จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ - บทที่ 1530 หลินหยุนหลบหนีไปได้
หลินหยุนไม่แม้แต่จะหันหลังไปมอง
เขาในตอนนี้ มีสภาพจิตใจที่อึดอัดจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว
เขาคิดไม่ถึงอย่างมากว่า
เหตุการณ์จะกลับกลายเป็นอย่างนี้ไปได้
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
หลินหยุนถอนหายใจยาว และมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ได้ลดความเร็วลง
ตลอดเส้นทางเขาก็ได้พบเห็นสัญลักษณ์ที่โม่หยู่ได้ทำขึ้นเอาไว้แล้ว
ส่วนเหลิงชิงชิวที่ตามมาด้านหลังนั้น
ไม่สามารถที่จะไล่ตามหลินหยุนได้ทัน จึงต้องล้มเลิกไล่ตาม
ครึ่งวันผ่านไป
หลินหยุนก็มองเห็นเงาร่างของโม่หยู่และฉินหลันพวกเธอทั้งสามคนแล้ว
เมื่อเห็นหลินหยุนไล่ตามมาทันแล้ว หญิงสาวทั้งสองคนก็ดีใจเป็นยิ่งนัก
หลินหยุนมาถึงตรงหน้า และพูดขึ้นว่า “ไปกันเถอะ พวกเรารีบเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด”
ขณะที่พูด ก็ได้บอกให้โม่หยู่ให้เก็บของวิเศษที่ใช้เหาะเหินขึ้น
โดยเขาจะเป็นผู้ที่พาหญิงสาวทั้งสามคนไปเอง
เขาเร่งความเร็วเต็มที่ขึ้นอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังเหนือขอบฟ้าที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในทันที
หลังจากที่เดินทางมาเป็นเวลาหลายวัน
ด้านหลังก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติแล้ว
หลินหยุนจึงวางใจลงไปได้บ้าง
และในเวลานี้
เจียซินที่อยู่ในหลิงไถ ก็ยังคงหัวเราะไม่หยุด
ซึ่งหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เธอก็หัวเราะมาโดยตลอด
นี่มันผ่านไปตั้งกี่วันแล้ว
เห็นท่าทางที่ตึงเครียดของหลินหยุนได้ผ่อนคลายลงไปบ้างแล้ว เจียซินก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
เวลานี้
โม่หยู่ก็พูดขึ้นว่า “พี่หลิน เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ? ”
หลินหยุนส่ายศีรษะ และพูดขึ้นด้วยสายตาที่ประหลาด “ไม่มีอะไร”
เห็นว่าหลินหยุนไม่เต็มใจที่จะพูดอะไรมาก โม่หยู่จึงถามขึ้นอีกครั้งว่า “อย่างนั้น……หินทิพย์ที่พวกเราต้องการ พี่หลินได้มันมาแล้วหรือยัง? ”
หลินหยุนพยักหน้า จากนั้นก็เกิดประกายแสงขึ้น และพูดว่า “ได้มันมาแล้ว! ”
ขณะที่พูด
ในมือของหลินหยุนก็เกิดประกายแสงขึ้น
นำแหวนเก็บของที่ก่อนหน้านี้เธอนั้นได้มอบให้กับเขาออกมา
ซึ่งภายในมีหินทิพย์หนึ่งแสนก้อน
หลินหยุนพูดว่า “นี่คือหินทิพย์หนึ่งแสนก้อนของเธอ เธอเก็บมันเอาไว้! ”
โม่หยู่เห็นดังนั้น ก็รีบพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องหรอก พี่หลินเก็บเอาไว้เถอะ! พี่หลินสามารถพาพวกเราร่วมเดินทางไปด้วย ก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างที่สุดของฉันแล้ว! ”
“หินทิพย์เหล่านี้ สมควรที่จะมอบให้กับพี่หลินอยู่แล้ว! ”
“หลินหยุนส่ายศีรษะ และพูดว่า “ไม่เป็นไร ฉันยังไม่ถึงกับต้องใช้หินทิพย์เหล่านี้ของเธอ! เก็บไว้เถอะ! ”
เห็นหลินหยุนพูดขึ้นด้วยความหนักแน่น
โม่หยู่ลังเลใจเล็กน้อย
แล้วก็เก็บหินทิพย์เอาไว้
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงว่าจะได้หินทิพย์มาในจำนวนที่มากพอ
ไปเข้าร่วมงานประมูลฤดูใบไม้ร่วงของหอซิวซินหนึ่งครั้ง
นึกไม่ถึงว่าจะได้รับหินทิพย์กลับมาตั้งห้าแสนก้อน
หลินหยุนยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่า น่าอัศจรรย์มากขึ้นไปอีกแล้ว
เหมือนว่าตั้งแต่ที่หลินหยุนปรากฏตัวขึ้น ก็ได้สร้างสิ่งที่น่าอัศจรรย์ขึ้นให้กับเธอทีละเรื่องทีละเรื่อง
เริ่มจากการปลดล็อกผนึกสายเลือดในร่างของเธอ
ไปจนถึงการเข้าสู่แดนเหมันต์สูงสุดได้สำเร็จ และก็เอาตัวรอดออกมาจากวิกฤตอันตรายในแดนเหมันต์สูงสุดได้สำเร็จอีกเช่นกัน
จนถึงตอนนี้ นึกไม่ถึงว่าในช่วงเวลาสั้นเท่านี้ ก็ยังสามารถสรรหาหินทิพย์ได้ถึงห้าแสนก้อนด้วย
ทุกสิ่งทุกอย่างแสดงให้เห็นว่า หลินหยุนก็คือผู้ที่สามารถสร้างความน่าเหลือเชื่อให้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
เป็นผู้ที่สร้างความอัศจรรย์!
