ช้าก่อนคุณป๋อ! ครั้งนี้ขอเป็นรักสุดท้าย - ตอนที่ 739 อย่าตั้งความหวังไว้มากนัก / ตอนที่ 740 เล่นสนุกได้เป็นครั้งคราว เลือกสิ่งที่ต้องการได้
- Home
- ช้าก่อนคุณป๋อ! ครั้งนี้ขอเป็นรักสุดท้าย
- ตอนที่ 739 อย่าตั้งความหวังไว้มากนัก / ตอนที่ 740 เล่นสนุกได้เป็นครั้งคราว เลือกสิ่งที่ต้องการได้
ตอนที่ 739 อย่าตั้งความหวังไว้มากนัก
ซูเหิงกวาดตามองหลินเฟยเฟยอย่างเยือกเย็น ก่อนที่สายตาจะเคลื่อนไปมองยังประตูด้วยสีหน้าระอา
“อ่ายโย เอาละๆ สกุลซูไม่ได้ขัดแย้งโดยตรงอะไรกับพวกเขาสักหน่อยนี่ อีกอย่างอีกไม่กี่วันก็จะเป็นงานประกาศรางวัลแล้ว หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างพัฒนากันไป แค่อย่าเจอกันก็พอแล้ว เรื่องลาภยศเงินทองเปลี่ยนแปลงกันได้ตลอดเวลา ตอนนั้นสกุลซูเองก็เป็นอะไรที่พวกเขาจับต้องไม่ได้เช่นกัน
ในตอนนั้นหยางลี่เวยก็ก้าวออกมาไกล่เกลี่ย อีกทั้งยังฝากฝังความหวังทั้งหมดไว้กับเฉินเชียนโหรวอีกครั้ง
ได้ฟังดังนั้น ทุกคนในที่นั่นเองก็รู้สึกเช่นนั้นและคล้อยตามไปอย่างรวดเร็ว
“ดังนั้นจึงพูดได้ว่า เฉินเชียนโหรวเป็นดาวนำโชคของเราจริงๆ”
สีหน้าของเจียงหรงหรงดูสดชื่นขึ้นเล็กน้อย ทว่าหมอกในใจของเธอก็ยังคงไม่จางไป
เฉินเชียนโหรวยิ้มน้อยๆ เธอเดินไปหยุดลงตรงหน้าของซูเหิงแล้วคล้องแขนเขาเอาไว้
นัยน์ตาของซูเหิงเป็นประกาย เขาถอนสายตากลับมาก่อนจะหันไปมองเฉินเชียนโหรวที่กำลังส่งยิ้มอ่อนมาให้เขา ก่อนที่รอยยิ้มอบอุ่นจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหน้าอันหล่อเหลานั้น
ยามที่คนจำนวนหนึ่งตามติดเฉินเชียนโหรวไปจนใกล้ถึงกับห้องรับแขก โทรศัพท์ตรงห้องรับแขกก็พลันดังขึ้น
“เอ่อ โทรศัพท์ใครอะ”
เพราะตอนนี้เสียงริงโทนโทรศัพท์ยังเป็นช่วงแรกเริ่ม จึงฟังคุ้นหู ดังนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปหาโทรศัพท์ของตัวเอง
“ของฉันเอง”
เสียงนุ่มของเฉินเชียนโหรว กำลังถือโทรศัพท์เครื่องสีขาวที่กำลังส่งเสียงดัง
“นี่มันกี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้ว แฟนคลับที่ไหนโทรมาอีกเนี่ย บอกเขา ให้เขายอมแพ้ซะเถอะ…”
ผู้ใหญ่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างติดตลก เฉินเชียนโหรวยิ้มพลางทำท่าใช้นิ้วมืออิงไว้ตรงริมฝีปาก “เป็นเบอร์จากต่างประเทศค่ะ”
“ไอ้หยา…เป็นข่าวจากการแข่งขันฝั่งนั้นใช่รึเปล่า”
เฉินฝานซิงพยักหน้ารับ “น่าจะใช่ค่ะ”
สิ้นคำนั้น เธอก็กดรับโทรศัพท์
-
เฉินฝานซิงเก็บโทรศัพท์เอาไว้ นัยน์ตาสุกใสเจือไปด้วยความแคลงใจอยู่เล็กน้อย ก่อนจะจางหายไปในชั่วพริบตา จากนั้นจึงผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“ผู้จัดการแข่งขันส่งข่าวมาแล้ว”
