ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 108 ตามหาต้นเหตุ
ท่านอ๋องเก้าได้จัดตั้งโรงหมอขึ้นในหมู่บ้าน
ผู้ประสบภัย โดยพราชายาหานซู่ลี่เป็นผู้ไปเชิญฮูหยิน
เกาหรือฉายาในยุทธภพของฮูหยินไร้รอยกับท่านหมอ
เกามาอยู่ดูแลคนเจ็บไข้ได้ป่วย หลังจัดการคดีผู้ทุจริต
เรียบร้อยท่านอ๋องเก้าจึงมอบหมายให้เสนาบดีฟ่านห
ลี่เจี๋ยเป็นผู้เข้าไปดูแลจัดระเบียบชาวบ้านเพื่อจะได้
จัดหางานและอาชีพให้พวกเขา ทั้งยังต้องเข้าสำรวจ
เพื่อจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับการทำนาทำไร่และ
เลี้ยงสัตว์
“ดีเหมือนกันนะหลี่เจี๋ย ข้าเบื่อการวนเวียนอยู่ใน
เมืองชิงหลิวเต็มทนแล้ว ได้ออกไปดูบรรยากาศนอก
เมืองบ้างก็ดี ได้ยินว่าหมู่บ้านผู้ประสบภัยตั้งอยู่บนเนิน
เขาทิวทัศน์สวยงาม” จินวั่งซู่รีบยกมืออาสาไป
กับฟ่านหลี่เจี๋ยทันทีที่รู้ข่าว
“เนินเขานั่นหรือ? มีแต่หลุมศพของคนที่ตาย
เพราะภัยน ้าท่วม โคลนถล่ม ป่วยตาย หรือไม่ก็ถูก
วางยาพิษในอาหาร” สีหน้าราบเรียบของเสนาบดีหนุ่ม
ทำให้สหายหน้าเหวอ
“เจ้าช่างไม่พูดจาให้ข้ารู้สึกถึงความงดงามของทิว
เขา ต้นไม้และสายธารเลยนะ ที่นี่เป็นเมืองที่โอบล้อม
ด้วยภูเขาแสนงดงามแท้ๆ”
ฟ่านหลี่เจี๋ยผู้เคร่งขรึมและสุขุมอยู่เป็นนิจ ยามนี้
ห่างบุตรและภรรยามาจงมีอาการหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่
อาศัยทุ่มเททำงานเพื่อจะได้ลืมๆ ไป เขาเร่งทำงานทั้ง
วันทั้งคืน กลางวันออกตรวจงานกลางคืนก็ตรวจ
เอกสารและเขียนรายละเอียดที่จะมอบหมายงานให้ขุน
นางท้องถิ่นได้ทำงานต่อ
ทิวทัศน์งดงามสองข้างทางตั้งแต่ออกจากประตู
เมืองชิงหลิวจนถึงหมู่บ้านผู้ประสบภัยทำเอาจิตใจของ
ฟ่านหลี่เจี๋ยแช่มชื่นขึ้นไม่น้อย
“เจ้าดูสิ! ต้นไม้สองข้างทางเขียวชอุ่ม หากไม่เกิด
ภัยพิบัติในครั้งนี้ เมืองชิงหลิวนับว่าเป็นเมืองขนาด
กลางที่น่ามาตั้งรกรากยิ่งนัก”
“อืม…ตามที่ข้าอ่านข้อมูลของที่นี่ เมื่อสิบปีก่อน
เคยเกิดน ้าท่วมใหญ่แต่ก็เป็นเพราะแม่น ้าเกิดการเอ่อ
ล้นขึ้น คราวนี้มีทั้งน ้าป่าและโคลนถล่มน่าแปลกนัก
เห็นทีเราคงต้องขึ้นไปตรวจสอบบนภูเขาด้วยกันสัก
หน่อย”
ท่านอ๋องเก้ามอบหมายให้เติ้งเฉินฟู่กับองครักษ์
ฝีมือดีอีกสามคนติดตามฟ่านหลี่เจี๋ยออกมาด้วย จินวั่ง
ซู่จึงสบายใจหากสหายต้องการขึ้นไปตรวจ
สภาพการณ์บนภูเขา ฟ่านหลี่เจี๋ยมิได้มีวิทยายุทธ์สูง
นัก ส่วนตัวเขาก็แค่เพียงเอาตัวรอดได้ ดีหน่อยก็คือ
วิชาตัวเบา
“เจ้าสงสัยสิ่งใด?”
