ชายาเจ้าหยุดเย้าข้าเสียที - ตอนที่ 243 ไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน แต่มิตรภาพยังอยู่
“มั่วชิงมาแล้วหรือยัง”
“ยังไม่ถึงเมืองหลวงขอรับ อีกสองสามวันคงจะถึงแล้ว”
อู่จิ้นรายงาน
ม่อชิงคือองครักษ์หญิงที่เซียวเหยี่ยนหามาให้หลิงอวี้จื้อ วร
ยุทธ์สูงส่ง รู้เรื่องการแพทย์ รู้จักพิษและยาเกือบทั้งหมด
เมื่อก่อนเซียวเหยี่ยนช่วยชีวิตนางไว้จากโลกยุทธภพ นางถูก
ฝึกฝนเป็นพิเศษมาหลายปี เดิมทีเขาจะใช้นางปฏิบัติภารกิจ
แต่ตอนนี้เขาให้นางอยู่ข้างกายหลิงอวี้จื้อเพื่อปกป้องเธอ
ทุ่มเทกำลังความคิดไปมากกว่าจะฝึกฝนนางมาได้ สุดท้ายได้
เป็นแค่องครักษ์คนหนึ่ง อู่จิ้นรู้สึกว่าเสียของ เอาคนเก่งไป
ทำงานง่าย ตอนนี้ในใจเซียวเหยี่ยน หลิงอวี้จื้ออยู่ในตำแหน่ง
สูงนัก เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
“นายท่านขอรับ ตัวตนของเยี่ยอิ่งถูกตรวจสอบแล้ว นอกนั้น
ถามอะไรก็ไม่ได้ความ จะประหารชีวิตเลยหรือไม่ขอรับ”
“ในเมื่อเขามีความเกี่ยวพันกับไป๋อู่ เช่นนั้นก็ไว้ชีวิตเขาไว้
ชั่วคราวก่อน ค่อยฆ่าภายหลัง”
“กระหม่อมรับทราบ”
อู่จิ้นรับคำ เห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ ตอนแรกเขานึกว่าเซียวเห
ยี่ยนจะไปหาหลิงอวี้จื้อที่จวนมหาเสนาบดี เพียงแต่ทิศทาง
ไม่ใช่ ที่จริงก็ไม่ควรถามมากแล้ว เห็นเซียวเหยี่ยนว้าวุ่นใจ ก็
อดไม่ได้ที่จะถาม
“ท่านอ๋องไม่ไปเยี่ยมคุณหนูหลิงหรือขอรับ”
เซียวเหยี่ยนแววตาหมองหม่น
“ไม่จำเป็น กลับตำหนักเถิด!”
เช่นนี้อู่จิ้นก็ไม่พูดอะไรอีก เขารู้สึกว่าคราวนี้นายท่านของเขา
ถูกปรักปรำอย่างรุนแรง อีกสองสามวันพอเรื่องซาแล้ว เขา
คงต้องไปอธิบายหลิงอวี้จื้อด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้หลิงอวี้จื้อ
เข้าใจเซียวเหยี่ยนผิด
เขาไม่อยากเห็นนายท่านของเขาเอาแต่ทำหน้าเย็นชาอยู่ใน
ตำหนักทุกวัน กระทั่งชีวิตแต่ละวันของเขาเองยังผ่านไปอย่าง
ลำบาก
ส่วนหลิงอวี้จื้อนั้นเตรียมการเรื่องงานศพของหนานเยียนด้วย
ตนเอง เพิ่งจะจัดการเสร็จ อยู่ ๆ มู่หรงนี่อวิ๋นกับจูจิ่นก็มาหา
นางถึงหน้าประตูด้วยกัน เห็นสองคนนี้มาพร้อมกัน
หลิงอวี้จื้อก็รู้สึกประหลาดใจ
“พวกเจ้าสองคนมาได้อย่างไร”
“บังเอิญเจอกันตรงหน้าประตู อวี้จื้อ ชายผู้นี้เป็นคุณชายเจ้า
สำราญที่รักสถานเริงรมย์ที่สุดในเมืองหลวง ตอนนี้เจ้าหมั้น
กับท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแล้ว ต้องอยู่ห่างๆ คนผู้นี้เอาไว้
ทั้งตัวมีแต่กลิ่นแป้งฝุ่น ข้าเกรงว่าจะทำให้เจ้าสำลักได้”
จูจิ่นไม่ชอบขี้หน้ามู่หรงนี่อวิ๋นมาตลอด เนื่องด้วยรู้สึกว่าเขา
เป็นแบบฉบับของพวกคุณชายที่เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นไป
วันๆ ปกติสองคนนี้ไม่ค่อยไปมาหาสู่กันสักเท่าไหร่
มู่หรงนี่อวิ๋นเองก็ไม่ชอบจูจิ่นเช่นเดียวกัน รู้สึกว่าจูจิ่นรูปร่าง
หน้าตาเป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง พอได้ยินจูจิ่นก
ระแนะกระแหนตนเอง ก็พูดเย้ยหยันกลับ
“ช่วงนี้ข้ารู้จักแม่นางผู้หนึ่ง หน้าตาคล้ายท่านซื่อจื่อเหลือเกิน
ข้ายังนึกว่าท่านซื่อจื่อแอบมาแต่งหญิงเสียอีก”
“มู่หรงนี่อวิ๋น เจ้าบังอาจด่าข้าอย่างนั้นหรือ”
“ท่านซื่อจื่ออ่อนไหวเกินไปแล้ว ท่านหน้าตาสะสวยเพียงนี้ มี
ผู้หญิงหน้าตาคล้ายท่านไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ”
เดิมทีหลิงอวี้จื้อก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว เห็นสองคนนี้ทะเลาะ
กันต่อหน้าตน ก็ตบโต๊ะอย่างแรงไปหนึ่งครั้ง
“พวกเจ้าสองคนจะทะเลาะกันก็แยกกันกลับไปทะเลาะต่อที่
จวน ที่เรือนข้าไม่ใช่ตลาดสด”
อยู่ๆ ก็ทุบโต๊ะแรงเกินไป หลิงอวี้จื้อสะบัดมือ แม่เจ้า เจ็บ
เหลือเกิน
“ทำมือเจ็บแล้วหรือ โง่เสียจริง จะทุบโต๊ะทำไม”
เห็นหลิงอวี้จื้อสะบัดมือ มู่หรงนี่อวิ๋นก็เกือบจะไปลูบมือหลิ
งอวี้จื้อแล้ว ทว่าพอเห็นจูจิ่นอยู่ข้างๆ จึงฝืนยั้งตนเองไว้
จูจิ่นจับท่าทางนั้นได้ เขาจงใจพูดว่า
“อวี้จื้อ เจ้าหมั้นกับท่านอ๋องแล้วนะ พูดจาเสียงดังเกินไป
แล้ว”
“ถ้าไม่พูดเสียงดังหน่อย พวกเจ้าจะหยุดหรือ”
“ท่านซื่อจื่อกับหลิงอวี้จื้อก็ถอนหมั้นกันแล้ว เหตุใดยังจะวิ่ง
มาที่จวนท่านมหาเสนาบดีอีก ไม่กลัวคนอื่นจะซุบซิบนินทา
หรือไร”
จูจิ่นโอบไหล่หลิงอวี้จื้อ มองยั่วโมโหมู่หรงนี่อวิ๋น
“ในเมื่อพวกเราเคยเป็นคู่กัน ถึงไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน แต่
มิตรภาพยังอยู่ อวี้จื้อ เจ้าว่าใช่หรือไม่”