ป๋อจิ่งชวนนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเฉยชา กางเกงชุดสูดห่อหุ้มสองขาเหยียดตรงที่ไขว้เข้าหากันเอาไว้อย่างสง่า ในมือถือแทบเล็ตเครื่องสีดำเอาไว้ ท่าทางขะมักเขม้น ไม่รู้ว่ากำลังสนใจอะไรอยู่ ขณะที่พูด เขาไม่แม้จะเงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ
“อืม งานประกาศผลคอนเฟิร์มว่าจะจัดขึ้นที่พระราชวังฟงแตนโบล ยกระดับขึ้นจากเดิมมาก อีกอย่างวิธีการเข้างานก็พิเศษมาก”
เฉินฝานซิงครุ่นคิด รู้สึกว่าปีนี้จะมีเรื่องเหนือความคาดหมายอยู่หลายอย่าง
“หืม? พิเศษยังไง”
“หลังจากที่เข้างาน จะถอดเสื้อคลุมได้ก็ต่อเมื่อยืนยันตัวตนแล้ว และจะมีการแจกหน้ากากให้ ด้วย คงคล้ายๆ กันกับงานเต้นรำหน้ากากอะไรทำนองนั้น ดูลึกลับมากเลยละ” เฉินฝานซิงนึกไปถึงตอนที่พระมเหสีมาทิลด้าบอกกับเธอตอนที่อยู่ที่เมืองโพรวองซ์ ว่าจะจัดพิธีประกาศรางวัลที่พิเศษให้กับเธอ หรือว่างานเลี้ยงที่คล้ายกับเต้นรำหน้ากากนี้จะถูกจัดขึ้นมาเพื่อเธอ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ป๋อจิ่งชวนก็ถอนสายตากลับมา หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่สองวินาที มุมปากของเขาก็ได้คลี่ยิ้มขึ้นจางๆ
“ไม่เลว เหมาะกับคุณดี”
“ว่าไงนะ”
“เหมาะกับสไตล์การอยู่ในอุตสาหกรรมการปรุงน้ำหอมโลกของคุณ”
เฉินฝานซิงขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
เธออยู่ในการปรุงน้ำหอมโลกด้วยสไตล์แบบไหน
เฉินฝานซิง งงงวย ภายในรถเงียบสงัดลงหลายวินาที ก่อนที่ป๋อจิ่งชวนจะเอ่ยขึ้น “หัวข้อของผลงานของคุณในครั้งนี้คืออะไร”
“อ๋อ…เกิดใหม่น่ะ เตโชปักษา”
“อืม”
…
หลังจากนั้นก็เงียบต่อไปอีกหลายนาที
เฉินฝานซิงกะพริบตา ‘อืม’ หมายความว่าอย่างไร
“คุณถามเรื่องนี้ทำไมเหรอ”
สองนิ้วที่มองเห็นข้อต่อได้อย่างชัดเจนกำลังคีบปากกาสไตลัสด้ามหนึ่งที่กำลังวาดๆ หยุดๆ อยู่บนหน้าจอบนแทบเล็ต
“ผลงานสะกดโลก คนก็จะต้องโดดเด่นกว่าผลงานถึงจะถูก”
เฉินฝานซิงฟังป๋อจิ่งชวนพูดพลางขยับเข้าไปใกล้หน้าเขา เธอกวาดสายตามองไปยังหน้าจอแทบเล็ตที่อยู่ในมือเครื่องนั้น
สิ่งที่ปรากฏให้เห็น กลับเป็นรูปภาพครึ่งหนึ่งที่เขาลงมือวาดด้วยตัวเอง
เห็นได้ชัดว่าภาพสเก็ตนั้นคือภาพร่างของเดรสยาวชุดหนึ่ง
นัยน์ตาสุกใสพราวไปด้วยความประหวาดใจอย่างสุดขีด ถึงกับต้องเงยหน้ามองป๋อจิ่งชวนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“นี่คุณ…มันคงไม่ใช่ชุดราตรีที่จะให้ฉันสวมหรอกใช่ไหม”