“ข้าคิดอยากหาสาเหตุที่ทำให้น ้าป่ากับโคลนไหล
ลงไปบ้าคลั่งเช่นนั้น เจ้าดูสิว่าเทือกเขาแถบนี้มีต้นไม้
ใหญ่น้อยหนาแน่น ย่อมจะซึมซับน ้าได้ดีจนไม่ควรเกิด
น ้าป่า ยิ่งสายน ้าโคลนพวกนั้นยิ่งไม่ควรเกิดด้วยซ ้า”
จินวั่งซู่คิดตามแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “นั่น
สิ! เราควรไปดูให้เห็นกับตา”
“เข้าไปวนดูในหมู่บ้านผู้ประสบภัยสักรอบแล้วเรา
ขึ้นเขากัน ยามนี้ยังเช้าอยู่แดดไม่ร้อนจะได้เดินดูได้
ทั่วๆ”
“ดี!”
ฟ่านหลี่เจี๋ยสั่งให้ขบวนผู้ติดตามจอดรถม้าและ
ผูกม้าไว้เพื่อเดินขึ้นเขา หัวหน้าหมู่บ้านหาพรานป่า
ชำนาญทางได้สองคน เส้นทางที่พวกเขาจะเดินขึ้นไป
มีโคลนไหลราดจับตัวหนาบ้างบางบ้างทำให้ม้าไม่
สามารถขึ้นไปได้ อาศัยเพียงการเดินทางขึ้นไปเท่านั้น
และหาไม่ชำนาญเส้นทางก็อาจจะต้องเสียเวลาทั้งอาจ
หลงป่าและไปติดอยู่ในแอ่งโคลนได้
ใต้เท้าฟ่านกับคุณชายจินเดินตามหลังพรานป่า
โดยมีเหล่าองครักษ์ตามประกบอยู่ข้างหลัง พวกเขา
เดินขึ้นไปถึงหมู่บ้านชาวเขาที่เคยตั้งอยู่สูงสุด
“ใต้เท้าท่านดูสิขอรับ! ขนาดหมู่บ้านนี้ยังถูก
โคลนกลบเสียเละ” พวกเขากวาดตามองไปทั่วเห็น
เพียงโคลนสีน ้าตาลที่มีเศษซากหลังคาบ้านเรือนโผล่
พ้นขึ้นมามากบ้างน้อยบ้าง “ยามนี้ดินเริ่มแข็งขึ้นแล้ว
จึงพอจะเดินได้ขอรับ”
ฟ่านหลี่เจี๋ยย ่าเท้าลงไปพบว่าหน้าโคลนด้านบน
เมื่อเหยียบลงไปยุบลงเล็กน้อย มีต้นไม้ใหญ่จำนวน
มากซุกอยู่ตามพื้นโคลนพวกนั้น “เหตุใดจึงมีต้นไม้ถูก
โค่นมากนักเล่า?”
