ชายาเจ้าหยุดเย้าข้าเสียที - ตอนที่ 711 คนบาปของตระกูลมู่หรง
ตอนที่ 711 คนบาปของตระกูลมู่หรง
กระพรวนพวงน้อยนี้มู่หรงหงสั่งทำให้กับนางโดยเฉพาะ มู่หร
งกวานเย่ว์จึงนำมันติดตัวตลอดเวลาจวบจนกระทั่งเข้าวัง นางจึง
ค่อยนำกระพรวนน้อยวางไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง นึกไม่ถึงว่ามู่หรง
หงกลับช่วยเก็บมันเอาไว้แทนนาง
นางและเฉินมั่วฉือคือมารดากับลูกชาย ส่วนนางและกับมู่หรง
หงคือมารดากับบุตรสาว เฉินมั่วฉือไม่สนใจคำขอร้องของนาง
ส่วนนางเล่าเคยสนใจคำขอร้องผู้เป็นบิดาที่ไหนกัน นางช่าง
อกตัญญูยิ่งนัก
มองเห็นแววตาเฝ้ารอคอยของมู่หรงหงแล้ว มู่หรงกวานเย่ว์จึง
รับคำในที่สุด
“ได้ ข้าจะปล่อยเซียงหนานกลับบ้าน”
ได้รับคำสัญญาจากปากมู่หรงกวานเย่ว์ มู่หรงหงที่ยื้อลมหายใจ
เฮือกสุดท้ายของตนเองเอาไว้อยู่เป็นนานในที่สุดก็ปิดเปลือกตาลงอ
ย่างหมดห่วง มู่หรงกวานเย่ว์กำกระพรวนในมือแน่น นึกไม่ถึงว่ามู่
หรงหงจะใช้วิธีการที่ใจเด็ดเช่นนี้มาบีบบังคับนาง
จื่ออีเข้าประคองมู่หรงกวานเย่ว์เอาไว้ เพราะมู่หรงกวานเย่ว์ใน
เวลานี้แทบยืนไม่อยู่ หลังจากที่พระนางสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว
จึงเอ่ยปากสั่งการ
“ทหาร พานางกลับไปที่ห้อง”
‘นาง’ ที่มู่หรงกวานเย่ว์พูดถึงนั่นก็คือหลิงวี้จื้อ เมื่อได้ยินคำ
สัญญาจากปากของมู่หรงกวานเย่ว์แล้ว หลิงอวี้จื้อถึงวางบ่วงในใจ
ลงได้ และนางก็รู้ดีว่ามู่หรงกวานเย่ว์ไม่มีทางปล่อยนางไป
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือทำให้มู่หรงกวานเย่ว์ช่วยชีวิตมู่
หรงหนานเซียงเสียก่อน ขอเพียงมู่หรงหนานเซียงปลอดภัย เช่นนี้
แล้วมู่หรงหนานเซียงก็จะได้ดำเนินการตามแผนการแทนหลิงอวี้จื้อ
ได้ มิเช่นนั้นหากมู่หรงเซียงหนานยังอยู่ในกำมือของมู่หรวกวนเย่ว์
ละก็ หลิงอวี้จื้อเองก็เป็นทุกข์ใจ
ยังดีที่มู่หรงกวานเย่ว์ยังหลงเหลือความเป็นคนอยู่บ้าง หากพระ
นางยังดึงดันไม่ยอมปล่อยมู่หรงหนานเซียงละก็ หลิงอวี้จื้อเองก็ไม่
รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน
หลิงอวี้จื้อถูกส่งกลับมาที่ห้อง จูจิ่นและมู่หรงหนานเซียงก็ถูกส่ง
ตัวออกไปเช่นนั้น รอจนกระทั่งทุกคนกลับออกไปกันหมดแล้ว มู่
หรงกวานเย่ว์ถึงได้ทรุดนั่งลงที่พื้น มองไปยังร่างไร้วิญญาณที่นอน
อยู่บนพื้นด้วยสายตาเลื่อนลอย
“ไทเฮา บ่าวประคองพระองค์กลับตำหนักนะเพคะ! ที่นี่ให้เป็น
หน้าที่ของบ่าวจัดการเอง”
มู่หรงกวานเย่ว์กำกระพรวนในมือแน่น เลือดของมู่หรงหงยัง
เปรอะเปื้อนที่กระพรวน มู่หรงกวานเย่ว์สั่นกระพรวนในมือ เบาๆ
เสียงใสกังวานของมันที่ดังขึ้นทำให้พระนางรู้สึกราวกับหัวใจของ
ตนกำลังหลั่งเลือด
“จื่ออี เจ้าบอกซิว่าข้ายังเหลืออะไรอีก? ตอนนี้ข้ากลายเป็นคน
บาปของสกุลมู่หรงไปเสียแล้ว”
“ไทเฮา เรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใครคาดคิดหรอกเจ้าค่ะว่าท่าน
เสนาบดีจะ…”
จื่ออีไม่กล้าเอ่ยต่อไปได้อีก
“ข้าบีบบังคับจนท่านพ่อต้องตาย จื่ออี เจ้าบอกซิว่าข้าคือใคร?
เดินมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ ข้าไม่มีทางให้กลับหลังอีกแล้ว”
จื่ออีไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี ดังนั้นจึงได้แต่เอ่ยวาจา
เตือนสติมู่หรงกวานเย่ว์เท่านั้น
“ไทเฮา อย่าทรงคิดเหลวไหลเลยเพคะ บ่าวจะประคองพระองค์
กลับตำหนัก”
“ไม่ต้อง ข้าอยากอยู่ตามลำพังกับท่านท่านพ่ออีกสักครู่”
จื่ออีได้ยินดังนั้นจึงไม่พูดอะไรขึ้นมาอีก ทำได้เพียงแค่เฝ้ามองผู้
เป็นนายอยู่ไกลๆ
มู่หรงกวานเย่ว์นั่งลงข้างๆ ร่างไร้วิญญาณของมู่หรงหง ภาพใน
วัยเยาว์หลั่งไหลเข้ามาในสมองของพระนางไม่หยุด
ในตอนนั้น นางที่ยังไร้เดียงสาปราศจากเรื่องทุกข์ร้อนใจ ซึ่งคง
ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าในวันหนึ่งบิดาที่นางรักและเคารพที่สุดจะ
ปลิดชีพตนเองต่อหน้าต่อตานางได้
เติบโตมาจนกระทั่งบัดนี้ นางเคยขอร้องบิดาเพียงแค่ครั้งเดียว
นั่นก็คือนางไม่ต้องการเข้าวัง นางคุกเข่าอยู่หนึ่งวันเต็มๆ แต่ก็มิอาจ
ทำให้มู่หรงหงใจอ่อนได้ สุดท้ายนางก็ต้องเข้าวังอยู่ดี
ยี่สิบปีให้หลัง กลับกลายเป็นมู่หรงหงที่ต้องเป็นฝ่ายคุกเข่า
ขอร้องนางบ้าง เดิมทีนางอยากที่จะใจร้ายให้ถึงที่สุด แต่สุดท้ายนาง
ก็ใจอ่อนอยู่ดี
ส่วนหลิงอวี้จื้อก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องทั้งวัน ไม่ได้พบหน้าจูจิ่น
และมู่หรงเซียงหนานอีกเลยนับแต่วันนั้น อีกทั้งยังไม่รู้ข่าวคราว
ของพวกเขาอีกด้วย
วันรุ่งขึ้น ขณะที่หลิงอวี้จื้อกำลังนั่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความ
เบื่อหน่ายนั่นเอง พลันประตูก็ถูกคนผลักเข้ามา คนที่เข้ามาคือจู่จิ่น
เมื่อเห็นว่าเป็นจูจิ่น หลิงอวี้จื้อก็รีบชันกายลุกนั่งหลังตรง แล้ว
เอ่ยถามว่า
“เซียงหนานเป็นอย่างไรบ้าง?”
จูจิ่นส่ายหน้าสีหน้าเป็นกังวล
“ไม่พูดไม่จา เอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่ริมกำแพง ทำราวกับไม่
รู้จักข้าอย่างไรอย่างนั้น”
“ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ พาเขากลับไปแล้วก็คอยอยู่เป็นเพื่อนเขาก็
แล้วกัน นี่พวกเจ้าจะเดินทางกัน