เฉินฝนซิงมองเขาตาไม่กะพริบ แสงเหลืองนวลในรถค่อนข้างสลัว แสงที่สว่างออกมาจากหน้าจอแทบเล็ตจึงเจิดจ้าเป็นพิเศษ แสงนั้นส่องตัดกรอบหน้าของเขาให้แลเห็นเด่นชัด แม้จะเป็นเพียงแสงอันน้อยนิด ทว่ากลับพร่างพราวเย้ายวนสายตา
ก่อนที่หลังจากนั้นเธอจะได้เห็นกับตาว่าคิ้วงดงามนั้นเลิกขึ้นเล็กน้อย หลังจากนั้นเขาจะหันหน้ากลับมา
แสงอ่อนขับโครงหน้าสมบูรณ์แบบให้เด่นชัด สันจมูกโด่งรั้น ไหนจะริมฝีปากบางเฉียบ บัดนี้ได้ปรากฏสู่สายตาเธอในชั่วอึดใจ
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นใบหน้าที่เธอควรจะคุ้นชินได้แล้ว ทว่าตอนนี้เธอกลับถูกจู่โจมอย่างหนักหน่วง
เธอเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ กะพริบตาเบาๆ สองครั้ง ก่อนที่หลังจากนั้นจะถูกรอยยิ้มอบอุ่นอันบางเบาบนใบหน้าของเขายั่วเย้าจนหน้าแดงระเรื่อ
“ทำไม ไม่เชื่อใจผมงั้นเหรอ”
เฉินฝานซิงส่ายหน้า เธอเชื่อใจเขาที่สุดแล้ว
ไม่ว่าอะไรที่เขาคิดจะทำ นั่นก็คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว?
“ฉันก็แค่นึกไม่ถึงว่า แม้แต่…การออกแบบเสื้อผ้าแบบนี้คุณก็ยังทำได้งั้นเหรอ”
ป๋อจิ่งชวนระบายยิ้ม ไม่พูดจา
อวี๋ซงที่นั่งอยู่ตรงเบาะหน้าขับรถมาตลอดทางก็ยิ้มขึ้นพลางเอ่ยรับ “อย่าว่าแต่คุณฝานซิงเลยครับ แม้แต่ผมเองที่ติดตามคุณผู้ชายมานานขนาดนี้ก็ยังไม่ทราบเลยว่าคุณผู้ชายจะทำเรื่องแบบนี้เป็นด้วย”
“งั้นเหรอ ฉันเองก็คิดว่างั้นเหมือนกัน” เฉินฝานซิงพยักหน้ารับ ที่แท้ก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่ผิด
ป๋อจิ่งชวนยิ้มจางๆ พลางเลิกคิ้วมองอวี๋ซงวูบหนึ่ง ก่อนจะหลุบสายตาลง แล้วขยับมือวาดต่อไป
เฉินฝานซิงวางสายตาลงไปบนหน้าจอแทบเล็ตในมือของป๋อจิ่งชวนอีกครั้ง เพราะมันเป็นเพียงรูปสเก็ตที่ไร้รายละเอียดใดๆ และเพราะมันเป็นแค่แบบร่าง ตอนนี้จึงยังมองไม่ออกว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน
แต่ถึงอย่างไร…เธอก็เฝ้ารอมันอย่างใจจดใจจ่อ
เธอขบริมฝีปากเบาๆ สายตาจ้องมองไปยังป๋อจิ่งชวนที่กำลังขีดๆ เขียนๆ ตาไม่กะพริบ
สายตานั้นจ้องเขม็งจนเกินไป ปากกาในมือของป๋อจิ่งชวนหยุดชะงักลง เขาหันมองเธอวูบหนึ่ง ก่อนจะเก็บแทบเล็ตนั้นเอาไว้
“หืม? ทำไมไม่วาดต่อล่ะ”
ป๋อจิ่งชวนกระตุกมุมปากเล็กน้อย เขาเบนสายตามองไปยังนอกหน้าต่างรถ
“ถึงบ้านแล้ว”
เฉินฝานซิงช้อนดวงตาขึ้น ทิวทัศน์อันคุ้นตาปรากฏให้เห็นอยู่ข้างนอกกระจกรถ ตอนนี้ได้เข้ามาในบริเวณคอนโดแล้ว
“ถึงแล้วเหรอ” น้ำเสียงและสีหน้าของเฉินฝานซิงอัดแน่นไปด้วยความผิดหวัง
ป๋อจิ่งชวนมองไปยังเธออย่างอ่อนโยน “งั้น…นอนในรถอีกซักคืน?”
