จักรพรรดิมังกรทมิฬ - ตอนที่ 53 คุกเข่าแล้วคำนับ
เมื่อเห็นซูหาน สีหน้าของหลี่ชิงกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำว่า “ทุกท่าน ข้าหลี่รู้สึกไม่สบาย ขออภัยด้วย ข้าขอตัวก่อน”
กล่าวจบ เขาก็หมุนกายหมายจะจากไป
มุมปากของเซียวอวี่ฮุ่ยกระตุกเบา ๆ นางย่อมรู้ดีว่าอาการ “ไม่สบาย” ของหลี่ชิงเกิดจากสิ่งใด ก็เพราะคำพูดก่อนหน้านั้นเอง
ส่วนไป๋อวี่ ผิงอวี่จื่อ และคนอื่น ๆ เวลานี้ยังคงตะลึงงัน สายตาจับจ้องดวงดาวทั้งเจ็ดที่ค่อย ๆ เลือนหายระหว่างคิ้วของซูหาน อยู่นานโดยไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใด
“ผู้อาวุโสหลี่ อย่าเพิ่งไปสิ”
ซูหานเอ่ยเสียงดัง ร่างวูบไหวในพริบตา มาปรากฏด้านหลังเซียวอวี่ฮุ่ยและคนอื่น ๆ ขวางทางหลี่ชิงไว้
“คำสัญญาของเจ้า ยังมิได้ทำให้สำเร็จ”
สายตาซูหานคมกริบ ร่างทั้งร่างประหนึ่งกระบี่คมเพิ่งชักออกจากฝัก กลิ่นอายพุ่งพล่านน่าเกรงขาม
“คุกเข่าแล้วคำนับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนจึงเพิ่งตั้งสติได้
สีหน้าหลี่ชิงยิ่งเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์จนถึงขีดสุด
“ซูหาน คำพูดเมื่อครู่ก็เพียงล้อเล่นเท่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องจริงจังถึงเพียงนี้กระมัง?” หลี่ชิงกล่าวเสียงเบา
“ล้อเล่นหรือ? ข้าไม่เห็นว่าเจ้าล้อเล่น”
ซูหานยิ้มเรียบ “คุกเข่าแล้วคำนับ”
คำเดิมถูกกล่าวซ้ำอีกครั้ง ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของหลี่ชิงแดงคล้ำดั่งตับหมู
“ข้าเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกของสำนักเมฆาเยือกแข็ง แต่เจ้าแม้แต่ศิษย์ก็ยังไม่ใช่ ให้ข้าคุกเข่าคำนับเจ้า นี่ไม่ผิดกฎของสำนักหรือ?” หลี่ชิงกัดฟันกล่าว
“เป็นลูกผู้ชาย ก็ต้องรักษาคำพูด” ซูหานตอบเรียบ
“ซูหาน”
เห็นหลี่ชิงถูกบีบจนถึงทางตัน เซียวอวี่ฮุ่ยก็อดไม่ได้จะกล่าวขึ้น “ช่างเถิด อย่างไรหลี่ชิงก็เป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอก เจ้าได้หน้าคืนมาแล้ว ให้เขาคุกเข่าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ย่อมไม่เหมาะสม…”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
ยังไม่ทันที่เซียวอวี่ฮุ่ยจะกล่าวจบ ซูหานก็ยกนิ้วชี้ขึ้น ส่ายเบา ๆ แล้วเอ่ยเพียงไม่กี่คำ “เจ้าไม่ต้องยุ่ง”
เซียวอวี่ฮุ่ยได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญา
นางรู้ดี คำพูดของตน ซูหานไม่มีวันฟัง
มิใช่เพียงนาง ต่อให้ผู้ใดเอ่ยกับเขา ด้วยนิสัยของซูหาน ก็คงมิได้ใส่ใจ
“ซูหาน ใต้เท้าไป๋อวี่ ข้าเป็นผู้อาวุโสฝ่ายในของสำนักเมฆาเยือกแข็ง อีกทั้งเป็นสหายของอวี่ฮุ่ย ได้ยินว่าเจ้าคือน้องเขยของนาง ข้าใคร่ผูกมิตรกับเจ้ามานาน บัดนี้จึงได้โอกาส”
ไป๋อวี่ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มฝืน “ไยมิลองเห็นแก่หน้าข้า เรื่องนี้ปล่อยผ่านเสียเถิด อย่างไรหากบานปลายไป ก็ไม่เป็นผลดีต่อผู้ใด เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“เจ้าชอบเซียวอวี่ฮุ่ยหรือ?” ซูหานถามขึ้นกะทันหัน
ไป๋อวี่ชะงัก ใจคิดว่าซูหานมองออกได้อย่างไร
ด้านเซียวอวี่ฮุ่ยกลอกตาในใจ คิดว่าประเด็นใดไม่ควรเอ่ย เจ้ากลับเอ่ยเสียได้
“ในเมื่อเจ้าชอบเซียวอวี่ฮุ่ย ก็จงตามจีบนาง เรื่องของข้า อย่าได้ยุ่ง” ซูหานกล่าวต่อ
“ที่นี่มีผู้คนมากมาย บางคนจะต้องเข้าสำนักเมฆาเยือกแข็ง หากหลี่ชิงคุกเข่าให้เจ้า ใบหน้าของสำนักจะเอาไว้ที่ใด? เขาเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอก จะให้คุกเข่าต่อหน้าศิษย์ได้อย่างไร?” ไป๋อวี่พยายามเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
“ในเมื่อเขารู้ว่าตนเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอก เหตุใดก่อนหน้านี้จึงกล่าววาจาเหลวไหล? หากข้าแพ้ ข้าต้องจ่ายทองคำหลายสิบล้านเหรียญให้พวกเขาโดยดีหรือ? แพ้ต้องรักษาคำพูด ชนะแล้วกลับไม่ต้องหรือ?” ซูหานยิ้มเย็น
เมื่อได้ยินคำว่า “ทองคำ” มุมปากของผิงอวี่จื่อกระตุกอย่างรุนแรง เขาที่เพิ่งหลุดพ้นจากความตะลึง บัดนี้ถูกเตือนความจำทันทีว่า ตนติดหนี้ซูหานสองพันล้านเหรียญทอง
มิใช่เพียงสองพันล้านเท่านั้น ก่อนหน้านี้ผิงอวี่จื่อยังรับปากว่า หากใครแพ้เดิมพัน เขาจะช่วยออกทองคำให้
บัดนี้ซูหานพลิกสถานการณ์อย่างสง่างาม ผิงอวี่จื่อแทบกระอักเลือด
สองพันล้านเหรียญทอง!