แน่นอนว่า
ถ้าหากเธอนั้นรู้ว่า ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้
หลินหยุนสามารถสรรหาหินทิพย์ได้ไม่เพียงแค่ห้าแสนก้อน
แต่กลับมีจำนวนกว่าสองล้านก้อน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเธอจะมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง
ทั้งสามคนมุ่งหน้าเดินทางกันต่อไป
ห้าเดือนต่อมา
โดยเดินทางกันทั้งกลางวันและกลางคืน
ในที่สุดทั้งสี่คนก็เดินทางมาถึงเหนือขอบฟ้าตามที่โม่หยู่ได้พูดเอาไว้
บริเวณที่ห่างออกไปหนึ่งพันลี้จากเหนือขอบฟ้านั้น
มีเมืองใหญ่อยู่เมืองหนึ่ง
คงจะเป็นเมืองทางตอนใต้สุดของเขตเหนือแล้ว
เมืองนี้มีชื่อว่าเมืองเมฆ
ตามที่โม่หยู่พูดนั้น ตั้งชื่อขึ้นจากความหมายที่ว่าเมฆลอยอยู่บนทะเล
เพราะว่าสถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับทะเลไม่สิ้นอย่างมากแล้ว!
หลินหยุนได้พาหญิงสาวทั้งสามคนเข้าไปสู่เมืองเมฆ
โดยได้พักอยู่ในเมืองเมฆเป็นเวลาสองวัน เพื่อให้ฉินหลันกับสาวน้อยซินเอ๋อได้พักผ่อนร่างกายบ้าง
วันที่สาม ทั้งสี่คนก็ได้ออกเดินทางจากเมืองเมฆ มุ่งหน้าต่อไปยังเหนือขอบฟ้าที่ไกลโพ้น
ซึ่งในขณะที่พวกเขากำลังออกเดินทาง
ก็มีกลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนเดินติดตามมาด้านหลัง
หลินหยุนเองก็ไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร หลังจากที่ออกมาจากเมืองแล้ว ก็ได้นั่งบนของวิเศษที่ใช้เหาะเหินของโม่หยู่
ดังนั้นจึงไม่ถือว่ารวดเร็วมากนัก
ทำให้พวกกลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนนั้นไล่ตามมาทันแล้ว
เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามยิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้น
โม่หยู่จึงหันมองไปที่หลินหยุน แล้วตัดสินใจหยุดของวิเศษที่ใช้เหาะเหินลงที่กลางอากาศ
รอให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาหา
ไม่นานนัก
พวกคนกลุ่มนั้น ก็มาถึงตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่นำหน้าคนแรกก็คือคุณชายอายุน้อยที่แต่งตัวหรูหรา แต่มีพลังบำเพ็ญแค่ขั้นยาทองระดับเก้า
ส่วนด้านหลังของเขานั้น
มีชายชราสองคนติดตามมาด้วย
ซึ่งล้วนมีพลังบำเพ็ญขั้นแดนจิตปฐม
คนหนึ่งคือขั้นแดนจิตปฐมตอนต้น
อีกคนหนึ่งคือขั้นแดนจิตปฐมตอนกลาง
ทั้งสามคนอยู่ในชุดคลุมยาวสีแดง
แต่ว่า สีของชุดคลุมยาวที่ชายหนุ่มใส่นั้น มีสีที่ค่อนข้างสดใสมากกว่า
ทั้งสามคนมาถึงตรงเบื้องหน้า
ชายหนุ่มคนนั้นก็ยกมือแสดงคามเคารพให้กับหลินหยุน จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “สวัสดีสหายทั้งหลาย ฉันคือหั่วหยุน เป็นลูกศิษย์ของสำนักเทียนหั่ว ส่วนพ่อของฉันมีชื่อว่าหั่วหมินเป็นเจ้าสำนักเทียนหั่ว”
“สหายทั้งหลายกำลังจะเดินทางไปที่เหนือขอบฟ้ากันล่ะสิ? ”
“ช่างบังเอิญจริง ๆ เลย”