คำว่า ‘อีก’ ในประโยคนั้นทำเอาใบหน้าของเฉินฝานซิงซับสีเลือดฝาด เธอรีบพาตัวเองลงจากรถไป
ป๋อจิ่งชวนขำเบาๆ ออกมา หลังจากที่อวี๋ซงเปิดประตูรถ เขาก็เบี่ยงตัวออกไปเช่นกัน
“ชุดราตรีจะตัดเสร็จประมาณวันไหนคะ” คนทั้งสองเดินเคียงคู่กันเข้าไปในลิฟต์ เฉินฝานซิงยังคงจำได้ไม่ลืม
“อย่าคาดหวังอะไรมากนัก” ป๋อจิ่งชวนยิ้มน้อยๆ
“ทำไมล่ะคะ”
“เพราะว่าบางที…มันอาจจะเสร็จไม่ทันก่อนวันประกาศผลรางวัลของคุณ”
หว่างคิ้วของเธอขยับเข้าหากัน “แล้วคุณยังจะทำมันอีกทำไมคะ” ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “หากคุณทำไม่ได้ งั้นฉันก็จะไม่เข้าร่วมพิธีประกาศรางวัลแล้ว”
ท่าทีเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการประชดประชันอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง
ใบหน้าขาวเนียนละเอียดแฝงไปด้วยความดื้อรั้นอยู่หลายส่วน คิ้วเรียวปรากฏให้เห็นความน่าเอ็นดูและงดงามอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนหน้านี้
ตอนที่ 740 เล่นสนุกได้เป็นครั้งคราว เลือกสิ่งที่ต้องการได้
ใบหน้าขาวเนียนละเอียดแฝงไปด้วยความดื้อรั้นอยู่หลายส่วน คิ้วเรียวปรากฏให้เห็นความน่าเอ็นดูและงดงามอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนหน้านี้
ทำตั้งมากมายขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ที่จะเดินมาจนถึงจุดนี้ได้ จู่ๆ เธอจะมาพูดว่าไม่เข้าร่วมแล้วไม่เข้าร่วมเลยได้อย่างไร
เพราะเธอรู้ ว่านี่เป็นการ ‘ข่มขู่’ สำหรับป๋อจิ่งชวน
แม้ว่าเขาจะรู้ว่าเธอคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แต่ป๋อจิ่งชวนก็อดใส่ใจไม่ได้
สิ่งที่เฉินฝานซิงให้ความสำคัญ ป๋อจิ่งชวนยิ่งให้ความสำคัญยิ่งกว่าเธอ
“ไม่ไป? ชื่อเสียงของคุณ คุณไม่ต้องการมันแล้วเหรอ หรือไม่อยากแต่งงานกับผม หืม?”