“หลี่เจี๋ยเจ้าดูนี่! ท่อนไม้ใหญ่พวกนี้ล้วนเป็นไม้ล ้า
ค่าที่นิยมซื้อขาย” จินวั่งซู่ชี้ให้สหายดูท่อนไม้ใหญ่
จำนวนมากที่โผล่พ้นดินโคลนขึ้นมา
“พวกเจ้าช่วยพาข้าขึ้นไปบนยอดเขาเถิด ข้าอยาก
เห็นต้นเหตุที่แท้จริง”
พรานเหล่านั้นหันไปสบตากันด้วยลำบากใจ พวก
เขาไม่เคยขึ้นไปดูยอดเขาที่ผ่านมาแค่จะปีนมาเพื่อ
ช่วยเหลือคนในหมู่บ้านนี้ได้ก็ยากเย็นมากแล้ว กว่าจะ
รอให้โคลนพวกนี้แห้งหน่อยจึงขึ้นมาตามหาผู้บาดเจ็บ
หลายคนจึงไม่อาจรอความช่วยเหลือถูกความตาย
พรากจากครอบครัวไป คนโชคร้ายที่จมอยู่ในโคลน
พวกนั้นส่วนใหญ่เสียชีวิตไปหมด ผู้รอดล้วนโชคดีที่
อาจจะเกาะกิ่งไม้ได้ทัน
สีหน้าของใต้เท้าฟ่านหลี่เจี๋ยแม้จะดูราบเรียบแต่
กลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าการตวาดออกมานัก เพียงตวัด
สายตามามองพรานทั้งสองคนก็รีบพยักหน้า
“พวกข้าจะนำทางเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
เมื่อคนทั้งหมดเดินขึ้นสูงขึ้นเลยจากหมู่บ้านไปไม่
ใกล้กลับพบว่า ป่าด้านบนมีเพียงตอไม้เรียงรายเป็น
ลานกว้าง ต้นใหญ่ถูกตัดไปหมดสิ้น บนยอดเขานั้น
มิได้ลาดชันนัก หากเป็นที่ราบกว้างแล้วค่อยเป็นที่ลาด
ชันขึ้นช่วงหนึ่งจากนั้นก็เป็นที่ราบกว้างอีก แต่ทั้งหมด
ล้วนแล้วไม่มีต้นไม้ใหญ่หลงเหลือ
“นี่มันอะไรกัน?” คนทั้งหมดเห็นสภาพด้านบน
ยอดเขาแล้วถึงกับตื่นตะลึง
“นี่ไง? สาเหตุที่แท้จริง ขุนนางทุจริตพวกนั้นมิได้
เพียงยักยอกเงินและเสบียงพระราชทานเท่านั้น ที่ผ่าน
มาพวกเขายังลอบตัดต้นไม้ล ้าค่าบนยอดเขาจนทำให้
ยามฝนตกไม่มีปราการธรรมชาติกั้นน ้าป่าเอาไว้ได้
โคลนพวกนั้นล้วนเกิดจากดินภูเขาที่ไม่มีรากต้นไม้ยึด
เกาะถูกกัดเซาะไหลลงไปเบื้องล่าง ทำคนตายไปค่อน
เมือง”
“มิน่า! จึงมีท่อนไม้และต้นไม้จำนวนมากที่มีรอย
ขวานฟันลอยลงไปพร้อมน ้าป่าและโคลนพวกนั้น” เติ้ง
เฉินฟู่เห็นแล้วพลันนึกถึงสภาพที่ราบใกล้แม่น ้าที่เขา
เคยไปตรวจตราพร้อมกับท่านอ๋องเก้าและพราชายา
เมื่อครั้งมาถึงที่นี่แรกๆ
“คราวนี้รู้สาเหตุที่แท้จริงแล้วจะได้เขียนฎีกาถวาย
ฝ่าบาทได้เสียที” ฟ่านหลี่เจี๋ยถอนหายใจ ความหนัก
อกหนักใจนับตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่ นอกจากความ
ยากแค้นของราษฎรที่ต้องแก้ไขแล้ว เขายังเกรงวัน
ข้างหน้าเหตุอย่างนี้อาจจะเกิดขึ้นซ ้าอีก หลุมศพ
ด้านล่างที่อยู่บนเนินเขาหลายลูกเมื่อรับรู้ว่าชาวบ้าน
เหล่านั้นล้วนเสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกันก็นับว่า
สะเทือนใจมากอยู่แล้ว ความวิปโยคของเมืองชิงหลิว
ในครั้งนี้สร้างความทุกข์กายทุกข์ใจให้กับผู้คนจำนวน
มาก
ครั้นขบวนพวกเขาลงจากภูเขาในยามบ่าย ใต้
เท้าฟ่านขอให้พรานนำทางพาอ้อมไปยังหมู่บ้านอีก
ฟากหนึ่งที่จมหายไปใต้โคลนซ ้ายังไม่มีผู้รอดชีวิต
แม้แต่คนเดียว ศพของพวกเขายังไม่มีผู้ใดขุดออกมา
ได้เพราะอยู่ในแอ่งโคลนลึก คนทั้งหมดก้าวเท้าอย่าง
ระมัดระวัง แม้ดินโคลนส่วนบนจะแห้งมากแล้วแต่ก็
ประมาทมิได้
“พวกท่านค่อยๆ เดิน พยายามดูกิ่งไม้ที่ยังสด
ใหม่เอาไว้ด้วย เผื่อโคลนยุบจะได้มีที่ยึดเกาะ” เสียง
พรานนำทางร้องบอกทุกคน