“ฉันเองก็กำลังเดินทางไปที่เหนือขอบฟ้าเหมือนกัน! ”
“หรือว่าพวกเราเดินทางไปพร้อมกันดีไหมล่ะ? ”
“จะได้ดูแลซึ่งกันและกันในระหว่างการเดินทาง! ”
เหนือขอบฟ้าคือชายฝั่งทะเลที่ยาวมาก เป็นที่เหมาะสำหรับการออกเดินเรือทะเล
ดังนั้น
ไม่เพียงแต่เรือข้ามฟากที่เดินทางไปยังเขตกลางฟ้า จะมาจอดอยู่ที่นี่เท่านั้น
นอกจากนี้
ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการออกทะเล เพื่อไปล่าสังหารอสุรกายใต้น้ำในทะเลไม่สิ้นนั้น
ก็จะมาออกทะเลที่นี่เช่นกัน
ดังนั้น ที่จริงแล้วเหนือขอบฟ้าเป็นสถานที่ที่คึกคักเป็นอย่างมากทีเดียว
เนื่องจากมีผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากออกทะเลเพื่อไปล่าสังหารอสุรกายใต้น้ำ ดังนั้นก็จะมีพวกพ่อค้านักธุรกิจอยู่ไม่น้อยด้วย
ขณะที่หั่วหยุนพูดอยู่นั้น
สายตาก็ได้จ้องมองไปที่ฉินหลันและโม่หยู่โดยตลอด
สำหรับหลินหยุน ก็แค่กวาดสายตามองเล็กน้อยเท่านั้น
หลินหยุนดวงตาเป็นประกาย
ครุ่นคิดชั่วครู่ และพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องหรอก พวกเราต่างก็เป็นคนแปลกหน้าไม่รู้จักกัน พวกเราแยกกันเดินทางของใครของมันจะดีกว่า! ”
ได้ยินหลินหยุนปฏิเสธ หั่วหยุนก็ไม่ได้โกรธเคือง
ขณะนั้นก็ได้หัวเราะ และพูดขึ้นว่า “สหายไม่ต้องเกรงใจไป! ของวิเศษที่ใช้เหาะเหินของพวกเรามีขนาดใหญ่มาก และสบายมากด้วย ฉันว่าพวกเราไปด้วยกันเถอะ! ”
“อีกทั้งบริเวณแห่งนี้เข้าใกล้ทะเลไม่สิ้นแล้ว”
“ซึ่งมีความอลหม่านวุ่นวายเป็นอย่างมาก”
“หากประสบกับอันตราย ยังสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้! ”
“สหายอย่าได้ปฏิเสธไปเลย! ”
“เมื่อพบเจอกันแล้ว อย่างนั้นพวกเราก็เป็นเพื่อนกัน! ”
“ฉันคนนี้ โดยปกติมักจะชอบผูกมิตรเป็นเพื่อนกับคนอื่นอยู่แล้ว! ”
“วันนี้พบเจอกับพวกสหายทั้งหลาย เหมือนว่าได้พบเจอกับเพื่อนเก่าแก่ที่สนิทสนมอย่างไรอย่างนั้น”
“หวังว่าสหายอย่าได้ปฏิเสธไปเลย! ”
หลินหยุนยิ้มเยาะอยู่ในใจ
หั่วหยุนคนนี้
หน้าตาค่อนข้างขาวซีด
สารจิงและเลือดอ่อนแอมาก
ชัดเจนว่าโดยปกติมั่วโลกีย์ปล่อยเนื้อปล่อยตัวมากจนเกินไปจึงเป็นเช่นนี้
สำหรับที่ว่าโดยทั่วไปชอบผูกมิตรเป็นเพื่อนนั้น ยิ่งเหลวไหลสิ้นดี
สายตาของหลินหยุนเฉียบขาดขนาดไหน
ไอ้คนที่ไม่ได้เรื่องได้ราวแบบนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็เหมือนกับน้ำถ้วยหนึ่ง
มองแวบเดียวก็ทะลุปรุโปร่งแล้ว
จุดประสงค์ของเขานั้น
ก็คือฉินหลันกับโม่หยู่ก็เท่านั้นเอง!
ถ้าหากเขายังคงปฏิเสธอีก เกรงว่าหั่วหยุนผู้นี้คงจะแปรเปลี่ยนสีหน้าท่าทางเป็นแน่
สีหน้าของหลินหยุนเย็นชาลงเล็กน้อย จากนั้นก็พูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ! แต่ว่าพวกเราจะไม่ใช้ของวิเศษที่ใช้เหาะเหินของท่าน! ”
ขณะที่พูด หลินหยุนก็หันหลังไปมองโม่หยู่ และพูดขึ้นว่า “โอเค พวกเราเดินทางกันต่อได้! ”