ป๋อจิ่งชวนเอื้อมไปคว้าเธอมาไว้ในอ้อมแขน เสียงแหบทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะของเธอ
เฉินฝานซิงเงยหน้าขึ้นมองเขา นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นคละเคล้าไปด้วยรอยยิ้มอันนุ่มนวลและอบอุ่น ทำเอาเฉินฝานซิงลอบขำหึขึ้นในใจ กลีบปากคู่นั้นเผลอจุดยิ้มขึ้นจางๆ อย่างไม่รู้ตัว
นัยน์ตาของป๋อจิ่งชวนลุ่มลึกลงอีกหลายส่วน เขากอดเฉินฝานซิงเอาไว้ในอ้อมแขนของเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม
สองมือของเฉินฝานซิงดันไหล่เขาไว้เบาๆ ก่อนจะแหงนหน้ามองเขา “เป็นอะไรไป”
ป๋อจิ่งชวนโน้มตัวลงมา เครื่องหน้างดงามกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เธอทีละน้อย เสียงทุ้มนุ่มในลำคอแหบขึ้นอีกหลายส่วน
“ทำไมตอนนี้ถึงได้ดูดึงดูดนัก หืม”
ปลายนิ้วที่วางอยู่ตรงไหล่ของเขาแข็งทื่อไปเล็กน้อย ใบหน้ากลับมาซับสีเลือดฝาดอีกครั้ง
“ใครดึงดูด”
ป๋อจิ่งชวนขำเสียงต่ำ ยกมือขึ้นเกลี่ยลงบนแก้มสีระเรื่อน่าเอ็นดู เสียงแหบเอ่ยขึ้นว่า “สวยขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ดึงดูดอีก?”
“…”
เฉินฝานซิงกัดริมฝีปาก สำหรับการปลุกปั่นของเขาแล้ว…
เธอยอมรับว่าการรับมือของตัวเองต่ำมาก ไม่เคยตั้งรับการยั่วเย้าของเขาได้สักครั้ง
“กัดปากอีกแล้ว? หืม...เกิดมันดูยั่วกว่าเดิมขึ้นมาจะทำยังไง”
เฉินฝานซิงแทบจะอ้าปากออกตามสัญชาตญาณ
ป๋อจิ่งชวนประชิดเข้าใกล้เธอ ก่อนจะเลียลงไปบนริมฝีปากเขาอย่างแผ่วเบา
“บวมหมดแล้ว”
เฉินฝานซิงแหงนหน้าขึ้นมองไปยังกล้องวงจรปิดที่มุมหนึ่งภายในตัวลิฟต์ เธอยื่นแขนดันไหล่ของเขาออกไป “อย่ากวนอีกได้ไหม ในนี้มีกล้องวงจรปิดอยู่นะ…”
“ถ้าแคร์ล่ะก็ พรุ่งนี้ผมจะกำจัดมันซะ”
เขาว่าพลางก็ชิดเข้าหาริมฝีปากของเธออีกครั้ง เฉินฝานซิงผินหน้าหนี จูบของเขาจึงประทับลงบนแก้มน่าเอ็นดูของเธอแทน
ขณะที่ทั้งคู่กำลังนัวเนียกันอยู่นั้น ก็ไม่ทราบว่าประตูลิฟต์เปิดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ เฉินฝานซิงตกใจจนฝ่าเท้าซวนเซ รีบซุกหน้าเข้าหาอ้อกอดของป๋อจิ่งชวนในทันใด
ป๋อจิ่งชวนฉวยโอกาสกดศีรษะของเธอเอาไว้ สายตาเรียบเฉยมองออกไปยังนอกตัวลิฟต์
“เหอะ…”
ทันใดนั้นชายหนุ่มนอกลิฟต์ก็ขำขึ้นเสียงต่ำ
ดูเหมือนเสียงนั้นจะฟังดูคุ้นๆ เล็กน้อย
ตามมาด้วยเสียงทุ้มของป๋อจิ่งชวน “นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
–
ในห้องรับแขก เฉินฝานซิงยกแก้วน้ำสองใบมาวางไว้ที่โต๊ะน้ำชา
ป๋อจิ่งชวนนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งอย่างเรียบเฉย นัยน์ตาลุ่มลึกไร้ความรู้สึกมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าที่นั่งอยู่อย่างเงียบสงบ แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า
“ดึกดืนป่านนี้แล้ว ยังจะมาหาห้องถึงที่นี่”
