส้า ท่านไม่รู้หรือ เดิมทีในเมืองหยวนซานลือกันว่านางอัปลักษณ์ยิ่ง พวกเราก็เชื่อเช่นนั้น ใครจะคิดว่าเมื่อได้เห็นตัวจริง จะงดงามราวสวรรค์ส่งมา! ไม่เกินจริงเลย หากข้าได้ร่วมเตียงกับหญิงเช่นนั้น แม้ตายก็ไม่เสียดาย!”
“เฮ้อ…หากมิใช่เพราะข้าความสามารถต่ำต้อย ข้าคงไปสู่ขอนางเองแล้ว” ซูหมิงฮุยส่ายหน้าทำทีเสียดาย
ยิ่งฟัง หัวใจของเหลียงเส้าฮุยยิ่งคันยุบยิบ
เขามีนามว่า เหลียงเส้าฮุย บุตรชายคนเล็กของตระกูลเหลียงแห่งเมืองหยุนหยาง
แม้ฐานะตระกูลเหลียงในเมืองหยุนหยางจะมิอาจเรียกว่าสูงสุด แต่ก็เป็นตระกูลใหญ่ประจำเมือง
ต่อให้ด้อยกว่าก็ยังเหนือกว่าสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหยวนซานหลายเท่า
เหลียงเส้าฮุยอายุใกล้เคียงซูหมิงเซวียน แต่ผ่านสตรีมานับไม่ถ้วน
การมาเมืองหยวนซานครั้งนี้ หนึ่งคือหวังเข้าร่วมสำนักเมฆาเยือกแข็ง
ส่วนสอง…แน่นอนว่าเพื่อเสาะหาความสำราญจากหญิงงาม
ในเมืองหยุนหยางเขาไม่กล้าทำเกินเลย
แต่ที่เมืองหยวนซานเล่า เขาจะกลัวสิ่งใด!
“เหลียงเส้า ด้วยฐานะของท่าน เพียงเอ่ยคำเดียว ซูหานย่อมต้องส่งเซียวอวี่หรานให้โดยดี” ซูหมิงฮุยกล่าวยั่วยุ
“มันจะกล้าไม่ให้หรือ?”
เหลียงเส้าฮุยเบิกตากว้าง ตะโกนใส่ซูหานที่กำลังจะก้าวพ้นโถง “หยุด!”
แต่ซูหานราวกับมิได้ยิน ยังคงเดินต่อไปอย่างมั่นคง
“เจ้าสารเลว ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ!”
เหลียงเส้าฮุยสะบัดมือ ชายวัยกลางคนสองคนพลันพุ่งออกมาขวางทางซูหาน
“คุณชายสั่งให้หยุด หูเจ้าหนวกหรือไร?” หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงเย็น
เวลานั้น เหลียงเส้าฮุยก็ตามมาพร้อมซูหมิงเซวียน
“ข้าคือเหลียงเส้าฮุย บุตรผู้นำตระกูลเหลียงแห่งเมืองหยุนหยาง ชื่อนี้เจ้าคงเคยได้ยิน?” เขาเชิดหน้าพูดอย่างดูแคลน
“ไม่เคยได้ยิน” ซูหานส่ายหน้าเรียบ ๆ
ผู้อื่นอาจรู้จักเหลียงเส้าฮุย แต่สำหรับซูหาน นามเช่นนี้ไม่คู่ควรให้จดจำ
“บังอาจ!”
ซูหมิงเซวียนตะโกนทันที “ซูหาน แม้แต่ชื่อเหลียงเส้ายังไม่เคยได้ยิน เจ้าตาบอดหรืออย่างไร! เหลียงเส้ามีชื่อเสียงในเมืองหยุนหยาง ใครเล่าไม่รู้จัก? เจ้ามีพรสวรรค์นิดหน่อยก็คิดว่าตนเหนือใคร? ข้าบอกไว้เลย ฟ้ายังมีฟ้า คนยังมีคน เหลียงเส้าไม่ใช่ผู้ที่เจ้าจะล่วงเกินได้ รีบขอขมาเสีย!”
เหลียงเส้าฮุยพึงพอใจกับคำยกยอ ยืนกอดอก รอคอยคำขอโทษด้วยท่าทีหยิ่งทะนง
ซูหานมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหันสายตาไปยังสองพี่น้อง แล้วหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าหัวเราะอะไร?” ซูหมิงเซวียนขมวดคิ้ว
“คานบนไม่ตรง คานล่างย่อมคด ตระกูลซูช่างเป็นแหล่งรวมผู้มีความสามารถจริง ๆ” ซูหานกล่าวเสียงเรียบ เตรียมก้าวจากไป
แต่ชายวัยกลางคนทั้งสองยังยืนขวาง แววตาเย็นจัด
“ไม่คิดเลยว่าเมืองหยวนซานเล็ก ๆ จะมีคนโอหังถึงเพียงนี้ วันนี้ข้าถือว่าเปิดหูเปิดตา” เหลียงเส้าฮุยหัวเราะเย็น “ตีมัน จนกว่าจะยอมรับผิด!”
“ขอรับ!”
ชายวัยกลางคนทั้งสองกำลังจะลงมือ
“ตลาดเมืองตระกูลเซียวอยู่ภายใต้การคุ้มครองของหอว่านเป่า ห้ามลงมือที่นี่!”
เสียงหนึ่งดังลงมาจากชั้นสามของหอว่านเป่า เป็นเสียงของเจ้าหอใหญ่
ทั้งสองชะงักค้าง
เหลียงเส้าฮุยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนแค่นหัวเราะ “ช่างเถิด วันนี้ปล่อยมันไปก่อน”
เขาอาจไม่เห็นเมืองหยวนซานอยู่ในสายตา
แต่หอว่านเป่า…เขาไม่กล้าล่วงเกิน
หากทำให้หอว่านเป่าขุ่นเคือง ต่อให้ตระกูลเหลียงทั้งตระกูล ก็ไม่พอให้บดขยี้