ทรัพย์สินทั้งหมดของเขาก็มีเพียงเท่านี้ ยังไม่พอจะช่วยผู้อื่นอีก!
“ซูหาน”
ผิงอวี่จื่อสูดลมหายใจลึก กล่าวว่า “ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งจริง เพียงไม่กี่นาทีก็หลอมโลหิตอสูรระดับเจ็ดไปกว่าครึ่ง เรื่องนี้นับว่าไม่เคยมีมาก่อน และยากจะมีผู้ใดทำได้อีก ข้ายอมรับนับถืออย่างยิ่ง หลังเข้าสำนัก ข้าจะรายงานต่อเจ้าสำนักและผู้อาวุโสท่านอื่น แม้เจ้ามิได้อันดับหนึ่ง ก็ยังได้รับทรัพยากรเทียบเท่าอันดับหนึ่ง”
“อ้อ?”
ซูหานเลิกคิ้ว มองผิงอวี่จื่อ แล้วเอ่ยคำไม่กี่คำอย่างเนิบช้า ภายใต้สายตาหวั่นไหวของอีกฝ่าย
“เจ้าติดหนี้ข้า”
ผิงอวี่จื่อแทบกระอักเลือดออกมา
“เจ้ามันบ้าทองคำ!” เขาด่าในใจ
เขาพูดมากมาย ก็เพื่อผูกไมตรีกับซูหาน แต่กลับถูกตัดบทด้วยคำว่าเงินทอง
“และพวกเจ้าด้วย”
ซูหานหันมองคนอื่น ๆ “อย่าลืม แต่ละคนติดหนี้ข้าหนึ่งหมื่นเหรียญทอง หลังการคัดเลือก ข้าจะไปทวงทีละคน”
“บ้าทองคำชัด ๆ!”
“ฮึ่ม ก็แค่หนึ่งหมื่นเหรียญทอง รีบร้อนอะไร?”
“บ้าเอ๊ย พวกเราหลายพันคนยังสู้เขาคนเดียวไม่ได้!”
แม้ผู้ถูกสายตากวาดผ่านจะก้มหน้าเงียบ แต่ในใจต่างด่าซูหานไม่หยุด
ยกเว้นหูเจิ้งเหยาและหยางหลินที่มาจากเมืองใหญ่ สำหรับคนอื่น หนึ่งหมื่นเหรียญทองก็นับว่าเจ็บปวดไม่น้อย
“อย่างไร? ยังไม่คิดรักษาคำพูดอีกหรือ?” ซูหานมองหลี่ชิงอีกครั้ง
“เจ้าจะบังคับให้ข้าคุกเข่าคำนับจริง ๆ หรือ?”
หลี่ชิงกัดฟัน “เอาเช่นนี้ ข้าจะให้เจ้าสามล้านเหรียญทอง หนึ่งล้านต่อหนึ่งคำนับ”
“ไม่จำเป็น ข้าไม่ขาดเงิน” ซูหานตอบเรียบ
“ในเมื่อไม่ขาดเงิน ก็เลิกเสียเถิด!”
ดวงตาหลี่ชิงแทบลุกเป็นไฟ “ให้ข้าคุกเข่า? ชาติหน้าเถิด!”
“หากไม่คุกเข่า ข้าจะหักขาเจ้า” ซูหานกล่าวอย่างเย็นชา
หลี่ชิงชะงัก ก่อนหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆ หักขาข้า? ตั้งแต่ข้าเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกของสำนักเมฆาเยือกแข็งมา ยังไม่เคยพบผู้ใดโอหังเช่นนี้ วันนี้ข้าอยากเห็นนัก ว่าเจ้าจะหักขาข้าได้อย่างไร!”
ผู้คนโดยรอบต่างมองมา คิดว่าซูหานช่างโอหังเกินไป หลี่ชิงอย่างไรก็เป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอก ซูหานกล้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับพลังของหลี่ชิงก็อยู่ปลายขั้นระดับโลหิตมังกร ใกล้จะถึงจุดสูงสุด อีกทั้งอยู่ในสำนักมาหลายปี มีทักษะมังกรหลายวิชาในครอบครอง หาใช่ระดับปลายขั้นทั่วไปในเมืองหยวนซานจะเทียบได้ไม่
ท่ามกลางสายตาทุกคู่ ซูหานสีหน้าเย็นเยียบ มิกล่าววาจาไร้สาระอีก ร่างพุ่งออกไปตรงเข้าหาหลี่ชิงในพริบตา
นิสัยของเขาแข็งกร้าวยิ่ง หลี่ชิงเยาะเย้ยเขาหลายครั้งก่อนหน้า หากปล่อยไปง่าย ๆ แล้วซูหานในชาติก่อนยังจะคู่ควรนามจักรพรรดิมังกรอสูรโบราณได้อย่างไร!