ลี่ถิงซิงหยิบแก้วน้ำข้างๆ ขึ้นมาจิบมันอย่างตั้งใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและเอาแต่ใจ
“อืม”
“นายดูไม่เหมือนคนไร้บ้าน คำว่ากระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรงยังเอามาใช้บรรยายนายไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” เฉินฝานซิงหมุนตัวเข้าห้องครัวไป
บทสนทนาในห้องรับแขก เธอได้ยินมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร
เธอเห็นด้วยกับคำพูดของป๋อจิ่งชวนอย่างที่สุด ลี่ถิงเซินคนนี้ มีคอนโดระดับไฮเอ็นอยู่ในมือตั้งไม่รู้เท่าไหร่ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
จะไปเทียบกับกระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรงได้ยังไง
“เงินน้อย บ้านก็เช่นกัน”
ลี่ถิงเซินเอ่ยออกมาอย่างติดตลก ต่อให้ตอนนี้จะไม่เห็นสีหน้าของเขา เฉินฝานซิงยังจินตนาการสีหน้าของเขาออกได้
แน่นอนว่าใบหน้าของลี่ถิงเซินนั้นรูปงามเป็นที่สุด จมูกโด่งริมฝีปากบาง คิ้วเรียวตาเฉี่ยว แตกต่างไปจากความสุขุม เก็บตัว และเคร่งขรึมของป๋อจิ่งชวน ใบหน้าที่ค่อนไปทางเคร่งขรึมและอ่อนโยนมีรอยยิ้มมาประดับได้ตลอดเวลา
ความรู้สึกนั้นก็เหมือนกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์จอมแผนการ
ตอนที่มีความสุขจะทำเป็นไม่แยแส บ่อยครั้งที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นก็คร้านจะปกปิดความหลอกลวงเอาไว้ แต่ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นจะแปรเปลี่ยนไปในตอนไหน
รอยยิ้มปั้นแต่งของใครคนหนึ่ง ไม่เห็นความจริงใจ เฉยเมย เย็นชา โหดเหี้ยม
“กลางดึก มาด้วยตัวเอง?” ป๋อจิ่งชวนท่าทีเรียบนิ่ง ในมือประคองแก้วที่เฉินฝานซิงเพิ่งวางลงกับมือเขาเข้ามา เขาช้อนนัยน์ตาขึ้นจ้องมองไปยังลี่ถิงเซินอย่างเคร่งขรึม ประโยคง่ายๆ หนึ่งประโยค ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นสำคัญ
นัยน์ตาที่เจือไปด้วยรอยยิ้มค่อยๆ ถูกความเย็นชาเข้าครอบครองอีกหลายส่วน ก่อนที่ความเยียบเย็นจะเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนอย่างเงียบเชียบ
เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ดวงตาของป๋อจิ่งชวนเองก็หรี่ลงเล็กน้อย “ดูเหมือนนายจะชอบที่นี่ เป็นไงบ้าง หาที่ถูกใจได้รึยัง”
ลี่ถิงเซินช้อนสายตาขึ้นมองป๋อจิ่งชวน นัยน์ตาเรียวเคลือบไปด้วยประกายความหลักแหลม
ป๋อจิ่งชวนไม่ได้มองเขา ทว่ากลับนำแก้วน้ำวางลงไปตรงริมฝีปาก ตาคมเพิกเฉยต่อสายตาของลี่ถิงเซิน
เนิ่นนาน ก่อนที่ลี่ถิงเซินจะขำเสียงต่ำออกมาหนึ่งเสียง “แน่นอน”
ป๋อจิ่งชวนพยักหน้า “ก็ดี ไม่ง่ายเลยนะ ต่อไปก็จะได้กลายเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว”
เฉินฝานซิงได้ฟังบทสนทนาของบุคคลทั้งสองในห้องรับแขกแล้ว รู้สึกอ่อนแรงอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งๆ ที่ฟังดูเป็นบทสนทนาที่แสนจะธรรมดา แต่เธอกลับรู้สึกว่าเหมือนทั้งคู่กำลังสร้างสงครามประสาทกันภายใต้บทสนทนาง่ายๆ เหล่านี้
และเฉินฝานซิงก็พยายามฟังจนฟังออกว่า ป๋อจิ่งชวนกำลังไล่ต้อนลี่ถิงเซินอยู่ทุกฝีก้าว
เธอเข้าใจเพียงแค่ว่า ลี่ถิงเซินต้องการห้องสักห้องที่นี่ ทำไมป๋อจิ่งชวนถึงอยากให้ลี่ถิงเซินต้องเลือกห้องที่นี่
แม้ว่าจริงๆ แล้วการที่ลี่ถิงเซินลงทุนมาซื้อห้องดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้จะแปลกไปเสียหน่อย
ห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ใบหน้าของลี่ถิงเซินยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มเย็นชา เขาเงยหน้าขึ้นไปยังตำแหน่งของห้องครัว ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเคร่งขรึมว่า
“ได้จริงๆ เหรอ”
มือของป๋อจิ่งชวนชะงักลง เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่ส่งยิ้มเย็นอยู่ตรงหน้า “อะไร”
“ได้ข่าวว่าหมู่นี้ นายกำลังเตรียมจะจัดงานหมั้น”
กำลังเตรียมจะจัดงานหมั้น เฉินฝานซิงย่นคิ้ว
ป๋อจิ่งชวนจัดงานหมั้น หรือมีอะไรที่ทำไม่ได้งั้นเหรอ
หว่างคิ้วของป๋อจิ่งชวนผูกเข้าด้วยกัน ความหนาวเหน็บฉาบทับจากเบื้องลึกของนัยน์ตา และอัดแน่นไปด้วยคำตักเตือน
“ตอนนี้แม้ว่าการไร้ตัวตนของเธออาจจะเจ็บปวด แต่…หากเปิดเผยออกไป เธออาจจะต้องเจ็บปวดยิ่งกว่า”
“นายคิดว่าฉันจะทำให้เธอมีอันตรายงั้นเหรอ” ป๋อจิ่งชวนกดเสียงต่ำ
ในที่สุดเธอก็ถูกปิดกั้นด้วยระยะห่าง เขาจงใจลดเสียงลงต่ำ เฉินฝานซิงไม่อาจได้ยินมันอย่างชัดเจนได้
ลี่ถิงเซินยิ้มจางๆ “ความอันตรายมันแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์เสียที่ไหน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เรื่องร้ายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้พวกนี้ ทั้งที่ปิดไว้ ทั้งที่เปิดไว้…เหอะ มันก็มีอยู่แทบจะทั่วทุกสารทิศ”
ป๋อจิ่งชวนหรี่ตาลง ปากบางเม้มเข้าหากัน สีหน้าเยือกเย็นและแผ่ไอเย็นทั่วร่างกายเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย
ลี่ถิงเซินดื่มน้ำลงไปอีกแก้วหนึ่ง จากนั้นจึงวางแก้วน้ำลงไปบนโต๊ะน้ำชาอย่างเบามือ ทว่าก็ยังคงเกิดเสียงวัตถุกระทบกันดังกังวาน
“เรื่องผู้หญิงน่ะ เล่นสนุกได้เป็นครั้งคราว เลือกสิ่งที่ต้องการได้ แต่ขออย่างเดียว อย่าเพิ่งเอาใจไปเล่น นายหรือพวกเรา ต่างก็ไม่มีสิทธิ์นั้น”
เขาว่าพลางก็หยัดกายลุกขึ้น สองแขนงอเล็กน้อยเพื่อติดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ถูกปลดออก
ท่วงท่าที่ไมรีบร้อนและไม่อืดอาดเต็มไปด้วยความสูงส่ง อบอุ่น มีความรู้สง่างาม มาดคุณชายแต่งตัวดี
ใบหน้างดงามของป๋อจิ่งชนอึมครึมจนแทบจะกลั่นตัวออกมาเป็นหยดน้ำ